หลี่อี้ซื้อหมูกลับมาตลบเดียวถึงยี่สิบตัว
สิบตัวซื้อมาจากบ้านของเฝิงลิ่วหลางที่หมู่บ้านเฝิงเจีย แต่ละตัวหนักเกือบสองร้อยชั่ง อ้วนท้วนสมบูรณ์มาก
"นี่คือหมูอูจิน ท่านดูที่ปากมันมีลายปลอกสามเส้น หน้าผากมีลายยันต์แปดทิศ ขาเหมือนสวมรองเท้า ลำตัวช่วงหลังสูงกว่าช่วงหน้า แขนขาแข็งแรง หมูชนิดนี้เนื้อแดงเยอะ แต่เนื้อมีรสชาติหอมอร่อย"
หลัวเอ้อร์พูดถึงหมูชนิดนี้อย่างเป็นคุ้งเป็นแคว หมูพวกนี้ตัวดำเมี่ยม ดำสนิทไปทั้งตัว ที่หลี่อี้ถูกใจหมูของบ้านตระกูลเฝิง สาเหตุหลักเป็นเพราะหมูบ้านของเขาเป็นหมูเลี้ยงแบบปล่อย
ลูกหมูพออายุสิบห้าวันก็จะเดินตามแม่หมูออกไปนอกคอก พอหย่านมก็จะออกไปหากินตามฝูง ปกติจะกินผักป่าและหญ้าเป็นหลัก อาจจะเสริมด้วยหญ้าสดบ้าง มีเพียงช่วงฤดูหนาวที่หิมะตกปิดภูเขาเท่านั้นจึงจะเปลี่ยนมาเลี้ยงแบบขุนในคอก
หมูแบบนี้ในยุคหลังย่อมเป็นที่นิยมอย่างยิ่ง ทว่าในยุคปัจจุบัน หมูที่เลี้ยงในไร่นาส่วนใหญ่ล้วนเลี้ยงแบบปล่อยเช่นนี้ แม้แต่หมูที่ชาวบ้านเลี้ยงเองก็ยังเน้นเลี้ยงแบบปล่อยครึ่งขังครึ่ง น้อยนักที่จะขังไว้ในคอกเพื่อขุนเพียงอย่างเดียว
หมูที่เลี้ยงแบบปล่อยยังมีข้อดีอีกอย่างหนึ่ง นั่นคือค่อนข้างสะอาด ไม่เหมือนกับบ้านของชาวนาทั่วไปที่คอกหมูก็คือส้วม
"หมูแบบนี้เอามาทำหมูรมควันน่าเสียดายอยู่นะขอรับ" หลัวเอ้อร์กล่าว เมื่อก่อนเฝิงลิ่วหลางก็เคยซื้อกากถั่วของเขาไปให้หมูกินเช่นกัน
"หมูอย่างไรเสียก็ต้องเอามากินเนื้ออยู่ดีไม่ใช่หรือ"
"ประเดี๋ยวตอนชำแหละหมู ไม่ต้องลอกหนังออกนะ เนื้อติดหนังถึงจะอร่อย"
นอกจากหมูอูจินสิบตัวที่ซื้อมาจากบ้านของเฝิงลิ่วหลางแล้ว ยังมีหมูอีกสิบตัวที่ซื้อมาจากตระกูลกัวบนที่ราบสูง ซึ่งเป็นหมูลายที่มีหลังสีดำ ท้องสีขาว และมีลายปลอกคอสีเงิน
ลักษณะเด่นของหมูชนิดนี้คือ เตี้ย สั้น อ้วน กลม รูปร่างกะทัดรัด ข้อดีคือโตไวอ้วนไว ทนต่ออาหารหยาบและปรับตัวได้ดี ทว่ากลับเติบโตค่อนข้างช้าเล็กน้อย
ว่ากันว่าเริ่มมีมาตั้งแต่ราชวงศ์ฮั่นและได้รับความนิยมในยุคสุยและต้าถัง ตามประวัติศาสตร์ในยุคราชวงศ์ถัง ยังเคยใช้เป็นของขวัญระดับชาติพระราชทานให้แก่ประเทศราชและต่างแคว้นมากมาย จนได้ชื่อว่าหมูถัง แต่ในยุคหลังถูกเรียกว่าหมูลู่ชวน
นี่คือหมูสองสายพันธุ์ที่แตกต่างกับหมูอูจินอย่างสิ้นเชิง หมูลู่ชวนมีหนังบางเนื้อนุ่ม ค่อนข้างอ้วนท้วน ส่วนหมูอูจินนั้นมีเนื้อแดงเยอะ หนังหยาบและขนยาว
แต่หมูทั้งสองสายพันธุ์อย่างละสิบตัวที่หลี่อี้ซื้อมานั้นล้วนเป็นหมูเลี้ยงแบบปล่อย เนื้อจึงค่อนข้างมีคุณภาพดี
สายพันธุ์หมูในราชวงศ์ถังยังมีอีกค่อนข้างมาก
แต่ส่วนใหญ่จะเป็นหมูดำและหมูลาย ส่วนหมูขาวนั้นมีน้อยมาก ว่ากันว่าทางฝั่งเหอเป่ยมีหมูสายพันธุ์สีขาวอยู่ แต่หลี่อี้ไม่เคยเห็นในฉางอันเลย
หมูพวกนี้ตัวละร้อยกว่าถึงสองร้อยชั่ง ไม่ได้กินสารเร่งเนื้อแดง แต่ก็ยังมีเนื้อแดงค่อนข้างเยอะ
ทว่าการมีเนื้อแดงเยอะ ในสายตาของพวกหลัวซานกลับเป็นข้อเสีย
ในสายตาของพวกเขา มาตรฐานที่สำคัญที่สุดในการตัดสินว่าหมูดีหรือไม่ดีคือความอ้วน หลังชำแหละหมูต้องดูว่ามีชั้นไขมันหนากี่นิ้วมือ โดยใช้ความหนาของจำนวนนิ้วมือเป็นเกณฑ์ประเมิน
หมูที่มีชั้นไขมันต่ำกว่าสามนิ้วมือ พวกเขาจะรู้สึกว่ายังไม่ดีพอ หากมีชั้นไขมันแค่นิ้วมือเดียว พวกเขาถึงกับจะสงสัยว่าเป็นหมูป่วยหรือไม่
แต่หากเจอหมูตัวอ้วนพีที่มีชั้นไขมันหนาหนึ่งฝ่ามือ ชาวบ้านจะต้องกล่าวขวัญถึงไปอีกนาน แม้แต่คนที่สามารถเลี้ยงหมูให้อ้วนจนมีชั้นไขมันหนาหนึ่งฝ่ามือได้ ก็จะได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการเลี้ยงหมู
หากมีชั้นไขมันหนาหนึ่งฝ่ามือ หมูตัวนั้นอย่างน้อยต้องมีน้ำหนักสามร้อยชั่งขึ้นไป
เวลาที่พวกหลัวซานซื้อเนื้อหมู ก็จะเลือกเนื้อติดมันเป็นอันดับแรก ไขมันในยุคนี้ถือเป็นของดีอย่างแท้จริงในสายตาของชาวบ้านทั่วไป
เนื้อแดงล้วนที่ไม่มีน้ำมันจะถูกรังเกียจ ส่วนพวกกระดูก คาจิ และหัวหมู ล้วนเป็นของไร้ราคาเหมือนกับเครื่องในหมู ต้องอาศัยการเหมาขายหรือขายพ่วงด้วยถึงจะขายออก
ดังนั้นคนที่เลี้ยงหมูในยุคนี้ จะไม่คิดหาวิธีทำให้หมูมีเนื้อแดงเยอะๆ แต่จะเอาแต่ครุ่นคิดหาวิธีขุนหมูให้อ้วน ยิ่งอ้วนยิ่งดี ทุกคนล้วนขาดแคลนน้ำมัน จึงต่างโหยหาไขมันหมู
หมูสองสายพันธุ์ที่หลี่อี้ซื้อมานี้จัดอยู่ในประเภทที่ไม่ค่อยอ้วนนัก โดยเฉพาะหมูอูจิน ซึ่งในสายตาของพวกเขาถือว่าไม่ค่อยมีมันและไม่คุ้มค่า
แต่หลี่อี้กลับรู้สึกว่ามีความอ้วนและผอมกำลังดี หมูที่เลี้ยงแบบปล่อยเหล่านี้มีสุขภาพแข็งแรง
อีกทั้งไม่จำเป็นต้องจ้างคนชำแหละหมู
ทั้งหลัวซาน หลัวอู่ ตลอดจนต้าฟู่ ต้ากุ้ย และคนอื่นๆ ล้วนชำแหละหมูเป็น ความจริงก็ไม่ได้มีอะไรยาก แค่กดตัวหมูไว้ เอามีดแทงเพื่อรีดเลือด จากนั้นใช้น้ำเดือดลวกหนังและขูดขนออก
เนื่องจากหลี่อี้สั่งไม่ให้ลอกหนังออก จึงช่วยลดความยุ่งยากลงไปได้ไม่น้อย
การขูดขนหมูก็เป็นงานที่ต้องใช้ทักษะ อุณหภูมิของน้ำเดือดมีความสำคัญมาก หากร้อนเกินไปหรือร้อนไม่พอล้วนทำให้ขูดขนออกยาก อุณหภูมิจึงต้องพอดีเท่านั้น
เรื่องนี้ก็ไม่คณามือพวกหลัวซาน เมื่อก่อนพวกเขาก็เคยช่วยขูดขนหมูมาไม่น้อย
การชำแหละหมูน้ำหนักราวสองร้อยชั่งพร้อมกันถึงยี่สิบตัว ย่อมเป็นงานช้างอย่างแน่นอน
แม้ว่าในฤดูหนาวอากาศจะหนาวเย็น
แต่ทุกคนก็ยังพากันมาดูความครึกครื้นที่หน้าป้อมอู๋จี๋
หมูถูกชำแหละกันที่ด้านนอกประตูใหญ่ของป้อม
คนหลายคนกดหมูตัวหนึ่งไว้ ยกขึ้นไปบนตะแกรงเหนืออ่างไม้ใบใหญ่ หลิวเฮยจื่อถือมีดปลายแหลม แทงเข้าไปที่คอหมู เลือดก็ไหลพรั่งพรูลงไปในอ่างไม้ที่วางรองรับไว้ด้านล่าง
นี่แหละของดี เอาไปทำเต้าหู้เลือดหมูได้
รีดเลือดเสร็จ ก็รีบหาบน้ำร้อนมาลวกหมูและขูดขน พวกผู้เช่านาของหลี่อี้ต่างก็ถกแขนเสื้อขึ้น แต่ละคนถือที่ขูดขนหมูไว้คนละอัน ใช้สองมือจับที่ขูดขนแล้วออกแรงขูด
การขูดขนหมูมีเคล็ดลับอยู่ว่า ที่ขูดจะต้องไม่คมมากนัก มิฉะนั้นรากขนจะขาดคาอยู่ในหนัง ต้องใช้ที่ขูดแบบทื่อ อาศัยรูขุมขนที่เปิดออกจากการลวกน้ำร้อน ขูดเอารากขนหมูออกมาทั้งราก
"เก็บขนแปรงหมูไว้ให้ดีล่ะ อย่าทิ้งขว้าง นี่คือของดี มีราคาเชียวนะ"
ขนแข็งๆ ของหมูเป็นวัสดุชั้นดีสำหรับทำแปรง และเป็นยุทธปัจจัยที่ราชสำนักรับซื้อ แม้ว่าขนแปรงจากหมูหนึ่งตัวจะได้เพียงหยิบมือเล็กๆ แต่ก็มีราคาค่อนข้างดีทีเดียว
โดยทั่วไปหนังหมูก็จะถูกลอกออกเพื่อแยกขายเช่นเดียวกับหนังแกะ
แต่หลี่อี้กลับต้องการเก็บไว้กิน เนื้อหมูที่ไม่มีหนังมักจะดูไม่สมบูรณ์แบบนัก
เมื่อเฮยจื่อแทงหมูตัวแรกเสร็จ
เขาก็เรียกให้คนมาช่วยแทงหมูอีกตัว มีคนมากดตัวหมูไว้อีกหลายคน ยกขึ้นไปบนตะแกรงเหนืออ่างใบใหญ่ และแทงมีดรีดเลือดออกเช่นเดิม
เสียงร้องโหยหวนของหมูดังระงมไปทั่ว
พวกเด็กๆ ดูตื่นเต้นกันเป็นพิเศษ แม้แต่พวกผู้หญิงก็ยังโพกหัวพากันมามุงดูความครึกครื้นด้วย
เมื่อขูดขนหมูจนสะอาดแล้ว
ก็ต้องแขวนหมูไว้กับบันไดไม้ เพื่อผ่าท้องและนำเครื่องในออกมา
คราวนี้ก็ถึงคราวของพวกผู้หญิงจากครอบครัวผู้เช่านามาช่วยกันปลิ้นไส้และล้างกระเพาะปัสสาวะ
กัวเอ้อร์ก็วิ่งมามุงดูความครึกครื้นด้วยเช่นกัน
เมื่อเห็นงานช้างที่มีการชำแหละหมูพร้อมกันถึงยี่สิบตัวในครั้งนี้ เขาก็อดไม่ได้ที่จะอุทานด้วยความทึ่ง
"หมูตัวหนึ่งคงต้องราคาหมื่นกว่าอีแปะกระมัง ชำแหละหมูตั้งเยอะแยะเอาไปทำอะไรหรือ" กัวเอ้อร์ถาม
"ช่วงนี้ใกล้เข้าสู่ช่วงต้าเสวี่ย อากาศก็ดี ข้าเลยกะว่าจะชำแหละหมูสักสองสามตัว แล้วก็ชำแหละไก่กับเป็ดอีกสักหน่อย เอามาทำของดองของรมควัน พอถึงสิ้นปีก็เอาไปมอบเป็นของขวัญตามที่ต่างๆ และเก็บไว้กินเองบ้างนิดหน่อย"
กัวเอ้อร์หลางคิดในใจว่า หมูยี่สิบตัวน่าจะต้องใช้เงินสักสองถึงสามแสนอีแปะ จำนวนเงินขนาดนี้สามารถซื้อบ้านในฉางอันได้ถึงสามหลัง หากนำมาใช้ในชนบทแห่งนี้ จะซื้อที่ดิน ทาส และวัวม้าได้ตั้งเท่าไหร่กัน
ที่นาข้าวสาลีบนที่ราบสูงเสินเหอ หากเป็นที่นาไม่ดีก็ราคาเพียงไร่ละไม่กี่ร้อยอีแปะ หากดีขึ้นมาหน่อยก็ไร่ละพันกว่าอีแปะ ต่อให้เป็นนาข้าวริมฝั่งแม่น้ำฮ่าว อย่างมากก็ราคาแค่ไร่ละหนึ่งถึงสองพันอีแปะ ยิ่งในยุคที่มีแต่ความวุ่นวาย ที่ดินก็ยิ่งไร้ราคา
ที่ดินทางตอนใต้ของเมืองฉางอัน ยังมีราคาเพียงไร่ละหนึ่งตำลึงทอง ส่วนที่ดินในย่านที่แย่กว่านั้น ตอนนี้บางแห่งก็ราคาตกเหลือเพียงไร่ละครึ่งตำลึงทองเท่านั้น
ที่ดินบริเวณแม่น้ำฉวี่เจียง ก็มีราคาเพียงไร่ละสองสามพันอีแปะ
กัวเอ้อร์หลางมีนิสัยอยู่อย่างหนึ่ง
นั่นคือกินข้าวเสร็จจะต้องเลียชามให้สะอาดเกลี้ยงเกลา เข้มงวดกับคนในครอบครัวเป็นอย่างมาก ห้ามกินทิ้งกินขว้างเด็ดขาด หากข้าวหกแม้แต่เม็ดเดียวก็ต้องเก็บขึ้นมากิน
แม้ว่าตนเองจะเป็นถึงเจ้าที่ดินที่มีที่ดินหลายร้อยไร่ ปกติก็ยังปล่อยกู้เงินและเสบียง ทั้งยังปล่อยเช่าวัวม้า แต่กลับใช้ชีวิตอย่างมัธยัสถ์มาโดยตลอด ในฐานะที่เป็นเจ้าที่ดิน ก็ยังหาโอกาสกินเนื้อได้น้อยมาก
น้ำมันที่ใช้ทำกับข้าวก็ต้องกะปริมาณให้ใส่นิดเดียว น้ำมัน เกลือ และเสบียงในบ้านของเขาลายล้อมไปด้วยการควบคุมดูแลจากภรรยาทั้งหมด ทุกวันที่ทำกับข้าว จะต้องไปเบิกน้ำมันจากภรรยาของเขาก่อน โดยน้ำมันนี้ภรรยาของเขาจะต้องเป็นคนเทเอง และไม่ยอมให้คนอื่นเทเด็ดขาด เพราะเกรงว่าคนอื่นจะเทเยอะเกินไป
แม้ในช่วงที่ครอบครัวของเขายุ่งอยู่กับการทำนา ไม่ว่าจะเป็นการหว่านเมล็ดหรือการเก็บเกี่ยว ก็จะพยายามซื้อเพียงเครื่องในหมู กบ หนูนา ปลาซิวปลาสร้อย หรือพวกหอยเท่านั้น
การที่หลี่อี้ชำแหละหมูพร้อมกันถึงยี่สิบตัวในครั้งเดียว ทั้งยังต้องชำแหละไก่และเป็ดอีกมากมาย เพื่อนำไปทำของรมควันทั้งหมด สำหรับใช้มอบเป็นของขวัญและเก็บไว้กินเองเช่นนี้ ช่างเป็นสิ่งที่ยากเกินกว่าที่เขาจะเข้าใจได้จริงๆ
ต่อให้มีทรัพย์สมบัติมากมายก่ายกองเพียงใด ก็ทนต่อการผลาญเงินเช่นนี้ไม่ไหวหรอกนะ
"วันนี้ข้าจะทำอาหารมื้อชำแหละหมู เจ้าไปเรียกอาหญิงหกและคนในครอบครัวมากินด้วยกันสิ พวกเราจะได้ดื่มกันสักสองจอก เจ้าย่อมต้องชิมเหล้าพลับเผาของข้าให้ดีเชียวล่ะ"
อาหารมื้อชำแหละหมูของหลี่อี้ ไม่เพียงแต่จะเชิญกัวเอ้อร์หลางเท่านั้น แต่ยังเชิญท่านอาจารย์ ซิ่วไฉต่ง, ผู้ช่วยกำนัน เฝิงลิ่วหลาง, ตลอดจน กำนันหวัง และ ลี่เจิ้งหวัง
ทุกคนในหมู่บ้านหลัวเจียก็ได้รับเชิญเช่นกัน
แน่นอนว่า คนงานในโรงงานของเขาก็ไม่เว้น รวมถึงผู้เช่านาของบ้านตนและผู้เช่านาในที่ดินของสถานศึกษาฝั่งนี้ก็เรียกมาทั้งหมด
"เจ้าตั้งใจจะเชิญคนมากินเยอะขนาดนี้เชียวหรือ"
กัวเอ้อร์หลางถึงกับตกตะลึง ครอบครัวแบบไหนกันที่จะทนต่อการผลาญทรัพย์เช่นนี้ได้
"นี่ก็ใกล้จะสิ้นปีแล้ว ข้าเพียงอยากตอบแทนที่ทุกคนอุตส่าห์เหน็ดเหนื่อยทุ่มเทมาตลอดทั้งปีน่ะ"
หมูยี่สิบตัวในวันนี้ ไม่ใช่ว่าจะนำไปทำหมูรมควันทั้งหมด แต่จะแบ่งส่วนหนึ่งออกไปเป็นของขวัญ นำไปมอบให้ญาติสนิทมิตรสหาย
และยังต้องแบ่งเนื้อออกมาบางส่วน เพื่อเป็นรางวัลด้วย
เป็นรางวัลสำหรับคนงานในโรงงาน
"ข้ากะว่าอีกไม่กี่วันจะชำแหละเพิ่มอีกสักสองสามตัว"
อีกไม่กี่วันจะใช้ชื่อของสมาคม นำเงินของสมาคมไปซื้อหมูมาชำแหละ ถึงตอนนั้นก็จะจัดเลี้ยงอาหารมื้อชำแหละหมู เชิญกรรมการ ผู้ตรวจสอบ และสมาชิกสมาคมเหล่านี้ มารวมตัวกัน กินอาหารมื้อชำแหละหมู แล้วแจกเนื้อหมูให้ท่านอาจารย์และนักเรียนดีเด่นสักหน่อย
จากนั้นก็จะแจกเนื้อหมูให้กรรมการ ผู้ตรวจสอบ และสมาชิกสมาคมเพิ่มเติมด้วย
หลี่อี้มองดูหลิวเฮยจื่อชำแหละหมูอูจินเสร็จไปสิบตัวรวด
เลือดหมูก็เก็บได้หลายถังแล้ว จึงรีบเรียกให้กัวเอ้อร์หลางช่วยหิ้วถังใบหนึ่ง ไปทำเต้าหู้เลือดหมูที่ห้องครัว
วิธีทำเต้าหู้เลือดหมูก็ง่ายดาย
เลือดหมูหนึ่งชั่ง ผสมน้ำสามชั่ง เติมเกลือในปริมาณที่พอเหมาะ คนให้ละลาย เทเลือดลงไป แล้วคนต่อไปเรื่อยๆ
เมื่อคนจนเข้ากันดีแล้ว วางทิ้งไว้ประมาณสองเค่อ ก็จะแข็งตัวกลายเป็นเต้าหู้เลือดหมู
แน่นอนว่า สามารถเติมเกลือลงในเลือดหมูเล็กน้อย กรอกใส่ลำไส้เล็กที่ล้างทำความสะอาดแล้ว นำไปต้มในน้ำเย็นด้วยไฟอ่อนๆ ไม่นานก็จะได้ไส้กรอกเลือด พอตักขึ้นมาพักไว้จนเริ่มเย็นก็สามารถหั่นเป็นแว่นจัดใส่จานได้เลย
หมูตัวหนึ่งรองเลือดได้ห้าถึงหกชั่ง
หลี่อี้ลงมือทำด้วยตัวเองจนยุ่งอยู่เกือบครึ่งค่อนวัน เลือดหมูอูจินสิบตัว เมื่อเติมน้ำลงไปแล้ว ก็ได้เต้าหู้เลือดหมูร้อยกว่าชั่ง และยังเหลือไว้อีกหลายสิบชั่งเพื่อนำไปทำไส้กรอกเลือด
เลือดหมูที่แข็งตัวแล้วเมื่อผ่าออก ก็ดูราวกับก้อนหินโมราสีแดง
"นี่แหละของดี มีคุณค่าทางอาหารสูงมาก ช่วยบำรุงร่างกายได้ ทั้งยังนุ่มลื่นและอร่อยมากด้วย"
หลี่อี้กำชับเฉาเหยียนซิ่วที่อยู่ในครัว ว่าอาหารมื้อชำแหละหมูให้ทำเต้าหู้เลือดหมูเพิ่มอีกสักหน่อย
"ล้างลำไส้เล็กให้สะอาดหน่อยนะ ประเดี๋ยวจะต้องเอามากรอกทำไส้กรอกเลือดกับกุนเชียง"
ลำไส้เล็กของหมูตัวหนึ่ง อย่างน้อยก็ทำกุนเชียงได้ยี่สิบถึงสามสิบชั่ง หลี่อี้ตั้งใจว่าจะทำกุนเชียงให้ได้สักหกร้อยชั่ง
หลี่อี้สอดมือประสานไว้ในแขนเสื้อ สวมเสื้อคลุมขนมิงค์ เดินฝ่าฝูงชนที่ครึกครื้นอยู่หน้าป้อม
หมูสามชั้นเอาไปทำหมูรมควัน เนื้อสันคอเอาไปทำกุนเชียง คาจิทั้งสี่เอาไปทำขาหมูรมควัน ขาหลังทั้งสองข้างเอาไปทำแฮม
หัวหมู หัวใจหมู และตับหมูก็สามารถนำไปตากเป็นของรมควันได้
พวกกระดูก ปอดหมู และกระเพาะหมู นำไปทำเมนูอาหารมื้อชำแหละหมูร่วมกับเนื้อที่เหลือ ส่วนเนื้อหมูที่เหลืออีกก็นำไปมอบเป็นรางวัลให้กับคนงานและผู้เช่านา
เนื้อสามชั้นส่วนเอวนำไปมอบให้ญาติมิตร
มันหมูและมันเปลวหมูนำไปเจียวเป็นน้ำมันหมู
หมูยี่สิบตัวถูกเขาจัดการจัดสรรอย่างชัดเจนเป็นระบบ
วันนี้กัวเอ้อร์หลางเอาแต่อุทานออกมาไม่หยุดหย่อน
"เจ้าช่างใจป้ำเสียจริง"
"ยอมเสียสละ ย่อมต้องมีเสียถึงจะได้มาอย่างไรเล่า"
"ที่เจ้าบอกว่าจะมอบเนื้อหมูให้ญาติสนิทมิตรสหาย ข้าก็พอจะเข้าใจได้ แต่เหตุใดเจ้ายังต้องแบ่งเนื้อให้ผู้เช่านาและคนงานของบ้านตนด้วยเล่า เจ้าก็ดีต่อพวกเขามากพอแล้วนี่"
"พวกเขาก็ทุ่มเททำงานหาเงินให้ข้าอย่างสุดกำลังเช่นกัน จะใช้งานม้าแต่มิให้ม้ากินหญ้าได้อย่างไร คนที่ทำผลงานได้ดี และมีความขยันขันแข็ง ย่อมต้องได้รับรางวัลเพื่อเป็นขวัญกำลังใจ"
การที่หลี่อี้แจกเนื้อให้ผู้เช่านาและคนงานในครั้งนี้ ใช่ว่าทุกคนจะได้รับ แต่เขาพิจารณาจากผลงานตามปกติ คนที่ทำงานอย่างจริงจัง และขยันขันแข็งทำตามหน้าที่ ย่อมสมควรได้รับรางวัล
เช่นนี้แล้ว ในวันข้างหน้าทุกคนจึงจะทุ่มเทขยันขันแข็งทำงาน
แนวทางการจัดการของเขาและกัวเอ้อร์หลางนั้นแตกต่างกัน กัวเอ้อร์หลางเอาแต่เรียกร้องให้บ่าวไพร่และลูกจ้างทุ่มเทขยันทำงาน หากทำได้ไม่ดีก็ลงโทษ แต่เมื่อทำได้ดีกลับแทบไม่มีรางวัล พวกบ่าวไพร่และลูกจ้างในบ้านของเขาจึงไม่มีแรงจูงใจในการทำงานมากนัก
ส่วนหลี่อี้คือหากทำได้ดีก็มีรางวัล ยิ่งทำได้ดีรางวัลก็ยิ่งมาก เขาไม่ได้ใส่ใจกับรางวัลที่เสียไป เพราะรางวัลเป็นเพียงส่วนหนึ่งของการยกระดับประสิทธิภาพผลผลิตเท่านั้น
หากพึ่งพาแค่เพียงการใช้แส้เฆี่ยนตี ย่อมไม่สามารถยกระดับประสิทธิภาพการทำงานที่แท้จริงได้มากนัก
การใช้เนื้อหมูและข้าวฟ่างเป็นรางวัล จะทำให้พวกคนงานและลูกจ้างเกิดความกระตือรือร้นในการทำงานอย่างแท้จริง
กัวเอ้อร์หลางใช่ว่าจะไม่เข้าใจเรื่องนี้ แต่เขาเพียงไม่อยากหยิบยื่นผลประโยชน์ออกมาเท่านั้น ด้วยนิสัยตระหนี่ถี่เหนียวของเขา ของที่เข้ากระเป๋าตัวเองแล้วไม่มีทางเอาออกมาอีก เขาคิดแต่จะขูดรีดเท่านั้น
ดังนั้นในที่ลับ ทุกคนจึงพากันเรียกกัวเอ้อร์หลางว่า กัวถลกหนัง
แต่หลี่อี้กลับใช้เวลาเพียงครึ่งปี ก็สามารถคว้าฉายา หลี่ผู้ใจบุญ แห่งหมู่บ้านนี้มาครองได้แล้ว ทั้งยังเป็นคนใจบุญสุนทาน มีน้ำใจและกว้างขวาง จึงได้ชื่อว่า หลี่ต้าหลางผู้มีคุณธรรม
ถึงขนาดมีคนตั้งฉายาให้เขาว่า ฝนทันเวลา







