มหาจอมกระบี่สามพันลี้ ฟันภูเขาแม่น้ำจิ่วชวนขาดสะบั้นในกระบี่เดียว!
กระบี่คือเหล็กเย็นเศษศัสตราของยอดฝีมือขอบเขตเชาอู่แห่งภูเขาจิ่วชวนเมื่อสามพันปีก่อน หนักสามพันจิน
คนคือ 'มหาจอมกระบี่' ที่ห่างจากการเข้าสู่ขอบเขตครึ่งก้าวมหาปรมาจารย์เพียงเส้นด้าย!
กระบี่เล่มนี้แม้จะมีรูปลักษณ์เหมือนอาวุธทั่วไป แต่ก็เป็น 'ศัสตราคู่กาย' นอกจากเจ้าของเดิมแล้ว ไม่มีใครในโลกนี้ที่สามารถชักมันออกมาได้!
ต่อให้เป็นมหาปรมาจารย์หรือซุนเจ่ออยู่ตรงหน้า หากฝืนชักด้ามกระบี่ออกมา ตัวใบกระบี่ก็จะถูกทำลาย!
ทว่ายามนี้ซื่อจื่อไม่เพียงชักมันออกมาได้อย่างสมบูรณ์ ใบกระบี่ไร้รอยขีดข่วนใดๆ ทั้งยังยกขึ้นมาถือไว้ด้วยท่าทางชื่นชมอย่างยิ่ง
เรื่องนี้จะอธิบายได้อย่างไร?
ไม่เพียงแต่ 'มหาจอมกระบี่' เองที่ตกตะลึงจนหาคำบรรยายไม่ได้
'กุ่ยโถวถัว' กับหญิงสาวทั้งสี่ก็ยืนงงงวยทำอะไรไม่ถูกไปชั่วขณะ
ผ่านไปครู่หนึ่ง ในที่สุด 'มหาจอมกระบี่' ก็ได้สติกลับมา น้ำเสียงแหบพร่าฟังไม่ได้ศัพท์เอ่ยว่า "เกรงว่าจะไม่ใช่แค่ร้อยตำลึง! กระบี่ของข้าต่อให้เอาทองพันชั่งมาแลกก็ไม่ขาย!"
"เช่นนั้นข้าให้ทองท่านหมื่นชั่ง ขายให้ข้าเอาไปทำไม้เขี่ยฟืนดีหรือไม่?"
ซินจั๋วตวัดกระบี่เป็นดอกไม้กระบี่อย่างลวกๆ สีหน้าเหมือนเด็กหนุ่มขี้สงสัยที่ไร้วรยุทธ์
แน่นอนว่าเขาย่อมดูออกว่านี่ไม่ใช่กระบี่ธรรมดา เกรงว่าคงจะเป็นศัสตราคู่กายของปรมาจารย์น้อย เขาถึงได้สงสัยและลองชักออกมาชมดูสักหน่อย
เขาได้เข้าสู่ขอบเขตครึ่งก้าวปรมาจารย์น้อยแล้ว สามารถรวบรวมวัตถุดิบหลอม 'ศัสตราคู่กาย' ได้แล้ว เพียงแต่ชั่วคราวยังจับต้นชนปลายไม่ถูก อีกอย่างจะไปรวบรวมหาพระแสงอะไร ถึงเวลาค่อยไปขอจากท่านย่าก็น่าจะสิ้นเรื่อง
'มหาจอมกระบี่' เงียบไปครู่หนึ่ง รู้ตัวว่าพลั้งปากไป ศัสตราคู่กายจะใช้เงินทองมาประเมินค่าได้อย่างไร ด้วยฐานะของซื่อจื่อผู้นี้ อย่าว่าแต่ทองพันชั่งหมื่นชั่งเลย ต่อให้เอาทองคำมาถมจนเต็มลานกว้างก็เกรงว่าจะไม่ใช่เรื่องยาก จึงทำได้เพียงเปลี่ยนเรื่องพูด "ท่านถือมาตั้งนาน ไม่รู้สึกเหนื่อยล้าบ้างหรือ?"
"ก็เหนื่อยอยู่เหมือนกัน! คืนให้ท่านแล้วกัน!"
ซินจั๋วเสียบกระบี่กลับคืนลงไปในรูกระบี่ ปัดมือทั้งสองข้าง แล้วหันหลังเดินจากไป
หญิงสาวทั้งสี่อย่างไซ่ชิงจู๋ถึงเพิ่งจะได้สติกลับมา พวกนางพากันเดินตามไปพร้อมกับใบหน้าที่เต็มไปด้วยความคลางแคลงใจ
"ฮ่าฮ่าฮ่า..."
'กุ่ยโถวถัว' ผู้นั้นเงยหน้าหัวเราะร่วน ร่างกายกะพริบวูบเดียวก็กลับไปนั่งขัดสมาธิอยู่ที่ประตูหอคอย แต่ยังคงหัวเราะไม่หยุด "กระบี่ของมหาจอมกระบี่ คนบนโลกมิอาจชัก ผลสุดท้ายกลับถูกเด็กเมื่อวานซืนคนหนึ่งชักเอาไปเล่นสนุก มหาจอมกระบี่ไม่ต้องเรียกมหาจอมกระบี่แล้ว สู้เปลี่ยนไปเรียกว่าช่างตีเหล็กเสียยังจะดีกว่า!"
'มหาจอมกระบี่' ปรายตามองเขาแวบหนึ่ง ดูเหมือนไม่อยากจะสนใจ จึงหลับตาลง ดำดิ่งเข้าสู่ภวังค์สมาธิอีกครั้ง
และในตอนนั้นเอง บนยอดหอคอยก็มีน้ำเสียงที่แก่ชราอย่างถึงที่สุด ซ้ำยังฟังดูอ่อนระโหยโรยแรงดังขึ้นมา "เป็นอย่างไรบ้าง?"
ทั้งสองลุกขึ้นยืนทำความเคารพ สีหน้าเคร่งขรึมจริงจังกันทั้งคู่ "ไม่ปรากฏขอบเขตวรยุทธ์ พละกำลังมหาศาล สามารถชักกระบี่วิญญาณคู่กายได้ ค่อนข้างประหลาดพิกลขอรับ!"
'มหาจอมกระบี่' ประสานมือคารวะอีกครั้งพลางกล่าวว่า "ไม่ทราบว่าเหตุใดเขาจึงสามารถชักมันออกมาได้ ขอซุนเจ่อโปรดช่วยชี้แนะด้วยขอรับ"
น้ำเสียงชราภาพนั้นเงียบไปเนิ่นนาน กว่าจะพึมพำออกมาประโยคหนึ่ง "กระบี่วิญญาณคู่กายของเจ้า ใช่ว่าจะไม่มีผู้ใดชักได้ ลมปราณวิถีเทพ สามารถแย่งชิงอาวุธทุกชิ้นบนโลกหล้า!"
"แต่ว่าซื่อจื่อมิได้ใช้ลมปราณแม้แต่ครึ่งส่วน ข้าน้อยดูไม่ออกว่าเขามีตบะวรยุทธ์ แล้วจะมีลมปราณวิถีเทพมาจากที่ใดกัน?"
'มหาจอมกระบี่' ยังคงไม่เข้าใจ
บนยอดหอคอยดูเหมือนจะมีความไม่เข้าใจอยู่บ้างเช่นกัน มันกลับไปเงียบสงัดเหมือนตายเช่นเดียวกับเมื่อครู่นี้ มีเพียงระลอกคลื่นที่สับสนวุ่นวายขึ้นมาเล็กน้อย
...
เวลาเดียวกันนั้น ซินจั๋วได้เดินมาถึงตรอกเล็กๆ แห่งหนึ่งที่ดูทรุดโทรมเล็กน้อย เต็มไปด้วยคราบความชื้นและมีตะไคร่น้ำขึ้นหร็อมแหร็ม
เรื่องนี้นับว่าผิดปกติอย่างยิ่งสำหรับจวนตระกูลเจียงที่พิถีพิถันกับอิฐทุกก้อน กระเบื้องทุกแผ่น หญ้าทุกต้น และไม้ทุกใบ
เขายอมรับว่าตัวเองหลงทาง ไม่รู้ว่าเดินอ้อมมายังสถานที่ผีสางแห่งนี้ได้อย่างไร เขามองไปยังตรอกที่มืดมิดและลึกล้ำเบื้องหน้า ลังเลอยู่ครู่หนึ่งก็ตั้งใจจะหันหลังกลับไป
ซานเย่าที่มีดวงตาสีฟ้าซึ่งอยู่ด้านหลังนัยน์ตาวูบไหว นางเม้มริมฝีปาก ก่อนจะเอ่ยเสียงเบาว่า "ซื่อจื่อ ด้านหน้าสามารถออกไปได้เจ้าค่ะ"
"...ใช้วิธียั่วโทสะได้อ่อนหัดเกินไป ยังต้องฝึกฝนอีกนะ"
ปากของซินจั๋วก็พูดไปอย่างนั้น เขาเมินเฉยต่อความตกตะลึงของซานเย่า แล้วก้าวเท้าเดินลึกเข้าไปในตรอกนั้นจริงๆ
ไม่ว่าจะเป็นความอยากรู้อยากเห็นของตัวเอง หรือความอยากรู้อยากเห็นหลังจากถูกยั่วยุ ล้วนแต่เป็นความอยากรู้อยากเห็นทั้งสิ้น
หญิงสาวทั้งสี่ที่อยู่ด้านหลังสบตากัน สีหน้าเผยให้เห็นถึงความเคร่งเครียดและความดิ้นรนที่อธิบายไม่ถูก
ยิ่งเดินลึกเข้าไปในตรอกก็ยิ่งชื้นแฉะ อากาศรอบตัวแผ่ซ่านความหนาวเหน็บเย็นยะเยือกจางๆ ออกมา ซึ่งในฤดูต้นฤดูร้อนเช่นนี้ มันเป็นเรื่องที่ผิดปกติอย่างยิ่ง
เดินต่อไปอีกครึ่งก้านธูป ก็สามารถได้ยินเสียงร้องไห้ระงมและเสียงโซ่ตรวนลากถูไปกับพื้นดังกราวๆ
สาวเท้าเร็วขึ้นอีกสองสามก้าว เบื้องหน้าก็เปิดกว้างออก เมื่อพ้นจากตรอก สิ่งที่ปรากฏแก่สายตาคือลานกว้างรูปร่างประหลาดตาแห่งหนึ่ง เสียงร้องไห้และเสียงลากโซ่เหล็กดังออกมาจากข้างในนั้น กลิ่นอายความหนาวเหน็บและความเคียดแค้นพุ่งปะทะเข้าใส่หน้า
ซินจั๋วเดินไปที่หน้าลานกว้าง เงยหน้ามองขึ้นไป ก็เห็นป้ายสลักคำว่า 'อูจู๋' สองอักษร
เมื่อก้าวเท้าผ่านประตูใหญ่เข้าไป ก็เห็นห้องหับที่ดูราวกับกรงขังซึ่งถูกปิดตายด้วยเหล็กเย็นหนาเท่าแขนเรียงรายอยู่ทั้งสองข้างทาง ภายในนั้นมองเห็นเงาร่างของคนที่ถูกคุมขังอยู่ลางๆ เสียงร้องไห้และเสียงโซ่ตรวนก็มาจากคนเหล่านี้นี่เอง
ยามนี้เมื่อเห็นว่ามีคนมา เสียงร้องไห้ในห้องก็เงียบลง สิ่งที่ตามมาคือเสียงโซ่ตรวนเสียดสีกันอย่างรวดเร็วและบาดหู ใบหน้าของชายหญิง คนแก่และเด็กต่างชะโงกหน้าออกมา
"เจ้าเป็นใคร?"
น้ำเสียงแหบพร่าและเย็นยะเยือกน่าสะพรึงกลัวสายหนึ่งตะโกนถาม
หงสู่กวาดตามองรอบหนึ่ง น้ำเสียงกังวานใสเอ่ยว่า "หลานชายคนโตสายตรงของตระกูลเจียงรุ่นปัจจุบัน ซื่อจื่อจวิ้นอ๋องซีฉินอยู่ตรงหน้านี้แล้ว!"
"ซื่อจื่อ ข้าถูกใส่ความ เดิมทีข้าเป็นถึงขุนพลใหญ่แห่งแคว้นโหลวหลิง ในอกมีตำราพิชัยสงคราม สามารถนำทัพจับศึก มีประโยชน์อย่างยิ่ง ปล่อยข้าออกไปเถอะ!"
"ซื่อจื่อ ขะ...ข้าน้อยไม่ใช่นางมาร ข้าน้อยปรนนิบัติท่านได้ ปล่อยข้าน้อยออกไปเถอะเจ้าค่ะ!"
"ได้โปรดเถิด ข้าน้อยถูกขังมาสิบปีแล้ว ข้าน้อยรู้ผิดแล้ว ปล่อยข้าน้อยไปเถอะ ข้าน้อยจะแก้ไขตัวใหม่ จะแก้ไขตัวใหม่อย่างแน่นอน!"
...
เสียงร้องคร่ำครวญและเสียงอ้อนวอนขอชีวิตดังเซ็งแซ่เบียดเสียดกันจนเต็มสองรูหู
ซินจั๋วหยุดฝีเท้า ตั้งใจฟังทีละเสียง
แน่นอนว่าเขามองออกว่าที่นี่คือสถานที่คุมขังนักโทษของตระกูลเจียง เพียงแต่ไม่รู้ว่าเหตุใดจึงมีคนมากมายถึงเพียงนี้
หญิงสาวอย่างหงสู่และซานเย่าที่อยู่ด้านหลัง จ้องเขม็งไปที่สีหน้าของเขา หวังจะค้นหาความเวทนา ความสงสาร และความเมตตาที่เด็กหนุ่มควรจะมีแม้เพียงสักริ้วรอย
ไม่มีเลย!
เจียงซื่อจื่อไร้ซึ่งอารมณ์บนใบหน้า แทบจะมองไม่เห็นถึงความผันผวนทางอารมณ์แม้แต่น้อย ต่อให้เป็นความรู้สึกอึดอัดที่ฝืนทนอยู่ก็ตาม
เรื่องนี้ทำให้หญิงสาวทั้งสี่รู้สึกพ่ายแพ้อย่างมาก!
ซินจั๋วก้าวเท้าเดินลึกเข้าไปข้างในต่อ 'อูจู๋' แห่งนี้มีพื้นที่กว้างขวางใหญ่โตมาก ตอนแรกเป็นเพียงห้องกรงขังที่ดูซอมซ่อ แต่พอมองไปด้านหลังกลับเป็นลานเรือนรูปทรงแปลกประหลาดที่มีการป้องกันอย่างแน่นหนา ถัดออกไปไกลกว่านั้นยังมีศาลาและถ้ำหินอีกด้วย
ครู่ต่อมา เขาก็เดินมาถึงลานเรือนแห่งหนึ่งที่มีการปลูกดอกไม้และต้นหลิวลู่ลมไว้ เขาอดไม่ได้ที่จะหยุดฝีเท้าลงอีกครั้ง
ในส่วนลึกของกรงขังที่ตายซากและเต็มไปด้วยห้องกรงเหล็กสีเทาที่ทำให้ผู้คนรู้สึกอึดอัด จู่ๆ ก็มีสถานที่เช่นนี้เพิ่มขึ้นมา มันราวกับต้นหญ้าสีเขียวที่เติบโตท่ามกลางดงหญ้าแห้งเหี่ยว ยากนักที่จะไม่ดึงดูดความสนใจ
เขาก้าวเท้าหมายจะเดินเข้าไปข้างใน นึกไม่ถึงว่าหญิงสาวทั้งสี่อย่างไซ่ชิงจู๋ที่อยู่ด้านหลังจะพุ่งตัวมาขวางอยู่เบื้องหน้าอย่างกะทันหัน พวกนางสกัดกั้นเขาไว้ดื้อๆ สีหน้าเปลี่ยนไปเล็กน้อย "สถานที่แห่งนี้ห้ามเข้าเจ้าค่ะ!"
ซินจั๋วหัวเราะเบาๆ "อะไรกัน? พวกเจ้าหลอกล่อข้าเข้ามา แล้วเหตุใดถึงต้องมาขัดขวางข้าอีกล่ะ?"
เขาเบี่ยงตัว เตรียมจะเดินอ้อมไป
"เจียงอวี้ชิง ที่นี่ห้ามเข้านะ หากท่านเข้าไป เกรงว่าในวันหน้าคงจะไม่มีใครคอยปรนนิบัติท่านแล้ว!"
หญิงสาวทั้งสี่ขวางทางไว้อีกครั้ง ในแววตาที่เย็นชาแฝงไว้ด้วยความตึงเครียดสายหนึ่ง
ซินจั๋วหยุดชะงักและครุ่นคิด ท้ายที่สุดแล้วเป็นบุคคลระดับไหนกันที่เขาไม่อาจพบเจอได้ ถึงกับทำให้สาวใช้ทั้งสี่ที่เต็มไปด้วยจิตสังหารต่อตัวเขา ต้องรู้สึกประหม่าตึงเครียดได้ถึงเพียงนี้?
ระหว่างที่กำลังครุ่นคิดอยู่นั้น จู่ๆ ก็มีเสียงดังกึกก้องมาจากประตูห้องฝั่งตรงข้าม จากนั้นใบหน้าหนึ่งก็ชะโงกออกมาจากหน้าต่าง ใบหน้าที่ไร้เครื่องสำอางนั้นซีดเผือดและซูบผอม ครึ่งซีกหน้าเต็มไปด้วยรอยขีดข่วนที่มีเลือดไหลซิบๆ ดวงตาทั้งสองข้างเต็มไปด้วยความสงสัย
เป็นหญิงสาวอายุราวๆ สามสิบปี นางอาจจะเคยเป็นคนสวยมาก่อน เพียงแต่ในยามนี้กลับดูราวกับภูตผีปีศาจก็ไม่ปาน
"น้องชาย เจ้าคือใครกัน?" นางดูเหมือนจะไม่ได้พูดคุยกับใครมานานแสนนานแล้ว น้ำเสียงของนางเหมือนถูกบีบคั้นออกมาจากแผ่นเหล็ก ฟังแล้วระคายหูเป็นอย่างมาก
สีหน้าของไซ่ชิงจู๋และหญิงสาวทั้งสี่เปลี่ยนไป บนร่างแผ่คลื่นพลังลมปราณเบญจธาตุอันเข้มข้น ทำท่าจะพุ่งเข้าไปคว้าร่างของซื่อจื่อให้หนีไป
ทว่ากลับเห็นสีหน้าของซื่อจื่อมืดครึ้มลง ถึงขั้นแผ่จิตสังหารออกมาบ้างแล้ว "ข้าจะพูดคุยกับนาง ถอยไป!"
หญิงสาวทั้งสี่อย่างไซ่ชิงจู๋ลังเลไปชั่วขณะ
ซินจั๋วเดินอ้อมหญิงสาวทั้งสี่และมองไปยังผู้หญิงที่อยู่ตรงหน้าต่างแล้ว "ข้าคือเจียงอวี้ชิง!"
ผู้หญิงคนนั้นชะงักไปครู่หนึ่ง จากนั้นร่างกายก็สั่นสะท้านอย่างรุนแรง ใบหน้าบิดเบี้ยว ดวงตาทั้งสองข้างแดงก่ำไปด้วยเลือด นางยื่นมือออกมาไขว่คว้าอย่างแรง "น้องชาย เจ้ากลับมาแล้ว ข้าคือเจียงหวน พี่หญิงใหญ่ของเจ้า! เจ้าฟังข้านะ เจ้าต้องฟังข้า ศึกปีศาจคุนซวีเมื่อสิบสี่ปีที่แล้วเป็นกับดัก เป็นแผนลวง จวิ้นอ๋องทั้งห้าพลีชีพในสมรภูมิ ทายาทสายตรงตระกูลเจียงยี่สิบหกคนสละชีพ ศพทหารผ่านศึกแห่งซีฉินหนึ่งแสนห้าหมื่นนายเกลื่อนกราดเต็มภูเขาคุนซู พี่หญิงคนนี้เผชิญมาด้วยตัวเอง!
มีคนทนให้ตระกูลเจียงคงอยู่ไม่ได้ ท่านย่าหวาดกลัว เจ้าต้องระวังตัวให้ดี เจ้าจะต้องปกป้องตัวเองเอาไว้..."
(จบบท)







