190. บทที่ 190 ยามเมื่อพายุฝนกระหน่ำมาเยือน
"ฉันนึกว่าเขาอยากจะดึงเธอเข้าลัทธินอกรีตด้วยซะอีก ไม่คิดเลยว่าเขาจะเลือกปล่อยเธอไป" เฉาหยางโยนดาบประจำกายคืนให้รองผู้บังคับบัญชา "เธอกับท่านเอิร์ลเคยมีเรื่องบาดหมางหรือความเกี่ยวข้องกันมาก่อนหรือเปล่า?"
"ไม่... ก่อนจะถูกย้ายมาที่ป้อมรุ่งโรจน์ฉันไม่เคยเจอเขาด้วยซ้ำ ฉันไม่ใช่คนชาติกำเนิดชนชั้นสูง ไม่มีทางที่จะไปเกี่ยวข้องอะไรกับท่านเอิร์ลได้หรอก" ซานไต้ลาวางกระดาษสองแผ่นลงอย่างอ่อนแรง แม้เธอจะไม่ได้พูดออกมา แต่ในใจก็มีข้อสรุปแล้ว
ดาบประจำกายที่มอบให้เมื่อสามปีก่อน แต่กลับจงใจลงเวลาเซ็นชื่อเป็นปัจจุบัน สิ่งนี้แสดงให้เห็นว่าหลี่ฉีอ๋าง ออร่า อย่างน้อยก็เริ่มวางแผนการใหญ่มาตั้งแต่ตอนนั้นแล้ว และยังได้จัดเตรียมแผนการล่วงหน้ามาจนถึงสามปีให้หลัง และมีเพียงหนังสือสั่งการที่มีเวลาห่างกันไม่มากนัก ถึงจะรับรองได้ว่ามันมีผลบังคับใช้ ไม่อย่างนั้นไล่คนออกไปตั้งสามปี แต่คนเขายังคงอยู่ในป้อมรุ่งโรจน์คอยสั่งการกองกำลังพิทักษ์เมืองอย่างขยันขันแข็ง เอาหนังสือออกไปให้ใครดูก็คงไม่มีใครเชื่อ
แต่ก็เพราะเวลาในอนาคตที่ถูกกำหนดไว้นี้เอง ที่ทำให้ข้อสงสัยในตัวเอิร์ลหลี่ฉีอ๋างถูกขยายให้ใหญ่ขึ้นอย่างไม่มีที่สิ้นสุด จนถึงขั้นเรียกได้ว่าฟันธงได้เลย
"ถ้าอย่างนั้นคุณจะหนีกลับทวีปเก่าไหม?" เฉาหยางพูดอย่างตรงไปตรงมา "ถ้าคุณหนีไปเฉยๆ กองกำลังพิทักษ์เมืองก็คงจะแตกสลายไปโดยสมบูรณ์"
เขาคาดว่าซานไต้ลาคงต้องรออีกพักใหญ่กว่าจะฟื้นตัวกลับมาได้ ท้ายที่สุดแล้วเจ้านายสายตรงของตัวเองกลับกลายเป็นสาวกลัทธินอกรีตไปซะอย่างนั้น การถูกโจมตีทางจิตใจแบบนี้ไม่ใช่เรื่องเล็กๆ เลย
ทว่าซานไต้ลากลับเงียบไปเพียงครึ่งนาที แววตาก็กลับมาแจ่มใสอีกครั้ง "ถ้าฉันเป็นอิสระแล้วจริงๆ สิ่งแรกที่ฉันจะทำก็คือไปหาเขาเพื่อถามให้รู้เรื่อง ว่าทำไมเป็นลอร์ดดีๆ ไม่ชอบ ถึงต้องไปเป็นสาวกลัทธินอกรีตที่เข่นฆ่าประชาชนภายใต้การปกครองของตัวเอง! ฉันอาจจะไม่ใช่เจ้าหน้าที่ป้องกันเมืองที่ได้เรื่องนัก แต่ก่อนที่จะทำลายแผนการร้ายของพวกลัทธินอกรีตได้ ฉันจะไม่มีทางยกอำนาจผู้บัญชาการให้คนอื่นเด็ดขาด!"
"ในเมื่อเป็นอย่างนั้น พวกเราก็มาพูดคุยถึงแผนปฏิบัติการขั้นต่อไปกันได้แล้ว" เฉาหยางพยักหน้าพูด
"คุณเฉา... คุณนี่เป็นคนที่น่าเหลือเชื่อจริงๆ" ซานไต้ลาเงยหน้าขึ้นมองเขา อดไม่ได้ที่จะกระซิบออกมา
"อย่างนั้นเหรอ?"
"คุณดูเหมือนจะไม่กลัวผลที่ตามมาของการกล่าวหาลอร์ดเลยสักนิด ไม่สิ..." เธอคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วส่ายหน้า "ไม่ใช่แค่เรื่องนี้ แต่เหมือนกับว่าคุณไม่เคยกลัวอะไรเลย ไม่ว่าจะตอนรับมือกับบริษัทหรือกองกำลังพิทักษ์เมือง รู้สึกว่าแค่เป็นสิ่งที่คุณคิดว่าถูกต้อง คุณก็จะก้าวไปข้างหน้าอย่างไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหม ถ้าพูดให้ดูดีก็คือกล้าหาญ แต่ถ้าพูดให้ฟังดูแย่หน่อยก็นั่นแหละ... บ้าบิ่น ฉันสงสัยจริงๆ ว่าอะไรเป็นสิ่งที่คอยค้ำจุนความเชื่อมั่นของคุณอยู่? อย่าบอกนะว่าเป็นเจ้าแห่งดินแดนหรรษา พวกเราต่างก็รู้ดีว่าเมื่อความตายมาเยือน ทวยเทพที่อยู่ไกลสุดหล้าฟากฟ้าก็ไม่อาจช่วยอะไรคุณได้เลย"
เฉาหยางฟังออกว่า คำว่าบ้าบิ่นเป็นคำพูดที่อีกฝ่ายพยายามข่มกลั้นเอาไว้อย่างถึงที่สุดแล้ว
ในสายตาของคนท้องถิ่น การกระทำของเขาไม่สามารถเรียกว่าเป็นการกระโดดไปมาอยู่บนขอบเหวแห่งความตายได้เลย แต่มันคือการเต้นบัลเลต์อยู่บนโซนความตายไปแล้ว
แต่จะให้ทำยังไงได้ ใช้ร่างแยกบ่อยขนาดนี้ เขาอยากจะไม่เต้นก็ยังยากเลย
เกอเวยที่อยู่ข้างๆ กลับต้องกลั้นขำอย่างยากลำบาก จู่ๆ เธอก็ตระหนักได้ว่า ทำไมเจ้าแห่งดินแดนหรรษาถึงได้กระตือรือร้นที่จะลงสนามด้วยตัวเองขนาดนี้ แทนที่จะเฝ้ามองอยู่ห่างๆ จากอาณาจักรเทพอันแสนไกล
ก็เพราะมันสะใจมากยังไงล่ะ
"บางทีฉันอาจจะเคยผ่านความยากลำบากที่น่าอึดอัดยิ่งกว่าความตายมาแล้ว ก็เลยค่อนข้างจะปลงได้ล่ะมั้ง" เฉาหยางงัดเอาคาแรคเตอร์เก่าสมัยก่อนออกมาใช้อีกครั้ง "สรุปก็คือ เอิร์ลหลี่ฉีอ๋าง ออร่าไม่แน่ว่าจะตายจริงๆ หรอก ไม่อย่างนั้นหนังสือที่เขาทิ้งไว้ให้คุณก็คงอธิบายไม่ถูก คนที่รู้ว่าตัวเองจะถูกฆ่าตายในเหตุการณ์ความวุ่นวายครั้งใหญ่ในอีกสามปีข้างหน้า จะเป็นไปได้ยังไงที่จะไม่เตรียมมาตรการป้องกันอะไรไว้เลย? ดังนั้นฉันจึงเอนเอียงไปทางที่ว่าเขาต้องการจะซ่อนตัว เพื่อดำเนินการตามแผนการร้ายที่ใหญ่กว่าเดิมมากกว่า"
"โจมตีป้อมรุ่งโรจน์ยังไม่พออีกเหรอ?" อู่ตี๋มีสีหน้าเคร่งเครียดดั่งผืนน้ำ "ตั้งแต่เมืองเว่ยเฉิงถูกหมอกกลืนกินไป ก็ไม่ได้เกิดเหตุร้ายแรงที่สาวกลัทธินอกรีตปะทะกับกองกำลังรักษาเมืองตรงๆ มานานมากแล้ว ใช้เวลาไม่ถึงหนึ่งสัปดาห์ คนทั้งทวีปเก่าก็คงจะได้รู้ข่าวคราวทางฝั่งนี้กันหมด"
"นี่ก็คือสิ่งที่ฉันสงสัยมาก่อนหน้านี้เหมือนกัน สมมติว่าดินแดนหรรษาไม่ยื่นมือเข้าช่วย สัตว์ประหลาดกระถางต้นไม้แค่เจ็ดแปดตัวจะสามารถยึดป้อมรุ่งโรจน์ได้เหรอ?" เฉาหยางหันไปมองเกอเวย "คำตอบน่าจะเป็นไม่ใช่นะ"
"คงมีคนตายเยอะมาก แต่เมืองคงไม่ถึงขั้นถูกสาวกลัทธินอกรีตยึดครองไปได้ ท้ายที่สุดแล้วการเข่นฆ่ากับการยึดครองมันเป็นคนละเรื่องกัน" ฝ่ายหลังตอบโดยไม่เสียเวลาคิด "ถ้าความปลอดภัยเหล็กดำทั้งหมดไปอยู่ฝั่งเดียวกับสาวกลัทธินอกรีต พวกเราคงต้องเจอกับปัญหาใหญ่มากๆ แน่ แต่อ้ายปู้เหวยฉีตายปุ๊บ บริษัทเหล็กดำก็แตกแยกกระจัดกระจายตามไปด้วย ถ้าฉันเป็นผู้บัญชาการลัทธินอกรีต ฉันก็ต้องเปลี่ยนแผนของตัวเองแน่นอน ทันทีที่เปิดเผยตัวตน ข้อได้เปรียบที่ใหญ่ที่สุดของพวกเขาก็จะหายไป"
"ฉันก็คิดอย่างนั้นเหมือนกัน" เขาเห็นด้วยอย่างยิ่ง "ลัทธิแห่งผลกรรมทำแบบนี้ไม่น่าจะใช่แค่เพื่อเรียกร้องความสนใจ พวกเราจำเป็นต้องค้นหาเจตนาที่แท้จริงของศัตรูให้ได้ซะก่อน อย่างแรก ขุนนางทั้งหมดที่ขึ้นเรือไปจะต้องถูกควบคุมตัวเอาไว้ บางทีอาจจะง้างอะไรจากปากพวกเขาได้บ้าง อย่างที่สอง จับกุมทูตเทพของเทพมาร เขาเป็นไปได้มากว่าจะเป็นเอิร์ลหลี่ฉีอ๋าง ออร่าที่เราสงสัยกันอยู่ ข้อสุดท้าย กองกำลังพิทักษ์เมืองควรรีบยึดความได้เปรียบทางความคิดเห็นของมวลชน ประกาศความจริงเรื่องที่เบื้องบนของป้อมรุ่งโรจน์มีส่วนเกี่ยวข้องกับลัทธินอกรีต ฉันรู้ว่าการตัดสินใจครั้งนี้มันยาก แต่ถ้าไม่รีบทำให้ประชาชนรู้ว่าใครคือศัตรู ใครคือมิตร การเคลื่อนไหวหลังจากนี้ของพวกเราก็จะยากที่จะได้รับการสนับสนุนจากคนท้องถิ่น"
นึกไม่ถึงว่าซานไต้ลาจะตกลงรับคำในทันที "เงินทุนขับเคลื่อนของกองกำลังพิทักษ์เมืองมาจากเงินภาษีของบริษัทก็จริง แต่มันไม่ได้แปลว่ากองกำลังพิทักษ์เมืองจะเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของพวกขุนนางซะหน่อย ถ้าพวกเขาถูกพิสูจน์ได้ว่ามีส่วนร่วมในกิจกรรมของลัทธินอกรีตละก็ งั้นก็จับพวกนั้นไปฆ่ากินเนื้อซะก็สิ้นเรื่อง"
เฉาหยางพยักหน้าอย่างพึงพอใจ
ในที่สุดกองกำลังพิทักษ์เมืองก็กลับมามีสภาพเหมือนกองทัพขึ้นมาหน่อยแล้ว
"แต่จะไปสกัดเรือเทพธิดาหรรษาได้ยังไง?" อู่ตี๋ตั้งข้อสงสัยใหม่ "เรือลาดตระเวนของพวกเราจนถึงตอนนี้ก็ยังไม่มีข่าวคราวอะไรเลย ถ้าหากคลาดกันตั้งแต่แรก พวกเราก็ไม่มีทางที่จะไปหาเรือโดยสารเจอในทะเลอันกว้างใหญ่ได้หรอก แล้วอีกฝ่ายขอแค่หาชายหาดร้างสักแห่ง ใช้เรือเล็กขนคน ก็สามารถทำให้คนบนเรือหลบหนีไปได้อย่างไร้ร่องรอยแล้ว"
"พวกเรารู้ว่าทูตเทพอยู่ที่ไหน" อ้ายลั่วตี้เอ่ยปากขึ้นมากะทันหัน
"อะไรนะ?" ซานไต้ลาวิญญาณเข้าร่าง "คนของดินแดนหรรษาซุ่มโจมตีล้มเหลว แล้วก็ถอนกำลังออกไปหมดแล้วไม่ใช่เหรอ?"
"ใช่ บนเรือไม่มีคนของพวกเราแล้ว แต่นั่นก็ไม่ได้แปลว่าพวกเราจะไม่มีวิธีตามรอยนี่"
"พูดจริงเหรอ?" เธอหันไปมองเฉาหยาง
และฝ่ายหลังก็ส่งสายตายืนยันกลับมาให้เธอ
แน่นอนว่าข่าวนี้เขาก็เพิ่งได้ยินมาจากอ้ายลั่วตี้เหมือนกัน ในจังหวะที่ทูตสวรรค์ถูกศัตรูควบคุมตัวในระยะประชิด เธอได้ถ่มน้ำลายใส่หน้าผากของอีกฝ่ายไปหนึ่งที และตอนที่ทูตเทพประกอบร่างจากเศษซากกลับมาเป็นรูปร่างมนุษย์ อ้ายลั่วตี้ก็บังเอิญพบว่าน้ำลายไม่ได้ถูกขจัดออกไป ซึ่งนั่นทำให้เธอสามารถใช้พลังวิเศษรับรู้ถึงตำแหน่งของกลิ่นอายส่วนนี้ได้ ราวกับว่าเธอกำลังตามรอยหมากฝรั่งอยู่อย่างนั้นแหละ
ในทางทฤษฎีแล้วกลิ่นอายนี้จะไม่คงอยู่นานนัก เพราะน้ำหล่อเลี้ยงสมองและไขสันหลังจะมีการสร้างใหม่ทุกวัน นั่นหมายความว่าเธอจะสามารถระบุตำแหน่งได้มากที่สุดแค่วันเดียวเท่านั้น
"แล้วตอนนี้เรือลำนั้นอยู่ที่ไหน?" ซานไต้ลารีบถามต่อ
"อยู่ในทะเลทางตอนใต้ของป้อมรุ่งโรจน์ และยังคงมุ่งหน้าไปทางทิศตะวันออกอย่างต่อเนื่อง" อ้ายลั่วตี้หลับตาสัมผัสอยู่ครู่หนึ่งแล้วพูดออกมา
เธอรีบมองไปที่แผนที่ทันที ทางตะวันออกเฉียงใต้คือดินแดนรกร้างอย่างแท้จริง แม้แต่ชาวนาก็ยังไม่ไปตั้งรกรากในพื้นที่ที่มีโจรสลัดออกอาละวาดบ่อยๆ แบบนั้น หากมองในมุมหนึ่ง สาวกลัทธินอกรีตได้ออกจากเขตแดนของป้อมรุ่งโรจน์ไปอย่างสมบูรณ์แล้ว ดูเหมือนจะหนีความผิดไปแล้ว แต่หากกวาดสายตาไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนืออีกสักหน่อย ก็จะพบว่าเหมืองของบริษัทเหมืองแร่ฟ้าสูงอยู่ห่างจากชายฝั่งไม่ไกลนัก และที่นั่นก็มีทางรถไฟที่เชื่อมต่อไปยังหลากหลายพื้นที่อยู่ด้วย







