(อ่านฟรีจนจบ) บ้าไปแล้ว! นายมันไม่ใช่จิตแพทย์เลยสักนิด! · khram
ตอนที่ 251
บทที่ 251 สิ่งที่น่ากลัวไม่ใช่ผี แต่เป็นจิตใจของคนพวกนี้
โจวเข่อซินหาจังหวะถามแทรกขึ้นมา "แม่หมอคนนั้นพูดอะไร ถึงทำให้เฉียวอันนาเปลี่ยนจากลูกคุณหนูผู้บอบบาง กลายเป็น...กลายเป็นสภาพแบบนี้ได้ล่ะคะ"
เฉินหยูมองเฉียวอันนาด้วยสายตาขบขัน
เฉียวอันนายังคงแสยะยิ้มอย่างได้ใจพลางพยักหน้าให้เฉินหยู
เมื่อเห็นดังนั้น เฉินหยูจึงพูดขึ้น "หลังจากพิธีจบลง แม่หมอก็พึมพำกับตัวเองว่าแปลกจัง"
"ถ้าตายด้วยอุบัติเหตุ ก็ควรจะไปเกิดใหม่ตั้งนานแล้ว จะถูกอัญเชิญขึ้นมาได้ยังไง"
"ประโยคนี้เหมือนกับท่อนไม้ที่ฟาดลงบนหัวของเฉียวอันนาอย่างจัง"
"แปะ แปะ แปะ"
เฉียวอันนายกมือขึ้นปรบมือ
"หมอเฉิน ฉันเริ่มสงสัยแล้วนะว่าคุณเป็นเทพเซียนบนสวรรค์มาเกิดใหม่หรือเปล่า"
"นอกจากจะรู้เรื่องที่เกิดขึ้นกับฉันทะลุปรุโปร่งแล้ว แม้แต่คำพูดของคนอื่น คุณก็ยังทวนออกมาได้ทุกตัวอักษร"
เฉินหยูยิ้มบางๆ "การประเมินสิ่งที่คนไข้เคยเจอจากคำพูด ท่าทาง และสีหน้าเล็กๆ น้อยๆ มันเป็นคุณสมบัติพื้นฐานของจิตแพทย์ครับ"
พอคำพูดนี้หลุดออกมา เฉียวอันนาที่อาการเริ่มเข้าขั้นบ้าคลั่งก็เกิดความรู้สึกอยากจะด่าสวนกลับไป
เฉินหยูเห็นคนอื่นเป็นไอ้งั่งหรือไง
ถ้าจิตแพทย์มีปัญญาขนาดนี้จริงๆ ป่านนี้คงถูกตำรวจดึงตัวไปช่วยไขคดีประหลาดๆ หมดแล้ว
เฉินหยูพูดต่อ "ถ้าจะบอกว่าตอนแรกคุณยังสงสัยในความสามารถของแม่หมอ แต่พอเธอเรียกชื่อเล่นของคุณ แล้วถามว่าหอบหืดของคุณกำเริบหรือเปล่า คุณก็เชื่อสนิทใจเลยว่าแม่หมอคนนี้มีของจริง"
"มีแค่แม่ของคุณเท่านั้นที่รู้ว่าตอนเด็กๆ คุณเคยเป็นหอบหืดอยู่ช่วงหนึ่ง"
"แม่เป็นคนพาคุณไปหาหมอหายา และแม่ก็เป็นคนดูแลคุณมาตลอดจนรักษาอาการป่วยของคุณจนหาย"
"เรื่องราวเล็กๆ น้อยๆ ในช่วงเวลานั้น มีแค่คุณกับแม่เท่านั้นที่รู้"
สีหน้าของเฉียวอันนาเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด
ความดุร้ายบ้าคลั่งค่อยๆ หายไป หยาดน้ำตาไหลรินออกจากเบ้าตา
พอได้ยินแม่หมอบอกว่าแม่ของตัวเองอาจไม่ได้ตายด้วยอุบัติเหตุ เฉียวอันนาก็เก็บเรื่องนี้ไว้ในใจทันที
วันหยุดถัดมา เฉียวอันนาก็ชวนเพื่อนสนิทไปที่บ้านของแม่หมออีกครั้ง
โดยอ้างว่ามีบางเรื่องที่ลืมถาม และขอให้แม่หมออัญเชิญวิญญาณของแม่อีกรอบ
การพบกันครั้งที่สอง เฉียวอันนาถามเข้าประเด็นทันทีว่าแม่ถูกคนทำร้ายจนตายใช่หรือไม่
บนใบหน้าของแม่หมอปรากฏความตึงเครียดและกระวนกระวายใจ
เธอเอ่ยปากปฏิเสธซ้ำแล้วซ้ำเล่า บอกว่าพลาดตกลงไปตายเอง
ยิ่งแม่พูดแบบนี้ เฉียวอันนาก็ยิ่งไม่เชื่อ
เธอจึงทำพฤติกรรมแบบเดียวกับเมื่อกี้
เอามีดปอกผลไม้จ่อคอตัวเอง บังคับให้แม่พูดความจริงออกมา
ด้วยความกลัวว่าลูกสาวจะทำเรื่องโง่ๆ แม่จึงยอมเล่าความจริง
แม่ถูกพ่อทำร้ายจนตาย และตอนที่ยังมีชีวิตอยู่ก็ถูกเหยาหลินยั่วยุและรังแกหลายต่อหลายครั้ง
พ่อนอกจากจะไม่ทวงความยุติธรรมให้แม่แล้ว ยังมองว่าเป็นความผิดของแม่อีก แถมยังทุบตีแม่เป็นประจำ
วินาทีนั้น เปลวเพลิงแห่งความโกรธแค้นก็ลุกโชน
เป็นครั้งแรกที่เฉียวอันนาเกิดความรู้สึกอยากฆ่าคน!
แม่ที่กลายเป็นวิญญาณไปแล้วรีบเอ่ยปากห้าม
โศกนาฏกรรมเกิดขึ้นไปแล้ว คนตายก็ตายไปแล้ว คนเป็นก็ต้องใช้ชีวิตต่อไป
การที่ลูกสาวแก้แค้นให้ตัวเองด้วยการฆ่าเหยาหลินกับเฉียวไป่ซุ่น นอกจากจะทำให้ครอบครัวพังพินาศแล้ว ยังทำให้เฉียวอันนาต้องติดคุกด้วย
จุดจบที่รอเธออยู่มีเพียงความตายเท่านั้น
เพราะกลัวว่าลูกสาวจะแก้แค้นแทนตัวเอง แม่ถึงได้ปฏิเสธเสียงแข็ง
ความทรงจำที่เฉียวอันนาซ่อนไว้ในสมอง ถูกเฉินหยูพูดออกมาด้วยคำพูดเพียงไม่กี่คำ
เฉียวไป่ซุ่นกับเหยาหลินที่ขยับตัวไม่ได้ ตกใจกลัวจนตัวสั่นเทาไปหมด
ทั้งสองคนคิดไม่ถึงเลยว่าเฉียวอันนาจะรู้เรื่องที่พวกเขาก่อขึ้นด้วยวิธีนี้
และยิ่งคิดไม่ถึงว่า
ภรรยาคู่ทุกข์คู่ยากที่ถูกเฉียวไป่ซุ่นทำร้ายจนตาย จะเลือกเก็บความลับนี้ไว้
"แม่โง่เกินไปแล้วจริงๆ..."
เฉียวอันนาเช็ดน้ำตา
"แม่จะไปรู้ได้ยังไงว่าคำว่าครอบครัวสำหรับฉันน่ะ มันไม่ใช่ครอบครัวมาตั้งนานแล้ว"
"ตั้งแต่เหยาหลินกับมารหัวขนก้าวเข้ามาในบ้าน เฉียวไป่ซุ่นก็เอาใจใส่แต่พวกเขาทั้งหมด"
พอพูดถึงตรงนี้ อันนาก็กลับมาฉีกยิ้มดุร้ายน่าขนลุกอีกครั้ง
"เหยาหลิน แกแปลกใจใช่ไหมล่ะ แปลกใจว่าทำไมเฉียวไป่ซุ่นต้องยอมทุ่มเงินก้อนโตเพื่อไล่ผีให้ฉัน"
เมื่อได้ยินดังนั้น เหยาหลินก็พูดด้วยความหวาดกลัว "ฉันยอมรับว่าอยากเลื่อนสถานะจากเมียน้อย แต่ฉันไม่ได้ยุยงให้พ่อของแกฆ่าแม่ของแกเด็ดขาดเลยนะ"
"เป็น...เป็นพ่อของแกเองที่เบื่อแม่แก ก็เลยลงมือฆ่า"
"พอฉันรู้เรื่อง ฉันก็ไม่สบายใจมากๆ เลยไปไหว้พระขอพรให้แม่แกที่วัดบ่อยๆ"
เฉียวอันนายิ้มเย็นชาพลางพูด "แกหลอกคนได้ แต่หลอกผีไม่ได้หรอก"
"วันครบรอบเจ็ดวัน แม่ฉันกลับมาที่บ้าน ตั้งใจจะมาดูหน้าฉันเป็นครั้งสุดท้าย แต่กลับบังเอิญได้ยินบทสนทนาของพวกแกสองคน"
"แกไปไหว้พระขอพรให้แม่ฉันที่วัดจริงๆ แต่นั่นไม่ใช่เพราะรู้สึกผิด ทว่าเป็นเพราะแกต้องการสร้างภาพลักษณ์ให้ตัวเองต่างหาก"
"ทำให้คนอื่นรู้สึกว่าเมียน้อยอย่างแก ไม่ใช่แม่เลี้ยงใจร้ายอะไรเทือกนั้น"
"และให้ความเคารพภรรยาเก่าของสามีมากๆ"
"เอาเถอะ เรื่องพวกนั้นมันผ่านไปแล้ว ไม่ว่าแกจะทำไปด้วยจุดประสงค์อะไร อย่างน้อยแกก็เคยสวดมนต์ให้แม่ฉัน"
"เห็นแก่เรื่องนี้ ฉันจะยอมให้แกตายตาหลับก็แล้วกัน"
การที่เฉียวไป่ซุ่นยอมควักเงินห้าสิบล้านจ้างคนมาไล่ผีให้เฉียวอันนา ไม่ใช่เพราะความเป็นห่วงที่พ่อมีต่อลูกสาว
แต่เพราะแค่กลัวว่าเฉียวอันนาจะตาย หรือไม่ก็กลายเป็นคนบ้า
เพราะถ้าเฉียวอันนาเป็นอะไรไป แผนการของเฉียวไป่ซุ่นก็จะไม่สามารถดำเนินการต่อได้
"แผนการ? แผนการอะไร"
เหยาหลินถามออกไปตามสัญชาตญาณ
"เอาฉันไปเป็นสินค้า ขายให้ผู้ยิ่งใหญ่คนหนึ่งในเมืองหลวงน่ะสิ"
พูดจบ เฉียวอันนาก็หันกลับมายิ้มหวานให้เฉินหยู
"หมอเฉิน รู้ไหมคะว่าทำไมตาแก่นั่นถึงต้องทำแบบนี้"
"เฮ้อ"
เฉินหยูถอนหายใจเบาๆ
"คุณเตรียมจะเอาเรื่องน่าอับอายที่บ้านคุณทั้งหมดนี้ มาแฉให้คนอื่นรู้งั้นเหรอครับ"
"ในเมื่อมันน่าอับอาย เอาออกมาตากแดดให้คนเห็นบ้างจะเป็นไรไปล่ะ"
เฉียวอันนาแสยะยิ้ม
"หมอเฉินพบเจอผู้คนมานับไม่ถ้วน เคยเจอครอบครัวแบบฉันไหมคะ"
"พูดตามตรง ไม่เคยครับ"
เฉินหยูส่ายหน้า
คนในที่เกิดเหตุแต่ละคน ล้วนมีร้อยเล่ห์เพทุบาย
พ่อไม่เหมือนพ่อ ลูกสาวไม่เหมือนลูกสาว
เมียน้อยยิ่งเป็นสุดยอดของนางจิ้งจอก
แม้แต่พ่อบ้านที่ดูซื่อสัตย์ ก็ยังเป็นพวกไม้หลักปักเลน
สิ่งที่ขาวสะอาดที่บ้านหลังนี้ เกรงว่าคงจะมีแค่เพดานบนหัวเท่านั้น
ตอนนี้เฉียวไป่ซุ่นอยากทำแค่เรื่องเดียว คือสลบเหมือดไปซะเดี๋ยวนี้เลย
เฉียวไป่ซุ่นที่เป็นคนแล้งน้ำใจมาแต่กำเนิด สามารถแอบทำเรื่องเลวทรามได้นับไม่ถ้วน
แต่ไม่ได้หมายความว่าจะสามารถทำใจร่มๆ ฟังคนอื่นแฉเรื่องหน้าด้านของตัวเองได้
"แม่เจ้าโว้ย วันนี้มาไม่เสียเที่ยวจริงๆ ทุกคนมีเรื่องให้เผือกทั้งนั้น"
โจวเข่อซินกลั้นหายใจ
เดิมทีที่มานี่ก็กะจะมาดูให้เห็นกับตา ว่าเฉินหยูจับผีไล่วิญญาณร้ายยังไง
คิดไม่ถึงเลยว่า การจับผีไล่วิญญาณร้ายจะเป็นแค่จุดเริ่มต้น
สิ่งที่น่ากลัวไม่ใช่ผี แต่เป็นจิตใจของคนพวกนี้
เฉินหยูพูดเสียงเรียบ "หลายเดือนก่อน พ่อของคุณได้รับข่าวว่าเหยาหลินมักจะเข้าออกโรงแรมกับผู้ชายคนหนึ่งบ่อยๆ"
"ตอนนั้นแหละพ่อของคุณถึงได้รู้ว่าเหยาหลินสวมเขาให้ตัวเอง"
"ชายชู้คนนั้นเป็นเพื่อนร่วมชั้นสมัยมหาวิทยาลัยของเธอ และเป็นอดีตคนรักด้วย"
"ความสัมพันธ์ของทั้งสองคนไม่เคยขาดสะบั้น และดำเนินต่อเนื่องมาเป็นสิบปี"
"หลังจากจับจุดอ่อนได้ คุณก็ทำตามคำแนะนำของคนปล่อยข่าว โดยไม่รีบร้อนลงมือ"
"แต่เลือกที่จะเอาเด็กไปตรวจดีเอ็นเอเป็นอันดับแรก"
"ผลตรวจระบุว่าทั้งสองคนไม่มีสายเลือดเดียวกันเลย"
"และคนปล่อยข่าวก็ไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็นพ่อบ้านคนสนิทของคุณ"
"ส่วนเรื่องที่ว่าทำไมพ่อบ้านถึงรู้เรื่องพวกนี้น่ะเหรอ..."
เฉินหยูหันไปมองเฉียวอันนา
"ก็เป็นเพราะเธอคอยบงการอยู่เบื้องหลังยังไงล่ะ"







