เมื่อเห็นดอกไม้บานริมทาง งดงามสะพรั่ง ย่อมมีคนคิดอยากจะเด็ดมันกลับไป ปักไว้ในแจกัน คอยสูดดมกลิ่นหอมอยู่เสมอ ตราบจนถึงวันที่มันเหี่ยวเฉาแล้วจึงโยนทิ้งไป จากนั้นในใจก็เฝ้าคะนึงหา ว่าดอกไม้ดอกนั้น ในวันวานช่างงดงามเหลือเกิน
เมื่อในใจเฝ้าคะนึงหา ย่อมมักจะไปเดินเตร็ดเตร่ริมทาง หากเห็นดอกไม้อื่น ก็เด็ดกลับมาอีก ท้ายที่สุดแล้วแจกันในบ้านก็ว่างเปล่าลง ในบ้านขาดสิ่งประดับตกแต่ง จึงต้องคอยเด็ดดอกไม้อยู่เสมอ
ทว่าบางคน กลับจะขุดดอกไม้นั้นขึ้นมาทั้งราก นำไปปลูกไว้ในเรือนของตนเอง นับแต่นั้นก็เชยชมเพียงลำพัง บางคนชั่วชีวิตนี้มีเพียงต้นเดียวก็เพียงพอแล้ว
ขณะที่บางคนก็ต้องการปลูกให้เต็มลานเรือนของตน
กู่น่าไม่เคยพบเห็นบุรุษที่ดูงดงามเช่นจ้าวฟู่อวิ๋นมาก่อน เมื่อเห็นจ้าวฟู่อวิ๋นกำลังย่างเนื้อกระต่ายอยู่ที่นั่น นางจึงเดินวนไปวนมา แล้วกล่าวว่า "พี่ชาย ขอยืมไฟหน่อยได้หรือไม่เจ้าคะ"
ชายฉกรรจ์ผู้นั้นประหลาดใจที่น้ำเสียงของบุตรสาวตนกลับกลายเป็นอ่อนหวานถึงเพียงนี้ ทั้งยังมีมารยาทถึงเพียงนี้
จ้าวฟู่อวิ๋นมองดูเด็กสาวที่ถือฟืนท่อนหนึ่งยืนอยู่ด้านข้าง เขาไม่ได้เอ่ยอันใด เพียงแต่พยักหน้า
เด็กสาวเดินมายังข้างกายจ้าวฟู่อวิ๋นด้วยความปีติยินดี นั่งยองๆ ลง แล้วสอดท่อนไม้ของตนเข้าไปในกองไฟเบื้องหน้าจ้าวฟู่อวิ๋น
เนื้อกระต่ายมีกลิ่นหอมไหม้เกรียมลอยฟุ้งขึ้นมา มีน้ำมันเดือดปุดๆ ออกมาจากเนื้อ
เด็กสาวเอียงคอมองดูใบหน้าด้านข้างของจ้าวฟู่อวิ๋น และมองดูเนื้อกระต่ายในมือเขา ทันใดนั้นก็พบโอกาสที่จะเอ่ยปาก
"พี่ชาย ท่านไม่มีเครื่องเทศและเกลือหรือเจ้าคะ ควรใส่ของพวกนี้ได้แล้ว มิเช่นนั้นประเดี๋ยวจะไม่อร่อยนะเจ้าคะ" เด็กสาวกล่าว
จ้าวฟู่อวิ๋นมองดูนาง เด็กสาวผู้นี้ถักเปียคู่ที่ทั้งหนา ดำขลับ และยาวสยาย ทิ้งตัวลงมาที่หน้าอก
เครื่องหน้าของนางมีมิติและล้ำลึก เมื่อมองดูนัยน์ตาของนางอย่างละเอียด กลับเจือประกายสีฟ้าจางๆ ให้ความรู้สึกประหลาดลี้ลับอยู่บ้าง
หากจะบอกว่านางงดงาม ย่อมเทียบสวินหลานอินไม่ได้ ทั้งยังด้อยกว่าหวงเมี่ยวฮวาและฉุนอวี๋เยี่ยนอยู่อีกขั้นหนึ่ง ทว่ากลับมีกลิ่นอายอันเป็นเอกลักษณ์ เมื่อจ้าวฟู่อวิ๋นมองดูนาง นางกลับสบสายตาของจ้าวฟู่อวิ๋นโดยไม่ขวยเขินแม้แต่น้อย
ทว่าจ้าวฟู่อวิ๋นไม่ได้ตอบคำของนาง เพราะเขาไม่มีเครื่องปรุงเหล่านี้ การย่างเนื้อกระต่ายก็เป็นเพียงความรู้สึกที่จู่ๆ ก็อยากกินอะไรสักหน่อย ไม่ใช่เพราะหิว แต่เป็นเพราะเมื่อมองเห็นความเวิ้งว้างของถิ่นทุรกันดาร ดวงดาวพราวฟ้า ค่ำคืนอันเงียบสงัดและกว้างใหญ่ การได้นั่งอยู่ตรงนี้เพียงลำพัง ก่อกองไฟ ย่างกระต่ายสักตัว ความรู้สึกเช่นนั้นก็ดีไม่น้อย
สิ่งที่เขาเสาะหาคือความรู้สึกเช่นนั้น ทั้งเพื่อกิน และไม่ใช่เพื่อกิน
ผู้บำเพ็ญเพียรมากมายรู้สึกว่าควรตัดขาดอารมณ์ทั้งเจ็ดและความปรารถนาทั้งหก เพราะการบำเพ็ญเพียรเดิมทีก็คือกระบวนการที่ทำให้อารมณ์ความรู้สึกเจือจางลงเรื่อยๆ อยู่แล้ว
จ้าวฟู่อวิ๋นก็รู้สึกเช่นนั้น ทว่ากลับไม่เห็นด้วยว่ามันจะสูญสิ้นไป
ตัดอารมณ์ทั้งเจ็ด ดับความปรารถนาทั้งหก เช่นนั้นจึงจะเรียกได้ว่ากลายเป็นเต๋า
การไปมาหาสู่ฉันมิตรระหว่างผู้บำเพ็ญเพียรด้วยกัน ก็ยังคงเกิดขึ้นอย่างบ่อยครั้งเช่นกัน
การแสวงหาโอสถและเคล็ดวิชา ก็ยังคงกระทำอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยเช่นกัน
สำหรับวาสนาโชคลาภบางอย่าง ก็ยังคงแย่งชิงกันจนเลือดตกยางออก
ดังนั้นจึงมีคนกล่าวว่า โลกโลกีย์ไม่เคยจากไปไหน โลกโลกีย์อยู่ในใจของทุกคน แม้คนจะอยู่กลางเขา แต่ก็ใช่ว่าจะเข้าใกล้เต๋า ใช่ว่าจะเป็นเซียน
"พี่ชาย ท่านไม่มีเครื่องเทศหรือเจ้าคะ" เด็กสาวเอ่ยถามต่อไป
ไม่รอให้จ้าวฟู่อวิ๋นพยักหน้า นางก็กระโดดลุกขึ้น ไปยังข้างห่อผ้าของตน ค้นหาขวดใบเล็กออกมาจากในนั้น ชายวัยกลางคนผู้นั้นมองดูภาพเหตุการณ์นี้ ทำท่าเหมือนอยากจะพูดอะไรแต่ก็หยุดไป ส่วนเด็กสาวกลับถลึงตาใส่อย่างแนบเนียน หันกายกลับมายังข้างกายจ้าวฟู่อวิ๋น แล้วนั่งลงอีกครั้ง
"พี่ชาย ข้าช่วยท่านโรยเครื่องเทศนะเจ้าคะ นี่เป็นของที่ข้าปรุงเอง อร่อยมากเลยเจ้าค่ะ"
เด็กสาวเอ่ยพลางยื่นมือไปหยิบท่อนไม้ในมือของจ้าวฟู่อวิ๋นโดยไม่รอให้เขาตอบ จ้าวฟู่อวิ๋นเองก็ไม่ได้ปฏิเสธ ยามที่นางไปหยิบท่อนไม้ ก็ฉวยโอกาสลูบคลำมือของจ้าวฟู่อวิ๋น
นางมองใบหน้าของจ้าวฟู่อวิ๋นอีกครั้ง เมื่อเห็นว่าจ้าวฟู่อวิ๋นไม่มีท่าทีตอบสนองอันใด ก็อดไม่ได้ที่จะหัวเราะพลางกล่าวว่า "พี่ชาย ผิวพรรณของท่านดีจังเลยเจ้าค่ะ"
เมื่อในมือของจ้าวฟู่อวิ๋นไม่มีสิ่งใดแล้ว เขาก็หันไปพิจารณาอีกฝ่ายพลางกล่าวว่า "ถิ่นทุรกันดารอันกว้างใหญ่นี้ เบื้องหน้าไม่มีหมู่บ้าน เบื้องหลังไม่มีโรงเตี๊ยม พวกเจ้ากำลังจะไปที่ใดกันหรือ"
"แล้วพี่ชายล่ะ จะไปที่ใดหรือเจ้าคะ" เด็กสาวกล่าว
"ข้าได้ยินมาว่าทิวทัศน์บนที่ราบรกร้างแถบนี้งดงามยิ่งนัก ดังนั้นจึงมาที่นี่เพื่อชมดู" จ้าวฟู่อวิ๋นกล่าว
"พูดเช่นนี้ พี่ชายก็ไม่ใช่คนแถวนี้สิเจ้าคะ" เด็กสาวซักไซ้ต่อ ใบหน้าเต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็น ในมือก็ยังคงช่วยจ้าวฟู่อวิ๋นโรยเครื่องปรุงรส
จ้าวฟู่อวิ๋นกลับเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย เอ่ยว่า "เจ้าดูเหมือนกำลังไต่สวนข้าอยู่เลยนะ ใช่หรือไม่"
แสงไฟสะท้อนบนใบหน้าของเด็กสาว ทำให้ใบหน้าของนางดูแดงระเรื่อ นางรีบกล่าวว่า "เปล่านะเจ้าคะ ข้าเพียงแค่อยากรู้ ว่าสถานที่เยี่ยงไรกันหนอ ถึงจะให้กำเนิดบุคคลเช่นพี่ชายออกมาได้"
จ้าวฟู่อวิ๋นยิ้มๆ ไม่ได้ตอบคำถามนี้ แต่กลับถามถึงเรื่องราวของที่ราบรกร้างแถบนี้แทน
เด็กสาวก็แนะนำให้จ้าวฟู่อวิ๋นฟังด้วยความยินดีเช่นกัน
ที่ราบรกร้างแห่งนี้ เดิมทีถูกพวกภูตผีปีศาจจากดินแดนอเวจียึดครองอยู่ ว่ากันว่าในปีนั้นที่นี่ทุกๆ สิบลี้มีหนึ่งศาล ทุกๆ ร้อยลี้มีหนึ่งอาราม ฝูงผีรวมตัวกัน ก่อตัวเป็นอาณาจักรอันใหญ่โต
ทว่ากองทัพปราบปรามของแคว้นต้าโจวมาถึงที่นี่ กลับแทบจะก้าวเดินอย่างยากลำบาก ทหารเต๋าเพลิงแดงตกตายไปมากมาย เปลวเพลิงชาดได้เผาผลาญเรื่อยมาตลอดยามที่อยู่ที่นี่ เช่นนี้จึงสามารถขับไล่พวกภูตผีปีศาจบนแผ่นดินผืนนี้ไปยังดินแดนทางตะวันตกที่ไกลออกไปได้
ท้ายที่สุด ได้ทำศึกแตกหัก ณ สถานที่แห่งหนึ่งทางตะวันตกที่ไกลออกไป ศึกครั้งนั้นแคว้นต้าโจวเป็นฝ่ายชนะ ทว่าที่นั่นก็ถูกแผดเผาจนกลายเป็นทะเลทรายทรายเหลืองกว้างใหญ่รัศมีพันลี้ ชักนำไฟใต้พิภพออกมา แผดเผาไม่ดับมอดมาเกือบพันปี
และแม้ว่าสถานที่แห่งนี้จะเคยถูกไฟเผาผลาญมาก่อนเช่นกัน แต่ก็ไม่ได้ไหม้ลุกลามรุนแรงนัก ดังนั้นจึงไม่ได้ถูกเผาจนกลายเป็นผืนทราย
ทว่าเนื่องจากในปีนั้นสถานที่แห่งนี้เคยเป็นสถานที่ที่ดินแดนอเวจีตั้งมั่นอยู่ ดังนั้นตามสถานที่ต่างๆ จึงมักจะมีภูตผีปีศาจมาเสาะหาของวิเศษและวาสนาที่นี่อยู่เสมอ
"แล้วพวกเจ้ากำลังจะไปทำสิ่งใดกัน" จ้าวฟู่อวิ๋นถามขึ้น
ผู้ที่ตอบเขาคือชายวัยกลางคนผู้นั้น เมื่อคุยกันมามากถึงเพียงนี้ จ้าวฟู่อวิ๋นจึงกวักมือเรียกอีกฝ่ายให้มานั่งด้วยกัน ถึงอย่างไรเด็กสาวก็บอกว่ามายืมไฟ พอนั่งลงปุ๊บก็ไม่ยอมลุกขึ้นอีกเลย ทางด้านโน้นก็ไม่ได้ก่อกองไฟขึ้นมาใหม่เช่นกัน
"บรรพบุรุษของข้าน้อยเป็นนายทหารชั้นผู้น้อยถือธงที่ติดตามท่านมหาปุโรหิตมาปราบปรามที่นี่ เนื่องจากได้รับบาดเจ็บ จึงถูกทิ้งให้อยู่ที่นี่ แรกเริ่มก็เพื่อรักษาอาการบาดเจ็บ ต่อมาก็ตั้งรกรากอยู่ที่นี่ ราชสำนักจัดให้พวกเราอยู่ในกลุ่มครัวเรือนทหาร มีอำนาจหน้าที่ในการลาดตระเวนที่ราบรกร้างแถบนี้ และมีสิทธิ์ในการสังหารภูตผีปีศาจสิ่งชั่วร้ายได้อย่างอิสระขอรับ"
"อีกทั้ง ในช่วงร้อยปีมานี้ ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเหตุใด ภูตผีปีศาจสิ่งชั่วร้ายบนที่ราบรกร้างแห่งนี้ กลับมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ขอรับ" ชายผู้นั้นกล่าว
จ้าวฟู่อวิ๋นได้สอบถามอีกว่าชายผู้นี้มีนามว่ากู่ลี่ และเด็กสาวมีนามว่ากู่น่า
"มีเรื่องเช่นนี้ด้วยหรือ" จ้าวฟู่อวิ๋นไม่เคยรู้เรื่องนี้มาก่อน ทว่าคนท้องถิ่นที่เฝ้าจับตาดูสถานที่แห่งนี้มานานปี ย่อมต้องรู้เป็นธรรมดา
"ว่ากันว่า ดินแดนอเวจีในอดีตเคยตั้งอยู่ที่นี่ บนพื้นดินมีศาลและอาราม ทว่าสถานที่ที่ใช้ชีวิตอยู่จริงๆ นั้นกลับอยู่ใต้ดิน กองทัพปราบปรามตลอดเส้นทาง ย่อมต้องเผาทำลายทั้งบนดินและใต้ดินไปพร้อมๆ กัน ทว่าใต้ดินนั้นยากที่จะหลีกเลี่ยงไม่ให้หลงเหลือรอดพ้นไปได้ นี่ก็เป็นหนึ่งในเหตุผลที่บรรพบุรุษของพวกข้าน้อยถูกทิ้งเอาไว้ขอรับ" กู่ลี่กล่าว
จ้าวฟู่อวิ๋นมองดูอีกฝ่ายที่คิ้วขมวดแน่น ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยเหี่ยวย่นแห่งความยากลำบาก ก็อดประหลาดใจไม่ได้ ว่าเหตุใดบุตรสาวของเขาถึงได้ร่าเริงถึงเพียงนี้
"พูดเช่นนี้ พวกเจ้าก็กำลังลาดตระเวนยามวิกาลอยู่ใช่หรือไม่" จ้าวฟู่อวิ๋นถาม
"ใช่แล้วเจ้าค่ะพี่ชาย หมู่นี้แถวบ้านเรามีปีศาจตนหนึ่งที่เรียกขานตัวเองว่าอวี้เมี่ยนหลางจวิน [คุณชายหน้าหยก] ปรากฏตัวขึ้น มันทำร้ายผู้คนไปแล้วหลายครัวเรือน ว่ากันว่ามันมักจะล่อลวงหญิงสาว เล่นตลกกับความรู้สึก จากนั้นก็ให้อีกฝ่ายยอมมอบหัวใจและตับให้แต่โดยดีเจ้าค่ะ" เด็กสาวมองจ้าวฟู่อวิ๋นด้วยแววตาเร่าร้อน ราวกับต้องการจะมองหาอะไรบางอย่างจากใบหน้าของจ้าวฟู่อวิ๋น
"โอ้ ถึงกับมีปีศาจเช่นนี้ด้วย ก่อนที่มันจะทำร้ายคน ยังต้องทำให้คนมารักมันก่อนหรือ" จ้าวฟู่อวิ๋นเอ่ยถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น
"ใช่เจ้าค่ะ ว่ากันว่าปีศาจตนนั้นหน้าตางดงามยิ่งนัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งชอบสวมชุดสีม่วง" สิ้นคำของเด็กสาวกู่น่า จ้าวฟู่อวิ๋นก็รู้ทันทีว่านางเห็นเขาเป็นปีศาจตนนั้นไปแล้ว
แววตาของเขาปรากฏรอยยิ้มอย่างจนใจสายหนึ่ง ทว่ารอยยิ้มจนใจสายนี้ เมื่อมองในสายตาของอีกฝ่ายกลับกลายเป็นความหมายอีกรูปแบบหนึ่ง
ความคิดของคนเราแตกต่างกัน ดังนั้นเมื่อมองสิ่งเดียวกันแล้ว ความคิดที่เกิดขึ้นย่อมแตกต่างกันไป
จ้าวฟู่อวิ๋นรู้สึกจนใจและรู้สึกขบขันอยู่บ้างในใจ เดิมทีเสื้อผ้าชุดนั้นทั้งสกปรกและเก่าแล้ว เขาจึงเปลี่ยนมาสวมเสื้อคลุมเวทที่ยอดเขาซ่อนงามแห่งสำนักหลีซานมอบให้ ทว่ากลับถูกมองว่าเป็นปีศาจเสียได้
ในขณะที่อีกฝ่ายมีความคิดฝังหัวอยู่ก่อนแล้ว ว่าจ้าวฟู่อวิ๋นคือปีศาจ ดังนั้นเมื่อเห็นรอยยิ้มของจ้าวฟู่อวิ๋น ก็คิดว่าเขากำลังยิ้มยอมรับหลังจากที่ถูกเปิดโปง
ประกอบกับก่อนหน้านี้ที่จ้าวฟู่อวิ๋นย่างเนื้อโดยไม่ใส่เครื่องปรุงรส อีกทั้งยังมาจากต่างถิ่น และยังสอบถามถึงสถานการณ์ของที่นี่ จึงทำให้พวกเขาสรุปการตัดสินใจในตอนนี้
จ้าวฟู่อวิ๋นคิดว่ายังคงควรอธิบายสักหน่อย ทว่าไม่รอให้เขาได้พูด แสงไฟสายหนึ่งก็พลันพวยพุ่งขึ้นมา
นั่นคือกองไฟเบื้องหน้าเขาที่ถูกกู่ลี่ซึ่งอยู่ฝั่งตรงข้ามพลิกตะหง่านขึ้นมา
กู่ลี่ที่เมื่อครู่ยังคงมีท่าทีซื่อสัตย์และผ่านโลกมาอย่างโชกโชน ทว่าในวินาทีนี้ ภายในดวงตากลับส่องประกายความดุร้ายหาญกล้า
เปลวไฟพลิกกลับขึ้นมาตามมือของเขา ไม่รู้ว่าในมือของเขาคว้าเอาฟืนแห้งที่กำลังลุกไหม้ท่อนหนึ่งขึ้นมาตั้งแต่เมื่อใด เขาตวัดมันขึ้นมา แล้วทิ่มแทงตรงไปยังดวงตาทั้งสองข้างของจ้าวฟู่อวิ๋น
นี่ทั้งเป็นการโจมตี และเป็นการบดบังดวงตาทั้งสองข้างของจ้าวฟู่อวิ๋น เพราะกู่น่าที่อยู่ใกล้จ้าวฟู่อวิ๋นมากกว่าได้ลงมือแล้ว
ประกายดาบอันเจิดจ้าสายหนึ่ง ชักนำแสงไฟ ส่องประกายตัดกับแสงไฟ พุ่งวาบไปแทงย้อนเข้าที่ลำคอของจ้าวฟู่อวิ๋น
หากจ้าวฟู่อวิ๋นถูกแทงเข้าอย่างจัง ลำคอจะต้องถูกเปิดเป็นแผลใหญ่กว้างอย่างแน่นอน ส่วนหัวจะหลุดกระเด็นหรือไม่นั้นไม่ทราบ อย่างน้อยครึ่งหนึ่งของลำคอก็คงมีลมพัดผ่านเข้าไปได้
จ้าวฟู่อวิ๋นเอนกายไปด้านหลังทั้งตัว ขณะเดียวกันเท้าก็ถีบพื้น ร่างทั้งร่างพลันลอยละลิ่วขึ้น คบเพลิงในมือของกู่ลี่ผู้นั้นกลับไม่ได้หยุดลงเพียงเพราะสิ้นแรงหรือมือยาวไม่พอ ร่างทั้งร่างของเขากลับโถมเข้าใส่จ้าวฟู่อวิ๋น ราวกับพยัคฆ์ร้ายกระโจนตะครุบเหยื่อ
หมายมั่นจะตะครุบจ้าวฟู่อวิ๋น ปีศาจร้ายที่กระโดดถอยหลังลอยอยู่กลางอากาศให้จงได้ ส่วนเปลวเพลิงนั้นก็คล้ายกับถูกดึงดูด ถูกคบเพลิงชักนำให้พุ่งสูงขึ้นไป ก่อตัวเป็นสายธารเพลิงพุ่งจากล่างขึ้นบน คล้ายจะม้วนตัวตามสายลมพัดโหมเข้าหาจ้าวฟู่อวิ๋น
แสงไฟในมือของกู่ลี่ ตวัดวาดเป็นเปลวเพลิงแผ่นหนึ่ง บดบังดวงตาของจ้าวฟู่อวิ๋น ทำให้เขาไม่อาจมองเห็นสถานที่อันมืดมิดอื่นๆ ได้
และที่ด้านข้างของจ้าวฟู่อวิ๋น เด็กสาวกู่น่าถือดาบคู่ไว้ในมือ
ดาบคู่นี้เล่มหนึ่งยาวเล่มหนึ่งสั้น เล่มที่ยาว ตัวดาบเรียวยาว เห็นได้ชัดว่าไม่ได้เน้นที่น้ำหนัก ส่วนเล่มสั้นก็ยาวพอๆ กับกริช นางถือมันไว้ในมือ ไม่เผยกลิ่นอายบนร่างออกมาแม้แต่น้อย ดาบยาวในมือตวัดประกายดาบสายหนึ่ง ฟันขวับเข้าที่สีข้างของจ้าวฟู่อวิ๋นที่อยู่กลางอากาศ
จ้าวฟู่อวิ๋นรู้สึกจนใจจริงๆ เขาไม่อยากลงมือหนัก ทว่าการประสานงานของสองพ่อลูกคู่นี้ช่างยอดเยี่ยมยิ่งนัก
อีกทั้ง เขายังรับรู้ได้ถึงการแอบมองท่ามกลางความมืดมิดอีกด้วย
ดังนั้นร่างของเขาจึงพลิกตัวพลิ้วไหวอยู่กลางอากาศดุจมัจฉา หลบเลี่ยงประกายดาบและเปลวเพลิง
ขณะเดียวกัน กู่ลี่และกู่น่าทั้งสองคนก็สัมผัสได้ถึงพลังอันปั่นป่วนดุจวังน้ำวนขุมหนึ่ง ที่ม้วนซัดผลักพวกเขาให้แยกออกจากกัน นี่คือการประยุกต์ใช้วิชาคว้าจับ
ส่วนร่างของจ้าวฟู่อวิ๋นก็เร้นกายเข้าไปในความมืดมิดอย่างรวดเร็ว ราวกับมัจฉามุดลงสู่น้ำลึก
สองพ่อลูกร่อนลงสู่พื้น ระแวดระวังภัยอยู่ท่ามกลางความมืดมิด พยายามเสาะหาจ้าวฟู่อวิ๋น ทว่ากลับหาไม่พบ
กู่ลี่กล่าวขึ้นว่า "อวดเก่งไปเถอะ ที่ตกลงกันไว้ก่อนหน้านี้ว่าหากพบสิ่งนี้ พวกเราอย่าเพิ่งลงมือ ให้ไปสมทบกับคนอื่นๆ แล้วค่อยล้อมปราบพร้อมกัน คราวนี้เป็นอย่างไรเล่า เจ้าทำให้มันตื่นตระหนกเสียแล้ว คราวหน้าหากคิดจะหาตัวให้พบก็ยากยิ่งกว่าเดิมแล้ว"
"ข้าไม่คิดเลยว่า ปีศาจตนนี้จะเจ้าเล่ห์ถึงเพียงนี้ ลื่นเป็นปลาไหลเชียว" กู่น่ากล่าวพลางเดินกลับไปยังข้างกองไฟ เติมฟืนเข้าไปข้างในใหม่อีกครั้ง จากนั้นนางก็หยิบเนื้อกระต่ายที่ยังไม่ได้กินตรงนั้นขึ้นมากัดคำหนึ่ง แล้วนั่งกินอยู่ที่นั่นอย่างไม่สนใจไยดี
นางกินไปพลาง เอ่ยไปพลาง
"จะว่าไป ปีศาจตนนี้หน้าตาดีจริงๆ บนร่างก็ไม่มีกลิ่นคาวเหม็นสาบของปีศาจด้วย" กู่น่ากล่าว
กู่ลี่ก็เดินมานั่งอยู่ด้านข้างเช่นกัน จากนั้นเขาก็สูดดมแล้วสูดดมอีกตรงบริเวณที่จ้าวฟู่อวิ๋นเคยนั่ง พลางเอ่ยว่า "ไม่มีจริงๆ นั่นแหละ มิน่าเล่าคนตั้งมากมายถึงหามันไม่พบ"
สองพ่อลูกนั่งอยู่ที่นั่น แบ่งเนื้อกระต่ายที่จ้าวฟู่อวิ๋นทิ้งไว้กินจนหมด อีกทั้งยังนำน้ำและเหล้าที่พวกตนพกติดตัวออกมาด้วย
ไม่ได้เอ่ยสิ่งใดอีก เพียงแค่ก้มหน้าก้มตากิน
ทันใดนั้น ท่าทางการเคี้ยวอาหารในปากของคนทั้งสองก็พลันหยุดชะงักลง เพราะพวกเขามองเห็นคนผู้หนึ่งกำลังเดินออกมาจากความมืดอย่างเชื่องช้า
คนผู้นี้สวมชุดสีม่วงทั้งตัว สวมหมวกผ้ากวานจิน ใบหน้างดงามดุจหยก หล่อเหลาไม่ธรรมดา ในมือจูงม้าตัวหนึ่ง ราวกับนักเดินทางที่รอนแรมมาจากแดนไกลและถูกแสงไฟดึงดูดให้มาที่นี่
บนหลังม้ามีสัมภาระ อีกทั้งยังแขวนกระบี่ไว้เล่มหนึ่ง คล้ายคลึงกับบัณฑิตที่ออกเดินทางท่องเที่ยวไปทั่ว
"ข้าน้อยขอคารวะ ข้าน้อยเพิ่งเคยมาเยือนที่ราบรกร้างเป็นครั้งแรก ทำให้หลงทิศทาง เมื่อครู่มองเห็นแสงไฟวูบวาบอยู่ที่นี่จากแต่ไกล รู้สึกยินดียิ่งนัก ขอข้าน้อยพักพิงชั่วคราวได้หรือไม่ขอรับ"
อีกฝ่ายเอ่ยปาก น้ำเสียงก็คล้ายคลึงกับกลิ่นอายของคุณชายในคฤหาสน์ใหญ่โตลึกซึ้งยิ่งนัก
กู่น่าอดไม่ได้ที่จะมองบิดาของตนปราดหนึ่ง แล้วนางก็พบว่าบิดาของตนจ้องมองอีกฝ่ายเขม็ง ไม่แม้แต่จะหันเหสายตาไปทางอื่น นางก็เข้าใจทันทีว่าเหตุใดบิดาจึงเป็นเช่นนี้
เพราะยามเผชิญหน้ากับศัตรูตัวฉกาจ จะวอกแวกไปมองสิ่งอื่นโดยเด็ดขาดไม่ได้
ภายในใจของนางพลันผุดคำสองคำขึ้นมา ปีศาจ
หากนี่ถึงจะเป็นอวี้เมี่ยนหลางจวินตัวจริง เป็นปีศาจตนนั้นที่พรากชีวิตของครัวเรือนทหารไปหลายครอบครัว เช่นนั้นคนก่อนหน้านี้เล่า
คือการปรักปรำผิดคน หรือว่าเดิมทีปีศาจก็มีสองตนกันแน่
หากว่ามีสองตนล่ะ
เมื่อคิดถึงตรงนี้ หัวใจของนางก็ดิ่งวูบลงไปแล้ว
"น่าหวา จำไว้ว่าให้ไปทางหมู่บ้านอวี้เฉวียนตุน" ความหมายในคำพูดของกู่ลี่ นางย่อมเข้าใจกระจ่างแจ้ง ว่ากำลังบอกให้นางหนีไปทางหมู่บ้านอวี้เฉวียนตุนหากประเดี๋ยวสู้ไม่ได้
หมู่บ้านอวี้เฉวียนตุนเป็นสถานที่ที่อยู่ใกล้ที่นี่ที่สุด ที่นั่นก็มีบรรดาครัวเรือนทหารที่ตกค้างอยู่จากศึกปราบปรามในปีนั้นพักอาศัยอยู่เช่นกัน มีราวๆ สามสิบครัวเรือน ได้ชื่อนี้เพราะในหมู่บ้านมีบ่อน้ำพุใสสะอาดอยู่บ่อหนึ่ง
กู่น่าไม่ได้เอ่ยอันใด นางมองดูปีศาจชุดม่วงตนนี้ ในใจถึงกับนำไปเปรียบเทียบกับบุรุษชุดม่วงที่นางเคยพบก่อนหน้านี้ นางรู้สึกว่ากลิ่นอายของคนก่อนหน้านั้นดูเบาบางและบริสุทธิ์กว่า ส่วนตนนี้ไม่รู้ว่าเป็นเพราะความรู้สึกฝังหัวที่มีอยู่ก่อนหรือไม่ นางจึงรู้สึกว่าบนร่างของอีกฝ่ายมีกลิ่นอายของความจงใจแฝงอยู่
"เหตุใดหรือ ไม่สะดวกหรือขอรับ ข้าน้อยเพียงแค่ต้องการขอยืมไฟเท่านั้น" บัณฑิตชุดม่วงผู้นั้นกล่าว
"ย่อมได้เจ้าค่ะ" กู่น่าเอ่ยปาก พร้อมทั้งกล่าวด้วยรอยยิ้มว่า "มิสู้ ท่านมานั่งกับพวกเราตรงนี้ดีหรือไม่เจ้าคะ"
บัณฑิตชุดม่วงผู้นั้นกลับตอบตกลงอย่างยินดี
ส่วนกู่น่าก็ราวกับถูกเขาดึงดูด เอ่ยว่า "ท่านหิวหรือไม่เจ้าคะ ข้ามีเสบียงแห้ง อีกทั้งยังมีเหล้าที่หมักเอง ท่านดื่มสักอึกเถิดเจ้าค่ะ อบอุ่นร่างกายสักหน่อย จะได้หลีกเลี่ยงไม่ให้ลมหนาวคุกคามกาย พรุ่งนี้จะล้มป่วยเอาได้นะเจ้าคะ"
นางกล่าวพลาง ยื่นป้านเหล้าในมือส่งไปให้
นี่คือเหล้าที่ใส่ยาลงไป หากคนดื่มจะสามารถฟื้นฟูเรี่ยวแรงและจิตใจได้ แต่หากปีศาจดื่มเข้าไป กลับจะเป็นผลร้ายอย่างใหญ่หลวง
บัณฑิตชุดม่วงรับไปพร้อมรอยยิ้ม เขย่าป้านเหล้า แล้วจึงสูดดม พลางเอ่ยว่า "หอมยิ่งนัก"
"ใช่แล้วเจ้าค่ะ หอมมากเลย" กู่น่ากล่าว
กู่ลี่ที่อยู่ด้านข้างไม่ได้เปล่งเสียงใดๆ ก้มหน้าลงเล็กน้อย ทว่าร่างกายของเขากลับราวกับเสือดาวที่พร้อมจะกระโจนออกไปได้ทุกเมื่อ
"ทว่า ข้าไม่ชอบดื่มเหล้า ข้าชอบดื่ม...เลือดมากกว่า" บัณฑิตชุดม่วงเอ่ยปากกล่าวพร้อมรอยยิ้ม ยามที่เอ่ย สายตาก็จ้องเขม็งไปที่ใบหน้าของกู่น่า แล้วไปหยุดอยู่ที่ลำคอของนางในท้ายที่สุด
กู่น่าเพียงรู้สึกเย็นวาบที่ลำคอ ราวกับมีงูเลื้อยมาถึงตรงปกเสื้อของตน
ความหนาวเหน็บขุมหนึ่งแผ่ซ่านไปตามแผ่นหลัง ท้ายทอยของนางชาวาบ
นี่คือปีศาจที่ทรงพลังตนหนึ่ง ความหวาดกลัวพวยพุ่งจากกระดูกสันหลังขึ้นมาถึงท้ายทอย แผ่ซ่านไปทั่วใบหน้า ร่างทั้งร่างของนางคล้ายกับจะด้านชาไปเสียแล้ว







