การดัดแปลงผลงานของกู่หลงเป็นเรื่องที่จัดการได้ยากมาโดยตลอด ตัวละครไม่มีที่มาที่ไป วรยุทธ์ไม่มีต้นกำเนิด พล็อตเรื่องกระโดดไปมาตามใจชอบ ยอดฝีมือที่เก่งกาจแค่ไหนก็อาจจะถูกเสี่ยวเอ้อฟาดกระบองจนสลบได้
สรุปก็คือ ไม่ต้องไปพูดถึงความสมเหตุสมผลอะไรทั้งนั้น
แต่ในละครโทรทัศน์ สิ่งที่สำคัญที่สุดกลับเป็นความสมเหตุสมผลและประสบการณ์การรับชมที่ราบรื่น หากดำเนินเรื่องตามนิยายเป๊ะๆ รับรองว่าเจ๊งไม่เป็นท่า ทำได้เพียงสกัดเอาฉากเด็ดๆ ออกมา แล้วให้คนเขียนบทเติมเต็มส่วนที่เหลือ จึงจะกลายเป็นเรื่องราวที่สมบูรณ์และกลมกลืนได้
ใครๆ ก็บอกว่าฉู่หยวนกำกับผลงานของกู่หลงได้ยอดเยี่ยมที่สุด แต่ถ้าว่ากันตามแก่นแท้และสไตล์ของแนวกำลังภายใน สวีเหล่ากว้ายน่าจะเป็นตัวเลือกที่เหมาะสมที่สุด น่าเสียดายที่หมอนี่ไม่เคยสนใจเลย
อย่างในเรื่อง "ตงฟางปู้ไป้" ลิ่งหูชงกับท่านประมุขอยู่บนหน้าผาโดดเดี่ยว ภายใต้แสงจันทร์อันหนาวเหน็บ คนหนึ่งเป่าขลุ่ย คนหนึ่งดื่มสุรา แล้วก็ท่องบทกวีบลาๆๆ
อ้อใช่ เนื่องจากประโยคนี้ฝังลึกเข้าไปในใจคนมากจนหลายคนคิดว่าเป็นสุภาษิตโบราณอะไรสักอย่าง แต่จริงๆ แล้วมันเป็นผลงานออริจินัลของกู่หลง
ส่วนละครเรื่อง "อู่หลินไว่สื่อ" แทบจะไม่เฉียดใกล้เคียงกับต้นฉบับนิยายเลย ทั้งเรื่องมีแค่ชื่อคนเท่านั้นที่เป็นของจริง
จุดที่เจ๋งโคตรๆ ของมันก็คือ การเปิดฉากยุคแห่งความขัดแย้งที่เหลือเชื่อ แฟนหนังสือน่วนใหญ่คือพรรคชิชิ ส่วนแฟนละครส่วนใหญ่คือพรรคเฟยเฟย ทั้งสองพรรคก้าวข้ามขอบเขตสื่อของหนังสือและโทรทัศน์ ด่าทอกันอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย
ที่คล้ายๆ กันนี้ ก็ยังมีพรรคฉายไต้ พรรคหลิงเยวี่ย...
โคตรจะปวดตับ!
หลังจากฉู่ชิงและคุณหนูฟ่านมาถึง ก็ได้พบกับทีมงานหลักของกองถ่าย ไม่ได้จงใจจัดงานเลี้ยงต้อนรับอะไร ทุกคนกินข้าวในโรงอาหารง่ายๆ ทำความรู้จักกัน แล้วก็กลับไปพักผ่อนที่โรงแรม
รอบนี้ระยะเวลาการถ่ายทำค่อนข้างนาน ยัยหนูเอาสัมภาระมาเยอะมาก แถมตัวเองก็ไม่ชอบจัดของ อาบน้ำเสร็จก็อ้างเหตุผลห่วยๆ ว่าเมาเครื่องบินเมารถจนแขนขาไม่มีแรง นอนดูแฟนหนุ่มทำงานบ้านอยู่บนเตียงอย่างสบายใจเฉิบ
ฉู่ชิงช่วยเธอจัดแปรงสีฟัน แขวนผ้าเช็ดตัว รวบรวมเสื้อผ้าที่จะเปลี่ยนในฤดูนี้ใส่ลงในถุง... วุ่นวายจนเท้าแทบไม่ติดพื้น ผลปรากฏว่าพอหันกลับไปก็เห็นเธอกำลังนอนคว่ำแทะเมล็ดแตงโมอยู่อย่างสบายอารมณ์
เขาก็ของขึ้นทันที พุ่งตัวเข้าไปหา จับเธอถอดเสื้อผ้าออกในไม่กี่ที แล้วเริ่มสั่งสอนดังเพี๊ยะๆๆ
คุณหนูฟ่านเดิมทีตั้งใจจะนอนหลับดีๆ สักตื่น แต่เห็นแฟนหนุ่มอารมณ์ดีขนาดนี้ ก็ไม่ได้ปฏิเสธ และยังคงให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่
เพราะเรื่องเซ็กส์เนี่ย บางครั้งก็ต้องยอมๆ กันไปจริงๆ
อย่างเช่นคุณเหนื่อยมากแล้ว แต่อีกฝ่ายดันอยากมาก ก็ทำหน้าบูดใส่ไม่ได้ ต้องทำก็ต้องทำ ไม่แน่ว่าครั้งหน้าอาจจะถึงตาคุณที่ไฟราคะพุ่งปรี๊ด แต่อีกฝ่ายกลับไม่สนใจไยดีก็ได้นะ
ยิ่งไปกว่านั้น ทั้งสองคนผ่านเรื่องน่าอายมาด้วยกันหลายครั้ง เริ่มคุ้นเคยกับร่างกายและความชอบของกันและกัน ความรู้ใจก็เพิ่มขึ้น สภาพก็ยิ่งสอดประสานกันมากขึ้นเรื่อยๆ
จะว่าไปจุดซ่อนเร้นของยัยหนูนั้นแปลกประหลาดมาก อยู่ใต้สะดือลงไป แยกไปทางซ้ายและขวา เป็นร่องเนื้อตื้นๆ สองเส้นที่เชื่อมติดกับต้นขา นี่เรียกได้ว่าเป็นเขตหวงห้ามของเธอเลย แตะไม่ได้เด็ดขาด แค่เลียเบาๆ ก็เหมือนถูกไฟช็อต ตัวสั่นไปทั้งตัว
หลังจากฉู่ชิงค้นพบจุดอ่อนของแฟนสาว เขาก็มักจะจับแขนขาเธอไว้ แล้วฝืนขยี้บริเวณนั้นไปมา
จากนั้นหน้าท้องน้อยๆ อวบๆ ของเธอ ก็จะแอ่นขึ้นไม่หยุด ปากครางอืออาไม่รู้ว่าพูดอะไร จนกระทั่งหมดแรง แล้วทรุดตัวฮวบลงไปราวกับขาดใจตาย
โดยรวมแล้ว ในด้านนี้ทั้งสองคนก็ค่อนข้างเอ็นจอยทีเดียว
สิ่งเดียวที่ทำให้เขารู้สึกหงุดหงิดเล็กน้อยก็คือ ความชื่นชอบในท่าออนท็อปของยัยหนูนั้นมีมากจนเกินจะบรรยายได้ ทุกครั้งจะต้องขึ้นขี่ แต่พละกำลังก็ไม่ค่อยจะมี มักจะขยับได้ไม่กี่นาทีก็ปวดเอวขาอ่อน แถมยังดื้อด้านไม่ยอมลง เกาะติดเขาเหมือนโคอาล่า
สรุปก็คือ พวกเขาพักผ่อนหรือทรมานกันมาทั้งคืน แต่ยังไงก็สดชื่นกระปรี้กระเปร่าดี วันรุ่งขึ้นจึงรีบไปที่กองถ่ายแต่เช้า
ฉากอยู่ที่สวนเกาอี้บนภูเขาเทียนผิง สไตล์ต่างจากสวนซูโจวในยุคที่เจริญเต็มที่อยู่บ้าง มีทั้งหมดห้าเรือน ค่อนข้างกว้างขวางใหญ่โต ทีมงานเลือกสถานที่มาหลายแห่งกว่าจะเลือกที่นี่ จูชิชิอย่างไรเสียก็เป็นถึงลูกสาวของเศรษฐีอันดับหนึ่งในยุทธภพ เป็นลูกเศรษฐีของแท้ จะอยู่สถานที่ซอมซ่อเกินไปก็คงไม่สมเหตุสมผล
"นี่ คุณหนูของเธอไปไหนล่ะ?"
ฉู่ชิงทำหน้าที่ผู้ช่วยได้อย่างดีเยี่ยม หิ้วกระเป๋า รินน้ำ พัดให้ วิ่งรับใช้ เพิ่งจะถือไอศกรีมโคนสองอันกลับมาที่กองถ่าย แต่ไม่เห็นแฟนสาว จึงถามเสี่ยวหนีปา สาวใช้คนสนิทของเธอ
"อ้อ เธอ เธอไปแต่งหน้าค่ะ เพิ่งเข้าไป" หลี่เชี่ยนกำลังนั่งเหม่อรอถ่ายทำอยู่ ก็รีบลุกขึ้นยืนอย่างลุกลี้ลุกลน พร้อมกับชี้ไปที่ห้องแต่งหน้า
"งั้นอันนี้ให้เธอ" เขายื่นไอศกรีมให้แท่งหนึ่ง
"มะ ไม่เป็นไรค่ะ..." หญิงสาวโบกมือปฏิเสธรัวๆ
การแต่งตัวของเธอในตอนนี้บัดซบมาก เสื้อผ้าลายดอกไม้พื้นสีชมพู มัดผมแกะสองข้างที่ดูไม่ได้เอาซะเลย จะเชยแค่ไหนก็แค่นั้น ส่วนเครื่องหน้านั้น ไม่ถือว่าสวย แต่ก็ดูมีชีวิตชีวามาก โดยเฉพาะไฝเม็ดเล็กๆ ที่ริมฝีปาก พอมองดูแล้วกลับมีเสน่ห์ดึงดูดใจทีเดียว
"เธอไม่ชอบกินเหรอ?" เขาถาม
"ฉะ ฉันชอบกินค่ะ"
"งั้นก็รีบรับไปเถอะ ไม่งั้นละลายหมด" ฉู่ชิงพูดพลางหัวเราะ ยัดไอศกรีมใส่มือเธอ
"ขอบคุณค่ะ" หลี่เชี่ยนตอบเสียงเบา เธอค่อนข้างประหม่า เป็นแค่นักแสดงหน้าใหม่ แถมยังเป็นละครเรื่องแรก นักแสดงคนไหนก็ตาม ล้วนเป็นดาราดังสำหรับเธอทั้งนั้น
"เธอยังเรียนอยู่เหรอ?" เขานั่งลงข้างๆ กลืนไอศกรีมโคนไปครึ่งหนึ่งในคำเดียว ชวนคุยเรื่อยเปื่อย
"ค่ะ เรียนเต้นอยู่ที่เมืองหลวง"
"แล้วปีนี้เธออายุเท่าไหร่?"
"ฉันสิบหกแล้วค่ะ"
"อ้อ" เขาพยักหน้า ไม่ได้ประหลาดใจอะไร
ท่าทางอ่อนเยาว์ของเธอแบบนี้ ต่อให้ผ่านไปอีกสิบกว่าปีก็เหมือนจะไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง เป็นปีศาจโลลิพันปีของแท้แน่นอน
ทั้งสองคนคุยกันสัพเพเหระ รออีกสักพัก คุณหนูฟ่านถึงแต่งหน้าเสร็จ ฉู่ชิงเหลือบเห็นแฟนสาว ดวงตาก็เป็นประกายขึ้นมาทันที
เธอเคยแสดงมาหลายบทบาท แต่ไม่เคยลองบทคุณหนูตระกูลใหญ่แบบนี้มาก่อนเลย พอสวมชุดโบราณสีสันสดใสแบบนั้น ทั้งสวยทั้งน่ารัก เต็มเปี่ยมไปด้วยพลังชีวิต ดูแล้วช่างเจริญหูเจริญตา
"เอาล่ะ มาลองดูสิ!" ตอนนี้ทีมฉากได้ตั้งบันไดเสร็จเรียบร้อยแล้ว จึงตะโกนเสียงดัง
คุณหนูฟ่านไม่ทันได้ทักทายแฟนหนุ่ม ก็รีบเดินไป เหยียบดูก่อน รู้สึกว่ายังมั่นคงดี จึงปีนขึ้นไปบนต้นไม้ หากิ่งไม้ที่แข็งแรงหน่อย แล้วนั่งถ่างขา เธอเป็นคนกล้าแบบบ้าบิ่น ไม่กลัวเลยสักนิด ยิ้มแป้นแล้นดูตื่นเต้นไม่เบา
"ทุกคนประจำที่!"
"!"
หลี่เชี่ยนดึงกระโปรงวิ่งเข้ามาในกล้อง ตะโกนอย่างร้อนใจ "คุณหนูคะ คุณหนูอยู่ไหน?"
"คุณหนูคะ รีบออกมาเถอะค่ะ อย่าเล่นอีกเลย!" เธอมองหาไปทั่ว
คุณหนูฟ่านพิงกิ่งไม้ ในมือถือหนังสติ๊ก ใส่ลูกปัดทองคำ เล็งไปที่เธอ ก่อนจะยิงออกไปดังปึ้ก ตกลงไปในพุ่มไม้เฉียงๆ
หลี่เชี่ยนเหลือบเห็นสัญญาณจากผู้ช่วยผู้กำกับ ก็รีบกุมลำคอล้มลง ร้องโอดโอย ราวกับเจ็บปวดมาก
"ฮิฮิ ฝีมือฉันเก่งขึ้นเรื่อยๆ แล้ว!" ยัยหนูพูดพลางหัวเราะ ยื่นนิ้วชี้ออกมาปาดใต้จมูก แล้วสูดลมหายใจเบาๆ
หลี่เชี่ยนลุกขึ้นอย่างยากลำบาก เงยหน้าตะโกน "คุณหนูรีบลงมาเถอะค่ะ นายท่านไม่ให้คุณหนูปีนต้นไม้นะคะ"
"นายจะยุ่งอะไรกับฉัน?" เธอเชิดคางขึ้น
"โอ๊ย ที่บ้านเกิดเรื่องใหญ่แล้ว!"
"เกิดเรื่องใหญ่อะไรขึ้น?"
"เธอลงมาสิ ฉันจะบอกให้" หลี่เชี่ยนกวักมือเรียกราวกับกำลังหลอกล่อเด็ก
"ได้ งั้นฉันลงไปละนะ!" คุณหนูฟ่านกะพริบตา ทำท่าเหมือนจะกระโดดลงมา ต้นไม้สูงขนาดนั้น แน่นอนว่าเป็นไปไม่ได้ที่จะกระโดดลงมาจริงๆ เป็นแค่การตัดต่อภาพเท่านั้น
"ผ่าน!"
เมิ่งจี้ตะโกนบอก สีหน้าเบิกบานใจ นักแสดงเล่นได้ยอดเยี่ยม ผู้กำกับย่อมต้องอารมณ์ดีเป็นธรรมดา
คุณหนูฟ่านเหยียบบันได ยังไม่ทันจะถึงขั้นสุดท้ายก็กระโดดลงมา วิ่งไปหาแฟนหนุ่มเป็นอันดับแรก ก่อนจะพูดอวดว่า "เป็นไงๆ?"
"ใช้ได้ๆ ไม่เวอร์เลยสักนิด ดูเป็นธรรมชาติมาก" ฉู่ชิงเอ่ยชม
จูชีชีในต้นฉบับเดิม มีสองจุดที่ทำให้คนวิพากษ์วิจารณ์มากที่สุด: หน้าตาที่ดูเชยสะบัด และฝีมือการแสดงที่เชยยิ่งกว่า
แต่สำหรับคุณหนูฟ่าน ไม่ว่าจะเป็นหน้าตาหรือการแสดง ล้วนเก่งกาจกว่าไม่ใช่น้อยๆ ต่อให้ข่มบารมีของหวังเยี่ยนไม่ได้ ก็ยังไม่ถึงกับตกเป็นรองมากเกินไป
"แหงสิ ตอนนี้ฉันไม่เหมือนแต่ก่อนแล้วนะ" เธอได้ใจหนักขึ้นไปอีก จากนั้นก็แกล้งหาเรื่องพูดว่า "เอ๊ะ แล้วไอศกรีมฉันล่ะ?"
"เดี๋ยวฉันไปซื้อให้ใหม่" ฉู่ชิงหมดปัญญา ได้แต่หยิกแก้มเธอไปทีหนึ่ง
……
"กองถ่ายดีมากครับ ไม่มีเรื่องอะไร ฟ่านปิงปิงก็เข้ากองแล้ว ทำผลงานได้ไม่เลวเลย"
"เรื่องความคืบหน้า น่าจะรับประกันได้ครับ ผู้กำกับเมิ่งกะเกณฑ์ไว้ในใจอยู่แล้ว เขาเป็นพวกเก๋าเกมครับ"
"อืม ดีครับ ถ้ามีเรื่องอะไรผมจะรีบรายงานคุณทันที"
ที่โซนพักผ่อนในสวน ใต้เต็นท์กันแดดขนาดใหญ่ มีโต๊ะสี่เหลี่ยมจัดวางไว้ พร้อมด้วยม้านั่งยาวอีกสองตัว เจียงเสวี่ยโหรวกำลังกินน้ำแข็งใสพลางคุยโทรศัพท์กับเจ้านายของบริษัท
ข้างๆ กันเป็นร้านเล็กๆ ธุรกิจภายในสถานที่ท่องเที่ยว ขายพวกเครื่องดื่มและไอศกรีม กองถ่ายร้อนเกินไปจริงๆ ไม่มีที่ร่มๆ เลย เธอจึงแวะมานั่งที่นี่เป็นระยะ ถือเป็นการหาเวลาพักเหนื่อยชั่วคราว
ฉู่ชิงแวะมาเป็นครั้งที่สองก็เห็นเธอเข้าพอดี รู้สึกแปลกใจเล็กน้อยจึงเอ่ยทักทาย "พี่เสวี่ยโหรว!"
"อ้าว ชิงจื่อ มาซื้อของเหรอ?" เจียงเสวี่ยโหรวยิ้มถาม
"ครับ มาซื้อไอศกรีม"
"น้ำแข็งใสผลไม้นี่ก็รสชาติไม่เลวนะ นายลองชิมดูสิ"
เขากำลังเตรียมจะควักเงิน พอฟังแล้วก็รู้สึกว่าเปลี่ยนรสชาติบ้างก็ดีเหมือนกัน จึงเอ่ยว่า "ได้ครับ งั้นเอาสองที่ เอาสตรอว์เบอร์รีกับแตงโมครับ"
"แตงโมหมดแล้ว ต้องไปซื้อใหม่" เจ้าของร้านตอบโดยไม่เงยหน้า
"นานแค่ไหนครับ?"
"ไม่ไกลหรอก สิบกว่านาที"
"โอเคครับ เดี๋ยวผมรอ"
ฉู่ชิงทิ้งตัวนั่งลงตรงข้ามเธอ เหลือบมองออกไปนอกเต็นท์กันแดด เห็นพื้นอิฐที่ร้อนระอุแล้วก็อดพูดไม่ได้ "อากาศร้อนเกินไปแล้วครับ"
"นั่นสิ นี่เพิ่งจะเดือนเจ็ดเอง อีกสักพักคงร้อนกว่านี้ ต้องเตรียมก้อนน้ำแข็งไว้แล้วล่ะ" เจียงเสวี่ยโหรวเอ่ย
"ก้อนน้ำแข็งอะไรเหรอครับ?" เขาชะงัก
"ก็ก้อนน้ำแข็งขนาดใหญ่ที่เอาไว้คลายร้อนโดยเฉพาะน่ะสิ ในกองคนเยอะขนาดนี้ วันหนึ่งต้องใช้ตั้งห้าหกกระสอบ"
ฉู่ชิงเหมือนจะเข้าใจแต่ก็ไม่เข้าใจ ทว่ามีเรื่องหนึ่งที่เขาค่อนข้างกระจ่างชัด: แม่งเป็นโปรดิวเซอร์เหมือนกันแท้ๆ คนอื่นกลับได้ใช้ก้อนน้ำแข็ง ส่วนกองถ่ายซอมซ่อแบบตัวเองกลับทำได้แค่แทะไอศกรีมแท่ง
"กริ๊งๆ!"
ระหว่างที่พูดอยู่นั้น ก็ได้ยินเสียงกริ่งดังขึ้น ทั้งสองคนล้วงเอาโทรศัพท์มือถือออกมาดูพร้อมกัน
"ของฉันเอง" เจียงเสวี่ยโหรวยิ้มพลางลุกขึ้นเดินห่างออกไปเล็กน้อย
ฉู่ชิงไม่ได้ตั้งใจจะแอบฟังจริงๆ แต่หูดันดี แถมเสียงพูดของเธอก็ดังไปหน่อย เนื้อหาที่คุยกันจึงลอยแว่วมาให้ได้ยินเป็นระยะ
"ฮัลโหล ประธานซู... อืม เป็นยังไงบ้างคะ?"
"อาจารย์ถังตกลงแล้วเหรอคะ? ดีจังเลย... หึ ฉันก็กลัวเรื่องนี้แหละค่ะ เพราะมันมีบางส่วนซ้ำซ้อนกัน แถมเขาก็ยุ่งอยู่ด้วย"
"เรื่องอื่นฉันไม่กังวลหรอกค่ะ บทของอาจารย์อวี้เยวี่ย ใครบ้างจะไม่อยากเล่น..."
"เอ๊ะ? ไม่ใช่ๆ ค่ะ... ฉันแค่รู้สึกว่ามันไม่ค่อยน่าเชื่อถือเท่าไร"
เธอคุยอยู่ประมาณหกเจ็ดนาทีก็วางสายแล้วกลับมาที่โต๊ะ ขมวดคิ้วเล็กน้อย กินมะละกอจนหมดชิ้นอย่างช้าๆ ก่อนจะโพล่งขึ้นมาว่า "ชิงจื่อ ปกตินายเล่นอินเทอร์เน็ตบ้างไหม?"
"เอ่อ เล่นครับ" ฉู่ชิงไม่รู้จะตอบให้ชัดเจนอย่างไร จึงได้แต่ตอบแบบกว้างๆ
"ฉันแทบไม่ได้ใช้คอมพิวเตอร์เลย เดี๋ยวนี้คนเล่นอินเทอร์เน็ตกันเยอะไหม?" เธอถามต่อ
"ก็โอเคนะครับ น่าจะเยอะพอสมควร"
เจียงเสวี่ยโหรวพยักหน้าเล็กน้อย ไม่พูดถึงเรื่องนี้อีก และกินน้ำแข็งใสต่อไป
ทว่าในใจของฉู่ชิงกลับคิดไปไกลแล้ว แต่ก็ไม่กล้าพูดออกไปตรงๆ เขาลังเลอยู่นาน เลียริมฝีปากทีหนึ่ง แล้วเอ่ยว่า "พี่เสวี่ยโหรว คืนนี้พี่ว่างไหมครับ?"
"ว่างสิ มีอะไรเหรอ?"
"ผมกับปิงปิงอยากจะเลี้ยงข้าวพี่สักมื้อน่ะครับ"
"ไม่มีอะไรแล้วจะมาเลี้ยงข้าวฉันทำไม?" เธอประหลาดใจ
"ไม่ได้มีอะไรหรอกครับ แค่จะขอบคุณพี่หน่อย แล้วพรุ่งนี้ผมก็จะไปแล้วด้วย ต้องฝากพี่ช่วยดูแลเธอด้วยนะครับ"
"โธ่ ไม่ต้องเกรงใจขนาดนั้นหรอก เรื่องกินข้าวก็ช่างเถอะ..." เจียงเสวี่ยโหรวพูดไปพูดมาก็ตอบสนองได้ทันควัน เธอกะพริบตาพร้อมรอยยิ้ม "นายไม่ได้จะเลี้ยงขอบคุณฉันแค่นั้นใช่ไหม?"
"เอ่อ ผมไม่ได้ตั้งใจจริงๆ นะครับ เมื่อกี้ตอนที่พี่คุยโทรศัพท์ ผม ผมได้ยินนิดหน่อยน่ะ"
หมอนี่ทั้งทำตัวไม่ถูกและเขินอาย ถามตะกุกตะกักว่า "คือว่า พวกพี่ พวกพี่เตรียมจะเปิดกล้องเรื่องใหม่เหรอครับ?"







