คำพูดของหานชีเหนียงดูเกินจริงไปมาก แต่เป็นเพราะนางกำลังตื่นตระหนก พูดไปพูดมาก็ยังไม่ค่อยรู้เรื่องอยู่ดี
ซินจั๋วตัดรำคาญ หยิบหอกพับเคลือบทองที่ยึดมาจากซ่งตงสีซึ่งวางอยู่ข้างกาย แล้วเดินออกจากถ้ำไป
ดวงอาทิตย์ฤดูใบไม้ร่วงลอยเด่น ทิวเขาทางทิศตะวันออกทอดตัวสลับซับซ้อน ทะเลป่าสีเหลืองแห้งแล้งส่องประกายบาดตาใต้แสงแดด เสียงคลื่นลมพัดผ่านผืนป่าดังกึกก้องระลอกแล้วระลอกเล่า ฟังดูสับสนวุ่นวายไม่ได้ศัพท์ ทว่าไม่เพียงแค่บาดหู แต่ยังทำให้จิตใจคนสั่นคลอน
เวลานี้เหล่าคนเฒ่าคนแก่ ผู้หญิง และเด็กๆ ในค่ายพยัคฆ์ดุร้ายต่างพากันเก็บข้าวของเครื่องใช้ หม้อไหกะละมังกันอย่างตื่นตระหนก ราวกับว่าหายนะกำลังจะมาเยือน
ริมเขาฝั่งตะวันออก ชุยอิงเอ๋อร์ มู่หรงซิว หวงต้ากุ้ย ไป๋เจียนซี่ หานจิ่วหลาง และเสี่ยวหวงยืนเรียงแถวหน้ากระดาน ทอดสายตามองลงไปด้านล่างอย่างเหม่อลอย ร่างกายสั่นเทาอย่างไม่อาจควบคุม
นี่มัน... มากันกี่คนเนี่ย
ซินจั๋วเดินเข้าไปหาด้วยความประหลาดใจ พวกชุยอิงเอ๋อร์หันกลับมาด้วยใบหน้าซีดเผือด แล้วหลีกทางให้แต่โดยดี "ท่านประมุขใหญ่"
ซินจั๋วพยักหน้า เขามองลงไปด้านล่าง แล้วก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกใจสั่น
ภาพที่เห็นเบื้องล่างคือผู้คนมืดฟ้ามัวดินจนเต็มไปหมด ใกล้สุดคือตีนเขา ไกลออกไปคือหุบเขาฝั่งตรงข้าม ถนนหลวงที่อยู่ห่างออกไปแปดลี้ ในป่า ในหุบเขา ริมแม่น้ำ ล้วนเต็มไปด้วยผู้คน
ไกลออกไปอีก บนเส้นทางภูเขาที่คดเคี้ยวราวกับลำไส้แกะและมองไม่เห็นจุดสิ้นสุด ก็ยังมีผู้คนทยอยเดินทางมาสมทบอย่างต่อเนื่อง
คนเกินร้อยก็ดูเหมือนจะเป็นทะเลคนแล้ว ทว่าภาพตรงหน้ามีเพียงแค่พันคนหรือหมื่นคนเสียเมื่อไหร่
เสียงตะโกน เสียงฝีเท้า เสียงป่าเขาสั่นไหวผสานเข้าด้วยกันอย่างลงตัว ก่อให้เกิดเป็นพลังกดดันอันน่าประหลาด ทำให้รู้สึกถึงความต่ำต้อยและด้อยค่าของตนเองขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่
มิน่าเล่าหานชีเหนียงถึงได้บอกว่า 'มีคนหลายล้านคนมาตีพวกเรา' นี่ไม่ใช่หน่วยนับจำนวนอีกต่อไปแล้ว แต่มันคือคำบรรยายถึงความหวาดกลัวอย่างถึงที่สุดต่างหาก
...
กลุ่มคนที่ยืนอยู่หน้าสุดบริเวณตีนเขาย่อมเป็นยอดฝีมือนับร้อยจากสี่ตระกูลใหญ่ แต่ละคนมีสีหน้าเย็นชา แผ่รังสีอำมหิต
ถัดมาคือเจียงเฮ่อจู๋กับกลุ่มคุณชายและผู้มีหน้ามีตาในเมือง รวมไปถึงมู่หรงอวิ๋นซีและเหล่าคุณชายคุณหนูตระกูลใหญ่ที่ระดับวรยุทธ์ไม่สูงนัก แต่มาเพื่อดูเรื่องสนุก
ซ่างกวนฟ่านชิ่งพาไห่ถังผู้เป็นสาวใช้และซุนต้าหลวี่เถ้าแก่บ่อนตะขอทอง มายืนอยู่ตรงมุมที่ไม่สะดุดตา
"คนไหนคือซินจั๋ว"
นี่คือคำถามร่วมกันของคนทั้งหมดที่ไม่เคยเห็นหน้าค่าตาของซินจั๋ว
ตอนที่ออกจากเมือง ทุกคนต่างฮึกเหิมลำพองใจ หมายมั่นปั้นมือว่าทันทีที่ได้เผชิญหน้า จะต้องสังหารซินจั๋วและพวกพ้องให้สิ้นซาก พร้อมกับกวาดล้างค่ายพยัคฆ์ดุร้ายให้ราบคาบ เพื่อขจัดภัยร้ายจากโจรภูเขาพิชิตมังกรไปในคราวเดียว
ทว่าหลังจากเดินทางรอนแรมมาไกลถึงสองร้อยลี้ ความฮึกเหิมก็ค่อยๆ มอดดับลง หลายคนหันหลังกลับไป หลายคนหลงรั้งท้าย และมีอีกหลายคนที่หมดเรี่ยวหมดแรง สมองตื้อตึง ไม่รู้ว่าตัวเองมาทำอะไรที่นี่
เมื่อเดินทางมาถึงจุดหมายปลายทาง และได้เห็นกลุ่มโจรภูเขาที่ยืนเรียงรายอยู่บนเขาอย่างชัดเจน ความอยากรู้อยากเห็นของทุกคนกลับมีมากกว่าความแค้นที่อยากจะสังหารโจรเสียอีก
ไม่ได้พูดเกินจริงเลยที่บอกว่าซินจั๋วผู้นี้ ใช้เวลาเพียงหนึ่งเดือนสั้นๆ สร้างชื่อเสียงอันโด่งดังจากคนไร้ชื่อเสียง ลักพาตัวบุตรีของเจ้าเมือง เผชิญหน้ากับมือปราบร่วมพันคน เอาชนะกุนซือบัณฑิตใฝ่รู้ หลบหนีวงล้อมของเหล่ายอดฝีมือจากสี่ตระกูลใหญ่ได้อย่างง่ายดาย จากนั้นก็จับกุมกลับไป ทำให้คนส่วนใหญ่ในเมืองต้องสิ้นเนื้อประดาตัว เรื่องพวกนี้ไม่ใช่สิ่งที่โจรภูเขาทั่วไปจะทำได้เลย
นี่นับว่าเป็นการทิ้งความประทับใจอันสั่นสะเทือนและกลิ่นอายความลึกลับให้กับฝูเฟิงอย่างไม่ต้องสงสัย
ภาพลักษณ์ของหมอนี่ถูกคนมากมายจินตนาการไปต่างๆ นานา แต่ก็หนีไม่พ้นหน้าเขียวเขี้ยวโง้ง ปากกว้างราวกับอ่างเลือด สูงเก้าฟุต ดุร้ายป่าเถื่อน อะไรทำนองนั้น
โจรหญิงสองคนที่ยืนอยู่บนเขา ย่อมไม่ใช่เขาแน่ เพราะเพศไม่ตรง ตัดทิ้งไปได้เลย
มู่หรงซิว ก็ไม่น่าใช่
ลูกหมาสีเหลืองเสี่ยวหวง ไม่ต้องพูดถึง
เหลืออีกสามคน คนหนึ่งคือเจ้าลิงผอม อีกคนคือหนุ่มน้อยหน้ามนรูปร่างบอบบาง ซึ่งก็ไม่ตรงกับภาพลักษณ์ที่วาดไว้ ส่วนคนสุดท้ายคือไอ้ตาเดียว...
ดูจะเข้าเค้าอยู่บ้าง ทว่า...
ดูดุดันก็จริง แต่กลับไม่มีราศีแห่งความยิ่งใหญ่เอาเสียเลย ดูเหมือนโจรบ้านนอกธรรมดาๆ ในงิ้วที่หยาบคาย ไร้การศึกษา และฟันคนไปทั่ว การที่คนแบบนี้จะเอาชนะยอดฝีมือมากมายได้ ดูจะไม่ค่อยสง่างามและน่าผิดหวังไปสักหน่อย
จนกระทั่งตอนนั้นเอง พวกโจรบนเขาก็แหวกทางให้ แล้วคำว่า 'ท่านประมุขใหญ่' ก็ดังแว่วลงมา
อ้อ ที่แท้ตัวจริงก็ไม่ได้อยู่ตรงนั้น ตัวจริงมาโน่นแล้ว
ทุกคนต่างจ้องมองไปโดยไม่คลาดสายตา ในใจเต็มไปด้วยความตื่นเต้นและลุ้นระทึกอย่างบอกไม่ถูก
จากนั้น พวกเขาก็ได้เห็นชายหนุ่มรูปงามที่มีรูปร่างสูงโปร่ง ผมยาวมัดรวบไว้อย่างลวกๆ
ฝูงชนที่มืดฟ้ามัวดินเงียบกริบลงในพริบตา
นี่มัน...
หน้าตาก็หล่อเหลาเอาการอยู่หรอก แต่สถานการณ์แบบนี้มันคืออะไรกัน เด็กข้างบ้านงั้นหรือ
ทว่าภาพลักษณ์นี้ในสายตาของคนอื่นๆ กลับแตกต่างออกไปโดยสิ้นเชิง
"เป็นเขาหรือ"
"เหตุใดจึงเป็นเขาไปได้"
"นี่..."
เจียงเฮ่อจู๋ เหล่าคุณชาย มู่หรงอวิ๋นซี ซุนต้าหลวี่ รวมไปถึงบรรดาแขกเหรื่อที่ไปเที่ยวหอเคลิ้มใจในคืนนั้น ต่างก็แสดงสีหน้าตกตะลึงในระดับที่แตกต่างกันไป
แม้ว่าซินจั๋วจะไม่อยู่ในคราบของคุณชายรูปงามดั่งหยกแล้วก็ตาม แต่การจดจำเขาได้ก็ไม่ใช่เรื่องยาก
"เขาอะไรกัน" ใครบางคนที่อยู่ใกล้ๆ เอ่ยถามอย่างไม่เข้าใจ
มู่หรงอวิ๋นซีเป็นคนแรกที่กรีดร้องออกมา "ไอ้คนเฮงซวยนั่นไง คนที่ทิ้งบทกวีไว้ที่หอเคลิ้มใจแล้วลักพาตัวนางโลมอันดับหนึ่งไป เขาคือซินจั๋ว ข้ามองคนผิดไปจริงๆ"
ฝูงชนมองข้ามคำด่าทอแปลกๆ ของนางไปโดยปริยาย พวกเขาตกใจกับบทกวีสองบทและนางโลมอันดับหนึ่งที่นางพูดถึงมากกว่า
คนที่เขียนบทกวีอันห้าวหาญว่า 'สิบก้าวสังหารหนึ่งคน พันลี้ไร้ร่องรอย เสร็จสิ้นสลัดเสื้อจากไป ซ่อนเร้นนามและเกียรติภูมิ' กลับกลายเป็นโจรแซ่ซินจั๋วคนนี้อย่างนั้นหรือ
บุกเข้าเมืองในยามวิกาลราวกับเดินเข้าดินแดนไร้ผู้คนงั้นหรือ
มีความสามารถด้านวรรณกรรมโดดเด่นถึงเพียงนี้เชียวหรือ
ยังมีเรื่องไหนที่ไร้สาระไปกว่านี้อีกไหม
"คุณหนูใหญ่ซู แน่ใจนะว่าเขาคือซินจั๋ว"
เจียงเฮ่อจู๋ที่ยังมีสีหน้าตกตะลึงอยู่หันไปมองผู้มีอำนาจชี้ขาดที่อยู่ไม่ไกล ซึ่งก็คือซูเมี่ยวจิ่นที่ถูกห้อมล้อมไปด้วยผู้คุ้มกันและซูเจ๋อเฟิ่งบุตรชายของเจ้าเมือง
ใช่แล้ว ซูเมี่ยวจิ่นก็เดินทางมาด้วย ไม่รู้ว่าใช้เหตุผลอะไร แต่สรุปว่านางอยากมาดูให้เห็นกับตา
ยังไม่ทันที่ซูเมี่ยวจิ่นจะเอ่ยปากตอบ ซูเจ๋อเฟิ่งก็พูดด้วยความโกรธแค้นทันที "ถ้าไม่ใช่เขาแล้วจะเป็นใครไปได้ ไอ้โจรหมาซินจั๋วคนนี้ ต่อให้กลายเป็นเถ้าถ่าน ข้าก็จำมันได้"
เมื่อได้รับคำตอบที่ยืนยันแล้ว ทุกคนก็รู้สึกสับสนมึนงงขึ้นมา
และในตอนนั้นเอง ก็เห็นท่านประมุขซินบนเขาที่ดูไม่ค่อยเหมือนในตำนานสักเท่าไหร่ จู่ๆ ก็สั่งให้คนยกเก้าอี้หนังพยัคฆ์มา แล้วก็นั่งลงไปอย่างสบายอารมณ์
ไม่มีคำพูดโอ้อวดเกินจริง ไม่มีคำพูดข่มขู่ที่เต็มไปด้วยรังสีอำมหิต เพียงแค่การนั่งลงไปเฉยๆ ความกล้าหาญที่ต้องเผชิญหน้ากับคนนับแสนเพียงลำพัง ก็ทำให้ผู้คนรู้สึกหวั่นเกรงในใจได้แล้ว
ชายหนุ่มผู้นี้คือโจรแซ่ซินไม่ผิดแน่
...
บรรยากาศบนเขานั้นน่าอึดอัดใจ แตกต่างจากความคิดอันหลากหลายของผู้คนด้านล่างอย่างสิ้นเชิง
ความจริงแล้วซินจั๋วขาสั่นนิดๆ ที่เขานั่งลงบนเก้าอี้หนังพยัคฆ์นั้นไม่ใช่เพื่อวางมาด แต่เพื่อรักษาหน้าต่างหาก
แม้จะเพิ่งทะลวงผ่านระดับเจ็ดและผสานวิชาได้สำเร็จ ทำให้มีความมั่นใจที่จะเผชิญหน้ากับยอดฝีมือระดับเจ็ดก็ตาม แต่สถานการณ์ตรงหน้านี้มันคืออะไรกัน
ถึงคนจะนับสิบล้าน ข้าก็จะไปงั้นหรือ
เด็ดหัวขุนพลท่ามกลางกองทัพนับหมื่นงั้นหรือ
ไอ้ลูกเต่าคนไหนมันพูดวะ แน่จริงก็ลองมาทำเองดูสิ
"ท่านประมุขใหญ่ นี่มันมากเกินไปแล้ว" คนเยือกเย็นอย่างชุยอิงเอ๋อร์ ตอนนี้ก็ยังมีน้ำเสียงสั่นเครือ "พวกเรา..."
มู่หรงซิวก็ถูมือด้วยความประหม่า ใบหน้าซีดเผือด "ถึงแม้ว่า... พวกเราจะเก่งกาจไม่เบา แต่ศัตรูเข้มแข็งส่วนเราอ่อนแอ ช่องว่างมันห่างกันเกินไป มิสู้พวกเราชิ่งหนีกันดีกว่าไหมขอรับ"
"ใช่เจ้าค่ะ น่ากลัวเหลือเกิน" หานชีเหนียงเดินไปหลบอยู่ด้านหลังท่านประมุขของตัวเองอย่างระมัดระวัง
ใจเย็นๆ ดิวะ ข้าขาอ่อนอยู่ ขอเวลาตั้งสติแป๊บ
ซินจั๋วไม่ได้พูดคำเหล่านี้ออกไป แต่เปลี่ยนเป็น "อย่าลนลาน..."
บรรดาโจรต่างมองไปที่เขาด้วยความฮึกเหิมและตื่นเต้นราวกับรอคอยอะไรบางอย่าง
แต่ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น
หวงต้ากุ้ยกลืนน้ำลายลงคออย่างฝืดเคือง "ท่านประมุขใหญ่ ยังมีอีกครึ่งประโยคที่ยังไม่ได้พูดหรือเปล่าขอรับ ไอ้ที่ว่า... เจ็ดต่อหนึ่งล้าน ความได้เปรียบอยู่ที่เรา"
มุมปากของซินจั๋วกระตุก "ไร้สาระ"
ข้าไม่ขอวางมาดนี้เด็ดขาด
สายตากวาดมองทะเลคนเบื้องล่าง ย่อมมองออกว่าไม่ได้มีแค่นักสู้ แต่ยังมีสตรีและเด็กที่ร่างกายแข็งแรง พ่อค้าวาณิช นักเลงหัวไม้ ซึ่งทำให้เขางุนงงเล็กน้อย เหตุใดถึงได้มีคนแห่กันมามากขนาดนี้ มีตรงไหนผิดพลาดไปหรือเปล่า
คนของสี่ตระกูลใหญ่รักประชาชนดั่งลูกหลาน ได้รับความเคารพศรัทธาจากประชาชนนับหมื่นงั้นหรือ ถึงอย่างนั้นก็ไม่น่าจะมากันเยอะขนาดนี้นี่
ไม่ต้องทำมาหากิน ไม่ต้องใช้ชีวิตกันแล้วหรือไง
"ซินจั๋ว"
จู่ๆ ก็มีเสียงตะโกนอันเย็นชาและดุดันดังมาจากตีนเขา







