"จิตใจของปรมาจารย์นั่วว้าวุ่นแล้ว!"
หน้าวังอวี้ซวี ทุกคนล้วนตกใจ ไฟเซียนลามเลียขึ้นบนร่างของนั่วหลี่ แม้ว่าวินาทีต่อมาจะถูกกลิ่นอายของเขาผลักดันให้ถอยร่น ทว่าไฟเซียนที่รุกๆ ถอยๆ และเข้าใกล้เขาเป็นระยะ บ่งบอกว่ากลิ่นอายของนั่วหลี่กำลังผันผวนอย่างรุนแรง
ภายในใจของเขาไม่สงบเลย
สำหรับตัวตนอันเก่าแก่เช่นนี้ ใครกันที่สามารถทำให้จิตเต๋าของเขาว้าวุ่นได้ด้วยคำพูดเพียงประโยคเดียว?
"ใครพูด ก่อกวนจิตเต๋าของปรมาจารย์นั่ว?" สายตาคมกริบหลายคู่กวาดมองไปรอบๆ เพื่อค้นหาคนพูด
ผู้คนที่มาเสี่ยงดวงหน้าวังอวี้ซวีมีมากเกินไป ทุกคนล้วนอยากได้โอสถเซียน ก่อนหน้านี้สายตาทุกคู่ล้วนจับจ้องไปที่นั่วหลี่ จึงไม่มีใครสังเกตเห็นว่าใครเป็นคนพูด
มีเพียงไม่กี่คนที่อยู่แถวหลังที่สังเกตเห็นสวี่อิง แต่ก็ไม่แน่ใจว่าเขาเป็นคนตะโกนหรือไม่
"เหมือนจะเป็นเสียงของผู้อาวุโสสูงสุด!"
สืออวี่ฉิงที่อยู่ในฝูงชนใจหายวาบ รู้สึกปวดหัวขึ้นมาต่งิดๆ "(เขาเรียกปรมาจารย์นั่วว่าตาเฒ่าได้ยังไง? เกือบทำปรมาจารย์นั่วตายแล้ว! ทำตัวเหลวไหลบนสำนักกระบี่ของข้าก็แล้วไปเถอะ แต่บนเขาศักดิ์สิทธิ์คุนหลุนแห่งนี้ จะมาทำตัวเหลวไหลได้ด้วยหรือ?)"
"อาปา อาปา" เด็กหนุ่มหน้าตาหล่อเหลาที่มีหญ้าขึ้นบนหัว มองซ้ายมองขวาด้วยความอยากรู้อยากเห็นเป็นล้นพ้น
เด็กหนุ่มผู้นี้คือเจ้าสำนักหลินแห่งหอเผิงไหลคนปัจจุบัน หลินเทียนฮวา ผู้เป็นยอดอัจฉริยะแห่งยุค ข้างกายยังมีงูใหญ่ที่มีเขาขาวดำสองเขาสุดแสนจะน่าเกรงขาม บนมือยังประคองระฆังทองแดงใบหนึ่ง ดูสง่างามผ่าเผย
การที่เจ้าสำนักหลินมาเยือนยอดเขาอวี้ซวีในครั้งนี้ ก็เพื่อรับบัญชาจากปรมาจารย์ที่ทะยานเป็นเซียนไปแล้ว ให้มาค้นหาวาสนาเซียนที่คุนหลุน
"อาปา อาปา!" เจ้าสำนักหลินมีสีหน้าเคร่งขรึม กล่าวกับงูใหญ่ตัวนั้น ทำให้ผู้คนรอบข้างพากันหันมามอง ต่างเผยสีหน้าประหลาดใจ
"หญ้าเซียนของหอเผิงไหล ล้วนปลูกไว้บนหัวงั้นหรือ?" มีคนกระซิบ
เด็กสาวสวมชุดหรูหราด้านข้างกล่าวว่า "หอเผิงไหลมักทำตัวไม่เหมือนใคร แม้แต่ภาษาก็ไม่ใช่ภาษาคน ไม่รู้ว่าคำว่าอาปานี้มีความหมายลึกซึ้งอะไร?"
งูใหญ่ข้างกายหลินเทียนฮวารีบกระซิบว่า "ท่านหญ้า ท่านอย่าพูดส่งเดชสิ ขืนมีคนจับพิรุธได้ มันจะไม่สนุกเอานะ"
ระฆังใหญ่ในมือเจ้าสำนักหลินก็แอบส่งเสียงผ่านสัมผัสเทวะว่า "ท่านหญ้า ข้าเกือบถูกยันต์เซียนจินจ้วนของเขาทำลาย ถึงทำให้ท่านมีโอกาสควบคุมเขาได้ ท่านอย่าทำอะไรบุ่มบ่ามนะ"
งูใหญ่ตัวนั้นก็คือหยวนชี มันกระซิบถามว่า "คนที่ทำให้จิตใจของปรมาจารย์นั่วว้าวุ่นเมื่อครู่ คืออาอิ้งใช่ไหม?"
ระฆังใหญ่ตอบว่า "เสียงของเขาแหละ แต่อาอิ้งทำไมถึงทำให้จิตใจของปรมาจารย์นั่วว้าวุ่นได้ด้วยคำพูดเพียงประโยคเดียวล่ะ?"
หยวนชีกล่าวอย่างกลัดกลุ้มว่า "อาอิ้งไปยั่วโมโหปรมาจารย์นั่ว เดี๋ยวตอนตาย เลือดคงไม่กระเด็นมาโดนพวกเราหรอกนะ?"
ระฆังใหญ่บอก "พวกเราก็หลบไปไกลๆ หน่อยสิ"
"อาปา" ท่านเจ้าสำนักหลินผู้ยิ่งใหญ่พยักหน้ารัวๆ
นอกจากพวกมันแล้ว ยังมีคนรู้จักของสวี่อิงบางคนที่จำเสียงของเขาได้ ต่างพากันชะเง้อมอง พยายามค้นหาร่องรอยของสวี่อิง
กัวเสี่ยวเตี๋ยกระโดดหย็องแหย็งอยู่ในฝูงชน กระโดดเสียสูงลิ่ว ปรมาจารย์ตระกูลกัวรีบกดหัวแม่หนูนี่ลง กระซิบว่า "เจ้าไม่อยากมีชีวิตอยู่แล้วหรือไง! ขืนกระโดดขึ้นไปอีก ระวังปรมาจารย์นั่วจะบั่นหัวเจ้าซะ! ต่อให้ปรมาจารย์นั่วไม่บั่น คนอื่นก็บั่นหัวเจ้าอยู่ดี!"
กัวเสี่ยวเตี๋ยหัวเราะ "ข้าได้ยินเสียงของราชันปีศาจสวี่! ปรมาจารย์ ท่านก็ได้ยินใช่ไหม?"
ปรมาจารย์ตระกูลกัวกล่าวอย่างกลัดกลุ้มว่า "ได้ยินแล้ว เพราะงั้นเจ้าก็เลิกกระโดดได้แล้ว ข้าว่าเจ้าหมอนั่นต้องมีความแค้นกับปรมาจารย์นั่วแน่ เมื่อครู่เขาป่วนจิตเต๋าของปรมาจารย์นั่ว ก็เพื่อจะหลอกล่อให้ไฟคลอกปรมาจารย์นั่วตาย"
เขาถอนหายใจ กล่าวว่า "ไม่แน่ว่า เดี๋ยวพวกเราอาจจะต้องเห็นแก่ความถูกต้องมากกว่าสายเลือด"
กัวเสี่ยวเตี๋ยสะดุ้งโหยง โพล่งออกมาว่า "ปรมาจารย์ ท่านจะฆ่าปรมาจารย์นั่วหรือ?"
สิ้นคำพูดนี้ สายตาหลายคู่ก็กวาดมองมาพร้อมกันทันที รอบด้านเกิดจิตสังหารขุมแล้วขุมเล่า ปรมาจารย์นั่วคือปรมาจารย์แห่งวิชานั่ว เป็นตัวตนที่สร้างความลับทั้งหกขึ้นมาจากความว่างเปล่า สร้างคุณูปการแก่ผู้คนนับไม่ถ้วน การคิดจะฆ่าปรมาจารย์นั่ว ก็คือการตั้งตัวเป็นศัตรูกับคนทั้งใต้หล้า!
ปรมาจารย์ตระกูลกัวตกใจแทบสิ้นสติ ร้องลั่นว่า "ยัยเด็กบ้า ข้าหมายถึงเห็นแก่ความถูกต้องมากกว่าสายเลือดต่างหาก!"
กัวเสี่ยวเตี๋ยกะพริบตาปริบๆ "พวกเราเป็นผู้ใช้วิชานั่ว แน่นอนว่าต้องสนิทกับปรมาจารย์นั่วมากกว่าสิ! จะไปสนิทกับเจ้าเด็กราชันปีศาจสวี่นั่นมากกว่าได้ยังไง?"
ปรมาจารย์ตระกูลกัวเถียงนางไม่ออก จึงกล่าวอย่างจริงจังว่า "เจ้าทำตัวสงบเสงี่ยมหน่อย เดี๋ยวตอนราชันปีศาจสวี่ตาย เลือดสาดลงมา เจ้าก็เอาหมั่นโถวขาวไปจิ้มเลือดเขาสักหน่อย กินเข้าไปแล้วอาจจะอายุยืนยาวก็ได้"
สายตาของปรมาจารย์นั่ว นั่วหลี่ดุจสายฟ้าฟาด กวาดมองไปยังฝูงชน พยายามค้นหาตำแหน่งของสวี่อิง ทว่าด้านนอกวังอวี้ซวีมีผู้คนมืดฟ้ามัวดิน เขาจึงยากที่จะระบุตำแหน่งของสวี่อิงได้ และไม่รู้ว่าใช่คนผู้นั้นกลับมาหรือเปล่า
"โอสถเซียนทะยานฟ้ากำลังจะปรากฏขึ้น ยากที่จะหลีกเลี่ยงไม่ให้มีเทพมารปรากฏตัว ทำให้จิตใจผู้คนแปดเปื้อน"
สายตาของนั่วหลี่สาดส่องไปทั่วฝูงชน เสียงดังแว่วมา ดังก้องอยู่ในใจของทุกคน "ทุกท่านโปรดระวัง เทพมารแฝงตัวอยู่ในหมู่พวกท่าน รอจนกว่าโอสถเซียนทะยานฟ้าจะถือกำเนิด มันก็จะลงมือแย่งชิง"
"ร้ายกาจ"
สวี่อิงลอบชมเชยในใจ หากตอนนี้มีคนพบว่าเขาคือคนที่ทำให้จิตเต๋าของปรมาจารย์นั่วว้าวุ่นด้วยคำพูดเพียงประโยคเดียว เกรงว่าวินาทีต่อมาเขาคงถูกฝูงชนที่โกรธแค้นฉีกร่างเป็นชิ้นๆ แน่
ตอนนั้นเอง เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นข้างกายสวี่อิงอย่างเนิบนาบ "ปรมาจารย์นั่วผู้ดูแลโอสถเซียนแห่งขุมทรัพย์ลับเหยาฉือ สามารถพูดส่งเดชว่าคนอื่นเป็นเทพมารได้ด้วยหรือ?"
สวี่อิงมองไป คนพูดเป็นชายอายุราวสามสิบเศษ รูปร่างหน้าตาสง่างามผ่าเผย มีความเที่ยงธรรมและน่าเกรงขามอยู่ไม่น้อย
เสื้อผ้าอาภรณ์ของเขาล้วนเป็นสีเหลือง ไม่มีลวดลายประดับประดาอันใดให้มากความ มีเพียงความสูงศักดิ์ ราวกับว่าเสื้อผ้าธรรมดาๆ เมื่อสวมใส่อยู่บนร่างของเขา ก็สามารถแสดงถึงความไม่ธรรมดาออกมาได้
สวี่อิงยิ้มพลางกล่าว "ขอบคุณพี่ชายที่ช่วยพูดทวงความยุติธรรมให้"
ชายชุดเหลืองหัวเราะ "ข้าไม่ได้พูดทวงความยุติธรรมหรอก แต่ข้ามีความสงสัยในตัวปรมาจารย์นั่วต่างหาก"
ปรมาจารย์นั่ว นั่วหลี่ในเวลานี้ได้สงบจิตใจลงแล้ว เขาเดินตรงไปยังวังอวี้ซวี
ไฟเซียนแยกออกเป็นสองข้าง ลางๆ จะเห็นได้ว่าในเปลวไฟยังมีคนจำนวนหนึ่งยืนบ้าง นั่งบ้าง ในท่วงท่าประหลาด ยิ่งเข้าใกล้วังอวี้ซวี จำนวนคนก็ยิ่งมากขึ้น
พวกเขาคือผู้บำเพ็ญปราณในยุคต้าซางและราชวงศ์โจวที่เข้ามาเก็บโอสถเซียนในสถานที่แห่งนี้ อาบไล้อยู่ในไฟเซียนโดยไม่ไหวติง
สวี่อิงใจสั่นไหวเล็กน้อย เอ่ยถามว่า "เหตุใดท่านถึงสงสัยปรมาจารย์นั่วล่ะ?"
ที่เขาสงสัยปรมาจารย์นั่ว ก็เพราะวิชานั่วนั้นเห็นได้ชัดว่าเป็นเหตุผลที่ทำให้ผู้เป็นอมตะพึ่งพาเพื่อไม่ตาย ต้นกำเนิดของวิชานั่ว ชัดเจนว่าเป็นผู้เป็นอมตะ แต่หกปรมาจารย์นั่วกลับยึดมันไว้เป็นของตนเอง และประกาศต่อภายนอกว่าตนคือปรมาจารย์ผู้ให้กำเนิดวิชานั่ว
เขามีเหตุผลเพียงพอที่จะสงสัยหกปรมาจารย์นั่ว แล้วชายชุดเหลืองผู้นี้สงสัยปรมาจารย์นั่วด้วยเหตุผลใดกัน?
ชายชุดเหลืองกล่าวว่า "เจ้าเห็นคนเหล่านั้นในไฟเซียนไหม? คนเหล่านี้ตอนที่พยายามจะเข้าไปในวังเซียน ถูกไฟเซียนแผดเผา จึงจำต้องปิดกั้นประสาทสัมผัสทั้งหมดของตัวเอง รวมถึงจุดชีพจรทุกจุด เพื่อให้ตัวเองตกอยู่ในสภาวะไร้ความรู้สึก ป้องกันไม่ให้ไฟเซียนลุกลามเข้าไปในร่างกาย"
สวี่อิงมองไปยังผู้คนในกองไฟ นึกถึงจู๋ฉานฉานในตอนแรกที่อยู่ด้านนอกวังเซียนแห่งหนึ่ง อาบไล้อยู่ในไฟเซียนจนถูกเผาตบะไปจนหมดสิ้น หากไม่ได้เผยตู้ช่วยไว้ คงถูกไฟคลอกตายในทะเลเพลิงไปแล้วแน่ๆ
"ไฟเซียนคือเปลวไฟที่ใช้หลอมโอสถทะยานฟ้าขนานเอก ในเปลวไฟมีกลิ่นหอมของโอสถ ผู้บำเพ็ญปราณดูดซับกลิ่นหอมของโอสถ ร่างกายก็ค่อยๆ สะสมโอสถเซียนเอาไว้มากมาย คนเหล่านี้ใช้วิธีนี้เป็นวิถีแห่งความอายุยืน หวังว่าจะสามารถหลบหลีกความตาย บรรลุเป้าหมายอมตะไม่แก่เฒ่า คงอยู่คู่ฟ้าดิน"
ชายชุดเหลืองทอดถอนใจ "ทว่า เมื่อพวกเขาอาบไล้อยู่ในไฟเซียน ถึงได้พบว่าตัวเองแค่ใช้เวลาไปอย่างสูญเปล่า ปิดกั้นจิตสำนึกทั้งหมดของตัวเองเช่นนี้ ต่อให้ยังมีชีวิตอยู่ แล้วจะมีความหมายอะไรล่ะ?"
คำพูดคำจาของเขาไม่ธรรมดา ในน้ำเสียงคล้ายกับมีความหมายแฝงบางอย่าง ทำให้สวี่อิงเกิดความสนใจ
สวี่อิงยิ้มพลางกล่าว "ท่านดูเหมือนจะเข้าใจโลกหน้าเป็นอย่างดี ข้าน้อยสวี่อิง ไม่ทราบว่าท่านมีนามว่ากระไร?"
"ข้าชื่อจี๋หม่าน"
ชายชุดเหลืองกล่าว "โลกหน้าทั้งหก ข้าเคยไปมาหมดแล้ว เคยไปเก็บโอสถที่นั่น ใต้บังคับบัญชาของข้ามีช่างเทวะคนหนึ่งชื่อจู๋ฉานฉาน นางเก่งกาจมาก ใช้เศษวัสดุที่ข้าให้ หลอมเรือให้ข้าลำหนึ่ง ให้ข้าบรรทุกยอดฝีมือขั้นทะยานฟ้าหลายพันคนแล่นไปยังโลกหน้า"
สวี่อิงกะพริบตาปริบๆ รู้ที่มาที่ไปของจี๋หม่านแล้ว
"(เขาคือโอรสสวรรค์ราชวงศ์โจว! เป็นไปตามที่เฟิ่งเหยากับชิงหลวนคาดเดาไว้จริงๆ โอรสสวรรค์ราชวงศ์โจวแฝงตัวอยู่ในฝูงชน และมาถึงเขาคุนหลุนแล้วด้วย!)"
โอรสสวรรค์ราชวงศ์โจวมองไปยังปรมาจารย์นั่ว นั่วหลี่ที่กำลังพยายามเปิดประตูวังอวี้ซวี กล่าวว่า "อาจจะเป็นเพราะข้ามีบุญวาสนาเทียมฟ้า หรืออาจจะเป็นเพราะฝีมือของช่างเทวะจู๋แข็งแกร่งพอ เรือลำนั้นถึงได้บรรทุกพวกเราหลายพันคนแล่นจากโลกหน้าแห่งหนึ่ง ไปยังโลกหน้าอีกแห่งหนึ่งได้จริงๆ"
สีหน้าของเขาประหลาดนัก ทั้งหวาดกลัว ทั้งตื่นเต้น และยังมีความยินดีที่รอดตายมาได้
"พวกเราไม่เคยคิดเลยว่า เรือผุๆ ลำนี้จะสามารถส่งพวกเรากลับมาแบบเป็นๆ ได้ พวกเราถึงกับสงสัยว่า มันจะกลายเป็นเถ้าถ่านในไฟเซียนของโลกหน้าแห่งแรกไปเสียแล้ว ตอนนั้นพวกเรายืนอยู่บนเรือทุกวัน ก่นด่าช่างเทวะจู๋ สาปแช่งให้นางตายไม่ดี ตอนที่เรือบรรทุกพวกเรามุ่งหน้าไปยังโลกหน้าแห่งที่สอง หลายคนคุกเข่าอยู่บนดาดฟ้าเรือ อ้อนวอนขออย่าให้มันพังทลายลงมาเลย"
โอรสสวรรค์ราชวงศ์โจวพึมพำ "แต่ที่คาดไม่ถึงก็คือ มันไม่เพียงแต่บรรทุกพวกเราเดินทางจนครบโลกหน้าทั้งหก แต่ยังบรรทุกพวกเราแล่นกลับมาด้วย มันถึงขั้นบรรทุกพวกเราหลบหลีกการลอบสังหารของเทพมารระหว่างทางกลับ ทำให้พวกเราหนีพ้นเทพมาร จนกระทั่งเรือลำนี้กลับมาถึงฮ่าวจิง มันถึงได้พังทลายลงอย่างสมบูรณ์"
เขาส่ายหน้า กล่าวว่า "พี่สวี่ ท่านไม่ได้เห็นภาพที่ขุนนางบุ๋นบู๊ทั้งราชสำนักคุกเข่าหมอบกราบร้องไห้โฮอยู่หน้าซากเรือเทวะโลกหน้าหรอก พวกเขาตัดใจจากเรือลำนี้ไม่ได้ แต่ก็รู้ว่าเรือลำนี้ใช้พลังทั้งหมดไปจนหมดสิ้นแล้ว ไม่อาจกอบกู้กลับมาได้อีก จนถึงขั้นที่ข้าอยากจะสับช่างเทวะจู๋เป็นหมื่นๆ ชิ้น ก็ยังรู้สึกตัดใจไม่ลงเลย"
สวี่อิงทอดถอนใจ "คนที่มีพรสวรรค์อย่างช่างเทวะจู๋ ไม่ว่าใครก็คงตัดใจฆ่านางไม่ลงหรอก"
โอรสสวรรค์ราชวงศ์โจวพยักหน้า กล่าวว่า "แต่พอเห็นฮ่าวจิงที่นางหลอมให้ข้า ข้าก็เกิดจิตสังหารต่อนางขึ้นมาอีกแล้ว"
สวี่อิงนึกถึงระฆังใหญ่ ก็เห็นด้วยอย่างยิ่ง ตัวเองขุดสุสานมาสองปีครึ่ง สะสมทรัพย์สมบัติไว้ไม่รู้เท่าไหร่ ล้วนยกให้จู๋ฉานฉานไปหมด ระฆังใหญ่กลับยังเป็นแค่ทองแดง อย่างน้อยๆ ก็เติมนินเติมทองลงไปหน่อยสิ!
นั่วหลี่เข้าไปในวังอวี้ซวีแล้ว ภายในตำหนักมีกลิ่นหอมของโอสถที่ชื่นใจลอยโชยมา เมื่อสูดดมก็รู้สึกเบาสบายดุจเซียน ตบะก็เพิ่มพูนขึ้นอย่างต่อเนื่อง!
ในตอนนั้นเอง จู่ๆ ก็มีเสียงอุทานดังขึ้น สวี่อิงและโอรสสวรรค์ราชวงศ์โจวรีบหันไปมอง ทว่ากลับเห็นร่างหนึ่งพุ่งเข้าไปในไฟเซียน!
"เทพมารพยายามจะแย่งชิงโอสถเซียน!"
ผู้คนโกรธเกรี้ยว พากันบุกเข้าไปยังวังอวี้ซวี ทว่าหลายคนถูกไฟเซียนแผดเผา ก็กลายเป็นเถ้าถ่านไปในพริบตา ไม่หลงเหลือสิ่งใดไว้เลย ทำให้คนอื่นๆ ตกใจจนล่าถอย!
ร่างที่พุ่งเข้าไปในทะเลเพลิงนั้นงดงามและพลิ้วไหว ล่องลอยดุจเซียน นางเรียกโลงศพสีดำใบหนึ่งออกมา และสูบไฟเซียนเข้าไปในโลงศพสีดำนั้น!
"ชิงปี้!"
สวี่อิงอุทาน เข้าใจความตั้งใจของนางฟ้าชิงปี้ทันที "(นางตั้งใจจะใช้ไฟเซียน หลอมละลายระดับตบะของตัวเอง แล้วบำเพ็ญเพียรใหม่ตั้งแต่ต้น!)"
ตบะของนางฟ้าชิงปี้บรรลุถึงจุดสูงสุดของขั้นทะยานฟ้าแล้ว บำเพ็ญวิชาเซียน ในเส้นทางของการฝึกปราณนั้นยากที่จะก้าวหน้าไปได้อีก
นางต้องการก้าวไปอีกขั้น ก็จำต้องทำลายระดับพลังทั้งห้าของตัวเองทิ้งไป ได้แก่ ฉงโหลว เหยาฉือ สะพานเทวะ ขั้นเคาะด่านที่สาม และขั้นทะยานฟ้า!
นางต้องเริ่มบำเพ็ญเพียรตั้งแต่ขั้นเคาะด่านที่สอง หรือแม้กระทั่งหากไม่มีอาวุธเซียน นางก็ยังต้องทำลายขั้นเคาะด่านที่สองทิ้ง ถึงจะมั่นใจได้ว่าตัวเองสามารถเปิดความลับทั้งหกของร่างกายมนุษย์ได้!
"จิตเต๋าของนางช่างมั่นคงเหลือเกิน" ความรู้สึกเลื่อมใสศรัทธาในใจของสวี่อิงก่อเกิด
โอรสสวรรค์ราชวงศ์โจวมองไปยังนางฟ้าชิงปี้ในทะเลเพลิง เอ่ยชมว่า "สตรีผู้นี้คือยอดคน นางอยากยืมไฟเซียนมาหลอมละลายตบะ บำเพ็ญทั้งวิชานั่วและปราณ"
เขาสานต่อหัวข้อเมื่อครู่ กล่าวว่า "ปีนั้นพวกเราไปถึงโลกหน้าเพื่อเก็บโอสถเซียน ถึงได้พบว่าก่อนหน้าพวกเรามีผู้บำเพ็ญปราณจำนวนมากมาที่โลกหน้าแล้ว พวกเราไม่ใช่กลุ่มแรกที่เข้ามาในโลกหน้า ทว่าเมื่อเวลาผ่านไปเนิ่นนาน ตบะของพวกเขาก็ถูกไฟเซียนหลอมละลายไปจนหมด ตอนนี้ไม่เหลือตบะเท่าไหร่แล้ว พวกเขาถูกไฟเซียนแผดเผาจนเหือดแห้ง"
สวี่อิงกล่าวว่า "ตอนที่พวกเราช่วยช่างเทวะจู๋ออกมา ก็พบว่าตบะของนางเหลืออยู่ไม่มาก แม้แต่ระดับพลังที่บำเพ็ญเพียรมาแล้ว ก็ถูกเผาจนหายไปหมด"
"ยอดฝีมือบางคนในยุคราชวงศ์ต้าซาง ถึงขั้นเป็นผู้มีชื่อเสียงโด่งดังมาอย่างยาวนาน ก็ยังถูกเผาจนกลายเป็นเถ้าถ่าน"
โอรสสวรรค์ราชวงศ์โจวกล่าว "พวกเขาไม่มีตบะ มีเพียงโอสถเซียนเต็มตัว อยากจะออกจากโลกหน้าก็ทำไม่ได้ มีแต่ต้องถูกไฟคลอกตายเท่านั้น คนที่ถูกคลอกตายแบบนี้ มีนับไม่ถ้วน"
สวี่อิงเอ่ยถามว่า "มีเท่าไหร่?"
โอรสสวรรค์ราชวงศ์โจวทวนคำพูดอีกครั้ง "นับไม่ถ้วน"
สวี่อิงขมวดคิ้ว อยากจะถามอีกครั้ง โอรสสวรรค์ราชวงศ์โจวก็อธิบายขึ้นมาว่า "ผู้ใดที่ไปโลกหน้า ไม่มีใครรอดชีวิตกลับมาได้เลย ล้วนถูกคลอกตายหมด ไปเท่าไหร่ ตายเท่านั้น เริ่มตั้งแต่ข้า ผู้บำเพ็ญปราณขั้นทะยานฟ้าที่ทะยานขึ้นไปยังโลกหน้า อาจจะยังรอดชีวิตอยู่ได้ แต่คนที่ทะยานขึ้นไปยังโลกหน้าก่อนหน้าข้า ล้วนถูกเผาเป็นเถ้าถ่าน ไม่มีทางรอดไปได้อย่างเด็ดขาด!"
สวี่อิงสูดลมหายใจเข้าลึก
"ก่อนหน้าข้า ทุกๆ สามพันปี คุนหลุนจะปรากฏขึ้นหนึ่งครั้ง ฮ่องเต้ในยุคนั้นก็จะเดินทางไปเซ่นไหว้บรรพชนที่คุนหลุน"
สายตาของโอรสสวรรค์ราชวงศ์โจวลึกล้ำ กล่าวว่า "การเซ่นไหว้บรรพชนที่คุนหลุน คือความรับผิดชอบของฮ่องเต้ทุกยุคทุกสมัย หากไม่เคยไปกราบไหว้บรรพชนที่คุนหลุน ก็ไม่อาจเรียกว่าเป็นฮ่องเต้ได้ ธรรมเนียมนี้สามารถสืบย้อนไปได้ถึงยุคโบราณที่ยังสามารถกลายเป็นเซียนได้ ประวัติศาสตร์บางอย่างยาวนานเกินไป แม้แต่หอสมุดของต้าโจวแห่งข้าก็ยังมีบันทึกไว้เพียงประปราย ข้าได้ยินมาว่าฮ่องเต้บางคนในยุคหลัง แค่ไปบวงสรวงฟ้าดินที่ไท่ซานก็นับว่าเซ่นไหว้บรรพชนแล้ว ยังกล้าเรียกตัวเองว่าฮ่องเต้อีก ช่างน่าขันสิ้นดี"
สวี่อิงกะพริบตาปริบๆ อดไม่ได้ที่จะนึกถึงจู่หลง จ้าวเจิ้ง
เห็นได้ชัดว่าโอรสสวรรค์ราชวงศ์โจวกำลังประชดประชันการประกอบพิธีเฟิงซานที่ไท่ซานของจู่หลง ทว่าการประกอบพิธีเฟิงซานที่ไท่ซานก็เป็นเรื่องที่จู่หลงจำใจทำจริงๆ เพราะในตอนนั้นคุนหลุนเร้นกายไปแล้ว จู่หลงก็ไม่สามารถค้นหาคุนหลุนพบ จึงมีเพียงต้องบวงสรวงฟ้าที่ไท่ซาน
สีหน้าของโอรสสวรรค์ราชวงศ์โจวแปรเปลี่ยนเป็นเย็นชา กล่าวว่า "ก่อนหน้าต้าโจวของข้า ยังมีต้าซาง ราชวงศ์เซี่ย และราชวงศ์อวี๋อีกสามราชวงศ์ ในนี้มีผู้บำเพ็ญปราณจำนวนเท่าใดที่เดินทางไปยังโลกหน้าภายใต้การชี้แนะของหกปรมาจารย์นั่ว นั่นก็ไม่อาจล่วงรู้ได้ ดังนั้น ข้าถึงได้บอกว่านับไม่ถ้วน"
สวี่อิงมีสีหน้าเคร่งเครียด กล่าวว่า "ผู้บำเพ็ญปราณในราชวงศ์เหล่านี้ ไม่มีใครได้กลับมาเลยงั้นหรือ?"
โอรสสวรรค์ราชวงศ์โจวส่ายหน้า กล่าวว่า "ผู้บำเพ็ญปราณในไฟเซียนด้านนอกวังอวี้ซวีที่เจ้าเห็นอยู่ในตอนนี้ ล้วนเป็นผู้บำเพ็ญปราณในยุคราชวงศ์ต้าโจวของข้า"
"ปรมาจารย์นั่วหลอกผู้บำเพ็ญปราณขั้นทะยานฟ้าเหล่านี้ ให้ไปโลกหน้าเพื่ออะไรกัน?" สวี่อิงพึมพำ
โอรสสวรรค์ราชวงศ์โจวกล่าว "นี่ก็เป็นสิ่งที่ข้าอยากรู้เช่นกัน ข้ายังอยากรู้อีกว่า ที่พวกเขาบอกว่าโอสถเซียนจะสุกงอมในทุกๆ สามพันปีนั้น เป็นเรื่องจริงหรือไม่ พี่สวี่ ตอนนี้กำลังอยู่ในยุคแห่งการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ และก็เป็นช่วงเวลาที่ต้องใช้คน ดังคำกล่าวที่ว่านกที่ดีย่อมเลือกต้นไม้ทำรัง"
เขาหันขวับกลับมา มองไปยังสวี่อิง สายตาจริงใจและจริงจัง "ข้าไม่ใช่ทรราช ไม่ใช่ทรราชในยุคหลังพวกนั้นที่สร้างสุสานไว้ข้างๆ ฮ่าวจิงของข้า! ที่ข้าสร้างฮ่าวจิง ก็เพื่อจะพาทั้งราชสำนักทะยานฟ้า! ข้าต้องการให้ทุกคนสามารถทะยานฟ้าได้! ราชครูเจียงบอกว่า เจ้าเป็นผู้มีความสามารถยอดเยี่ยม มาฮ่าวจิง มาช่วยราชการข้าเถอะ!"
"ไม่" สวี่อิงปฏิเสธอย่างเด็ดขาด
โอรสสวรรค์ราชวงศ์โจวหน้าทะมึนลง
สวี่อิงกล่าว "ในสายตาข้า ท่านกับทรราชผู้นั้น ก็ไม่มีอะไรต่างกัน ท่านก็แค่พาทรราชกลุ่มหนึ่งทะยานฟ้าไปก็เท่านั้น"
โอรสสวรรค์ราชวงศ์โจวถอนหายใจ กล่าวว่า "พี่สวี่ ท่านชอบพูดจาแบบนี้เสมอ ระวังหัวจะหลุดจากบ่าเอาง่ายๆ นะ"
สวี่อิงกล่าวเสียงเรียบ "ขุนพลและเสนาบดีแต่โบราณกาล บัดนี้อยู่ที่ใดเล่า? ได้ยินเพียงเสียงผีร่ำไห้อยู่ริมหลุมศพสามฉื่อ ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ฮ่องเต้อย่างพวกท่านล้วนตายกันไปหมดแล้ว มีเพียงสวี่ผู้นี้ที่ยังคงอยู่ยงคงกระพันบนโลก และหัวก็ยังไม่เคยหลุดจากบ่า"







