สิ้นประโยคนั้น ความกดดันที่ปกคลุมอยู่ทั่วโถงด้านหน้าก็มลายหายไปจนหมดสิ้น จางหยวนชิงและเซี่ยหลิงซีถอนหายใจด้วยความโล่งอก ความรู้สึกอันตรายราวกับถูกหมาป่าจ้องตะครุบเหยื่อหายไปแล้ว
หญิงสาวที่เคาน์เตอร์ต้อนรับหรี่ตาลง พิจารณาชายหญิงหนุ่มสาวที่อยู่ห่างออกไปเพียงโต๊ะกั้น ก่อนจะปรายตามองออกไปนอกโรงแรมอย่างแนบเนียน
"ฉันเข้าใจแล้ว แขกทั้งสองโปรดรอสักครู่"
เธอละสายตา ทิ้งท้ายด้วยน้ำเสียงเย็นชาแล้วเดินลึกเข้าไปในโรงแรม เสียง "ตึกๆ" ของรองเท้าส้นสูงดังห่างออกไปเรื่อยๆ
ฟู่... เซี่ยหลิงซีพ่นลมหายใจ ใบหน้าเล็กซีดเผือด เธอเอ่ยเสียงเบา
"พี่หยวนสื่อ ฉัน... ฉันเพิ่งนึกอะไรขึ้นมาได้..."
จางหยวนชิงปรายตามองเธอ
เซี่ยหลิงซีพูดข้อสันนิษฐานของตัวเองออกมา "พวกเราค้นหาข้อมูลของ 'อาจารย์อู๋เหิน' ไม่พบ เป็นไปได้ไหมว่า ไม่ใช่เพราะเขาไม่มีชื่อเสียง แต่... แต่เป็นเพราะสิทธิ์การเข้าถึงข้อมูลของพวกเราต่ำเกินไป..."
แค่พนักงานต้อนรับยังมีแรงกดดันที่น่ากลัวขนาดนี้ ระดับของอาจารย์อู๋เหินท่านนั้นจะเป็นเช่นไรก็พอจะเดาได้
จางหยวนชิงพยักหน้าด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
"ผมก็คิดเหมือนกัน ดังนั้นเมื่อกี้ผมถึงตั้งใจจะหนี และผมก็มั่นใจมากว่าจะหนีรอดด้วย"
"เอ๊ะ?" เซี่ยหลิงซีตกใจ เบิกตากลมโต "เมื่อกี้ฉันขาอ่อนไปหมดแล้ว ไม่มีแม้แต่ความคิดที่จะหนีเลย อยากจะมุดหัวซุกรักแร้พี่อย่างเดียว"
เพราะแบบนี้ไงผมถึงมั่นใจว่าจะหนีรอด ขอแค่ผมวิ่งเร็วกว่าเพื่อนร่วมทีมก็พอแล้ว... จางหยวนชิงค่อนขอดในใจ เขากางแขนออก หนีบหัวเซี่ยหลิงซีไว้ใต้รักแร้แล้วถามว่า
"ทำแบบนี้จะช่วยให้เธอรู้สึกปลอดภัยขึ้นไหมล่ะ?"
"พี่หยวนสื่อ ปล่อยฉันนะ รีบปล่อยฉันเลย น่าอายจะตาย..." เซี่ยหลิงซีดิ้นรนสุดแรง
เธอดึงหัวออกจากรักแร้ของจางหยวนชิง จัดหูฟังแบบครอบหูที่เบี้ยวให้เข้าที่ แล้วลดเสียงลง
"พี่หยวนสื่อ หูฟังของฉันเป็นไอเทม มันสามารถดักฟังความเคลื่อนไหวทั้งหมดในรัศมีห้าร้อยเมตรได้"
เธอตั้งใจฟัง ก่อนจะกระซิบว่า
"ผู้หญิงคนนั้นเข้าลิฟต์ไปแล้ว... ลิฟต์หยุดที่ชั้นสี่... เธอเปิดประตูห้องที่สองทางซ้ายมือของลิฟต์... เธอหายตัวไปแล้ว?!"
เซี่ยหลิงซีเงยหน้าขึ้น พูดด้วยความตกตะลึง "เธอหายตัวไปแล้ว"
หายตัวไป? เป็นเพราะห้องพักห้องนั้นตัดขาดจากการสอดแนมภายนอกงั้นหรือ? จางหยวนชิงตบไหล่เด็กสาวเบาๆ เป็นเชิงบอกให้เธอใจเย็นๆ
ทั้งสองรอคอยอย่างเงียบๆ ระหว่างนั้นเซี่ยหลิงซีหันไปมองนอกโรงแรมบ่อยครั้ง เพื่อให้แน่ใจว่าบอดี้การ์ดที่ตระกูลพามายังคงคอยจับตาดูเธออยู่ตลอดเวลา ในใจถึงรู้สึกปลอดภัยขึ้นมาบ้าง
ผ่านไปประมาณสิบนาที เธอเอียงคอแล้วกระซิบ "เธอออกมาแล้ว..."
ผ่านไปอีกไม่กี่นาที จางหยวนชิงก็ได้ยินเสียง "ติ๊ง" ของลิฟต์ ตัวลิฟต์กลับมาที่ชั้นหนึ่ง จากนั้นเสียงตึกๆ ของรองเท้าส้นสูงก็ดังขึ้น คุณน้าหน้าตาสะสวยกลับมาที่โถงด้านหน้า เธอมองพวกเขาแล้วพูดว่า
"ตามฉันมา!"
สายตาเย็นชาของเธอกวาดมองเด็กหนุ่มสาวที่กำลังมีสีหน้าเคร่งเครียด ก่อนจะแค่นหัวเราะ "ถ้ากลัว พวกเธอกลับไปตอนนี้ก็ยังทันนะ"
จางหยวนชิงหัวเราะ "พี่สาวหน้าตาใจดี มองปราดเดียวก็รู้ว่าเป็นคนดี พวกเราไม่กลัวหรอกครับ"
เซี่ยหลิงซีพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนบอบบาง "คุณน้าคะ พวกเราแค่มาส่งข้อความ ไม่ได้มีเจตนาร้ายค่ะ"
สีหน้าของผู้หญิงคนนั้นอ่อนลง เธอพยักหน้าเล็กน้อย พาพวกเขาขึ้นลิฟต์มายังชั้นสี่
เธอยืนอยู่ตรงโถงทางเดิน มองไปยังห้องพักห้องที่สองทางซ้ายมือของลิฟต์ แล้วพูดว่า
"เข้าไปสิ"
จางหยวนชิงมองเห็นป้ายหมายเลขห้อง: 404!
ช่างเป็นชื่อที่ดีจริงๆ... มุมปากของเขากระตุกเล็กน้อย เขาจูงมือเซี่ยหลิงซีมาที่หน้าประตู แล้วบิดลูกบิด
"แกร๊ก!"
วินาทีที่เสียงสลักกลอนประตูดีดตัวดังขึ้นเบาๆ ราวกับมีพลังอันเงียบสงบและแข็งแกร่งแผ่ซ่านเข้ามาปกคลุม ทิวทัศน์ตรงหน้าเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว
พรมทางเดินกลายเป็นกระเบื้องเคลือบสีเขียวเรียบง่าย กำแพงทาสีขาวกลายเป็นโครงสร้างผสมระหว่างอิฐและไม้ ไฟนีออนสว่างไสวกลายเป็นแสงเทียนริบหรี่
จางหยวนชิงและเซี่ยหลิงซีมองไปรอบๆ ด้วยความตกตะลึง พวกเขาอยู่ในวิหารหลักของวัดแห่งหนึ่ง เพดานโค้งสูงเจ็ดแปดเมตรเป็นฝ้าเพดานประดับลายดอกไม้นูนต่ำ วาดลวดลายทวยเทพและพระพุทธเจ้าเต็มท้องฟ้า
ใต้ฝ้าเพดานมีพระพุทธรูปทองคำองค์ใหญ่สูงห้าเมตร พระหัตถ์จีบเป็นรูปดอกไม้ พระเนตรหลุบต่ำ สีพระพักตร์ดูคล้ายเมตตา คล้ายน่าเกรงขาม และคล้ายเย็นชา
บนโต๊ะเครื่องเซ่นไหว้มีเทียนไขเล่มเขื่องจุดอยู่สิบแปดเล่ม แสงเทียนสว่างไสว
ใต้พระพุทธรูปองค์ใหญ่มีเบาะรองนั่ง บนนั้นมีพระภิกษุสวมจีวรสีเขียวอมฟ้านั่งขัดสมาธิอยู่ รูปร่างสูงใหญ่ เพียงแค่นั่งขัดสมาธิก็ยังสูงพอๆ กับเซี่ยหลิงซี
จางหยวนชิงและเซี่ยหลิงซีสบตากันอย่างเงียบๆ ในแววตาแฝงความหวาดกลัวและเคร่งเครียด ก่อนหน้านี้พวกเขายังอยู่ตรงโถงทางเดินของโรงแรมอยู่เลย วินาทีต่อมาก็มาโผล่ในวัดแปลกหน้าเสียแล้ว
หากไม่ใช่เพราะข้างหูไม่มีเสียงแจ้งเตือนดันเจี้ยน ทั้งสองคงสงสัยว่าตัวเองเข้ามาทำภารกิจในแดนวิญญาณอีกแล้ว
อาจารย์อู๋เหินท่านนี้น่ากลัวกว่าที่ผมคิดไว้เสียอีก นี่มันต้องเป็นผู้ท่องแดนวิญญาณระดับไหนกันถึงมีวิธีแบบนี้... จางหยวนชิงสูดหายใจเข้าลึกๆ มองแผ่นหลังของคนที่สวมจีวรสีเขียวอมฟ้า น้ำเสียงเต็มไปด้วยความเคารพ
"ท่านคืออาจารย์อู๋เหินใช่ไหมครับ?"
"เทพท่องราตรีและนักดนตรี พวกเธอเป็นคนขององค์กรทางการงั้นหรือ?"
เสียงแหบต่ำดังมา น้ำเสียงแปลกประหลาดมาก ราวกับกำลังอดกลั้นต่อความเจ็บปวดบางอย่าง
"ใช่ครับ!"
จางหยวนชิงไม่กล้าปิดบัง
ภายในวิหารเงียบไปสิบกว่าวินาที เสียงแหบต่ำก็ดังก้องขึ้นอีกครั้ง
"ละอายใจที่เป็นพ่อพูดอะไรไว้ก่อนตาย"
เสียงของจางหยวนชิงต่ำลงอย่างไม่รู้ตัว "เขาฝากผมมาบอกอาจารย์ว่า: ขอโทษด้วย จนถึงตอนนี้ผมก็ยังไม่รู้ว่า คนที่ผิดคือผม หรือโลกใบนี้กันแน่"
ตอนที่พูดประโยคนี้ เขาก็นึกถึงแววตาก่อนตายของละอายใจที่เป็นพ่ออีกครั้ง แววตาที่สั่นไหวไปด้วยความเกลียดชังและความเศร้าโศก
ภายในวิหารตกอยู่ในความเงียบงันเนิ่นนานอีกครั้ง เงียบจนทำให้จางหยวนชิงและเซี่ยหลิงซีใจคอไม่ดี
ในที่สุด... อาจารย์อู๋เหินก็ถอนหายใจออกมา
"ฉันเข้าใจแล้ว"
เซี่ยหลิงซีลังเลเล็กน้อย ก่อนจะรวบรวมความกล้าแล้วถามเสียงเบา
"อาจารย์คะ เขามีบุญคุณช่วยชีวิตฉันไว้ เขาไม่ใช่คนเลว ทำ... ทำไมเขาถึงกลายเป็นอาชีพสายชั่วร้ายได้ล่ะคะ?"
พระภิกษุในจีวรสีเขียวอมฟ้าเอ่ยช้าๆ
"เมื่อก่อนเขามีลูกสาวคนหนึ่ง ฉลาดมาก ว่านอนสอนง่าย ผลการเรียนดีมาตั้งแต่เด็กจนโต ตอนเข้ามหาวิทยาลัยก็ค่อยๆ เปลี่ยนไป เริ่มหลงใหลในวัตถุ แข่งขันอวดรวยกับเพื่อนร่วมชั้นอย่างไม่ลืมหูลืมตา เพื่อหาเลี้ยงลูกสาว ละอายใจที่เป็นพ่อต้องทำงานทั้งวันทั้งคืน หาเงินอย่างเอาเป็นเอาตาย แต่ก็ไม่สามารถตอบสนองความต้องการของลูกสาวได้อีกต่อไป จนกระทั่งวันหนึ่ง เขาพบว่าลูกสาวยืมเงินในอินเทอร์เน็ตไปมากมาย และถูกถ่ายรูปโป๊เปลือยไว้
"เขาไม่มีปัญญาใช้หนี้พวกนั้น ทั้งยังรู้สึกว่าลูกสาวทำเรื่องน่าอาย ทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียงวงศ์ตระกูล สองพ่อลูกทะเลาะกันอย่างหนัก เขาขู่จะตัดขาดความเป็นพ่อลูก ละอายใจที่เป็นพ่อคิดว่า ทั้งหมดนี้เป็นความผิดของลูกสาว เธอเปลี่ยนเป็นคนบูชาเงินตรา เปลี่ยนเป็นคนเห็นแก่ตัว เปลี่ยนไปจนแทบจำไม่ได้
"ต่อมา บริษัทเงินกู้ก็ควบคุมเด็กผู้หญิงคนนั้น บังคับให้เธอขายบริการ ย่ำยีและหยามเกียรติเธออย่างไม่เกรงกลัวกฎหมาย ภายใต้ความสิ้นหวัง เธอจึงกระโดดตึกฆ่าตัวตาย
"ละอายใจที่เป็นพ่อสติแตก เขาเริ่มรู้สึกว่าคนที่ผิดคือตัวเอง ถ้าสามารถให้ชีวิตความเป็นอยู่ที่สุขสบายแก่ลูกสาวได้ ถ้ามีเงินใช้หนี้ให้ลูกสาว โศกนาฏกรรมทั้งหมดนี้ก็คงไม่เกิดขึ้น เขาเสียใจกับการทะเลาะกันครั้งนั้นนับครั้งไม่ถ้วน หากตอนนั้นเขาสามารถปลอบโยนลูกสาว อยู่เคียงข้างลูกสาว บางทีอาจจะไม่มีเรื่องราวหลังจากนั้น เป็นเขาเองที่ผลักลูกสาวลงสู่ขุมนรกกับมือ
"หลังจากลูกสาวตาย เขาตั้งใจจะฟ้องร้องบริษัทเงินกู้แห่งนั้น ฟ้องร้องพวกคนเลวที่ทรมานลูกสาวและบีบให้ลูกสาวต้องตาย แต่บริษัทเงินกู้แห่งนั้นมีอิทธิพลในท้องถิ่นมาก เขาจึงแพ้คดี
"เขาซึมเศร้าอยู่พักใหญ่ จนตระหนักได้ว่าคนที่ผิดไม่ใช่ลูกสาว แต่เป็นเขา เป็นโลกใบนี้ เขาคิดว่าคนเราไม่สามารถเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมได้ คนเราย่อมได้รับอิทธิพลจากสภาพแวดล้อม เมื่อสังคมนี้พร่ำกรอกหูเรื่องวัตถุ เรื่องเงินทองอยู่ทุกวี่ทุกวัน คุณก็จะต้องได้รับอิทธิพลอย่างแน่นอน จะต้องกลายเป็นคนบูชาเงินตรา กลายเป็นคนหลงใหลในวัตถุ ไม่มีใครได้รับการยกเว้น
"ลูกสาวของเขายังไม่ทันได้เข้าสู่สังคม ไม่รู้จักความโหดร้ายของจิตใจมนุษย์ ถูกชักจูงให้บริโภค ถูกชักจูงให้กู้ยืม จนสุดท้ายก็ต้องเดินเข้าสู่เส้นทางที่ไม่มีวันหวนกลับ โลกใบนี้มันห่วยแตกสิ้นดี เขาจึงตัดสินใจจะแก้แค้นให้ลูกสาวด้วยตัวเอง...
"เขาบุกเข้าไปในบริษัทเงินกู้ ฆ่าพวกคนเลวที่เคยรังแกเธอและบีบให้เธอต้องตาย จากนั้นก็หนีออกจากที่เกิดเหตุ การฆ่าฟันในครั้งนั้นเองที่ทำให้เขาได้รับการ์ดตัวละคร และกลายเป็นปีศาจล่อลวง"
"ละอายใจที่เป็นพ่อเป็นคนหัวรุนแรง แต่เขาไม่ใช่คนเลวที่กระหายเลือด ทว่า เมื่อกลายเป็นอาชีพสายชั่วร้ายแล้ว ก็ไม่มีทางหวนกลับไปได้ชั่วชีวิต เขาเดินไปบนเส้นทางที่ไม่มีวันหวนกลับนี้ไกลขึ้นเรื่อยๆ ระดับสูงขึ้นเรื่อยๆ แต่กลับเจ็บปวดมากขึ้นเรื่อยๆ
"จนกระทั่งวันหนึ่ง เขาได้พบกับฉัน จึงติดตามฉันมาบำเพ็ญเพียร หวังว่าจะสามารถสลายความอาฆาตในใจและได้รับการไถ่บาป แต่เขาหัวรุนแรงเกินไป เขาไม่อยากฆ่าคนบริสุทธิ์ ทว่าก็ดื้อรั้นไม่ยอมปรองดองกับโลกใบนี้
"บางทีความตายสำหรับเขาแล้ว อาจจะเป็นจุดจบที่ดีที่สุด..."
มิน่าล่ะเขาถึงยอมช่วยเซี่ยหลิงซี ลูกสาวของเขาก็อายุรุ่นราวคราวเดียวกับยัยหนูนี่ เขาเสียใจนับครั้งไม่ถ้วนที่ตอนนั้นไม่ได้ดึงลูกสาวเอาไว้ การพุ่งตัวเข้าไปช่วยในครั้งนั้น สิ่งที่เขาช่วยไม่ใช่เซี่ยหลิงซี แต่เป็นลูกสาวที่กระโดดตึกฆ่าตัวตายในตอนนั้นต่างหาก... จางหยวนชิงมองยัยเด็กชาเขียวแวบหนึ่ง เซี่ยหลิงซีนิ่งอึ้งพูดไม่ออก ขอบตาแดงก่ำ
เขาถอนหายใจเงียบๆ แล้วพูดว่า
"อาจารย์ครับ ผมคิดว่าเขาได้รับการไถ่บาปแล้วล่ะครับ"
อาจารย์อู๋เหินที่หันหลังให้ทั้งสองไม่ได้ตอบรับหรือปฏิเสธ เพียงแต่โบกมือเบาๆ แสงเรืองรองสองสายเลื้อยออกมาจากแขนเสื้อ ตกลงที่แทบเท้าของเซี่ยหลิงซีและจางหยวนชิง
ทั้งสองเพ่งมองไป มันคือหินหยกสีดำสนิทราวกับน้ำหมึกสองก้อน ขนาดเท่าครึ่งฝ่ามือ ภายในมีแสงสีดำเรืองรองหมุนวน แปรเปลี่ยนเป็นรูปร่างต่างๆ นานา ราวกับความฝัน
มองเพียงไม่กี่วินาที เซี่ยหลิงซีและจางหยวนชิงก็รู้สึกหน้ามืดตาลาย
"ขอบคุณพวกเธอที่นำคำสั่งเสียของเขามาส่ง มันเรียกว่า 'ยันต์หยกสื่อฝัน' บีบมันให้แตกก็จะสามารถติดต่อฉันได้ หากพบเจออันตราย ฉันจะลงมือช่วยพวกเธอหนึ่งครั้ง จำกัดเฉพาะในโลกแห่งความเป็นจริงเท่านั้น ใช้ในแดนวิญญาณไม่ได้ผล" อาจารย์อู๋เหินกล่าวเรียบๆ
"ไปเถอะ"
พระพุทธรูปและแสงเทียนบิดเบี้ยว ก่อนจะแตกสลายไป จางหยวนชิงและเซี่ยหลิงซีกลับมาที่โรงแรม พวกเขากำลังยืนอยู่หน้าประตูห้องที่เปิดอ้า ภายในห้องเป็นห้องพักเตียงเดี่ยวมาตรฐาน
ที่แทบเท้าของทั้งสองมีหินหยกสีดำสองก้อนวางอยู่







