เช้าวันรุ่งขึ้น ยัยหนูถึงได้กลับบ้าน
พ่อฟ่านไปซูเปอร์มาร์เก็ต แม่ฟ่านเพิ่งกล่อมลูกนอนหลับ ก็เห็นเธอเดินเข้าประตูมา พอเห็นลูกสาวตัวดีที่ช่างไร้จิตสำนึกคนนี้ อารมณ์ก็เดือดปุดขึ้นมาทันที อ้าปากด่าว่า "ยังรู้จักกลับมาอีกเหรอ! ลงเครื่องปุ๊บก็แจ้นไปนอนบ้านคนอื่นเขา ทำตัวเหลวไหลขึ้นทุกทีแล้วนะ!"
พูดจบก็ยิ่งโมโห คว้าไม้กวาดอันเล็กที่ใช้ปัดเตียงขึ้นมาฟาดเธอไปสองสามทีอย่างแรง แล้วด่าต่อ "ได้ใจใหญ่แล้วใช่ไหม! ได้ใจใหญ่แล้วใช่ไหม!"
"โธ่ แม่จ๋า ฉันก็กลัวว่าจะกวนพวกแม่นอนไงล่ะ มันดึกแล้วนี่นา" ยัยหนูยังไม่ทันได้ถอดรองเท้าก็โดนอัดไปหนึ่งยก แต่เพราะชินมาตั้งแต่เด็กเลยไม่ได้ใส่ใจอะไร หัวเราะคิกคักเข้าไปควงแขนเสด็จแม่ พยายามออดอ้อนเอาใจสุดฤทธิ์
"ไม่ต้องมาใช้ไม้นี้เลย!"
แม่ฟ่านสะบัดเธอออกไปด้านข้าง แล้วพูดว่า "ฉันว่าใจแกไม่ได้อยู่บ้านเลยสักนิด เอาไปผูกไว้กับไอ้หนุ่มนั่นหมดแล้ว! ไปทำสนิทสนมกับเขาขนาดนั้น สรุปใครเป็นพ่อแม่บังเกิดเกล้าของแกกันแน่?"
"ใจของพ่อกับแม่ก็ไม่ได้อยู่ที่ฉันเหมือนกันนั่นแหละ" เธอเบะปาก บ่นอุบอิบเถียงกลับ
"แกว่าอะไรนะ!" เสด็จแม่เงื้อมือจะตีอีกรอบ
"ไม่ได้พูดอะไรเลยจ้ะ!"
ยัยหนูหลบอย่างว่องไว แวบเข้าไปในห้องนอน วางกระเป๋าลง แล้วลากเสียงยาวว่า "แม่ แม่ก็ถูกใจเขานี่นา ทำไมถึงยังไม่พอใจอีกล่ะ"
"ถูกใจก็ส่วนถูกใจ มันคนละเรื่องกัน แกคิดดูสิ พวกแกยังไม่ได้แต่งงานกันเลย แต่กลับทำตัวติดกันแจแบบนี้ มันดูได้ที่ไหนล่ะ!"
แม่ฟ่านแผ่รังสีอำมหิตออกมาเต็มที่ คาดว่าคงอัดอั้นมานาน ตามเข้าไปในห้องนอนโดยตรง ชี้หน้าสั่งสอนลูกสาว "ตอนฉันอยู่โรงพยาบาล ปวดท้องจะตายอยู่แล้ว แกกลับดีนัก ไม่มาสนใจไยดีฉัน แอบหนีไปค้างคืนบ้านคนอื่นเขา... เรื่องนี้ฉันจะไม่พูดถึงแล้วกัน! แต่ตอนนี้ยิ่งทำเกินไปใหญ่ เป็นแบบนี้ครั้งแล้วครั้งเล่า เตียงของเขามันหนาวนักหรือไง ถึงต้องให้แกไปซุกผ้าห่มให้ความอบอุ่น! แกเห็นฉันตาบอดเหรอ แม่แกยังมีชีวิตอยู่นะ!"
"..."
ยัยหนูมีเส้นดำพาดเต็มหัว นี่มันเรื่องบ้าบออะไรกันเนี่ย แม่เป็นโรคซึมเศร้าหลังคลอดก็อย่ามาระบายใส่ฉันสิ!
มองดูแม่ตัวเองที่อยู่ในสภาวะสติแตกจนไม่สามารถคุยกันดีๆ ได้ เธอยิ้มแหย รู้สึกกลัดกลุ้มใจเล็กน้อย ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก็หยิบกระเป๋าหนังมาค้นหาซ้ายทีขวาที แล้วหยิบบัตรธนาคารออกมาใบหนึ่ง
"แม่จ๋า ใจเย็นๆ ก่อน โมโหมากไปเดี๋ยวเสียสุขภาพนะ เอ้านี่ ฉันให้จ้ะ"
"แกคิดจะเล่นลูกไม้อะไรอีกล่ะเนี่ย" แม่ฟ่านรับไป น้ำเสียงยังคงไม่สบอารมณ์ แต่กลับยัดบัตรใส่กระเป๋าเสื้ออย่างรวดเร็ว
เธอหางตากระตุก ยิ้มตอบว่า "ก็ฉันถ่ายละครจบแล้วไง ได้เงินมาสามแสน ฉันก็เลยไปทำบัตรให้แม่ใบหนึ่ง ในนี้มีอยู่แสนห้าหมื่นจ้ะ"
"แหม รู้ตัวว่าผิด เลยมาติดสินบนฉันเหรอ"
"โธ่ นี่มันค่านมของน้องชายฉันต่างหากล่ะ"
เธอกะพริบตาปริบๆ บิลด์อารมณ์อย่างรวดเร็ว ด้วยท่าทีที่กตัญญู ว่านอนสอนง่าย และรู้ความสุดๆ พูดว่า "ฉันคิดไว้หมดแล้ว ต่อไปพ่อกับแม่ก็ตั้งใจเลี้ยงน้องให้ดีๆ ส่งเสียให้เขาเรียนโรงเรียนที่ดีที่สุด ได้เรียนรู้อะไรเยอะแยะมากมาย โตขึ้นจะได้เป็นคนเก่ง ทำงานใหญ่ อย่าให้เหมือนฉันเลย ที่นอกจากถ่ายละครแล้วก็ทำอะไรไม่เป็นสักอย่าง"
"เรื่องอื่นพ่อกับแม่ไม่ต้องห่วงแล้วล่ะ ตอนนี้ฉันหาเงินได้แล้ว ฉันจะเลี้ยงดูพ่อกับแม่เอง ฉันจะส่งน้องเรียนเอง บัตรใบนี้แม่เก็บไว้เถอะ ต่อไปฉันจะโอนเงินเข้าบ่อยๆ"
คำพูดของเธอเต็มไปด้วยอารมณ์ความรู้สึก ไม่ได้ดูเสแสร้งเลยสักนิด เป็นธรรมชาติลื่นไหลจนแทบจะเรียกน้ำตาได้
แต่แม่ฟ่านฟังแล้วกลับรู้สึกพิลึกกึกกือ ถึงขั้นขนลุกนิดๆ นี่ใช่ลูกสาวตัวเองแน่เหรอ ทำไมถึงเหมือนผีเข้าแบบนี้...
"เดี๋ยวนะ แกเพิ่งถ่ายจบ เขาก็จ่ายเงินให้เลยเหรอ" ด้วยความที่เป็นคนผ่านโลกมาโชกโชน เธอเหม่อไปครู่เดียวก็เรียกสติตัวเองกลับมาได้ทันที ไม่สนใจการแสดงเรียกน้ำตาของลูกสาว และซักไซ้ด้วยตรรกะที่ชัดเจน
"เอ่อ ฉันไปคุยกับพี่เสวี่ยโหรวมาน่ะ"
ยัยหนูเห็นท่าทีนิ่งเฉยของแม่ก็รู้สึกท้อแท้ใจมาก แผนการล้มเหลวอย่างเห็นได้ชัด จึงจำใจพูดว่า "ฉันบอกว่าช่วงนี้ช็อตนิดหน่อย ขอเบิกเงินก่อนได้ไหม ยังไงก็ปิดกล้องแล้ว จ่ายช้าจ่ายเร็วก็เหมือนกัน"
"อ้อ แบบนี้ค่อยฟังขึ้นหน่อย"
แม่ฟ่านพยักหน้า เดินไปสองสามก้าวแล้วนั่งลงบนเตียง เธอมองดูลูกสาวอีกครั้ง รู้ทันแผนการเล็กๆ ในใจของลูกสาวทะลุปรุโปร่ง แล้วค่อยๆ พูดว่า "ที่แกทุ่มทุนสร้างขนาดนี้ คืออยากจะย้ายไปอยู่กับเขาใช่ไหม"
"อืม..."
ยัยหนูก้มหน้า เอ่ยออกมาเบาๆ คำหนึ่งแล้วก็ไม่กล้าพูดอะไรอีก เธอหวาดกลัวในอำนาจของแม่ตัวเองจริงๆ เดิมทีคิดไว้ว่าพอมอบบัตรให้ แล้วหลอกล่อให้เสด็จแม่อารมณ์ดี จากนั้นค่อยเกริ่นเรื่องนี้ขึ้นมา บางทีพอแม่กำลังดีใจก็อาจจะยอมตกลงก็ได้
แต่ตอนนี้ เธอได้แต่คาดหวังว่าพายุลูกใหญ่ของแม่ที่จะตามมาในอีกไม่ช้า จะเบาบางลงสักหน่อย ใครจะไปรู้ว่า อีกฝ่ายกลับเงียบไปพักใหญ่ ถึงค่อยเอ่ยปากเรียกเบาๆ ว่า "ปิงปิง แกเข้ามานี่สิ"
เธอเงยหน้าขึ้นมองแวบหนึ่ง แล้วขยับเข้าไปใกล้ๆ อย่างระมัดระวัง นั่งลงข้างๆ
แม่ฟ่านโอบไหล่ลูกสาว ถอนหายใจพูดว่า "ปิงปิง ไม่ใช่ว่าแม่เป็นคนหัวโบราณถึงต้องมาคอยขัดขวางแกนะ เพียงแต่ว่า..."
เธอทำไม้ทำมือประกอบ พลางพูดว่า "แกยังเด็กแค่นี้ ก็รีบร้อนจะย้ายออกไปใช้ชีวิตร่วมกับคนอื่นแล้ว แกรู้ไหมว่ามันหมายความว่ายังไง มันคือการใช้ชีวิตนะ ไม่เหมือนกับตอนคบกันเป็นแฟนหรอก มันไม่มีอะไรโรแมนติกเลย ทุกวันต้องง่วนอยู่กับเรื่องปากเรื่องท้อง เรื่องฟืนไฟข้าวสารอาหารแห้ง ขนาดถุงเท้าตัวเองแกยังไม่ชอบซักเลย แกแน่ใจเหรอว่าจะทนเรื่องพวกนี้ไหว"
"ใช่ ชิงจื่อเขายินดีปรนนิบัติแก แต่วันสองวันน่ะได้ แล้วถ้าปีสองปีล่ะ แกจะรับประกันได้ยังไงว่าเขาจะไม่รำคาญ ตอนนี้แกยังไม่มีวุฒิภาวะพอ แล้วก็ไม่เคยผ่านอุปสรรคอะไรมาด้วย ตอนดีกันมันก็ดีไปหมดทุกอย่าง แต่ตอนไม่ดีกัน แค่เรื่องเล็กๆ น้อยๆ ก็อาจจะทำให้เลิกกันได้ อย่ารอจนถึงตอนนั้นแล้วค่อยมาเสียใจเลย"
ผู้เป็นแม่ถือว่าพูดออกมาจากใจจริง ไม่ว่าปกติจะมีนิสัยแข็งกร้าวแค่ไหน แต่สุดท้ายเธอก็ยังห่วงใยและสงสารลูกสาวอยู่ดี
แม้คุณหนูฟ่านจะซาบซึ้งใจ แต่กลับรู้สึกขำมากกว่า แอบบ่นในใจว่า 'จะไม่เคยผ่านอุปสรรคมาได้ยังไง ไอ้สารเลวนั่นยังเคยงี่เง่าจะเลิกกับฉันเลย แล้ว จากนั้น... จากนั้นก็โดนเขาง้อกลับมา... แต่เรื่องนี้แม่ไม่รู้หรอก และจะบอกให้แม่รู้ไม่ได้เด็ดขาด'
"แม่จ๋า ฉันไม่เด็กแล้วนะ ฉันรู้ตัวดีว่ากำลังทำอะไรอยู่ แล้วฉันก็เชื่อใจเขาด้วย" ยัยหนูเริ่มออเซาะออดอ้อน ยิ้มพูดว่า "ต่อให้วันหนึ่งฉันกลายเป็นผู้หญิงแก่หน้าเหี่ยว เขาก็ไม่รังเกียจฉันหรอก"
"เหอะ ตอนนี้พ่อแกยังรังเกียจฉันเลย แล้วเขาจะ..." แม่ฟ่านพูดอย่างหมั่นไส้
"แว้ แว้ แว้!"
ทั้งสองคนกำลังคุยกันอยู่ จู่ๆ ก็ได้ยินเสียงเด็กร้องไห้ดังมาจากห้องนอนใหญ่
ยัยหนูรีบวิ่งไปที่เตียงเด็กทันที อุ้มเด็กขึ้นมาเบาๆ โอ๋ๆ แล้วพูดว่า "โอ๋ๆ ไม่ร้องนะไม่ร้อง พี่สาวอุ้มนะ เป็นอะไรไปจ๊ะ ไม่ร้องนะเด็กดี"
แกว่งไปมาตั้งหลายที แต่เด็กกลับยิ่งร้องไห้หนักกว่าเดิม แม่ฟ่านจึงพูดว่า "แกลองดูสิว่าฉี่ใส่ผ้าอ้อมหรือเปล่า"
เธอเปิดผ้าห่มผืนเล็กออก มองดูแวบหนึ่ง เด็กทารกไม่ได้ฉี่รด แต่เป็นเธอต่างหากที่แทบจะฉี่ราดด้วยความตกใจ ร้องตะโกนอย่างเว่อร์วังว่า "ยี้! เขาอึแตกแล้ว!"
"จะแหกปากทำไมเนี่ย" แม่ฟ่านถลึงตาใส่เธออย่างอารมณ์เสีย แล้วพูดว่า "ตอนแกเด็กๆ อึเลอะเทอะยิ่งกว่าเขาเสียอีก!"
"..."
เอาเถอะ ยัยหนูเถียงไม่ออก ได้แต่ยืนแข็งทื่ออยู่ข้างๆ ดูแม่เปลี่ยนผ้าอ้อม
กลิ่นนั้นมันช่างสุดบรรยายจริงๆ แถมยังเป็นสีเหลืองอ๋อย ทั้งทางสายตาและกลิ่น ล้วนเหลือทนเกินจะรับไหว เธอได้แต่เอามือปิดจมูก หันหน้าหนี พยายามตัดขาดจากการรับรู้ให้มากที่สุด
"เอาล่ะ แกไม่ต้องมายืนเกะกะอยู่ตรงนี้หรอก เห็นแล้วมันหงุดหงิด ไปๆ" แม่ฟ่านหมั่นไส้ท่าทางแบบนั้นของเธอสุดๆ จึงรีบโบกมือไล่
"ฉะ... ฉันจะให้ฉันไปไหนล่ะ" เธอชะงักงันถาม
"อยากไปไหนก็ไป ฉันไม่สนแล้ว ปรนนิบัติแค่คนเดียวก็เหนื่อยจะแย่แล้ว ขืนสองคนมีหวังเหนื่อยตายพอดี" เธอบีบก้นเล็กๆ ของทารก แล้วพูดอย่างเข่นเขี้ยว
...
ฉู่ชิงไม่รู้เลยว่าแฟนสาวไปเจรจากับคนในบ้านยังไง จำได้แต่ท่าทางที่มั่นอกมั่นใจเต็มเปี่ยม เหมือนทุกสิ่งในโลกล้วนอยู่ในกำมือของเธอแค่นั้น
หลังจากเขาตื่นนอน ก็ไม่ได้อยู่ว่างๆ เขายุ่งง่วนอยู่กับการจัดการงานบ้าน เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับชีวิตร่วมชายคาที่กำลังจะเริ่มต้นขึ้น
ทั้งปลอกผ้านวม ผ้าปูเตียง ปลอกหมอน ถูกถอดออกมาซักจนหมด แล้วเปลี่ยนผืนใหม่ จากนั้นก็ตรวจดูรอบหนึ่งว่าผ้าเช็ดหน้า ผ้าเช็ดตัว รองเท้าแตะ แปรงสีฟัน มีครบถ้วนหรือไม่ สุดท้ายก็ปัดกวาดเช็ดถูบ้านทั้งข้างนอกและข้างใน แม้แต่ชักโครกก็ยังขัดจนขาวสะอาดแวววับ
เขาไม่เคยคิดถึงเรื่องการใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันมาก่อนเลยจริงๆ รู้สึกว่ามันค่อนข้างมหัศจรรย์ทีเดียว เหมือนกับว่าเพิ่งกินหมูทอดเปรี้ยวหวานไปได้แค่สองสามคำ จู่ๆ หมูทั้งจานก็กระโดดเข้ามาในชาม เป็นความรู้สึกอิ่มเอม มั่นคง และเปี่ยมล้นไปด้วยความสุข
หลังจากจัดการทุกอย่างเรียบร้อย ก็เกือบจะเที่ยงแล้ว แฟนสาวยังไม่มีวี่แววติดต่อมา ผลลัพธ์จะเป็นยังไงนั้นไม่อาจล่วงรู้ได้เลย
ฉู่ชิงนอนคว่ำหน้าอยู่บนเตียงด้วยความเบื่อหน่าย เขี่ยโทรศัพท์มือถือเล่นไปมาอย่างเลื่อนลอย บังเอิญไปเห็นข้อความสอบถามที่หลี่อวี้ส่งมาเมื่อตอนเช้าตรู่ ก็ตบหัวตัวเองดังฉาด
"จิ๊! เกือบลืมเรื่องสำคัญไปซะสนิทเลย!"
เขากดเปิดสมุดโทรศัพท์ ค้นหาเบอร์โทรศัพท์เบอร์หนึ่ง แล้วกดโทรออก ฟังเสียงรอสาย "ตู๊ด ตู๊ด" อยู่ประมาณห้าวินาที ปลายสายก็รับ
"ฮัลโหล ทำอะไรอยู่เหรอ"
"ไม่ได้ทำอะไรจ้ะ กินขนม อ่านบทละคร แล้วนายล่ะทำอะไรอยู่" เธอถาม
"ไม่ได้ทำอะไรเหมือนกัน ว่างอยู่น่ะ" เขาเกาหัว พูดว่า "เอ่อ ฉันขอถามอะไรหน่อยสิ เธอรู้จักพวกคนทำเพลงบ้างไหม ฉันอยากจะหาเพลงประกอบให้หนังเรื่องนั้นหน่อยน่ะ"
"...ฉันก็เป็นนักแสดงเหมือนกันนะยะ เรื่องแบบนี้นายมาหาฉันเนี่ยนะ" เธอชะงักไป พลางรู้สึกงุนงง
"ก็ฉันไม่สนิทกับคนอื่นนี่นา อีกอย่าง เธอเพิ่งจะออกอัลบั้มไปไม่ใช่หรือไง"
"อัลบั้มอะไรกัน นั่นเขาเรียกว่าซิงเกิลย่ะ"
"อ้อ ซิงเกิล ยังไงเธอก็นับว่าเป็นคนในวงการเพลงแล้วนี่ ช่วยแนะนำให้ฉันรู้จักหน่อยสิ"
"คนน่ะฉันก็พอรู้จักอยู่สองสามคน แต่ทำไมฉันต้องช่วยนายด้วยล่ะ"
ฉู่ชิงนวดขมับ พูดอย่างจนใจ "เธออย่ามัวเล่นอยู่เลยได้ไหม ฉันกลุ้มใจจะตายอยู่แล้ว"
"หึ งั้น... งั้นนายลองร้องเพลงฉันมาสักสองสามท่อนสิ แล้วฉันจะช่วย"
"ขอเปลี่ยนเป็นอย่างอื่นได้ไหม ฉันร้องเพลงไม่เป็นจริงๆ นะ" เขาทำหน้าบูดเบี้ยวพูด
"ไม่ได้สิยะ คราวก่อนนายให้ฉันร้อง ฉันก็ยังร้องเลย"
"เอ่อ เนื้อเพลงน่ะ ฉันจำไม่ได้หรอก" เขายังคงดิ้นรนต่อไป
"ฉันสอนให้ไง ตั้งใจฟังให้ดีล่ะ"
เสียงแหบเสน่ห์ของเธอหัวเราะคิกคักด้วยความพอใจสุดขีด จากนั้นก็ฮัมเพลงเสียงเบา "เมื่อลมหยุดพัด เมฆย่อมรู้ใจ เมื่อรักจากไป ใจย่อมกระจ่างแจ้ง เมื่อเขามา ไม่อาจหลบเลี่ยงได้ เมื่อเขาจากไป ช่างเงียบงัน"
ฉู่ชิงรู้สึกอับอายขายหน้าอย่างรุนแรง แต่ก็ไม่มีทางเลือก จึงทำตามว่า "เมื่อลมหยุดพัด เมฆย่อมรู้ใจ เมื่อรักจากไป..."
"หยุด! หยุด!"
เธอรีบร้องห้าม สติแตกสลายไปในพริบตา "พอแล้วๆ ฉันจะช่วยนายหาดูแล้วกัน แล้วจะรีบให้คำตอบนายให้เร็วที่สุดนะ"
"โอ้ ขอบใจมากเลยนะ"
"ชิ!"
ฉู่ชิงวางสาย ส่ายหน้าไปมา ในใจรู้สึกหดหู่ เมื่อกี้รู้สึกเหมือน... เอ่อ เหมือนกับยอมทำตัวตลกเพื่อแลกกับความช่วยเหลือยังไงอย่างงั้น น่าอายชะมัด
ฤดูร้อนปีนี้ เอ๋ย ฉันยอมทุ่มเทให้แกจนแทบจะเอาชีวิตเข้าแลกอยู่แล้ว แกต้องทำผลงานให้ดีๆ หน่อยนะ







