ไม่รู้ว่ากลายเป็นนิสัยตั้งแต่เมื่อไหร่ที่ทุกครั้งหลังถ่ายหนังเสร็จ ฉู่ชิงจะต้องพักผ่อนฟื้นฟูร่างกายสักระยะหนึ่ง ไม่ใช่ว่าอินกับบทเกินไปจนถอนตัวไม่ขึ้น แต่เป็นเพราะอารมณ์ของคนเราจำเป็นต้องมีการเปลี่ยนแปลงและปรับตัว หากรักษาจังหวะเดิมไว้ตลอดก็คงจะพังกันพอดี
เร่าร้อน ราบเรียบ เร่าร้อน ราบเรียบ... แบบนี้ถึงจะเป็นความถี่ที่ดีต่อสุขภาพ
อีกอย่าง ออกไปคราวนี้เขาถ่ายหนังรวดเดียวสองเรื่อง ทั้งร่างกายและจิตใจล้วนรู้สึกเหนื่อยล้า พอกลับมาก็ดันไม่ได้พักอีก ต้องเรียนร้องเพลง ต้องไปร่วมงานเทศกาลภาพยนตร์ ต้องดูแลกิจการร้าน และยังต้องเตรียมตัวสำหรับการถ่ายทำ จ้านไถ ช่วงที่สอง
ดังนั้น อาศัยช่วงไม่กี่วันที่ทุกอย่างยังไม่เริ่มต้น เขาจึงยุ่งอยู่กับการกิน ยุ่งกับการนอน ยุ่งกับการดูทีวี ยุ่งกับการนั่งเหม่อ... เรื่องในร้านก็ปล่อยให้ค่อยเป็นค่อยไปก่อน ถ้าหากออกไปข้างนอก ก็คือไปเดินเล่นเป็นเพื่อนแฟนสาว
หนังเรื่องใหม่ของคุณหนูฟ่านยังไม่มีวี่แวว จึงเบื่อหน่ายไม่ต่างกัน หากไม่มีธุระ กลางวันทั้งสองคนก็แทบจะไม่เจอกันเลย ต่างคนต่างหมกตัวอยู่ในห้อง แล้วส่งข้อความคุยกันบนเตียง ตกเย็นค่อยออกมากินข้าวด้วยกัน พอนอนจนปวดหัว ถึงค่อยคิดจะลุกขึ้นมาเดินเล่น
บางครั้งไปซีตาน บางครั้งไปตลาดค้าส่งเสื้อผ้าต้งพี บางครั้งพวกเขาก็ไม่รู้ด้วยซ้ำว่านี่คือที่ไหน ทั้งหมดขึ้นอยู่กับอารมณ์และระดับความหลงทาง ยัยหนูมักชอบสวมหน้ากากอนามัยทำตัวเป็นดาราดัง อันที่จริงก็พรางตัวได้ดีทีเดียว แต่มองข้ามความจริงไปข้อหนึ่ง คือลำพังตัวเธอเองก็แล้วไปเถอะ ทว่าข้างกายยังมีผู้ชายห้อยสอยตามมาด้วยอีกคน ซึ่งฉู่ชิงยืนกรานหัวเด็ดตีนขาดว่าไม่อยากสวมหน้ากากอนามัย
สถานการณ์ที่มักจะพบเจอบนท้องถนนก็คือ เขาถูกคนจำได้ก่อน แล้วจึงพาลเดือดร้อนไปถึงผู้บริสุทธิ์ ท้ายที่สุด คุณหนูฟ่านก็เลยตัดสินใจไม่สวมมันซะเลย เครื่องสำอางก็ขี้เกียจแต่ง เดินหน้าสดควงแขนผู้ชายของตัวเองเดินเล่น
ชาวบ้านในเมืองหลวงก็รู้สึกตลกดีเหมือนกัน ตอนแรกยังทำเหมือนเป็นเรื่องใหญ่โต พุ่งเข้ามาขอลายเซ็นอย่างบ้าคลั่ง ภายหลังก็แม่งค้นพบว่า ทำไมสัปดาห์หนึ่งถึงเจอไอ้สองคนนี้ตั้งสามวัน?
ขอร้องล่ะ อย่าว่างขนาดนี้ได้ไหม! พวกคุณทำแบบนี้พวกเราก็ทำตัวไม่ถูกเหมือนกันนะ!
ต่อมา ก็ค่อยๆ ชินไปเอง แม้แต่คนขายผักยังสามารถต่อราคากับทั้งสองคนได้อย่างจริงจัง แถมแตงกวาให้สักลูก หยิบผักชีแถมให้สักกำอะไรทำนองนั้น
พ่อฟ่านและแม่ฟ่านกลับไปจัดการเรื่องที่เจียวตงให้เรียบร้อย เตรียมบอกลาชีวิตที่บ้านเกิดอย่างถาวร เนื่องจากลูกสาวรับงานนอกสถานที่กอบโกยเงินทองได้สำเร็จ แม้จะไม่ถึงขั้นมีทรัพย์สินเป็นล้าน แต่ก็ถือว่ามีเงินเก็บอยู่บ้าง จึงตัดสินใจว่าพอพ้นปีใหม่ก็จะซื้อบ้านที่เมืองหลวงสักหลัง และตั้งรกรากอย่างเป็นทางการ
เทียบไม่ได้กับครอบครัวฟ่านที่จ่ายสดได้อย่างไร้ความกดดัน ฉู่ชิงรันทดกว่านิดหน่อย เขามีเงินพอแค่ซื้อห้องชุดขนาดเล็ก แถมยังต้องเป็นห้องเปล่า ไม่มีแม้แต่เงินค่าตกแต่ง ร้านพอจะดึงเงินออกมาได้หลายหมื่น แต่เขาก็ไม่อยากเอา
ตามที่ยัยหนูแอบรายงาน เธอบอกว่าพ่อแม่เล็งไว้ห้องหนึ่งแล้ว พื้นที่ร้อยกว่าตารางเมตร อยู่ชั้นสูง เธอชมหมู่บ้านจัดสรรแห่งนั้นเสียเลิศเลอ ความหมายแฝงก็คืออยากให้เขาไปซื้อด้วยกัน
ทั้งสองคนคบกันดีแค่ไหน ท้ายที่สุดก็ไม่สามารถตัดสินใจแทนอีกฝ่ายได้ ยิ่งไปกว่านั้นยังเป็นเรื่องการซื้อบ้าน ยัยหนูเข้าใจจุดนี้ดี ถึงแม้อยากจะเป็นเพื่อนบ้านกับเขามากแค่ไหน เธอก็ยังรู้กาลเทศะอยู่เสมอ
ฉู่ชิงอยากไปซื้อที่อื่นจริงๆ นั่นแหละ เอาแต่ตามก้นแฟนสาวมันสไตล์ไหนกัน คนเขาตั้งใจย้ายไปไหน ตนเองก็ไล่ตามไปที่นั่น เหมือนพวกหน้าด้านตื๊อไม่เลิก แต่พอเห็นยัยหนูกะพริบตาโตๆ ทำตัวน่ารัก ยอมลดตัวออดอ้อน ขาดแค่เอ่ยปากขอร้องเท่านั้น เขาก็ปวดหัวขึ้นมาวูบหนึ่ง รู้สึกแค่ว่าชาตินี้ ขอแค่เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับเธอ เขาคงจะหนักแน่นไม่ลงแล้ว
วันที่ 31 ธันวาคม วันก่อนวันปีใหม่
พ่อกับแม่ยังไม่กลับมา ทั้งสองคนจึงจัดโต๊ะอาหารในร้าน ลากเอาเพื่อนตัวน้อยที่ตกระกำลำบากอยู่ในเมืองหลวงมาร่วมฉลองปีใหม่
คนที่มาก็ยังคงเป็นเพื่อนร่วมชั้นรุ่นปี 96 ทว่าจำนวนคนกลับลดลงไปกว่าครึ่ง พวกเขาอยู่ปีสี่กันแล้ว ล้วนกำลังวางแผนเพื่ออนาคต ท้ายที่สุดจางจื่ออี๋ก็มีแค่คนเดียว การไม่ประสบความสำเร็จต่างหากที่เป็นเรื่องปกติ พวกเขาวิ่งวุ่นอยู่ตามกองถ่ายและคณะละครเวทีต่างๆ เพื่อไขว่คว้าโอกาสแม้เพียงริบหรี่ จำนวนครั้งที่พบหน้ากันจึงยิ่งน้อยลงเรื่อยๆ
นอกจากหูจิ้งกับตั่งฮ่าวแล้ว ยังมีคู่รักข้าวใหม่ปลามันอีกสองคู่ หยวนเฉวียนกับแฟนหนุ่มคนใหม่เซี่ยอวี่ หลิวเย่กับแฟนสาวคนใหม่ อื้ม ไม่ใช่มาดามรุ่นถู่ แต่เป็นเด็กสาวที่ชื่อหลินซิน ได้ยินมาว่าหลังจากเธอดู ฝังศพไม่ลง จบก็หลงใหลหลิวเย่เข้าอย่างจัง ถึงขนาดวิ่งมานั่งที่สนามของสถาบันการแสดงกลางทุกวัน เพียงเพื่อจะได้เจอเขาสักครั้ง
สถานการณ์แบบนี้ ขอแค่ผู้หญิงหน้าตาไม่ขี้เหร่ นิสัยไม่น่ารำคาญ ต่อให้ผู้ชายไม่ค่อยชอบเท่าไหร่ก็ยังคงตกลง เพื่อนนักศึกษาหลิวเย่ก็จัดอยู่ในประเภทนี้
เซี่ยอวี่เป็นคนชอบความครึกครื้น ตีสนิทเก่ง เจอกันครั้งแรกก็คุยกับคู่รักฉู่ชิงถูกคอ นิสัยแตกต่างจากหยวนเฉวียนโดยสิ้นเชิง แต่พวกเขาก็ดันถูกใจกันซะงั้น
จะว่าไป หญิงสาวคนนี้เพิ่งได้รางวัลนักแสดงสมทบหญิงยอดเยี่ยมจากรางวัลไก่ทองคำมาหมาดๆ เป็นคนแรกในกลุ่มเพื่อนที่คว้าถ้วยรางวัลมาได้ ทุกคนต่างก็อิจฉาริษยาและหมั่นไส้สารพัด จึงพากันมอมเหล้ากลางโต๊ะอาหาร ไม่นานเธอก็สลบเหมือด ตอนเลิกงานเลี้ยงจึงต้องให้แฟนหนุ่มแบกลงไปข้างล่าง
"รถก็จอดทิ้งไว้ที่นี่แหละ ไม่ต้องห่วง"
เซี่ยอวี่ขับรถมา ไม่สามารถเมาแล้วขับได้ ฉู่ชิงจึงยื่นมือไปช่วยโบกแท็กซี่ให้ พลางพูดกลั้วหัวเราะ
"โอ๊ย ฉันไม่ห่วงเลยสักนิด ว่างๆ ก็ช่วยเช็ดรถให้ด้วยนะ!"
เขาพยุงหยวนเฉวียนที่อ่อนระทวยเป็นโคลนเหลวขึ้นรถไปก่อน จากนั้นตัวเองก็ขยับก้นเบียดเข้าไป โผล่หัวออกมาโบกมือหยอยๆ
"บ๊ายบาย ไว้เจอกันปีหน้านะ!"
การพบปะสังสรรค์กับเพื่อนกลุ่มนี้บ่อยๆ ทำให้ยัยหนูยิ่งดูเหมือนเถ้าแก่เนี้ยที่วางตัวเหมาะสม ดูแลเอาใจใส่ทุกแง่มุมได้อย่างไร้ที่ติ รอจนส่งแขกกลับไปหมด ถึงอดไม่ได้ที่จะบ่นอุบ "ทำไมร้านของเราสองคนเหมือนเปิดให้พวกเขากินฟรีเลยล่ะ? เอาแต่มากินฟรีดื่มฟรีตลอด"
"เอาแต่มาที่ไหนกัน ปีหนึ่งพวกเขามาแค่ไม่กี่ครั้งเอง"
"คุณก็เอาแต่เข้าข้างพวกเขา"
คืนนี้ร้านเหลียงเว่ยเย๋คนแน่นเอี้ยดมาตั้งนานแล้ว ผู้คนที่มากินข้าวต่างชนแก้วดื่มกินกันอย่างสนุกสนาน เสียงโหวกเหวกโวยวายถูกตัดขาดจากภายนอกอย่างสิ้นเชิง ด้านนอกกลับดูเงียบสงบ
ฉู่ชิงสวมกอดเธอจากด้านหลัง สูดกลิ่นอายที่คุ้นเคยของกันและกัน ทั้งสองคนยืนอยู่ริมถนน โอนเอนไปมา มองดูเสาไฟถนนสูงลิบด้วยความเหม่อลอย
"อ๊ะ!"
ผ่านไปพักใหญ่ จู่ๆ เขาก็ร้องขึ้น
"เป็นอะไรไป?"
"พรุ่งนี้ก็จะปี 2000 แล้วนะ"
คุณหนูฟ่านหันกลับมา ตอบสนองไม่ทัน เอ่ยถามว่า "แล้วยังไงล่ะ?"
"ปีมิลเลนเนียมไง! ไม่เห็นในทีวีเอาแต่รายงานข่าวเหรอ"
"จริงด้วย! ฉันลืมไปซะสนิทเลย!" ยัยหนูเองก็เริ่มตื่นเต้นขึ้นมา เอ่ยว่า "แล้วพวกเรา พวกเราควรจะทำอะไรดีล่ะ?"
"เอ่อ ไม่ก็ไปถนนฉางอันสิ คนต้องเยอะแน่ๆ คึกคักดี"
"ขี้เกียจขยับตัว เบียดจะตายไป"
"งั้นกลับเข้าห้องไปดูทีวี เห็นบอกว่ามีงานเลี้ยงนี่นา"
"ยิ่งกร่อยเข้าไปใหญ่!"
ฉู่ชิงงับปลายจมูกเธอเบาๆ แล้วถามยิ้มๆ "งั้นคุณว่าทำอะไรดีล่ะ?"
"ฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน" เธอได้แต่หัวเราะ
"งั้นก็ยืนอยู่แบบนี้?"
"อื้อ ยืนอยู่แบบนี้แหละ"
............
จ้าวเวยยังคงพึ่งพาได้เสมอ หลังจากวันปีใหม่ผ่านไปไม่กี่วันก็มีข้อความส่งมา บอกว่าติดต่อคุณครูให้เรียบร้อยแล้ว
การหาครูสอนร้องเพลง โดยทั่วไปมักจะไปหาที่วิทยาลัยดนตรีของมหาวิทยาลัย เพราะมีความเป็นมืออาชีพและมีมาตรฐาน ฉู่ชิงไม่อยากทำตัวให้ยุ่งยาก เพราะเขาแค่จะเรียนร้องเพลงเพลงเดียว และในอนาคตก็ไม่ได้คิดจะพัฒนาไปในสายนี้ เอาเวลาไปฝึกฝนตามระบบระเบียบแบบนั้น สู้เอาไปรับงานแสดงเพิ่มอีกเรื่องยังจะดีกว่า
เช้าตรู่วันนี้ เขาแต่งตัวจนสะอาดสะอ้าน ร้องทักทายแฟนสาวคำหนึ่ง แล้วจึงออกจากบ้านเพื่อไปร่ำเรียนวิชา
เดินตามป้ายเลขที่ถนน วนไปวนมาก็ถึงที่หมาย อาคารแห่งนี้ดูแปลกประหลาดมาก สองข้างเป็นร้านค้า ร้านหนึ่งเป็นร้านขายยา อีกร้านหนึ่งเป็นร้านอาหาร ตรงกลางเว้นช่องประตูที่ค่อนข้างกว้างไว้ บนกำแพงแคบๆ มีป้ายแขวนอยู่เขียนว่า: ศูนย์พัฒนาศิลปะภาพยนตร์และโทรทัศน์ชิงชุนเหนี่ยว
เขาลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ดูเหมือนมันจะไม่ค่อยน่าเชื่อถือเท่าไหร่ คิดไปคิดมา ก็เลยโทรหาจ้าวเวยอีกครั้ง
"พี่สาว ที่นี่มันที่ไหนกันที่พี่หาให้ผมเนี่ย? อย่างกับโรงแรมซอมซ่อเลย"
"ฉันก็ไม่ค่อยแน่ใจเหมือนกัน เพื่อนแนะนำมาน่ะ เห็นบอกว่าเป็นโรงเรียนสอนพิเศษ ฝีมือครูก็พอใช้ได้อยู่" เธออยู่ข้างนอก เสียงแทรกดังไปหมด
"แล้วครูชื่ออะไรล่ะ?"
"โอ๊ย ฉันไม่รู้ชื่อหรอก นายเข้าไปก็บอกว่ามาหาครูเจียงก็แล้วกัน เพื่อนฉันคุยไว้ให้หมดแล้ว เอาล่ะ ทางนี้ฉันมีธุระ แค่นี้ก่อนนะ!"
ฉู่ชิงหงุดหงิด นี่มันเพื่อนภาษาอะไรวะเนี่ย! เบอร์โทรศัพท์สำหรับติดต่อก็ไม่ให้ ทำงานไม่เอาไหนเลย
ไม่มีทางเลือก ยังไงก็ต้องเข้าไป ข้างในเป็นลานเล็กๆ ล้อมรอบด้วยตึกเตี้ยๆ ดูโล่งโจ้ง เขาชะเง้อมอง มีประตูทางซ้ายบานหนึ่ง ทางขวาบานหนึ่ง เลยสุ่มเลี้ยวซ้าย เดินผ่านโถงทางเดินมืดสลัว ไปจนสุดทางถึงเห็นห้องห้องหนึ่ง ประตูแง้มอยู่
"ก๊อกๆ!"
เขาเคาะประตู แล้วผลักเข้าไป
"มาหาใคร?" คนข้างในถาม
"ขอโทษนะครับ ที่นี่มีครูที่แซ่เจียงไหมครับ?"
"คุณมีธุระอะไร?"
"ผมมาเรียนร้องเพลงครับ"
"อ๋อ อยู่ชั้นสอง ประตูบานที่สาม"
"ขอบคุณครับ"
ฉู่ชิงถอยออกมาแล้วขึ้นไปชั้นสอง รู้สึกปลอดโปร่งขึ้นทันที แสงสว่างก็ส่องเข้ามาอย่างเพียงพอ ทางเดินยาวเหยียด ด้านหนึ่งเป็นหน้าต่างกระจกบานใหญ่ อีกด้านเป็นห้องหลายห้อง
เขาตรงดิ่งไปยังห้องที่สาม แล้วเคาะประตูอีกครั้ง
"เข้ามาเลย" เสียงใสๆ เสียงหนึ่งดังขึ้น
มองไม่ออกเลยว่าห้องนี้มีไว้ทำอะไร โต๊ะเก้าอี้กระจัดกระจาย กองอยู่รอบๆ มีเด็กผู้หญิงคนหนึ่งกำลังกอดกีตาร์นั่งอยู่ตรงกลาง ด้านหน้ามีกระดาษแข็งตั้งอยู่
เธอหันหน้ามาทางนี้ คิ้วสั้นตาตี่ จมูกกับปากกลับค่อนข้างใหญ่ ไม่พูดอะไร ได้แต่มองอยู่อย่างนั้น
ฉู่ชิงถอยหลังไปก้าวหนึ่ง เพื่อให้แน่ใจว่าเป็นประตูบานที่สามไม่ผิดแน่ ถึงได้ถามอย่างระมัดระวัง "คุณแซ่เจียงเหรอครับ?"
"ใช่" หญิงสาวพยักหน้า
'แน่ใจนะ?'
เขาถึงกับช็อกไปเลย นี่มันจะเด็กเกินไปแล้ว เด็กมัธยมชัดๆ เลยไม่ใช่หรือไง! จ้าวเวยตัวซวย จะไม่มีขีดจำกัดล่างหน่อยเหรอ ฉันมาหาครูนะ ไม่ได้มาหาครูอนุบาลซะหน่อย...
"อ่า สวัสดีครับครูเจียง" เขาเดินเข้าไป ยื่นมือออกไปพลางพูดว่า "ผมฉู่ชิงครับ" ในใจรู้สึกกระอักกระอ่วนมาก พอต้องเผชิญหน้ากับเด็กสาวคนนี้ เรียกคำว่า 'ท่าน' ไม่ออกจริงๆ
เด็กสาวคนนั้นมองมือของเขาที่ค้างอยู่กลางอากาศ กะพริบตา แล้วยื่นมือเล็กๆ ออกมาจับมือกับเขา
"เดี๋ยวนี้คนเป็นครูนี่อายุน้อยจังเลยนะ นี่กำลังแต่งเพลงอยู่เหรอครับ?" ฉู่ชิงลากเก้าอี้มานั่งเอง แล้วเริ่มตีสนิท
"อืม"
"เก่งจังเลย!" เขามองดูบรรทัดห้าเส้นบนกระดาษแข็งที่ขีดๆ เขียนๆ ซึ่งเขาดูไม่รู้เรื่องเลยสักนิด แล้วพูดต่อ "เอ่อ คุณคงรู้เรื่องของผมแล้วใช่ไหมครับ คือว่า จุดเริ่มต้นของผมค่อนข้างต่ำจริงๆ คุณอย่าเพิ่งรังเกียจนะ ทัศนคติของผมถือว่าดีมาก ถึงจะเรียนแค่เพลงเดียว ผมก็จะตั้งใจเรียนอย่างดี รับรองว่าไม่ทำส่งๆ แน่นอน..."
เขาพูดฉอดๆ ไม่หยุดปาก ความจริงก็ไม่ได้อยากพูดเยอะขนาดนี้หรอก แต่คุณครูตัวน้อยเรียบร้อยเกินไป ลองคิดดูสิว่าคนสองคนเจอกันครั้งแรก แล้วเอาแต่มองหน้ากันเงียบๆ แบบนั้นมีหวังอึดอัดตายพอดี
อีกอย่าง เขาเอาแต่รู้สึกว่าเด็กสาวคนนี้หน้าตาคุ้นๆ แต่ก็นึกไม่ออกว่าเหมือนใคร
"คุณจะเรียนเพลงอะไร?" เธอฟังอย่างเงียบๆ มาตลอด นานๆ ทีก็เอาดินสอขีดๆ เขียนๆ บนกระดาษ รอจนเขาพูดจบถึงได้ถาม
"จ้านไถ"
"หัวใจฉันกำลังรอคอย เฝ้ารอคอยตลอดไป..." เธอฮัมเพลงสองท่อน แล้วถามว่า "เพลงนี้เหรอ?"
"ใช่ครับ เพลงนี้แหละ เอ๊ะ ครูครับ คุณร้องเพลงเพราะจังเลย" หมอนี่ยังคงประจบสอพลออย่างหน้าไม่อายต่อไป
หญิงสาวตั้งสายกีตาร์ ลองดีดอินโทรดู แล้วพูดว่า "คุณลองร้องให้ฉันฟังรอบหนึ่งก่อนสิ"
"หา? ร้องตอนนี้เลยเหรอ?" เขาอึ้งไปเล็กน้อย
เธอปรายตามองมา ความหมายก็คือ ไม่อย่างนั้นคุณยังอยากจะทำอะไรอีก?
"ได้ๆ อะแฮ่ม" ฉู่ชิงกระแอมไอ ยืดตัวตรง พอเสียงกีตาร์ดังขึ้น เขาก็ร้องแทรกขึ้นมาแบบไม่ตรงจังหวะเลยสักนิด "ชานชาลาที่ทอดยาว การรอคอยที่แสนยาวนาน..."
"ปัง!"
คุณครูตัวน้อยมือลื่น ไปเคาะโดนตัวกีตาร์ เธอเอียงคอ เงียบไปครู่หนึ่ง แล้วพูดว่า "คุณร้องเพี้ยนมากเลย"
"ผมรู้ครับ ถึงได้หวังพึ่งคุณนี่ไง"
"แบบนี้คุณต้องฝึกใหม่ตั้งแต่ต้น ฝึกท่าทางก่อน แล้วค่อยฝึกการหายใจ กะบังลม เสียงกังวาน..." เธอตัวเล็กนิดเดียว พอกอดกีตาร์ตัวใหญ่ มันก็บังตัวเธอไปแล้วครึ่งหนึ่ง เธอแนะนำหลักสูตรด้วยท่าทางจริงจัง
ฉู่ชิงฟังแล้วถึงกับปวดขมับ พูดขัดขึ้นมาว่า "คือว่า ผมแค่อยากเรียนเพลงนี้เพลงเดียว หรือจะเรียนแค่ท่อนเดียวก็ได้ มีแบบรวบรัดไหมครับ?"
"ไหนคุณบอกว่าจะไม่ทำส่งๆ ไง?" คุณครูตัวน้อยฉีกยิ้มกว้าง เผยให้เห็นฟันขาวสะอาด พูดกลั้วหัวเราะว่า "ค่อยๆ เป็นค่อยๆ ไปสิ เรียนร้องเพลงน่ะใจร้อนไม่ได้หรอก"
'พี่อยู่แวดวงบันเทิงนะเว้ย ไม่ได้คิดจะใช้สูตรโกงไปปั่นชาร์ตเพลงทองคำซะหน่อย เรียนจบไวก็จบเรื่องไว ค่อยๆ เป็นค่อยๆ ไปบ้าอะไรล่ะ!'
เขาเพิ่งจะอ้าปากพูด ก็ได้ยินเสียงผลักประตู ผู้ชายวัยสามสิบกว่าคนหนึ่งเดินเข้ามา พอเห็นเขาก็ตาเป็นประกาย ถามว่า "คุณคือฉู่ชิงเหรอ?"
"อ่า สวัสดีครับ" เขาลุกขึ้นพูด
"โอ๊ย ผมรอคุณมาทั้งเช้าเลย ผมชอบดูละครของคุณที่สุด เหล่าหวังบอกว่าจะให้ผมสอนคุณร้องเพลง ผมยังนึกว่ามันล้อเล่นซะอีก!" พี่ชายคนนี้เดินเข้ามาใกล้ จับมือเขาไว้แน่นไม่ยอมปล่อย พลางพูดอย่างตื่นเต้น "คุณมาตั้งแต่เมื่อไหร่เนี่ย เมื่อกี้ผมเพิ่งไปเข้าห้องน้ำมา ขอโทษทีนะ!"
"..."
ฉู่ชิงถึงกับแข็งเป็นหินไปเลย ในใจเอาแต่สบถไม่หยุด: 'เชี่ยยยยย!'
เขาหันขวับไปมองเด็กสาวคนนั้น เธอกำลังแสร้งทำเป็นขีดๆ เขียนๆ บนกระดาษแข็ง โดยไม่กะพริบตาเลยสักนิด
"นี่ก็ลูกศิษย์ผมเอง พวกเราเพิ่งจะเปิดตัววงใหม่ชื่อ เพี่ยวเลี่ยงเป่าเป้ย (บิวตี้ฟูลเบบี้) เธอเป็นนักร้องนำ ร้องได้แต่งเพลงได้ เป็นดาวรุ่งพุ่งแรงเลยล่ะ!" พี่ชายคนนั้นแนะนำอย่างกระตือรือร้น "เสี่ยวเจียง อย่านั่งอยู่เลย ทักทายหน่อยสิ"
หญิงสาววางกีตาร์ไว้ข้างๆ ค่อยๆ ลุกขึ้นยืน ยื่นมือเล็กๆ ออกมา หยีตาจนเป็นสระอิ แล้วพูดกลั้วหัวเราะว่า "สวัสดีค่ะ ฉันชื่อเจียงอีเยี่ยน"







