หมอกหนาแผ่ปกคลุมอย่างต่อเนื่อง
แสงสว่างหลายดวงสาดส่องทั้งเบื้องหน้าและเบื้องหลัง
แสงโคมที่เจิดจ้าที่สุดซึ่งอยู่หน้าสุดสาดส่องกระทบอาวุธวิเศษของคนหลายคนที่อยู่ด้านหลัง ทำให้อาวุธวิเศษของพวกเขาสะท้อนแสงอันเรืองรองของโคมเพลิงเทวะออกมา
ประกายแสงล้ำค่าจากอาวุธวิเศษในมือของพวกเขายังช่วยเพิ่มกลิ่นอายลึกลับที่แปลกประหลาดขึ้นอีกส่วนหนึ่ง
"ศิษย์น้อง เจ้าเห็นสิ่งใดงั้นหรือ?" เหวินอวิ๋นเอ่ยถามอย่างอดไม่ได้ หลังจากเดินตามหลังจ้าวฟู่อวิ๋นมาได้ระยะหนึ่ง
"ข้าเห็นพี่น้องตระกูลโจวคุกเข่าอยู่หน้าสุสานใหญ่แห่งนั้นขอรับ" จ้าวฟู่อวิ๋นตอบ
"อะไรนะ?" สตรีทั้งสี่แห่งสำนักหลีซานตกใจในใจ สีหน้าล้วนเผยความหวาดหวั่น เหวินซีกล่าวขึ้นว่า "กลุ่มประติมากรรมหินในสุสานแห่งนั้น ข้อห้ามที่ใหญ่หลวงที่สุดคือห้ามคุกเข่ากราบไหว้เด็ดขาด พวกเขา พวกเขาไฉนจึงทำเช่นนั้น..."
"หากคุกเข่ากราบไหว้แล้วจะเป็นเช่นไรหรือขอรับ?" จ้าวฟู่อวิ๋นถาม
"มีบันทึกไว้ว่า เคยมีคนเข้าไปในนั้นแล้วมิอาจต้านทานความนึกคิดที่จะคุกเข่ากราบไหว้ในใจได้ หลังจากคุกเข่ากราบไหว้ก็กลายเป็นรูปปั้นหินไปเลยเจ้าค่ะ" เหวินซีกล่าว
จ้าวฟู่อวิ๋นรู้สึกว่าหากเพียงแค่กลายเป็นคนหิน นั่นก็ยังดี พวกเขากลายเป็นคนหิน ตราบใดที่ไม่ทำร้ายผู้อื่นก็พอแล้ว ทว่าในใจเขากลับรู้สึกว่าเรื่องราวคงไม่ง่ายดายถึงเพียงนั้น
เพราะในใจของเขา ความรู้สึกหวาดผวาในตอนแรกได้แปรเปลี่ยนเป็นความรู้สึกหนักอึ้ง และมิได้เลือนหายไปเพราะการอยู่ห่างไกลเลย
"เหลืออีกกี่วัน ประตูตำหนักสวรรค์จึงจะเปิดออกอีกครั้งหรือขอรับ" จ้าวฟู่อวิ๋นเอ่ยถามอีกครั้ง
ตลอดมา จ้าวฟู่อวิ๋นมักจะเยือกเย็นและเชื่อมั่นในตนเองมาก เขาเป็นคนพูดน้อย ทว่ามีวิถีการที่ล้ำลึก ทว่ายามนี้จ้าวฟู่อวิ๋นกลับเอ่ยปากถามเรื่องนี้ขึ้นมาอย่างกะทันหัน เห็นได้ชัดว่าเขารู้สึกว่าที่นี่อันตรายมากแล้ว
ครั้งนี้ พวกนางรู้สึกว่าอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นในตำหนักสวรรค์ดูเหมือนจะมากเกินไปเสียหน่อย
"ระยะเวลาเก็บเกี่ยวในตำหนักสวรรค์คือสามสิบวัน ตอนนี้ผ่านไปแล้วสิบห้าวัน ยังเหลืออีกสิบห้าวันเจ้าค่ะ" เหวินซีกล่าว
จ้าวฟู่อวิ๋นอยู่ท่ามกลางหมอกหนาทึบนี้จนไม่รู้ว่าผ่านไปกี่วันแล้ว แต่เหวินซีกลับรู้ เห็นได้ชัดว่ามีเคล็ดวิชาเฉพาะสำหรับการแยกแยะการไหลเวียนของเวลา
"เมื่อครู่ ข้าสัมผัสได้ถึงอันตราย จึงต้องการจากที่นั่นมาทันที แต่ไม่รู้ว่าอันตรายเช่นนี้จะตกลงมาใส่หัวพวกเราหรือไม่" จ้าวฟู่อวิ๋นกล่าว "เป็นเพราะข้ามิค่อยเข้าใจแดนลับตำหนักสวรรค์แห่งนี้ ควรทำเช่นไร คงต้องให้ศิษย์พี่หญิงทั้งหลายช่วยตัดสินใจแล้วขอรับ"
อันที่จริงพวกเหวินซีก็เพิ่งเคยเข้ามาเป็นครั้งแรก ทั้งยังไม่เคยเผชิญกับเรื่องเหล่านี้ ทว่ากรณีตัวอย่างมากมายของสำนักหลีซานได้บอกนางว่า เมื่อพบเจอกับเรื่องแปลกประหลาดและอันตรายในตำหนักสวรรค์แห่งนี้ ห้ามลุกลี้ลุกลนเด็ดขาด
"ในสถานการณ์เช่นนี้ พวกเราสู้เฝ้ารออยู่อย่างสงบสักพักเพื่อดูลาดเลาเถิดเจ้าค่ะ" เหวินซีเสนอ
จ้าวฟู่อวิ๋นครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก็ทำได้เพียงเท่านี้ คนอื่นๆ ต่างครุ่นคิดตามเช่นกัน และไม่มีวิธีที่ดีกว่า เพราะในแดนลับตำหนักสวรรค์แห่งนี้ ทุกคนไม่มีทางหนี
ดังนั้นทุกคนจึงหาสภาพภูมิประเทศที่ค่อนข้างเปิดโล่ง ต่างคนต่างยึดครองตำแหน่งหนึ่ง จัดเรียงเป็นค่ายกลเก้าวัง นั่งทำสมาธิกันอย่างเงียบๆ ทีละคนๆ เพื่อใช้จิตวิญญาณสัมผัสความว่างเปล่าของที่แห่งนี้ และเพื่อป้องกันอันตรายที่อาจแฝงตัวอยู่ในสายหมอกไปด้วย
ในตำหนักสวรรค์ วัตถุดิบวิเศษต่างๆ ที่เกิดขึ้นเมื่อนำออกไปย่อมสามารถใช้หลอมโอสถและสร้างอาวุธวิเศษได้ ในจำนวนนั้นมีต้นท้อเซียนต้นหนึ่งที่กว่าจะสุกงอมต้องใช้เวลากว่ายี่สิบปี มันสามารถเพิ่มพูนพลังแก่นแท้ในร่างของผู้บำเพ็ญเพียรได้อย่างมหาศาล เมื่อหลอมเป็นพลังเวทแล้ว จะช่วยผู้บำเพ็ญเพียรประหยัดความเหนื่อยยากไปได้มาก
ส่วนศิลาจารึกปราบมารนั้น สามารถใช้เพื่อทำความเข้าใจคาถาอาคมสยบมารได้ นี่ก็เป็นหนึ่งในเป้าหมายของผู้ที่เข้ามาเช่นกัน
ยังมีอีกสิ่งหนึ่ง นั่นคือการสัมผัสความเปลี่ยนแปลงของฟ้าดินแห่งนี้ ส่วนจะสามารถรู้แจ้งสิ่งใดได้บ้างนั้น ก็ล้วนขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคลแล้ว
หากเป็นในสถานการณ์ปกติ เมื่อถึงช่วงหลัง ทุกคนก็จะหยุดพักเพื่อสัมผัสกับฟ้าดินแห่งนี้
การเปิดออกของฟ้าดิน ย่อมต้องมีปรากฏการณ์นับหมื่นพัน เจตจำนงวิถีนับไม่ถ้วน ส่วนการดับสูญและหลับใหลของฟ้าดิน ย่อมมีเจตจำนงวิถีต่างๆ นานาปรากฏขึ้นเช่นกัน
จิตสำนึกของจ้าวฟู่อวิ๋นทอดยาวไปตามแสงโคม กระจายเข้าสู่ฟ้าดินแห่งนี้ ราวกับสามารถใช้แสงโคมส่องให้เห็นความเปลี่ยนแปลงของฟ้าดินแห่งนี้ได้
หากกล่าวว่าการเปิดออกของฟ้าดิน สิ่งที่ปรากฏคือเจตจำนงวิถีแห่ง 'การเกิด' เช่นนั้นยามที่ล่มสลาย สิ่งที่ปรากฏย่อมเป็นเจตจำนงวิถีแห่ง 'การตาย' เหล่านั้น
จ้าวฟู่อวิ๋นสัมผัสได้ว่าฟ้าดินกำลังหวนคืนสู่ความว่างเปล่า
หากมีคนมองมาจากที่ไกลๆ ก็จะเห็นว่าบนร่างของคนที่นั่งอยู่ในบริเวณนี้ มีแสงสีแตกต่างกันออกไป
มีเพียงแสงแห่งธรรมบนร่างของจ้าวฟู่อวิ๋นที่สลัวที่สุด ทว่าโคมดวงหนึ่งที่วางอยู่บนพื้นเบื้องหน้าเขากลับเจิดจ้าที่สุด
แสงเวทบนร่างของเขาสลัว เป็นเพราะเขาบำเพ็ญ 'คัมภีร์สัจธรรมไท่ซวีไร้หายนะ' กลิ่นอายของคนทั้งคนล้วนมีความรู้สึกที่ราวกับจะหลบลี้เข้าสู่ความว่างเปล่า
ในการรับรู้ของจ้าวฟู่อวิ๋น ฟ้าดินอันมืดครึ้มค่อยๆ ปรากฏขึ้นในใจเขา เขาราวกับเห็นแดนสวรรค์ที่พร้อมจะพังทลาย เขาราวกับเห็นปากถ้ำที่ขอบกำลังเน่าเปื่อยและร่วงหล่นอย่างต่อเนื่อง
ภายนอกถ้ำนั้น ดูเหมือนจะมีความลึกล้ำและความน่าสะพรึงกลัวอันไร้ขอบเขต
เพียงแค่มองแวบเดียว ก็มีความน่าสะพรึงกลัวถึงขีดสุดผุดขึ้นในใจ ความมืดมิดนั้นราวกับจะกลืนกินทุกสิ่ง
ราวกับว่าทุกสิ่ง ต่อหน้าความมืดมิดแห่งท้องฟ้านี้ ล้วนอ่อนแอและเล็กจ้อยนัก
แดนสวรรค์แห่งนี้ เมื่อเผชิญหน้ากับความมืดมิดนี้ ไม่ช้าก็เร็วจะต้องพังทลายหวนคืนสู่ความว่างเปล่า
ไม่รู้ตัวเลยว่าเวลาผ่านไปแล้วกว่าสิบวัน เพียงพริบตาเดียวก็ใกล้จะถึงวันที่จะได้ออกไปแล้ว ทว่าในตอนนั้นเอง
จ้าวฟู่อวิ๋นลืมตาขึ้น ยื่นมือออกไปเขียนคำว่า 'ซวี (ว่างเปล่า)' ในอากาศครั้งแล้วครั้งเล่า นำสิ่งที่มองเห็นและสัมผัสได้ในแดนสวรรค์แต่ละแห่งหลอมรวมไว้ในใจ แล้วเขียนออกมาที่ปลายนิ้วครั้งแล้วครั้งเล่า
ในการเขียนครั้งแล้วครั้งเล่า เจตจำนงวิถีที่มองเห็นและสัมผัสได้ก็หลอมรวมเข้าด้วยกันในใจ
นิ้วของเขาเขียนอยู่ท่ามกลางแสงโคม ก่อเกิดเป็นพื้นที่มืดมิดในขอบเขตของตัวอักษรแต่ละตัว ทว่าเขารู้สึกว่ายังไม่พอ ไม่ใช่เพียงแค่นี้
ครั้งแล้วครั้งเล่า ครั้งแล้วครั้งเล่า แทบไม่เคยหยุดพัก
คนอื่นๆ เห็นภาพนี้ ก็ไม่มีใครเอ่ยปาก ด้วยกลัวว่าจะไปรบกวนการรู้แจ้งธรรมของเขา การรบกวนผู้อื่นรู้แจ้งธรรมในวงการผู้บำเพ็ญเพียร ถือเป็นการสร้างความบาดหมางได้เลยทีเดียว
พวกเขามองอักขระยันต์อันลึกลับและแปลกประหลาดที่จ้าวฟู่อวิ๋นเขียนขึ้น มองความว่างเปล่าที่อักขระยันต์นั้นตั้งอยู่ ในพริบตาที่มันก่อรูปขึ้น ราวกับว่ามันสามารถกลืนกินแสงสว่างได้ ความรู้สึกเงียบสงัดที่บังเกิดขึ้นอย่างกะทันหัน ทำให้ทุกคนรู้สึกใจสั่น อดไม่ได้ที่จะคิดว่า หากวิชาเวทนั้นตกลงบนร่างตนเอง เกรงว่าพลังชีวิตบนร่างคงจะสูญสลายไปอย่างรวดเร็ว
จนกระทั่งบนท้องฟ้าก็มีแสงสว่างปรากฏขึ้นกะทันหัน
แสงแคบๆ สายหนึ่งปรากฏยาวขึ้น ราวกับมีคนเปิดฝาบ่อน้ำในบ่อที่มืดมิด ทุกคนต่างประหลาดใจและยินดี
ทว่าจ้าวฟู่อวิ๋นกลับถอนหายใจในใจ เขารู้สึกว่ายังขาดไปอีกเพียงนิดเดียวเสมอ เจตจำนงวิถีแห่งการหวนคืนสู่ความว่างเปล่านั้น ราวกับอยู่ตรงหน้า ราวกับอยู่ใต้ฝ่ามือ แต่เขากลับคว้ามันไว้ไม่ได้เสียที
ทว่า ในเวลานี้ ขณะที่พวกเขากำลังจะเหินร่างขึ้นสู่ท้องฟ้าเพื่อจากไป กลับมีร่างคนสองร่างเหินขึ้นฟ้าจากในม่านหมอกไปก่อนก้าวหนึ่ง แล้วมุดออกไปจากแสงแคบๆ ที่ปรากฏบนท้องฟ้านั้น
"พี่น้องตระกูลโจวหรือ?" จางถงร้องอุทานด้วยความตกใจ
ทุกคนอดไม่ได้ที่จะมองไปทางจ้าวฟู่อวิ๋นพร้อมกัน
เพราะจ้าวฟู่อวิ๋นบอกว่าพวกเขาคุกเข่าอยู่หน้าสุสานใหญ่นั้น และหลังจากทุกคนได้ยินข่าวนี้ ก็ทึกทักเอาว่าพวกเขาตายไปหมดแล้ว ทว่าคนสองคนนี้กลับออกไปได้
จ้าวฟู่อวิ๋นเพียงขมวดคิ้ว ไม่ได้พูดอะไร ส่วนเหวินซีกล่าวว่า "พวกเราออกไปก่อนค่อยว่ากันเถิดเจ้าค่ะ"
ทุกคนพากันเหินร่างขึ้นไป มุดเข้าไปในแสงแคบๆ สายนั้น ในชั่วพริบตาที่ทะลวงผ่านไป เขารู้สึกว่าพลังปราณรอบด้านเปลี่ยนจากความรู้สึกด้านลบเป็นแจ่มใสขึ้นอย่างรวดเร็ว
ภาพในสายตาเปลี่ยนจากความหม่นหมองเป็นสว่างไสวหลากสีสัน แม้แต่อากาศก็ยังแฝงไปด้วยความสดชื่น







