ฟ้าสางแล้ว
หลังจากพวกเฉินฮ่าวจากไปไม่นาน พลังวัตรในบริเวณนี้ก็เริ่มสลายไป ของวิเศษตกทอดจากการร่วงหล่นของระดับสุริยันจันทราหายไปอย่างสมบูรณ์
ระดับสุริยันจันทราตายไปหนึ่งคน กลับทำให้เหล่านักเรียนได้รับอานิสงส์กันถ้วนหน้า
ผู้แข็งแกร่งไม่ได้เก็บเกี่ยวอะไรมากนัก แต่สำหรับผู้อ่อนแอ การเก็บเกี่ยวครั้งนี้ยิ่งใหญ่มาก
ยิ่งพรสวรรค์สูง การเก็บเกี่ยวครั้งนี้ก็ยิ่งมาก
ข้างกาย เซี่ยหู่โหยวสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ดูดซับพลังวัตรหยดสุดท้าย ก่อนจะทอดถอนใจว่า "ระดับสุริยันจันทราตายนี่ดีจริงๆ แฮะ รู้สึกว่าเร็วกว่าฝึกฝนในดินแดนลับเสียอีก!"
"..."
ซูอวี่มองเขาเงียบๆ นายลองให้พ่อนายฆ่าระดับสุริยันจันทราให้ฝึกทุกวันดูสิ
ซูอวี่ลุกขึ้น เตรียมตัวจะจากไปเช่นกัน
แน่นอนว่า ขาดโล่ป้องกันอย่างเซี่ยหู่โหยวไปไม่ได้
การมอบเคล็ดอักษรให้เซี่ยหู่โหยว นั่นคือเงินซื้อชีวิต และซื้อมากกว่าหนึ่งครั้งด้วย ตอนนี้เอาเซี่ยหู่โหยวมาเป็นโล่จึงไม่มีความรู้สึกผิดแต่อย่างใด ในถิ่นของตระกูลเซี่ยของนาย นายไม่ปกป้องฉันแล้วใครจะปกป้อง
กำลังเตรียมจะจากไป ตรงหน้าก็มีคนเพิ่มมาสองคน
อู๋ฉีมีรอยยิ้มจางๆ บนใบหน้า มองมาที่ซูอวี่
อู๋หลานมีสีหน้ายินดี พูดอย่างตื่นเต้นเล็กน้อยว่า "ซูอวี่ พลังเจตจำนงของฉันสะสมเต็ม 80% แล้วนะ!"
ก้าวหน้าเร็วมาก!
คราวก่อนเพิ่งจะ 70% ตอนนี้ 80% แล้ว แน่นอนว่าเทียบกับซูอวี่ไม่ได้
ถ้าซูอวี่ไม่เปิดจุดทวารเทวะ ตอนนี้คงสะสมเต็มไปแล้ว
"ยินดีด้วย!"
ซูอวี่กล่าวแสดงความยินดี ไม่ช้าแล้ว หากเป็นรุ่นก่อนๆ ถือว่าเก่งกาจมาก แต่รุ่นนี้... ช่างเถอะ ซูอวี่สงสัยว่าคนในชั้นหลายคนสามารถเลื่อนระดับขึ้นเทิงคงได้ แต่กลับกดข่มเอาไว้
อู๋หลานยังอยากจะพูดอะไรอีก แต่อู๋ฉีกลับไม่ให้โอกาสเธอโอ้อวด ยิ้มบางๆ แล้วพูดว่า "ไปกับฉัน!"
แววตาซูอวี่ไหววูบเล็กน้อย พยักหน้า กล่าวขอบคุณว่า "ขอบคุณครับอาจารย์อู๋!"
อู๋ฉี เขาเคยเจอเธอครั้งหนึ่งในการแข่งขันอักษรเทวะคราวก่อน
เดิมทีเขาก็ไม่รู้ว่าเป็นมิตรหรือศัตรู แต่ครั้งนี้เขาเห็นอู๋เยว่ฮวาช่วยอาจารย์หลิว อาบเลือดต่อสู้ ซูอวี่จึงรู้ว่าตระกูลอู๋น่าจะไม่ใช่ศัตรู
อู๋ฉีให้เขาไปกับเธอ เกรงว่าคงมีความหมายแฝงถึงการปกป้องอยู่บ้าง
ครั้งนี้ศิษย์พี่หญิงของเขาไม่ได้มา ซูอวี่รู้ว่า น่าจะเป็นเพราะอาการบาดเจ็บของพลังเจตจำนงยังอยู่ ต่อให้เฉินหย่งรู้ ก็อาจจะไม่พาอู๋เจียมา มาแล้วก็ไม่มีวิธีฟื้นฟูอาการบาดเจ็บ
อู๋ฉีไม่พูดพร่ำทำเพลง หันหลังเดินจากไป
ซูอวี่ดึงเซี่ยหู่โหยวตามไป อู๋หลานมองทั้งสองคนอย่างสงสัย สองคนนี้สนิทกันขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่?
เดินไปได้ไม่กี่ก้าว ก็เจอคนคนหนึ่ง
เจิ้งหง!
หลานชายของเจิ้งอวี้หมิง ลูกศิษย์ของผู้อาวุโสหอซุน
ตอนนี้เจิ้งหงเดินตามผู้แข็งแกร่งระดับหลิงอวิ๋นท่านหนึ่ง เมื่อเห็นพวกซูอวี่ แววตาก็ไหววูบเล็กน้อย พยักหน้าให้ซูอวี่นิดๆ แล้วหันไปทักทายอู๋ฉี "สวัสดีครับอาจารย์อู๋!"
อู๋ฉีปรายตามองเขา พยักหน้า ไม่ได้เอ่ยปาก
ระดับหลิงอวิ๋นที่พาเจิ้งหงมา ก็มองอู๋ฉีแวบหนึ่ง แล้วมองซูอวี่ ขมวดคิ้วเล็กน้อย เร่งฝีเท้าจากไป
เจิ้งหงแสดงความขอโทษ แล้วรีบเดินตามไปอย่างรวดเร็ว
เซี่ยหู่โหยวไม่ทันได้อ้าปาก อู๋หลานก็โพล่งขึ้นมาเลยว่า "ไม่ใช่คนดี!"
"..."
ซูอวี่หลุดขำ ในสายตาเธอ คงมีคนดีอยู่ไม่กี่คนหรอกมั้ง
สัมผัสได้ว่าซูอวี่ไม่เห็นด้วย อู๋หลานก็พูดอย่างไม่พอใจว่า "ก็ใช่น่ะสิ! เขาเป็นหลานของผู้อาวุโสหอเจิ้ง ผู้อาวุโสหอเจิ้งเกือบถูกคนตีตายเพราะนาย เขายังมายิ้มให้นายอีก ต้องไม่ใช่คนดีแน่ๆ!"
"ผู้อาวุโสหอเจิ้งถูกท่านผู้อำนวยการสั่งสอน ไม่เกี่ยวกับผม"
ซูอวี่ยิ้มบางๆ แล้วพูดว่า "ถ้าเจิ้งหงใจกว้าง ก็ควรจะเข้าใจว่าเรื่องนี้โทษผมไม่ได้ ในฐานะปรมาจารย์อารยธรรม ผมคิดว่าเขาน่าจะคิดตก ถึงได้มีเจตนาดีต่อผม"
"ซูอวี่ นายมันโง่เกินไปแล้ว ถึงกับเชื่อว่าคนอื่นใจกว้าง!"
อู๋หลานมีสีหน้าเหลือเชื่อ นายโง่จังเลย!
นายเชื่อจริงๆ เหรอว่าเจิ้งหงใจกว้าง!
ซูอวี่หัวเราะเบาๆ "เป็นเพื่อนร่วมชั้นกันทั้งนั้น ควรปฏิบัติด้วยเจตนาดีต่อคนอื่น จะได้ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขมากขึ้นไง"
อู๋หลานแค่นเสียงเยาะ เชิดจมูกใส่เขา ไม่สนใจเขาอีก!
จู่ๆ ก็พบว่าซูอวี่โง่มาก!
ข้างหน้า อู๋ฉีเดินต่อไปอย่างไม่สนใจ ไม่คิดจะเข้าไปยุ่งเกี่ยวแม้แต่น้อย
เสือยิ้มยาก หมาลอบกัด หน้าไหว้หลังหลอก...
สำนวนพวกนี้ น้องสาวผู้โง่เขลาของฉันไม่รู้เหรอ?
ด้วยความเหี้ยมเกรียมของซูอวี่ ขึ้นเวทีประลอง แล้วซัดนักเรียนสายอักษรเทวะเดี่ยวจนเป็นสภาพนั้น เธอว่าเขาโง่เหรอ?
เขาบอกว่าเขาเป็นคนดี เธอก็เชื่อจริงๆ เหรอ?
เดินไปได้อีกไม่กี่ก้าว ก็มีคนตามมา เจิ้งอวิ๋นฮุยหัวเราะฮ่าๆ มาแต่ไกล "ซูอวี่ เจ้าอ้วนเซี่ย ไปด้วยกันสิ!"
พูดพลาง หมอนี่ก็วิ่งเหยาะๆ เข้ามา
พอวิ่งเข้ามาถึง เจิ้งอวิ๋นฮุยก็บ่นว่า "นี่พวกนาย เรื่องใหญ่ขนาดนี้ ทำไมไม่เรียกฉันเลยล่ะ! เมื่อกี้ตาเฒ่าที่บ้านฉันยังนึกเสียดายอยู่เลย บอกว่าฉันไม่น่าพลาดเลย ก่อนหน้านี้อักษรเทวะนิรันดร์เพิ่งจะระเบิดไปตั้งหลายตัว ถ้าฉันไป ถึงดูดซับไม่ได้ แต่อาศัยหล่อเลี้ยงทะเลเจตจำนง ก็คงใกล้ถึงขั้นบ่มเพาะจิตจุดสูงสุดแล้ว!"
ซูอวี่หัวเราะเบาๆ "ตั้งใจจะเรียกนายอยู่แล้ว ไว้คราวหน้านะ คราวหน้าถ้ามีเรื่องแบบนี้ผมจะเรียกนาย หวังว่าพี่เจิ้งคงไม่รังเกียจ!"
"แน่นอนว่าไม่รังเกียจ!"
เจิ้งอวิ๋นฮุยหัวเราะร่วน "เราสองคนความสัมพันธ์ระดับไหน เป็นเพื่อนซี้กันนะ มีเรื่องดีๆ ต้องนึกถึงพี่น้องอย่างฉันสิ!"
พูดจบ ก็ทำตัวลึกลับซับซ้อน "ตอนนี้ฉันก็มีเรื่องดีๆ จะมาแชร์กับพวกนายเหมือนกัน! ดินแดนลับทะเลวิญญาณรู้ใช่ไหม? มีคนเตรียมจะเปิดแล้วนะ โควตามีเพียบ เข้าไปได้ล่ะก็ พวกเราอาจจะทะลวงขึ้นเทิงคงได้ในพริบตาเลย! สถานที่ชั้นยอดเลยนะนั่น!"
เซี่ยหู่โหยวเหมือนจะรู้อยู่แล้ว จึงไม่ได้พูดอะไร
แต่ซูอวี่กลับชะงักไปเล็กน้อย "ดินแดนลับทะเลวิญญาณ?"
"ใช่สิ นายไม่รู้เหรอ?"
เจิ้งอวิ๋นฮุยหัวเราะร่วน "ก็คือ..."
"ผมรู้ แต่การเปิดมันยากมากไม่ใช่เหรอ?"
"ก็ยากแหละ แต่ตอนนี้เตรียมจะเปิดแล้ว พี่ซู พวกเราต้องหาทางเข้าไปให้ได้นะ!"
เจิ้งอวิ๋นฮุยกลอกตาไปมา เหลือบมองเซี่ยหู่โหยว แล้วมองอู๋หลาน หัวเราะร่วน "คุณนักเรียนอู๋หลาน ถ้าเธอเข้าดินแดนลับทะเลวิญญาณได้ อีกไม่นานก็ขึ้นเทิงคงได้แล้ว แซงหน้าซูอวี่ก็แค่เรื่องกล้วยๆ..."
อู๋หลานมองเขาด้วยความแปลกใจ "นายรู้ได้ไงว่าฉันจะเข้าไป?"
"..."
เจิ้งอวิ๋นฮุยอึ้งไปครู่หนึ่ง หมายความว่าไง!
อู๋หลานขี้เกียจสนใจเขาอีก!
ที่แท้นายก็ไม่รู้นี่เอง!
ซูอวี่กลับประหลาดใจเล็กน้อย อู๋หลานเข้าได้เหรอ?
แถมยังรู้ล่วงหน้าอีกต่างหาก?
ด้านหน้า จู่ๆ อู๋ฉีก็พูดขึ้นเรียบๆ "ก่อนหน้านี้ตกลงกันไว้แล้ว แต่ตอนนี้อาจจะไม่แน่! ก่อนหน้านี้ พวกเขาตกลงจะให้โควตา 5 ที่ นั่นคือก่อนการต่อสู้ครั้งนี้ ตอนนี้... ก็พูดยากแล้วล่ะ อาจจะกลับคำก็ได้"
ซูอวี่รีบถาม "อาจารย์อู๋ หรือว่า... พวกเขาเป็นคนเปิดเหรอครับ?"
"ใช่!"
อู๋ฉีไม่หันกลับมา ตอบอย่างสงบ "การเปิดดินแดนลับทะเลวิญญาณซับซ้อนมาก ต้องสิ้นเปลืองของวิเศษหายากมากมาย! นอกจากนี้ยังต้องมีระดับซานไห่หลายคนร่วมกันเป็นประธานเปิด ระดับซานไห่หลายคน ไม่ใช่เรื่องยาก หลักๆ คือต้องการทรายแม่น้ำสวรรค์จำนวนมาก ซึ่งหาได้ยากมาก"
"ทรายแม่น้ำสวรรค์?"
ซูอวี่หันไปมองเซี่ยหู่โหยว เซี่ยหู่โหยวอธิบายว่า "เป็นของวิเศษที่ค่อนข้างพิเศษชนิดหนึ่ง สามารถดูดซับสิ่งเจือปนบางอย่างได้ เทียบเท่ากับตาข่ายกรอง คอยกรองสิ่งเจือปนในพลังเจตจำนงออกไป การเปิดดินแดนลับทะเลวิญญาณต้องการของวิเศษชนิดนี้จำนวนมาก โดยทั่วไปของวิเศษชนิดนี้มาจากคฤหาสน์ดารานิรันดร์เท่านั้น"
ด้านหน้า อู๋ฉีพูดต่อ "ถ้าจะผลาญทรัพย์สินจนหมดตัว ในสถาบันก็มีผู้แข็งแกร่งที่สามารถเปิดดินแดนลับทะเลวิญญาณได้ประปราย ประเด็นคือ ทรายแม่น้ำสวรรค์หายาก!"
ซูอวี่หันไปมองเซี่ยหู่โหยวอีกครั้ง
เซี่ยหู่โหยวไหวไหล่ "ถ้านิดหน่อยก็พอไหว แต่จำนวนมากๆ นี่หาซื้อยากมาก แหล่งที่มาของสิ่งนี้มีน้อย อัจฉริยะบางคนหามาได้ มักจะเอาไปไว้ที่ห้องทดลอง ศูนย์วิจัย ห้องวิจัยที่ผลิตพลังเจตจำนงความบริสุทธิ์สูง"
ซูอวี่นึกถึงห้องทดลองที่วิจัยอักษรเทวะของไป๋เฟิง ถ้าอย่างนั้น ที่นั่นก็อาจจะมีทรายแม่น้ำสวรรค์งั้นสิ?
"สรุปว่า ดินแดนลับทะเลวิญญาณเปิดยาก? หลักๆ คือติดที่วัสดุ?"
"ใช่!"
เซี่ยหู่โหยวพยักหน้า เจิ้งอวิ๋นฮุยรีบพูดแทรก "นายต้องรู้นะ คฤหาสน์ดารานิรันดร์ไม่ใช่ว่าใครก็ไปได้ 10 ปีมีคนแค่นั้น แถมไม่ใช่ทุกคนที่จะเอากลับมาได้ สายอักษรเทวะเดี่ยวแข็งแกร่งมาหลายสิบปี คนที่เข้าร่วมคฤหาสน์ดารานิรันดร์ก็เลยมีไม่น้อย เอากลับมาได้เยอะ จึงมีทุนเปิดดินแดนลับทะเลวิญญาณ คนอื่น ไม่มีทุนหรอกนะ"
ซูอวี่พูดอย่างจนใจ "บอกผมไปก็เปล่าประโยชน์ สภาพผมแบบนี้ พวกเขาจะให้ผมเข้าไปเหรอ?"
แปลกแล้วล่ะ!
เจิ้งอวิ๋นฮุยรีบพูด "ถึงต้องหาโอกาสเข้าไปไง! ซูอวี่ จะยอมแพ้โอกาสนี้ไม่ได้นะ! พวกเรายังพอแย่งชิงดูได้ อาจารย์ปู่นายกลับมาแล้วไม่ใช่เหรอ? ให้เขาอาละวาดสิ ไปกวนส้นตีน ไปท้าตีท้าต่อย!"
เจิ้งอวิ๋นฮุยยุยง "อาจารย์ปู่นายครั้งนี้สำแดงเดชขนาดนั้น ขนาดครึ่งก้าวสุริยันจันทราสองคนยังแพ้เขาเลย แข็งแกร่งกว่าผู้อำนวยการของพวกเราซะอีก ให้อาจารย์ปู่นายบุกไปถึงที่ บีบให้พวกนั้นแบ่งโควตามาให้สักสามสี่ที่... ฉันขอจองที่นึง เอาแต้มความดีความชอบ 2000 แต้มเป็นไง?"
"..."
ซูอวี่มองเขา ไม่พูดอะไร ยิ้มๆ สีหน้าอ่อนโยน
เจิ้งอวิ๋นฮุยถูกมองจนเสียวสันหลังวาบ ก็จริง หมอนี่มันคนชั่วหน้าไหว้หลังหลอก การยุยงเขาน่าจะไม่ได้ผล
กระแอมไอทีหนึ่ง เจิ้งอวิ๋นฮุยก็พูดอีกว่า "งั้นก็เปิดการประชุมผู้อาวุโสหอ! แย่งชิงให้พวกเขายอมสละโควตามาสักสองสามที่! สถาบันมีผู้อาวุโสหอทั้งหมด 42 ท่าน ตอนนี้อยู่ในสถาบันไม่ถึง 30 ท่าน! ขอแค่มีคนเห็นด้วยครึ่งหนึ่ง นอกเสียจากว่าพวกเขาจะไม่เปิด ถ้าเปิดก็ยังมีโอกาส"
เจิ้งอวิ๋นฮุยยิ้มกริ่ม "นายว่า ถ้าผู้อาวุโสหอหนึ่งท่านสามารถแย่งชิงโควตามาได้หนึ่งที่ ผู้อาวุโสหอจะยอมไหม? ต้องยอมอยู่แล้ว! ดินแดนลับไม่ใช่ของสายอักษรเทวะเดี่ยวซะหน่อย พูดกันตามตรงก็ยังเป็นของพวกนายอยู่ดี พวกเขาแค่ควักเงินเปิด แต่ดินแดนลับเป็นทรัพย์สินส่วนรวมนะ!"
เจิ้งอวิ๋นฮุยรีบพูดว่า "ผู้อาวุโสหอพวกนั้น คนละหนึ่งที่ ก็แค่ 20 กว่าที่ โดยทั่วไปเข้าได้ 50 คน อีกฝ่ายก็ยังเข้าได้ตั้ง 30 กว่าคน"
พอคำพูดนี้หลุดออกมา เซี่ยหู่โหยวก็พูดเสียงเบา "อันนี้พอมีช่องทางพลิกแพลงได้นะ!"
กลุ่มนักเรียนที่ยังไม่ขึ้นเทิงคง ตอนนี้มากำลังถกกันเรื่องชักใยการประชุมผู้อาวุโสหอ ถ้าใครมาได้ยินเข้า คงหัวเราะจนฟันร่วง!
แต่อู๋ฉีที่เดินอยู่ข้างหน้า กลับไม่ได้รู้สึกว่ามีอะไรไม่เหมาะสม
สามคนที่อยู่ข้างหลัง เป็นตัวแทนของขุมกำลังสามฝ่าย
ส่วนน้องสาวของตัวเอง... ช่างเถอะ คงมาเป็นไม้ประดับ ฟังรู้เรื่องหรือเปล่าก็ไม่รู้
เซี่ยหู่โหยวหัวเราะเบาๆ "คำพูดของเจิ้งอวิ๋นฮุยมีช่องทางพลิกแพลงได้จริงๆ! เปิดการประชุมผู้อาวุโสหอสักครั้ง แย่งชิงผลประโยชน์ให้ผู้อาวุโสหอแต่ละท่าน ผู้อาวุโสหอเหล่านี้ไม่ปฏิเสธหรอก! สายอักษรเทวะเดี่ยวถึงจะแข็งแกร่ง แต่ก็ไม่กล้าล่วงเกินคนหมู่มาก! ยิ่งไปกว่านั้นผู้อาวุโสหอก็สามารถออกแรง ช่วยกันเปิดดินแดนลับ ยืดเวลาให้นานขึ้นได้ด้วย!"
พูดจบ ก็เสริมอีกว่า "ตอนนี้ทางสายอักษรเทวะเดี่ยว มีแค่ผู้อาวุโสหอโจว ซุน อวี๋ หลี่ สี่ท่านที่ยังเคลื่อนไหวได้ ผู้อาวุโสหอเจิ้งบาดเจ็บ ผู้อาวุโสหอจ้าวปิดด่าน ผู้อาวุโสหอหม่ากับผู้อาวุโสหอฟางอยู่ที่สนามรบพหุภพ ทั้ง 4 ท่านแค่ประคองให้มันทำงานได้เท่านั้น ทนอยู่ได้ไม่นานหรอก ผู้อาวุโสหอท่านอื่นสามารถออกแรงได้!"
พูดมาถึงตรงนี้ ก็ถามต่อว่า "เจิ้งอวิ๋นฮุย นายหาผู้อาวุโสหอท่านไหนมาช่วยได้บ้าง?"
ในเมื่อเจิ้งอวิ๋นฮุยเสนอเรื่องนี้ขึ้นมา ก็ต้องมีผู้อาวุโสหอหนุนหลังแน่ๆ
พอได้ยินคำถามของเซี่ยหู่โหยว ก็หัวเราะแหะๆ "อาจารย์ฉันไง!"
"..."
นั่นสิ ซูอวี่สองคนพยักหน้า ลืมไปเลย หมอนี่ก็มีอาจารย์เหมือนกัน มัวแต่จำได้ว่าเป็นคนตระกูลเจิ้ง ดูเหมือนว่าหมอนี่จะกราบผู้อาวุโสหอเป็นอาจารย์จริงๆ
เจิ้งอวิ๋นฮุยพูดอย่างตื่นเต้น "ฉัน นาย ซูอวี่ อู๋หลาน... บวกกับหูชิวเซิง จ้าวซื่อฉี... พวกเราแต่ละคนไปติดต่อ แยกย้ายกันไปติดต่อผู้อาวุโสหอสักท่านสองท่านก็เป็นไปได้! พยายามแย่งชิงโควตามาให้ได้สักที่ แบบนี้ก็แฮปปี้เอนดิ้งแล้ว! ส่วนสายอักษรเทวะเดี่ยว... เว้นแต่จะไม่เปิดดินแดนลับ! แต่ถ้าไม่เปิดดินแดนลับ พูดตามตรงนะ ถ้าไม่เปิดดินแดนลับยกระดับคนของพวกนั้น พละกำลังไม่พอ พวกเราก็จะเล่นงานพวกนั้นไงล่ะ!"
เจิ้งอวิ๋นฮุยหัวเราะฮ่าๆ "ถ้าไม่ให้พวกเราเข้าไป พวกเราก็ไม่ให้พวกเขาเปิด ขั้นต่อไปก็เลียนแบบซูอวี่ คอยดักตีคนของพวกนั้นทุกวัน นักเรียนสายอักษรเทวะเดี่ยวบนทำเนียบร้อยอันดับ รอโดนอัดทุกวันได้เลย! สู้พวกข้างหน้าไม่ได้ แล้วจะสู้พวกข้างหลังไม่ได้เชียวเหรอ?"
หมอนี่ก็ไม่ใช่คนดีเหมือนกัน!
การต่อสู้ระหว่างฝักฝ่าย เขาขี้เกียจเข้าไปยุ่ง แต่ถ้าเกี่ยวกับผลประโยชน์ของตัวเอง เขาก็ต้องยุ่งแล้วล่ะ!
เจิ้งอวิ๋นฮุยพูดต่อ "ดินแดนลับทะเลวิญญาณ มีประโยชน์กับนักเรียนที่ยังไม่ขึ้นเทิงคงอย่างพวกเรามาก พลังเจตจำนงที่นั่นบริสุทธิ์ ถึงพวกเราจะยังไม่เปิดจุดทวารเทวะ ดูดซับได้ไม่มาก แต่ต่อให้เป็นการดูดซับแบบติดตัว ก็ยังก้าวหน้าเร็วกว่าการอ่านตำราเคล็ดวิชาตั้งเยอะ! อยู่ในดินแดนลับทะเลวิญญาณแค่วันเดียว คงดีกว่านายอ่านอักษรเจตจำนง 30 เล่มซะอีก ประเด็นคือการอ่านอักษรเจตจำนง ต้องใช้เวลา ต้องใช้เงิน..."
แน่นอนว่า ถ้าเปิดจุดทวารเทวะแล้ว ประโยชน์ก็จะยิ่งมากกว่า
ซูอวี่คิดทบทวน แล้วพยักหน้า "ผมจะบอกอาจารย์ปู่ผม พวกนายเส้นสายกว้างขวาง ก็หาทางแจ้งนักเรียนของผู้อาวุโสหอคนอื่นๆ ให้มากขึ้น ดูว่าจะแย่งชิงกันได้ไหม!"
เขาก็อยากเข้าไปเหมือนกัน!
แต่ถ้าแย่งชิงโควตามาได้หนึ่งที่... อาการบาดเจ็บของศิษย์พี่หญิงเขาไม่เบาเลย พลังเจตจำนงที่บริสุทธิ์ การช่วยเธอฟื้นฟูทะเลเจตจำนงก็นับว่าไม่เลว
ถ้าอย่างนั้น หากแย่งชิงมาได้แค่โควตาเดียว ตัวเขาจะทำยังไงล่ะ?
แน่นอนว่า อันดับแรกต้องผลักดันเรื่องนี้ให้สำเร็จก่อน
ทางด้านภาควิชายันต์เทวะ จางฮ่าวพอจะแจ้งได้ หูจงฉีกับหลินเย่าสองคนนี้ แจ้งไปก็อาจจะไม่มีโอกาสได้เข้า
หลายคนปรึกษากันอยู่พักหนึ่ง ก็บรรลุข้อตกลงกัน
อู๋ฉีไม่ได้อ้าปากพูดมาตลอด ได้แต่ทอดทอนใจอยู่เงียบๆ นักเรียนรุ่นนี้ ไม่เหมือนใครจริงๆ
ยังเป็นแค่นักเรียนใหม่แท้ๆ แต่ละคนใจกล้าห่อฟ้า ถึงกับคิดจะชักใยการประชุมระดับสูงสุดของสถาบันอย่างการประชุมผู้อาวุโสหอซะแล้ว
อันที่จริง คราวก่อนก็เหมือนจะถูกชักใยไปหนหนึ่งแล้ว
ไม่เช่นนั้น คราวก่อนซูอวี่คงไม่หลอกอีกฝ่ายจนย่อยยับขนาดนั้น
...
พวกซูอวี่กำลังอยู่ในระหว่างเดินทางกลับ
ในเวลาเดียวกัน
กรมเสริมสร้างความแข็งแกร่ง จวนอธิบดี
หงถานขมวดคิ้ว มองไป๋เฟิงที่แทบจะเละเป็นโจ๊ก แล้วพูดด้วยน้ำเสียงหนักอึ้งว่า "อักษรเทวะถูกทำลายเหรอ?"
"อืม"
"อักษรเทวะหลักก็ไม่เหลือ?"
"อืม"
"..."
ไป๋เฟิงอ่อนระโหยโรยแรง แค่ไม่สลบไปก็ถือว่าโชคดีมากแล้ว โชคดีที่อธิบดีจี้ช่วยตั้งมั่นทะเลเจตจำนงให้เขา ไม่อย่างนั้น ตอนนี้คงยังไม่ฟื้น
สีหน้าหงถานยิ่งดูไม่ได้ "ฝีมือเซี่ยอวี้เหวิน?"
"เขาก็เจ็บหนักเหมือนกัน..."
ไป๋เฟิงยิ้ม "อาจารย์ หมอนั่นโดนผมฟันทีเดียวจุดทวารทั้งเก้าแตกกระจุย อักษรเทวะพังพินาศไปตั้งหลายตัว ผมว่าอาการเขาอาจจะไม่ดีไปกว่าผมหรอก..."
"แก..."
หงถานขมวดคิ้ว อักษรเทวะหลักของแกพังไปแล้ว ยังจะมาปากดีอะไรอีก!
"เซี่ยอวี้เหวิน..."
ขมวดคิ้ว จู่ๆ หงถานก็หันไปพูดว่า "อธิบดีจี้ ถ้าผมจำไม่ผิด ปลายปีจะมีการเลือกตั้งผู้อำนวยการใช่ไหม? ผมจะลงสมัคร! ตำแหน่งรองผู้อำนวยการผมจะขอลงแข่งด้วย! จะท้าชิงกับเซี่ยฉางชิงเนี่ยแหละ!"
ไม่ไกลนัก อธิบดีจี้กำลังจิบชาอย่างเนิบนาบ ได้ยินดังนั้นก็เงยหน้าขึ้น "คุณจะท้าชิงกับเซี่ยฉางชิง? เขาเป็นคนตระกูลเซี่ยนะ ตระกูลเซี่ยผลักดันขึ้นมา เพื่อใช้เป็นเสี้ยนหนามฝังอยู่ในสถาบันอารยธรรม"
"เซี่ยฉางชิง..."
หงถานหัวเราะหึๆ "หลานชายของเซี่ยฉางชิง ทำลูกศิษย์ผมซะเละขนาดนี้ หล่ายอวิ๋นระดับสาม ท้าสู้เทิงคงระดับแปด ทำได้สวยจริงๆ! ก่อนหน้านี้ผมเห็นว่าเขาเป็นพี่ชายของศิษย์พี่อวิ๋นฉี ก็เลยไม่อยากจะยุ่งด้วย เขาคงนึกว่าผมกลัวเขาจริงๆ สินะ?"
หงถานกัดฟันพูด "เห็นแก่ที่เป็นพี่ชายของอวิ๋นฉี ผมจะไม่เอาชีวิตเขา ลูกศิษย์เขาเป็นยังไง เขาก็ต้องเป็นอย่างนั้น ผมจะทำลายอักษรเทวะหลักของเขาให้สิ้นซาก!"
เขาโมโหมาก!
โกรธสุดๆ!
ลูกศิษย์ของเขา พรสวรรค์ไร้ผู้เทียมทาน ผลสุดท้ายกลับถูกเซี่ยอวี้เหวินทำลาย ก่อนหน้านี้เขายังไม่ชัดเจน แต่ตอนนี้ เขาแทบจะระเบิดอยู่แล้ว!
ส่วนเรื่องเซี่ยอวี้เหวินเกือบจะถูกทำลาย เกี่ยวอะไรกับเขา!
ไอ้คนที่อยู่ระดับหลิงอวิ๋น มีฉายาว่าไร้เทียมทานในระดับเดียวกัน เกือบจะถูกลูกศิษย์เขาตีตาย นั่นมันเพราะตัวเองไร้น้ำยา ลูกศิษย์เขาไม่ได้เป็นคนไปท้าสักหน่อย
อธิบดีจี้เอ่ยเรียบๆ "ถ้าคุณแน่ใจแล้ว งั้นก็ไม่มีปัญหา แล้วแต่พวกคุณเลย!"
หงถานแค่นเสียงเย็น แววตาเย็นชา หันกลับมามองไป๋เฟิง อดด่าไม่ได้ "แกทำตัวเจี๋ยมเจี้ยมหน่อยไม่ได้เหรอ? เพื่อเซี่ยอวี้เหวินคนเดียว ถึงกับทำให้ตัวเองพังพินาศ ไอ้โง่เอ๊ย โง่เง่าจริงๆ!"
ไป๋เฟิงเบะปาก ผมเจ็บขนาดนี้แล้ว อาจารย์ยังจะมาด่าผมอีก!
"ตระกูลเซี่ย... ช่างเถอะ ด่าตระกูลเซี่ยไปก็ไม่ได้อะไร สายของเซี่ยฉางชิง แม่งรนหาที่ตาย!"
หงถานอดด่าออกมาอีกคำไม่ได้!
"ยังมีอักษรเทวะเหลืออยู่อีกไหม?"
"ยังมีอีกสองสามตัว"
"ทะเลเจตจำนงบาดเจ็บสาหัสขนาดนี้ จะฟื้นฟูได้ไหมยังพูดยากเลย ถึงฟื้นฟูได้ ระดับของแกก็ต้องร่วงอยู่ดี ฟื้นฟูกลับมาอยู่เทิงคงระดับสามสี่ได้ก็ถือว่าโชคดีแล้ว แต่อักษรเทวะพังไปตั้งเยอะ อักษรเทวะหลักก็พินาศไปแล้ว ทักษะการต่อสู้อักษรเทวะของแกก็เท่ากับพังไปด้วย..."
เขารู้สึกเศร้าสร้อยอย่างบอกไม่ถูก!
นี่มันจุดจบของศิษย์พี่ชัดๆ!
แถมยังน่าสมเพชกว่าศิษย์พี่อีก จากอัจฉริยะ กลายเป็นคนธรรมดาในพริบตา แม้แต่ระดับเทิงคงทั่วไปก็อาจจะสู้ไม่ได้
เรื่องนี้มันกระทบกระเทือนจิตใจลูกศิษย์หนักหนาเกินไปแล้ว!
ไป๋เฟิงก็ไม่รู้จะพูดอะไรมาก ถึงอธิบดีจี้จะช่วยชีวิตเขาไว้ แต่ใครจะไปรู้ว่าคนคนนี้มีจุดประสงค์อะไร ตอนนี้จึงได้แต่อยู่เป็นเพื่อนอาจารย์ร่วมเศร้าไปเงียบๆ น่าอนาถแท้ อักษรเทวะพังไปตั้งเยอะ ฉันต้องวาดโครงใหม่หมดเลย อนาถจริงๆ!
"อาจารย์ อักษรเทวะผมพังหมดแล้ว วันหลังจะวาดโครงอักษรเทวะยังต้องเสียเงินซื้ออักษรเจตจำนงอีก อาจารย์จะให้เงินผมสักหน่อยไหม ตอนนี้ผมไม่มีเงินติดตัวสักแดงเดียวเลย..."
ไป๋เฟิงพูดอย่างน่าสงสาร หงถานกัดฟัน "วางใจเถอะ ฉันจะหาอักษรเจตจำนงมาให้แก! อยากได้เท่าไหร่มีไม่อั้น! ต่อให้ต้องขายศูนย์วิจัย ก็จะช่วยแกฟื้นฟูขึ้นมาให้ได้!"
"ขอบคุณครับอาจารย์ อาจารย์ดีที่สุดเลย..."
พูดไปอย่างนั้นแหละ ในใจไป๋เฟิงกลับพูดไม่ออก อาจารย์ก็มีปัญญาแค่ขายศูนย์วิจัยนั่นแหละ!
ระดับซานไห่ระดับแปดผู้สง่างาม กลับมีปัญญาแค่นี้เองเหรอ?
ดูท่า คงจนจริงๆ ไม่ได้แกล้งจนซะแล้ว!
พึ่งพาอาจารย์คงไม่ได้แล้ว คงต้องพึ่งพาลูกศิษย์ตัวเอง... จุ๊ๆ คราวก่อนฉันเห็น ในคลังมีอักษรเจตจำนงตั้งหลายสิบเล่ม ลูกศิษย์อ่านไม่หวาดไม่ไหวหรอก คนเป็นอาจารย์อย่างฉัน คงต้องยอมลำบาก วันหลังจะช่วยอ่านให้เยอะๆ ก็แล้วกัน!
ดูท่าคงต้องหวังพึ่งลูกศิษย์ให้เลี้ยงดูซะแล้ว!
ด้านข้าง อธิบดีจี้ยิ้มบางๆ "พังไปแล้วก็ช่างมันเถอะ ปรมาจารย์อารยธรรมไม่ได้มีชื่อเสียงจากพละกำลังซะหน่อย! ไป๋เฟิง สนใจมาเป็นผู้อำนวยการศูนย์วิจัยอักษรเทวะที่กรมเสริมสร้างความแข็งแกร่งไหม เป็นนักวิจัยระดับกลาง มีทีมวิจัยและพัฒนาอิสระเป็นของตัวเอง มีศูนย์วิจัยอิสระ แต่ละปีขอแค่ส่งผลงานวิจัยที่เกี่ยวข้องก็พอ..."
เขายื่นข้อเสนอให้ไป๋เฟิง!
พังไปแล้วก็ไม่เป็นไร ความสามารถยังอยู่ ความรู้ยังอยู่ ความรอบรู้ยังอยู่ มากรมเสริมสร้างความแข็งแกร่ง เลื่อนขั้นให้คุณเป็นนักวิจัยระดับกลางเลย!
นี่คือสิทธิพิเศษที่ระดับหลิงอวิ๋นช่วงปลายถึงจะได้รับเชียวนะ!
ต่อให้เป็นเฉินหย่ง ตอนนี้ก็ยังเป็นแค่นักวิจัยระดับกลาง หากไม่ใช่ระดับซานไห่ก็เป็นนักวิจัยระดับสูงไม่ได้
ตอนนี้หงถานก็หันไปมองไป๋เฟิงเหมือนกัน เขารู้สึกว่าถ้าไป๋เฟิงพังพินาศไปจริงๆ บางที... ไปอยู่กรมเสริมสร้างความแข็งแกร่งอาจจะดีกว่า อยู่ที่นี่ สายอักษรเทวะเดี่ยวก็ไม่กล้าหาเรื่อง คนอื่นก็ไม่กล้า กรมเสริมสร้างความแข็งแกร่งเป็นองค์กรทางการที่ขึ้นตรงต่อเขตปกครองต้าเซี่ย
แถมยังอยู่ภายใต้การปกครองของแดนแสวงวิถีอีกด้วย!
ตอนนี้จี้หงเข้าสู่ระดับสุริยันจันทราแล้ว อาจกล่าวได้ว่า คนคนนี้ไปอยู่ที่ไหนก็เป็นถึงผู้นำระดับผู้มีอิทธิพล
พูดกันตามหลักแล้ว ว่านเทียนเซิ่ง เจิ้งผิง คนพวกนี้ล้วนต้องอยู่ภายใต้การปกครองของเขา แน่นอนว่าสถาบันมีอำนาจมาก จริงๆ แล้วจี้หงก็ก้าวก่ายพวกเขาไม่ได้ ถ้าจะเข้าไปจัดการสถาบันเล็กๆ ล่ะก็ไม่มีปัญหา
แต่นั่นคือเมื่อก่อน ตอนที่จี้หงยังไม่ใช่ระดับสุริยันจันทรา ตอนนี้... ถ้าจี้หงคิดจะยื่นมือเข้ามาแทรกแซงจริงๆ ก็ถือว่าชอบธรรม ต้องรอดูว่าว่านเทียนเซิ่ง เจิ้งผิง พวกนี้จะสู้เขาได้หรือเปล่า
"กรมเสริมสร้างความแข็งแกร่ง..."
ไป๋เฟิงหัวเราะ "อธิบดีจี้ กรมเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้เงินเดือนเท่าไหร่ครับ?"
"ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยระดับกลาง... ปีละพันแต้มความดีความชอบหาได้ไม่ยาก!"
"..."
ไป๋เฟิงเบะปาก น้อยไป ถึงผมจะจนมาก แต่พันแต้มความดีความชอบเนี่ยนะ ช่างเถอะ ผมกลับไปสถาบันหลอกเอาเงินหลิวหงยังดีกว่า
ไม่สิ ตอนนี้ในสายตาพวกเขาก็มองว่าฉันพังพินาศไปแล้ว ไอ้สารเลวหลิวหงนั่นยังยอมให้ฉันหลอกอีกเหรอ?
แค่ถามดูเฉยๆ เขาไม่คิดจะเข้าไปในกรมเสริมสร้างความแข็งแกร่งหรอก ไป๋เฟิงหัวเราะร่วน "งั้นช่างเถอะ ขอบคุณอธิบดีจี้ที่สนับสนุน ผมกลับไปเกษียณอายุที่สถาบันดีกว่า พังไปแล้วก็ช่างมัน ระดับกายเนื้อผมก็ยังเป็นเทิงคง ถึงอักษรเทวะจะถูกทำลาย ผมก็ยังเป็นเทิงคง ไม่ใช่ว่าจะไม่มีพลังต่อสู้เลยซะหน่อย!"
จี้หงก็ไม่บังคับ จิบชาต่อไป เอ่ยอย่างสงบว่า "ถามเรื่องหนึ่งสิ ทักษะการต่อสู้อักษรเทวะของคุณสามารถแยกชิ้นส่วนได้ จุดพื้นฐานอักษรเทวะที่ใช้วาดโครงทักษะการต่อสู้แยกชิ้นส่วนได้ไหม?"
"อะไรนะ?"
ไป๋เฟิงพูดอย่างประหลาดใจ "เป็นไปได้ยังไง! จุดพื้นฐานนี่ถูกล็อกตายไปแล้ว ก็คือถูกล็อกตายอย่างสมบูรณ์ ยังจะแยกชิ้นส่วนได้อีกเหรอ? เป็นไปไม่ได้หรอก!"
"ไม่ได้เหรอ?"
อธิบดีจี้ขมวดคิ้วเล็กน้อย "ไป๋เฟิง ถ้าทำได้ คุณลองไปวิจัยด้านนี้ดู บางทีอาจจะแก้ปัญหาทักษะการต่อสู้อักษรเทวะของคุณถูกทำลายได้! ถ้าจุดพื้นฐานแยกออกจากกันได้ งั้นก็สามารถเติมเต็มเข้าไปในภายหลังได้ ทักษะการต่อสู้อักษรเทวะเมื่อก่อนมันล็อกตายไปแล้ว คุณถึงกับสามารถแยกชิ้นส่วนสิ่งนี้ได้..."
ไป๋เฟิงอธิบายว่า "ไม่ใช่การแยกชิ้นส่วนทักษะการต่อสู้อักษรเทวะ มันคือการจัดกลุ่มคุณลักษณะใหม่ต่างหาก ผมหลอมรวมอักษรเทวะที่มีคุณลักษณะคล้ายคลึงกัน ประกอบเป็นกระบี่พิฆาตมังกรเล่มใหม่ อันที่จริงแก่นแท้มันก็ยังเป็นกระบี่เล่มเดียว ไม่ใช่หลายเล่ม! แค่เป็นการถ่ายโอนคุณลักษณะ..."
เขาอธิบายอยู่พักหนึ่ง แน่นอนว่า แถไปเรื่อย
โดยภาพรวมก็พอฟังขึ้น แต่ความจริงแล้วคือการพูดจาเหลวไหล
ของพรรค์นี้ ตอนนี้พูดไปก็ไร้ประโยชน์ ยังไม่รู้สถานการณ์ของอธิบดีจี้เลย เขาต้องกลับไปฟื้นฟูตัวเองดูก่อน สำเร็จแล้วค่อยว่ากัน กลับไปถ่ายทอดให้อาจารย์กับลูกศิษย์ฟังก็ยังไม่สาย ส่วนคนนอก รอให้พวกเราสามารถเปิดเผยได้เมื่อไหร่ค่อยพูดก็แล้วกัน!
"แค่การถ่ายโอนคุณลักษณะเหรอ?"
จี้หงค่อนข้างผิดหวัง แม้นี่จะเป็นเทคโนโลยีที่แข็งแกร่งมากก็ตาม แต่เมื่อเทียบกับการแยกชิ้นส่วนจุดพื้นฐานอักษรเทวะแล้ว ก็ไม่คู่ควรให้เอ่ยถึงเลย!
ไป๋เฟิงหลับตาพูดปดหน้าด้านๆ "ใช่ครับ เจ๋งไปเลยใช่ไหมล่ะ! ด้วยวิธีนี้ วันข้างหน้าสายอักษรเทวะพหุคูณของเรา ก็สามารถถ่ายโอนคุณลักษณะที่คล้ายคลึงกันได้ ขอแค่ทำอาวุธเทวะเพิ่มอีกหลายๆ ชิ้น ก็สามารถเอามาใช้เป็นทักษะการต่อสู้อักษรเทวะหลายๆ แบบได้สบายๆ!"
หงถานพูดอย่างหงุดหงิดว่า "แล้วก็เหมือนแก อักษรเทวะระเบิดตู้ม?"
"..."
ไป๋เฟิงพูดไม่ออก ขี้เกียจจะพูดต่อ ผมทำให้อักษรเทวะระเบิด นั่นมันมีจุดประสงค์หรอก ใครบอกอาจารย์ว่าจะให้ระเบิดอักษรเทวะตลอดไปเล่า!
หงถานคิดทบทวนแล้วพูดว่า "ช่างเถอะ แกก็ไม่ต้องกังวลเกินไป! ปีก่อนๆ ฉันก็เคยวิจัยเรื่องคุณลักษณะอักษรเทวะมาบ้าง รอให้แกวาดโครงอักษรเทวะขึ้นมาใหม่ ให้คล้ายๆ กับของเดิม ฉันจะดูว่าจะหาวิธีหลอมรวมอักษรเทวะตัวใหม่เข้าไปในทักษะการต่อสู้อักษรเทวะ ช่วยแกซ่อมแซมทักษะการต่อสู้อักษรเทวะได้ไหม"
จี้หงหันไปมองเขา ถามอย่างแปลกใจ "ซ่อมแซมได้ด้วยเหรอ?"
"ดูสถานการณ์ก่อน ถ้าคุณลักษณะคล้ายคลึงกัน ก็ลองดูได้!"
หงถานพูดเสียงขรึม "อาจจะสกัดคุณลักษณะออกมาก่อน นำอักษรเทวะที่ไร้คุณลักษณะเข้าไปในจุดพื้นฐาน เพื่อลดแรงผลักให้เหลือน้อยที่สุด รอให้หลอมรวมกันสักระยะหนึ่ง ฉันค่อยมาถ่ายโอนคุณลักษณะ ก็น่าจะมีความหวังสำเร็จอยู่บ้าง!"
"..."
จี้หงมองศิษย์อาจารย์คู่นี้ ต้องยอมรับเลยว่า ศิษย์อาจารย์คู่นี้ วิจัยเกี่ยวกับอักษรเทวะลึกซึ้งมากจริงๆ
ในหมู่ปรมาจารย์อารยธรรม ตอนนี้ยังมีคนที่มีเรี่ยวแรงมาทำการวิจัยระดับสูงแบบนี้อยู่น้อยมากแล้ว
สมัยก่อนตอนที่วิถีอารยธรรมเพิ่งเจริญรุ่งเรือง มีคนแบบนี้เยอะมาก
แต่เมื่อเทคโนโลยีค่อยๆ เติบโต เคล็ดวิชาถูกอนุมานและวิจัยออกมาอย่างต่อเนื่อง ตอนนี้ คนที่มุ่งมั่นกับการวิจัยมีน้อยเกินไปแล้ว เพราะหลายสิ่งหลายอย่างมันสมบูรณ์แล้ว!
เมื่อระบบใดระบบหนึ่งสมบูรณ์ หลายคนก็ไม่คิดจะพัฒนาต่อ เดินตามรอยคนรุ่นก่อนไป
เมื่อคิดถึงตรงนี้ จี้หงก็พูดขึ้นมาลอยๆ ว่า "ถ้าไป๋เฟิงจะวาดโครงอักษรเทวะใหม่ ทางที่ดีอย่าไปวาดอักษรเทวะหมื่นเผ่าพันธุ์ โดยเฉพาะอักษรเทวะเทพมาร!"
ไป๋เฟิงมองเขาอย่างประหลาดใจ!
อะไรกัน คุณก็พบความผิดปกติเหมือนกันเหรอ?
หงถานกลับไม่ใส่ใจ ถอนหายใจ "คุณก็พบแล้วเหมือนกันเหรอ? ก็ถูก คุณบรรลุระดับสุริยันจันทราแล้วนี่! แรงผลักมันมากขึ้น ใช่ไหมล่ะ?"
"อืม"
จี้หงเอ่ยเรียบๆ "มากขึ้นเยอะเลย หลังจากการต่อสู้เมื่อห้าสิบปีก่อน เกรงว่าคงถูกคนวางหมากไว้จริงๆ! เมื่อก่อนไม่ได้เป็นแบบนี้ ตอนนี้... อักษรเทวะเทพมารมีแรงผลักอยู่บ้าง ผมเกือบจะล้มเหลวแล้ว! โชคดีที่ในช่วงเวลาสำคัญ ผมยกเลิกอักษรเทวะที่วาดมาตลอดหลายสิบปีนี้ไปหลายตัว ถึงทะลวงขั้นสำเร็จ!"
ไป๋เฟิงกะพริบตา อดถามไม่ได้ "พวกคุณพูดเรื่องอะไรกัน?"
หงถานส่ายหน้า "แกไม่เข้าใจหรอก ช่างเถอะ เล่าให้แกฟังก็ได้ พวกเราสงสัยว่าคัมภีร์อักษรเจตจำนงในช่วงหลายสิบปีนี้ ถูกคนวางหมากเอาไว้ ถ้าวาดโครงอักษรเทวะจากช่วง 50 ปีนี้ โดยเฉพาะอักษรเทวะเทพมาร แรงผลักจะทวีความรุนแรง ทำให้การเลื่อนระดับเป็นสุริยันจันทรายากขึ้นมาก!"
ไป๋เฟิงชะงักไปเล็กน้อย ในช่วงหลายสิบปีนี้?
ไม่ถูกสิ!
ในสายตาเขา นี่ไม่ใช่เรื่องของช่วงหลายสิบปีนี้ แต่เป็นอักษรเทวะเทพมาร ที่มีข้อเสียนี้มาตลอดต่างหาก!
แต่พอฟังตอนนี้ เหมือนว่าหลายสิบปีมานี้แรงผลักจะทวีความรุนแรงขึ้น
"เล่ห์เหลี่ยมซ้อนเล่ห์เหลี่ยม?"
จู่ๆ ไป๋เฟิงก็เกิดความคิดนี้ขึ้นมาในใจ!
เมื่อทุกคนคิดว่า มีแค่ตัวอักษรเทวะในช่วงหลายสิบปีนี้เท่านั้นที่มีปัญหา แต่กลับมองข้ามไปว่า อักษรเทวะเทพมารก่อนหน้านี้ ความจริงแล้วก็มีปัญหาเหมือนกัน!
ถ้าเป็นแบบนี้ ผู้แข็งแกร่งระดับสุริยันจันทรา หรือแม้แต่ผู้แข็งแกร่งระดับไร้เทียมทานทางกายเนื้อพวกนั้น ก็ไม่มีทางคาดคิดเลยว่า อักษรเทวะที่พวกเขาวาดก่อนหน้านี้ ก็มีปัญหาด้วย!
"แต่ถ้าเป็นแบบนี้ ไม่กลัวแหวกหญ้าให้งูตื่นเหรอ?"
"ไม่ถูก..."
จู่ๆ ไป๋เฟิงก็ตระหนักอะไรบางอย่างได้ ทำให้ผู้แข็งแกร่งรุ่นเก่าไม่สามารถเลื่อนระดับเป็นไร้เทียมทาน ทำให้รุ่นใหม่อัจฉริยะ ไม่สามารถวาดอักษรเทวะของเผ่าพันธุ์แข็งแกร่งอย่างเทพมารได้ ถ้าเป็นแบบนี้ ผู้แข็งแกร่งรุ่นเก่าก็ก้าวหน้าต่อไปไม่ได้ ผู้แข็งแกร่งรุ่นใหม่ก็อ่อนแอกว่าในระดับเดียวกัน
นี่มัน... เตรียมจะตัดขาดการสืบทอดของปรมาจารย์อารยธรรมงั้นเหรอ?
"เผ่าพันธุ์แข็งแกร่งอย่างเทพมารจงใจงั้นเหรอ? จงใจให้ทุกคนรู้ว่า พวกเราวางหมากพวกแกไว้ ทำให้พวกแกยกเลิกอักษรเทวะเทพมารไปให้หมด... ถ้าเป็นแบบนี้ พละกำลังของเผ่ามนุษย์รุ่นใหม่ต้องลดลงอย่างฮวบฮวบแน่นอน! วิธีเดียว คือใช้ทักษะการต่อสู้อักษรเทวะมาสร้างสมดุลให้กับความแตกต่างนี้!"
"แต่บังเอิญว่าผู้แข็งแกร่งของสายอักษรเทวะพหุคูณถูกฆ่าไปจำนวนมาก แถมยังถูกกดดันจนแทบจะไม่มีที่ยืน..."
เกิดความคิดหนึ่งขึ้นในใจไป๋เฟิง การที่สายอักษรเทวะพหุคูณถูกกดดัน ไม่ใช่เรื่องของเขตปกครองต้าโจวแค่ฝ่ายเดียวเด็ดขาด!
ไม่ใช่ความแค้นส่วนตัว แต่อาจจะมีคนคอยเติมเชื้อไฟอยู่เบื้องหลัง มีเผ่าพันธุ์หมื่นเผ่าแอบยื่นมือเข้ามาแทรกแซง กดดันสายอักษรเทวะพหุคูณ!
คิดมาถึงตรงนี้ จู่ๆ ไป๋เฟิงก็เอ่ยปากขึ้นว่า "อธิบดีจี้ ขอถามอะไรหน่อยได้ไหมครับ?"
"ว่ามา"
"ตอนนี้แดนมนุษย์มีคนของสายอักษรเทวะพหุคูณเหลืออยู่กี่คนครับ?"
"หมายถึงเหนือกว่าระดับเทิงคงขึ้นไปน่ะเหรอ?"
"ใช่ครับ!"
ต่ำกว่าระดับเทิงคง นั่นไม่นับว่าเป็นสายอักษรเทวะพหุคูณหรอก
อธิบดีจี้คิดคำนวณอย่างรวดเร็ว "ประมาณ 500 คน ตัวเลขที่แน่ชัดไม่ทราบ"
"แล้วเมื่อ 50 ปีก่อนล่ะครับ?"
"50 ปีก่อน..."
ไม่ทันให้อธิบดีจี้พูด หงถานก็พูดขึ้นว่า "50 ปีก่อน แดนมนุษย์มีสถาบันอารยธรรม 162 แห่ง ในจำนวนนี้มีหลายแห่งที่เดินตามวิถีอักษรเทวะพหุคูณโดยเฉพาะ ไม่นับต่ำกว่าระดับเทิงคง เหนือกว่าระดับเทิงคงขึ้นไปมีประมาณหนึ่งหมื่นคน!"
ไป๋เฟิงกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักอึ้ง "หนึ่งหมื่นคน! ถ้าอย่างนั้น หลายปีมานี้ ก็เกือบจะตายหมดแล้วสินะ?"
ตายไปตั้งเก้าสิบห้าเปอร์เซ็นต์!
หงถานพยักหน้า "การต่อสู้ในปีนั้น ผู้แข็งแกร่งตายไปมากเกินไป ต่อมาก็ขาดช่วง การสืบทอดไม่แข็งแกร่ง 50 ปีมานี้ มีคนแก่ตาย มีคนตายในสงครามสนามรบพหุภพ มีคนสูญเสียพลัง มีคนเป็นบ้า... คนก็เลยน้อยลงเรื่อยๆ!"
ไป๋เฟิงขมวดคิ้ว "แต่ก็ไม่น่าจะตายเยอะขนาดนี้นี่? ล้วนเป็นผู้แข็งแกร่งเหนือกว่าระดับเทิงคง อัตราการตายนี้มันสูงเกินไปหรือเปล่าครับ?"
อธิบดีจี้ขมวดคิ้ว "สูง... สนามรบพหุภพมีการต่อสู้ใหญ่ๆ มากมาย หลายสิบปีมานี้ เขตปกครองใหญ่ต่างๆ ปะทุสงครามเบ็ดเตล็ดรวมแล้วนับพันครั้ง จำนวนนักรบที่ตายเป็นร้อยเท่าของพวกคุณ ปรมาจารย์อารยธรรมสายอื่นก็ตายมากกว่าพวกคุณเยอะ..."
"แต่อัตราส่วนมันสูงเกินไป ผมไม่ได้พูดถึงจำนวนคนนะ!"
ไป๋เฟิงอธิบาย 50 ปี ตายไป 9500 คน ถือว่าเยอะไหม?
ไม่เยอะหรอก!
ปีหนึ่งไม่ถึง 200 คนด้วยซ้ำ แถมยังเป็นทั่วทั้งแดนมนุษย์ มีเขตปกครองใหญ่ถึง 36 แห่ง เขตปกครองหนึ่งตายแค่หกเจ็ดคนต่อปี ถือว่าเยอะไหม?
ไม่เยอะเลยจริงๆ!
แต่ อัตราส่วนมันสูงเกินไปแล้ว!
คนที่ตายในสงครามของเขตปกครองต้าเซี่ยแต่ละปี อย่างน้อยก็ทะลุหมื่น!
ในจำนวนนั้นเป็นปรมาจารย์อารยธรรมก็ไม่น้อย ปรมาจารย์อารยธรรมตายเป็นร้อยเป็นเรื่องปกติมาก ลำพังแค่สถาบันอารยธรรมต้าเซี่ยปีหนึ่งก็ป้อนปรมาจารย์อารยธรรมได้หลายสิบคนแล้ว ยังมีจิ่วเทียน เวิ่นเต้าอีกหลายแห่ง ก็คงรักษาสมดุลไว้ได้ นี่คือเขตปกครองต้าเซี่ยที่มีการต่อสู้ดุเดือดที่สุด ความจริงก็นับว่าใช้ได้แล้ว
ในจำนวนนั้นมีเพียงไม่กี่คนที่เป็นคนของสายอักษรเทวะพหุคูณ ดูไม่สะดุดตาเลยสักนิด
ทว่าไป๋เฟิงกลับรู้สึกว่า เป็นไปได้มากที่จะมีคนจงใจพุ่งเป้าไปที่พวกเขา!
ไม่ได้การ เขากลับไปต้องลองตรวจสอบดูสักหน่อย ว่าการตายของปรมาจารย์อารยธรรมสายอักษรเทวะพหุคูณเหล่านั้น มีเงื่อนงำอะไรแปลกๆ หรือเปล่า
บางที... อาจจะอนุมานอะไรออกมาได้บ้าง
เช่นว่า คนพวกนี้เข้าร่วมการต่อสู้ครั้งไหน ตายที่ไหน สงครามปะทุขึ้น ใครเป็นผู้นำทัพระดับไร้เทียมทาน...
บางที... บางทีอาจจะอนุมานตัวตนของผู้ทรยศระดับไร้เทียมทานในแดนมนุษย์คนนั้นออกมาได้!
ไป๋เฟิงไม่พูดอะไรอีก และไม่กล้าพูดอะไรอีก!
อธิบดีจี้ขมวดคิ้วมองเขา ก็ไม่ได้พูดอะไรอีก หงถานกลับทำท่าครุ่นคิด อัตราการตายสูงมากจริงๆ แต่พูดตามตรง เขตปกครองใหญ่แห่งหนึ่ง ปีหนึ่งมีปรมาจารย์อารยธรรมสายอักษรเทวะพหุคูณตายไม่กี่คน ก่อนหน้านี้เขาก็รู้สึกว่าเป็นเรื่องปกติมาก
คนน้อยลง นั่นเป็นเพราะการสืบทอดขาดช่วง
หากเหมือนกับสายอักษรเทวะเดี่ยว ที่รับนักเรียนใหม่จำนวนมากทุกปี ก็จะมองไม่เห็นความผิดปกติอะไรเลย
แต่ตอนนี้พอไป๋เฟิงถามแบบนี้ เขาก็ชักจะมีความคิดอะไรบางอย่างขึ้นมาบ้างแล้ว
ไม่ได้พูดถึงเรื่องนี้อีก หงถานหันไปมองไป๋เฟิง "ตกลงจะกลับไปกับฉัน หรือจะรักษาตัวอยู่ที่นี่?"
"กลับสิครับ!"
ไป๋เฟิงตอบอย่างหนักแน่น แน่นอนว่าต้องกลับ
อยู่ข้างนอก ใครจะรู้ว่าเป็นสถานการณ์ยังไง ใครจะรู้ว่าใครเป็นคนดีคนเลว ใครเป็นคนของระดับไร้เทียมทานคนนั้น!
ตอนนี้เขาค่อนข้างเข้าใจแล้ว ว่าทำไมถึงไม่เปิดเผยข่าวนี้ออกไป
ตอนนี้เขามองใครก็ดูเหมือนคนของระดับไร้เทียมทานคนนั้นไปหมด แม้แต่จี้หงก็ยังเชื่อใจไม่ได้
นี่ขนาดเขาคนเดียวนะ ถ้าทุกคนรู้ และลือกันไปทั่ว เกรงว่านอกจากตัวเองแล้ว คงไม่มีใครที่สามารถเชื่อใจได้เลย
ความขี้ระแวง นี่คือสันดานของมนุษย์อยู่แล้ว!
ขนาดเขายังเป็นแบบนี้ พวกระดับไร้เทียมทานหากเกิดระแวงกันเองขึ้นมา ปัญหาคงใหญ่กว่านี้แน่
มิน่าล่ะ หลายคนยอมแกล้งโง่ เรื่องพรรค์นี้... ถ้าไม่มีหลักฐานแน่ชัด ก่อนจะขุดรากถอนโคนอีกฝ่ายได้ ก็ไม่จำเป็นต้องป่าวประกาศให้รู้กันทั่วหรอก มันทำให้คนจิตใจว้าวุ่นได้ง่ายเกินไป!
หงถานก็ไม่พูดอะไรมาก คว้าตัวไป๋เฟิง หันไปมองจี้หง "อธิบดีจี้ ครั้งนี้ขอบคุณมาก!"
จี้หงโบกมือส่งๆ ไม่ได้ใส่ใจนัก
หงถานไม่รั้งอยู่ต่อ พาไป๋เฟิงจากไปอย่างรวดเร็ว
พอพวกเขาไปแล้ว อธิบดีจี้ก็นิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง พึมพำว่า "อัตราส่วนสูงไปงั้นเหรอ?"
ก็สูงแหละ แต่คนตายก็ไม่ถือว่าเยอะนะ
เก้าพันกว่าคน ห้าสิบปี!
ยังมีคนที่แก่ตาย ฝึกฝนจนธาตุไฟเข้าแทรก ทะเลเจตจำนงพังทลาย...
ลองเทียบกับจำนวนคนตายของนักรบ จำนวนคนตายของปรมาจารย์อารยธรรมสายอื่นดูสิ ไม่คู่ควรให้พูดถึงเลย
สายอักษรเทวะพหุคูณคนน้อย นั่นเพราะหลายสิบปีมานี้แทบจะตัดขาดการสืบทอดไปเลย
ก่อนหน้านี้ เขาก็ไม่ได้คิดถึงเรื่องนี้ ทุกคนต่างรู้สึกว่า คนน้อยลง มันเป็นเรื่องสมเหตุสมผลอยู่แล้ว ในเมื่อไม่มีการสืบทอด คนจะไม่น้อยลงได้ยังไงล่ะ!
เคาะโต๊ะเบาๆ อธิบดีจี้คิดทบทวน... ช่างเถอะ ไม่แจ้งให้ใครรู้แล้ว ลองตรวจสอบด้วยตัวเองดูก่อนก็แล้วกัน
ในเรื่องนี้ บางที... อาจจะมีเงื่อนงำอะไรซ่อนอยู่จริงๆ
(จบบท)







