ลมราตรีกลางขุนเขาพัดมาเป็นระลอก ปะทะใบหน้าพร้อมหอบหิ้วกลิ่นหอมมาด้วย นั่นคือกลิ่นที่โชยมาเมื่ออาภรณ์ผ้าโปร่งบางของหญิงสาวข้างกายพัดผ่านปลายจมูก
กิ่งดอกไม้เอนไหวมีดอกตูมรอวันผลิบาน คายกลิ่นหอมรัญจวนบางเบา อบอวลอยู่ท่ามกลางหมอกราตรี
เก๋อเหวินอวิ๋นย่อมงดงามเป็นธรรมดา บางทีอาจเป็นเพราะอาศัยอยู่กลางป่าเขาลึกมาเนิ่นนาน บนร่างนางจึงมีกลิ่นอายบริสุทธิ์สงบเงียบแผ่ซ่าน บางทีอาจเป็นเพราะวิชาที่ฝึกปรือ หรืออาจได้รับอิทธิพลจากผู้เป็นอาจารย์ ภายในแววตาจึงมีเจตนารมณ์อันเปี่ยมด้วยอารมณ์ความรู้สึกอย่างลึกซึ้งแฝงอยู่
ทั้งสองเดินเคียงไหล่กันไป จ้าวฟู่อวิ๋นเอามือไพล่หลัง ไม่พูดจามากนัก ส่วนนางนั้นก้าวเท้าแผ่วเบา เอ่ยเจื้อยแจ้วไม่หยุดหย่อน สองตาคอยมองมาทางจ้าวฟู่อวิ๋นเป็นระยะ นัยน์ตาราวกับหยาดน้ำค้างหยดลงไป ทั้งยังแฝงประกายดารา
จ้าวฟู่อวิ๋นเองก็รู้สึกผ่อนคลายกับช่วงเวลานี้เป็นอย่างยิ่ง
ทั้งสองเดินลัดเลาะไปตามทางเดินสายเล็กกลางหุบเขา เดินวนไปวงใหญ่ กว่าจะกลับถึงที่พัก ท้องฟ้าก็จวนจะสว่างแล้ว ทว่าทั้งสองกลับไม่รู้สึกเหน็ดเหนื่อยเลยแม้แต่น้อย
นานทีจ้าวฟู่อวิ๋นจะได้พบเจอคนช่างคุยเช่นนี้ ทั้งยังพูดจาน่าฟัง นางมักจะเอ่ยถามถึงเรื่องราวที่จ้าวฟู่อวิ๋นพานพบยามท่องยุทธภพ และเมื่อเขาเล่าให้ฟังอย่างคร่าวๆ อีกฝ่ายก็จะทอดถอนใจด้วยน้ำเสียงเทิดทูนบูชา
หลังจากกลับถึงที่พัก จ้าวฟู่อวิ๋นนั่งสมาธิอยู่ครู่หนึ่ง ท้องฟ้าก็สว่างโร่แล้ว
ยังไม่ทันที่เขาจะออกจากห้อง ก็มีคนตักน้ำมาให้เขาล้างหน้าบ้วนปาก จากนั้นเก๋อเหวินอวิ๋นก็นำเสื้อผ้าชุดหนึ่งมาให้เขา พร้อมด้วยกวานสวมผม เข็มขัด รองเท้า และอื่นๆ
ไม่เพียงมีเสื้อตัวนอก แต่ยังมีเสื้อตัวใน กางเกงซับใน และอื่นๆ อีกครบครัน
"ศิษย์น้อง นี่คือเสื้อผ้าที่ท่านอาจารย์เตรียมไว้ให้เจ้า" เก๋อเหวินอวิ๋นกล่าวด้วยรอยยิ้ม "ท่านอาจารย์บอกว่า ดูแล้วเจ้าน่าจะเหมือนกับอาจารย์ป้าสวิน คือคุ้นชินกับการบำเพ็ญเพียรอย่างสมถะ ไม่ยึดติดกับของนอกกาย แต่เมื่อมาถึงสำนักหลีซานแล้ว จะปล่อยให้เจ้าลำบากยากแค้นเช่นนี้ต่อไปไม่ได้เป็นอันขาด"
จ้าวฟู่อวิ๋นก้มมองเสื้อผ้าบนร่างตน เป็นชุดนักพรตธรรมดาสามัญยิ่งนัก แต่ก็ถือว่าเพิ่งสวมใส่มาได้ราวเดือนเศษ แม้จะมีกลิ่นอายฝุ่นธุลีจากการเดินทาง ทว่าก็ยังไม่ขาดวิ่น
"ท่านอาจารย์บอกว่า อยู่ที่อื่นเจ้าจะแต่งกายอย่างไรท่านไม่สนใจ แต่เมื่อมาถึงสำนักหลีซานแล้ว ในฐานะอาจารย์อาหญิง ท่านย่อมไม่อาจปล่อยให้ศิษย์น้องสวมใส่เสื้อผ้าปุถุชนเช่นนี้ได้อีก"
เก๋อเหวินอวิ๋นกล่าวพลางทำท่าจะถอดเสื้อผ้าให้จ้าวฟู่อวิ๋น ชายหนุ่มรีบปฏิเสธเป็นพัลวัน เก๋อเหวินอวิ๋นจึงหัวเราะกล่าวว่า "เช่นนั้นศิษย์น้องก็เปลี่ยนเองเถิด"
สาวใช้คนอื่นๆ ล้วนหัวเราะคิกคัก บางครั้งเมื่อคนประเภทเดียวกันมารวมตัวกันมากเข้า ก็ย่อมจะกล้าหาญขึ้นมาโดยธรรมชาติ
"ศิษย์น้องมีฝีมือปานนั้น ทว่ากลับแต่งกายเรียบง่ายปานนี้ พวกคุณชายตระกูลใหญ่ที่ไร้ฝีมือพวกนั้นสิ กลับแทบอยากจะประโคมของดีทั้งหมดที่มีสวมใส่ไว้บนร่างตน"
"ท่านอาจารย์บอกว่า สิ่งที่คุณชายตระกูลใหญ่บ้านอื่นมี ท่านไม่อนุญาตให้หลานศิษย์ของท่านไม่มี" เก๋อเหวินอวิ๋นพูดพลางถอยหลังออกไป ก่อนจะกล่าวว่า "เจ้ารีบเปลี่ยนเถิด ท่านอาจารย์รอชมอยู่นะ"
ไม่รู้เหตุใดจ้าวฟู่อวิ๋นจึงเกิดความรู้สึกขัดเขินขึ้นมาสายหนึ่ง เขากลับเข้าไปในห้องนอน ผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าบนร่าง และสวมรองเท้าคู่ใหม่ เพียงแต่กวานสวมผมนั้นชั่วขณะยังสวมได้ไม่ดีนัก ทั้งยังมีเครื่องประดับอีกบางชิ้น
ด้านนอกเก๋อเหวินอวิ๋นพาสาวใช้สองคนเข้ามา นางเกล้าผมและสวมกวานให้เขาด้วยรอยยิ้ม อาภรณ์เวทสีม่วงอ่อนทั้งชุด คาดเข็มขัดสีเงิน บนศีรษะสวมกวานหยกปักปิ่นหยก สวมรองเท้าเมฆามงคลสีเงินที่เท้า มีหยกพกรูปมังกรมงคลแขวนอยู่บนเข็มขัด ด้านหนึ่งของหยกพกสลักรูปเศียรมังกร อีกด้านเป็นเมฆามงคลรูปลักษณ์ดั่งกายมังกร ลางๆ นั้น เขาสัมผัสได้ถึงพลังสะกดแห่งเมฆาและอานุภาพแห่งมังกร มีความวิเศษในการปัดเป่าภัยพาลขับไล่ปีศาจ
เขายื่นมือไปลูบเข็มขัด พบว่าเข็มขัดเส้นนี้ไม่ใช่เข็มขัดธรรมดา แต่เป็นเข็มขัดที่สามารถกักเก็บสิ่งของได้ เมื่อใช้มือลูบไล้เสื้อผ้าบนร่าง ก็รู้สึกเพียงว่าเสื้อผ้านั้นอ่อนนุ่ม ทว่ากลับให้ความรู้สึกทิ้งตัวทนทาน
เขาสามารถสัมผัสได้อย่างชัดเจนว่า บนนั้นมีความวิเศษในการป้องกันฝุ่นธุลี ป้องกันไฟ ป้องกันน้ำ และป้องกันลม
ส่วนกวานหยกบนศีรษะ หลังจากสวมใส่แล้ว เขาก็สามารถสัมผัสได้ถึงความเย็นสบายสายหนึ่ง ท่ามกลางความเย็นสบายนั้น คล้ายกับได้กางร่มฉัตรไร้รูปขึ้นมาคันหนึ่ง ภายในมีอักขระยันต์เชื่อมโยงกัน ก่อเกิดเป็นความเร้นลับ
จ้าวฟู่อวิ๋นเพียงสัมผัสอย่างคร่าวๆ ก็พบว่ากวานหยกนี้มีความวิเศษในการรวบรวมปราณ มีพลังสะกดแห่งเมฆาคุ้มครองกาย อีกทั้งยังช่วยให้จิตใจสงบขับไล่ปีศาจ
รองเท้าที่สวมอยู่ใต้ฝ่าเท้า ก็มีความหมายถึงการเหยียบเมฆา กายาพลิ้วไหว เหยียบสายลม และความเหนียวแน่นทนทาน
ทั้งยังมีเข็มกลัดอกรูปร่างคล้ายดอกกล้วยไม้อีกชิ้นหนึ่ง หลังจากกลัดแล้วจ้าวฟู่อวิ๋นก็รู้สึกได้ว่ามีไอวิญญาณหลั่งไหลมารวมตัวกันตามธรรมชาติ
อาภรณ์เวทพร้อมเครื่องประดับชุดนี้ ราคาจะต้องไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน
สาวใช้ด้านข้างอดไม่ได้ที่จะทอดถอนใจชื่นชม "นักพรตช่างหล่อเหลาสง่างามนัก สมกับเป็นคุณชายนิวัจน์กลางป่าเขาอย่างแท้จริง หากนักพรตไปยังเมืองหลวง องค์หญิงจะต้องแย่งชิงตัวนักพรตไปเป็นแน่เจ้าค่ะ"
"สีสันของเสื้อผ้าชุดนี้ช่างเข้ากับบุคลิกของศิษย์น้องฟู่อวิ๋นจริงๆ เปี่ยมด้วยกลิ่นอายบริสุทธิ์สูงส่ง ทั้งยังพลิ้วไหวหลุดพ้นจากโลกียวิสัย" เก๋อเหวินอวิ๋นกล่าว
จ้าวฟู่อวิ๋นมองดูตัวเองในกระจก รู้สึกเพียงว่าตนไม่เคยดูงดงามเช่นนี้มาก่อน
ที่เขาใช้คำว่างดงามมาอธิบายตัวเอง เป็นเพราะรู้สึกว่าเสื้อผ้าบนร่างของตนออกจะหรูหราเกินไปสักหน่อย
อีกทั้งในใจเขายังอดคิดไม่ได้ว่า หรือว่ารสนิยมการแต่งกายของผู้คนในแถบนี้ล้วนเป็นเช่นนี้กันหมด?
เขามองดูตัวเองที่ดูแปลกตาไปบ้างในกระจก ฟังคำเยินยอของคนข้างกาย แล้วก็ไม่ได้เอ่ยสิ่งใด
จากนั้นก็ไปเข้าพบอาจารย์อาจิ้นซิ่วจือ แล้วพูดคุยกันถึงเรื่อง 'การเก็บเกี่ยวในตำหนักสวรรค์' เมื่อคืนเขาตัดสินใจแล้วว่าจะเข้าร่วม จึงได้เอ่ยขึ้นมาอย่างเป็นทางการ
จิ้นซิ่วจือย่อมดีใจเป็นธรรมดา ดูเหมือนนางจะเชื่อมั่นในคาถาอาคมของจ้าวฟู่อวิ๋นเป็นอย่างมาก นางกล่าวว่า "เดิมทีซื่อจื่อท่านหนึ่งของตระกูลจงแห่งจินเจี้ยนบอกว่าอยากจะตามพวกเหวินอวิ๋นเข้าไปด้วย บรรพจารย์ตระกูลจงยังเคยมาพูดกับข้าที่นี่ด้วยตัวเองหนหนึ่ง ข้ายังไม่เคยตกลงรับปาก ในเมื่อเจ้าตัดสินใจจะเข้าไป เช่นนั้นข้าก็จะส่งจดหมายไปปฏิเสธตระกูลจงแห่งจินเจี้ยนก็แล้วกัน"
"เอ้อ จะทำให้อาจารย์อาหญิงลำบากใจหรือไม่ขอรับ" จ้าวฟู่อวิ๋นถาม
"ก็ไม่ได้ลำบากใจอันใด ช่วงหลายปีมานี้แม้ตระกูลจงจะรุ่งเรืองเฟื่องฟู ปรากฏผู้บำเพ็ญเพียรระดับสร้างรากฐานขึ้นหลายคน ซื่อจื่อผู้นั้นยิ่งได้ชื่อว่าเป็นยอดอัจฉริยะแห่งจงจินเจี้ยน ผู้รวบรวมแก่นแท้นับหมื่นพันมาไว้ในหนึ่งเดียว แต่เมื่อลองนึกดูแล้ว ไม่ว่าจะเป็นผู้ใด ย่อมไม่อาจเทียบเคียงกับนักพรตฟู่อวิ๋นแห่งภูเขาเทียนตูได้ มิใช่หรือ"
"อาจารย์อาหญิงล้อข้าเล่นแล้ว" จ้าวฟู่อวิ๋นรู้สึกกระอักกระอ่วนใจอยู่บ้าง
แต่เขากลับเห็นว่าอาจารย์อาจิ้นซิ่วจือคล้ายกับกำลังกล่าวเช่นนี้ด้วยความจริงใจและจริงจังเป็นอย่างมาก
"ปีนั้นยามที่พี่หญิงหลานอินเผชิญหน้ากับกลุ่มคุณชายตระกูลใหญ่พวกนั้น ก็เคยบอกว่าล้วนเป็นเพียงพวกลูกผู้ดีสวมเสื้อผ้าหรูหรา ไร้ซึ่งฝีมืออันใด เป็นเพราะฝีมือของพี่หญิงนั่นแหละ ที่ทำให้สายตาของข้าสูงส่งจู้จี้ตามไปด้วย เฮ้อ!"
ไม่รู้เหตุใดจ้าวฟู่อวิ๋นจึงนึกถึงประโยคหนึ่งขึ้นมาอย่างกะทันหัน "พานพบหลานอินคราเดียว ผิดพลาดไปชั่วชีวิต"
เป็นเช่นนี้ เขาจึงพำนักอยู่ที่สำนักหลีซานแห่งนี้ต่อไป ฝึกปรือวิชาพร้อมกับฝึกฝนอาคมไปด้วย ศึกษา "อักขระวิญญาณไท่ซวี" จากในความทรงจำ ค่อยๆ ละเลียดอ่านอักขระวิญญาณไปทีละตัวทีละตัว
วันต่อมา เขามองเห็นคนเดินทางมายังยอดเขาซ่อนงามแต่ไกล เป็นชายชราผู้หนึ่ง พาชายหนุ่มคนหนึ่งเหยียบเมฆาพุ่งทะยานมา ร่อนลงกลางเขา ผ่านไปไม่นาน ก็เห็นพวกเขากลับออกไป เพียงแต่ตอนมานั้นบนใบหน้ายังมีรอยยิ้ม ทว่าตอนกลับไปกลับเต็มไปด้วยโทสะ
ส่วนเก๋อเหวินอวิ๋นก็กำลังเตรียมตัวก่อนเข้าสู่ตำหนักสวรรค์
นางนำสมุดเล่มหนึ่งมามอบให้จ้าวฟู่อวิ๋น บนสมุดเล่มนั้นเขียนถึงข้อห้ามต่างๆ หลังจากเข้าสู่ตำหนักสวรรค์
สามวันให้หลัง ทุกคนล้วนมาถึงยังเชิงเขายอดเขาหลีหลง
หลายวันมานี้จ้าวฟู่อวิ๋นเอาแต่บำเพ็ญเพียรอยู่แต่ในห้อง ยามว่างก็ชมทิวทัศน์ดูดอกไม้ หรือไม่ก็ลิ้มรสชาปราณกลางป่าเขา ยามบำเพ็ญเพียร ก็กลืนกินไอวิญญาณจากการต้มหิน อบอวลไปด้วยกลิ่นหอมที่ไม่รู้ที่มาทว่ากลับมีฤทธิ์ช่วยให้จิตใจสงบ
เขารู้สึกว่าทั่วทั้งร่างมีความรู้สึกเบาหวิว คล้ายกับลมหายใจที่พ่นออกมาล้วนแฝงไปด้วยกลิ่นหอม
"หอมเกินไปสักหน่อย" นี่คือความรู้สึกที่เขามีต่อตนเอง
ทว่าเมื่อเขามาถึงเชิงเขายอดเขาหลีหลง เห็นผู้บำเพ็ญเพียรชายคนอื่นๆ ก็วางใจลงได้ เพราะพวกเขาล้วนแต่งกายหรูหรา บนร่างคล้ายกับอบอวลไปด้วยกลิ่นหอมเช่นกัน
เขาสามารถมั่นใจได้ว่า นี่น่าจะเป็นเพราะค่านิยมของที่นี่เป็นเช่นนี้เอง
ทว่าเขาพบว่าทุกคนคล้ายกับจะใคร่รู้เรื่องของเขาเป็นอย่างมาก อีกทั้งหนึ่งในผู้บำเพ็ญเพียรยังมีท่าทีเป็นศัตรูกับเขาอย่างเต็มเปี่ยม
เมื่อมองดูอย่างละเอียด ก็พบว่าเป็นชายหนุ่มที่จากยอดเขาซ่อนงามไปในวันนั้นนั่นเอง เขาคาดเดาว่าอีกฝ่ายน่าจะเป็นซื่อจื่อแห่งตระกูลจงผู้นั้น ผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นยอดอัจฉริยะแห่งจงจินเจี้ยน ผู้รวบรวมแก่นแท้นับหมื่นพันมาไว้ในหนึ่งเดียว จ้าวฟู่อวิ๋นเพียงปรายตามองปราดเดียวแล้วก็ไม่ได้มองเขาอีก
ยอดเขาซ่อนงามปฏิเสธเขาไปแล้ว เขากลับยังสามารถเข้าร่วมมาได้ ก็อาจกล่าวได้ว่ามีฝีมืออยู่บ้าง หรืออาจกล่าวได้ว่าตระกูลของเขามีความสามารถอยู่ไม่น้อย
ในบรรดาคนอื่นๆ คนเดียวที่เขารู้จักก็คือคนที่บังเอิญเจอเมื่อหลายวันก่อน ผู้ที่ยืนอยู่กับศิษย์พี่หญิงเหวินฉีแห่งยอดเขาหงรุ่ย หลี่ซื่อผิงแห่งหุบเขาชิงซี เวลานี้ในมือของเขากำลังกางพัดทองคำเล่มนั้นออก บนหน้าพัดมีลวดลายเมฆาเกาะเกี่ยวพัวพันกันเป็นหย่อมๆ คล้ายดั่งภูเขาเมฆาที่ทอดยาวต่อเนื่อง
ส่วนคนอื่นๆ ล้วนไม่รู้จัก และไม่เคยพบหน้ามาก่อน เก๋อเหวินอวิ๋นก็คล้ายกับไม่มีเจตนาจะแนะนำจ้าวฟู่อวิ๋นให้พวกเขารู้จักแต่อย่างใด
จ้าวฟู่อวิ๋นรู้สึกว่าอาจจะเป็นเพราะฐานะศิษย์ภูเขาเทียนตูของตน ค่อนข้างจะละเอียดอ่อนในยามนี้ หรืออาจมีเหตุผลอื่นใด
บางทีพวกเขาอาจจะปรึกษาหารือกันมานานแล้ว หรือไม่ก็อาจมีกฎระเบียบกำหนดไว้ก่อนแล้ว ดังนั้นเมื่อมาถึงที่นี่จึงไม่ได้กล่าวอันใดมากนัก
จ้าวฟู่อวิ๋นมองเห็นอาจารย์อาจิ้นซิ่วจือเดินทางมาพร้อมกับผู้บำเพ็ญเพียรหญิงอีกสามท่าน หญิงชราที่ดูสูงส่งหรูหราผู้หนึ่งในกลุ่มเอ่ยปากพูดขึ้น
"เหวินซี เจ้าเป็นศิษย์พี่ใหญ่ หลังจากเข้าไปแล้วต้องคอยระวังอย่าให้ทุกคนมีปากเสียงวิวาทกัน พวกเจ้าศิษย์พี่ศิษย์น้องล้วนเป็นศิษย์ในสำนัก ล้วนทราบถึงข้อห้ามในการเข้าสู่ตำหนักสวรรค์ดี ต้องคอยบอกกล่าวสหายที่อยู่ข้างกายด้วย ซื่อจื่อทุกท่าน โปรดอย่าได้บุ่มบ่ามเดินส่งเดช ตำหนักสวรรค์เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา หากติดกับดักอยู่ภายใน การจะยื่นมือเข้าช่วยเหลือก็คงจะไม่ใช่เรื่องง่าย"
ผู้ที่เอ่ยปากพูดผู้นี้เห็นได้ชัดว่าเป็นเจ้าสำนักของสำนักหลีซานแห่งนี้ ที่กำลังฝากฝังกำชับเป็นครั้งสุดท้าย
จากนั้นทุกคนก็สวดท่องคาถากันอย่างเงียบๆ ซัดแสงเวทออกไปสายหนึ่ง แสงเวทสี่สายตกลงมาผสานกัน ร่วงหล่นลงบนรอยแยกของหน้าผาแห่งหนึ่ง รอยแยกนั้นเปล่งประกายแสง ถึงกับก่อตัวเป็นบานประตูแคบยาวบานหนึ่ง ลางๆ นั้น สามารถสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายพิเศษสายหนึ่งแผ่ซ่านออกมาจากภายใน
"ไปเถิด ระมัดระวังตัวในทุกเรื่องด้วย"
ทุกคนพุ่งทะยานร่างขึ้น มุดเข้าไปยังรอยแยกของหน้าผานั้น
จ้าวฟู่อวิ๋นไม่รู้ว่าเป็นร่างกายของตนที่กำลังหดเล็กลง หรือเป็นรอยแยกนั้นที่กำลังขยายใหญ่ขึ้น เดิมทีตอนอยู่ด้านล่างมองเห็นเป็นรอยแยกเล็กๆ แต่เมื่อเข้าไปใกล้กลับกลายเป็นใหญ่โตมโหฬาร ราวกับท้องฟ้าปริแตกออกก็มิปาน
ภายในดวงตามีแสงเรืองรองทะลักพล่าน ชั่วพริบตาต่อมาแสงเรืองรองก็พลันแปรเปลี่ยนเป็นความมืดหม่น เขาพบว่าตนเองได้เข้ามาอยู่ในดินแดนที่ถูกหมอกหนาทึบปกคลุมไว้แล้ว
สิ่งที่ปะทะใบหน้าคือความชื้น และหมอกที่ล่องลอยดุจฝุ่นละออง
ที่นี่กว้างใหญ่เพียงใด ไม่อาจมองเห็นได้อย่างชัดเจน และไม่อาจสัมผัสได้ด้วยซ้ำ กระทั่งหลังจากเข้ามาเขาก็ยังเกิดความรู้สึกสับสนหลอนตา คล้ายกับมิติพลิกกลับด้าน
ทุกคนล้วนยืนอยู่บนพื้น จ้าวฟู่อวิ๋นเงยหน้ามองช่องทางที่เข้ามาเบื้องหลัง ทว่ากลับมองไม่เห็น คล้ายกับว่ามันไม่เคยปรากฏขึ้นมาก่อนเลย
เขาทราบดีว่า เมื่อถึงเวลาเท่านั้น คนที่อยู่ด้านนอกถึงจะเปิดประตูตำหนักอีกครั้ง
"ศิษย์น้องหญิงทุกท่าน เก็บเกี่ยวตามแผนที่วางไว้" ผู้ที่พูดก็คือศิษย์พี่ใหญ่ที่ถูกเรียกว่าเหวินซีเมื่อครู่
สี่ยอดเขาแห่งสำนักหลีซาน จึงแบ่งแยกย้ายกันไปสี่ทิศทาง
จ้าวฟู่อวิ๋นเดินตามหลังเหวินอวิ๋น เขาอ่านข้อห้ามในสมุดเล่มนั้นแล้ว ก่อนเข้ามา รู้สึกเพียงว่าข้อห้ามต่างๆ นานาล้วนพิลึกพิลั่นนัก แต่หลังจากเข้ามาแล้ว กลับรู้สึกว่าต่อให้พิลึกพิลั่นเพียงใด ก็ถือเป็นเรื่องปกติ ท่ามกลางหมอกหนาทึบผืนนี้ แผ่ซ่านกลิ่นอายแปลกประหลาดพิกลสายหนึ่ง เขาสัมผัสได้ถึงลางร้ายบางเบาชนิดหนึ่ง
"ศิษย์น้องฟู่อวิ๋น ตามข้ามา ที่นี่น่าจะเป็นทิศตะวันออก อุดมไปด้วยเส้นไหมขนขาวชนิดหนึ่ง เก็บเกี่ยวกลับไปสามารถนำไปปรุงเป็นเครื่องหอม หลังจากจุดแล้วจะมีความวิเศษในการสงบวิญญาณบำรุงจิต"
"แล้วก็ ศิษย์น้องเจ้าต้องระวังข้อห้ามให้ดี อย่าได้ล่วงเกินเป็นอันขาด" เก๋อเหวินอวิ๋นกล่าว
จ้าวฟู่อวิ๋นพบว่าเก๋อเหวินอวิ๋นที่เข้ามาในนี้ ไม่ได้มีเพียงความกระตือรือร้นเหมือนตอนอยู่ข้างนอกอีกต่อไป แต่กลับมีความระมัดระวังตัวเพิ่มมากขึ้น
อาภรณ์เวทและเครื่องประดับบนร่างของนางล้วนเปล่งแสงเวทบางเบา ปกคลุมอยู่บนเรือนร่าง
ท่ามกลางหมอกหนาทึบ จ้าวฟู่อวิ๋นอ้าปากพ่นลมหายใจ ประกายไฟสายหนึ่งร่วงหล่นลงบนฝ่ามือ ควบแน่นกลายเป็นตะเกียงดวงหนึ่ง
เขาทราบดีว่าอันตรายบางอย่าง มีเพียงแสงตะเกียงเท่านั้นที่สามารถสาดส่องให้เห็นได้ และจุดประสงค์ของเขาก็คือการคุ้มครองเก๋อเหวินอวิ๋นไปเก็บเกี่ยววัตถุดิบวิเศษต่างๆ
เขาเดินตามหลังเก๋อเหวินอวิ๋น ในมือประคองตะเกียงเดินไปเบื้องหน้า
ไม่นาน ตำหนักเล็กที่ถูกทิ้งร้างหลังหนึ่งก็ปรากฏขึ้นแก่สายตา ด้านบนตำหนักเล็กที่ถูกทิ้งร้างหลังนั้นยังคงมีแผ่นป้ายแขวนเอียงกะเท่เร่อยู่แผ่นหนึ่ง เมื่อเขามองเห็น ถึงกับเกิดความคิดอยากจะอ่านออกเสียงออกมาอย่างอดไม่ได้
ในใจเขารวบรวมสมาธิ ก็สะกดข่มความหุนหันพลันแล่นนั้นลงไปได้
"ศิษย์น้อง" ทว่าเก๋อเหวินอวิ๋นกลับหันขวับมา มองจ้าวฟู่อวิ๋นด้วยสีหน้าเคร่งเครียด นางส่ายหน้าพลางกล่าวว่า "ข้ารู้ว่าศิษย์น้องต้องทระนงในคาถาอาคมของตน ถึงได้ไปมองแผ่นป้ายนั้น แต่หลังจากมองแล้วในใจก็จะเกิดความอยากอ่านมันออกมา ศิษย์น้องอย่าได้เอาตัวเข้าไปเสี่ยงอันตรายเช่นนี้อีกเลย"
จ้าวฟู่อวิ๋นพยักหน้า กล่าวว่า "ข้าเข้าใจแล้ว ศิษย์พี่"
บนสมุดเล่มนั้นเขียนไว้ว่า เมื่อพบเห็นตำหนักหรือศาลเจ้าทั้งหมด ห้ามอ่านตัวอักษรบนแผ่นป้ายที่อยู่ด้านบนออกมาเด็ดขาด หากอ่านออกเสียงออกมา จะตกลงสู่ภาพมายาที่ยากจะหยั่งถึง
ในสมุดเล่มนั้นยังกล่าวไว้อีกว่า ทางที่ดีที่สุดคืออย่ามอง เพราะเมื่อมองแล้ว ในใจก็จะเกิดความคิดอยากจะท่องบ่นออกมา อีกทั้งยิ่งมองมากเท่าใด ความคิดนั้นก็จะยิ่งรุนแรงมากขึ้นเท่านั้น หากพบเห็นสถานที่แห่งใดก็มองหนึ่งครั้ง เมื่อถึงตอนหลังความคิดที่อยากจะท่องบ่นนั้นก็จะยิ่งหนักหน่วงขึ้นเรื่อยๆ ท้ายที่สุดก็ไม่อาจสะกดข่มความคิดที่ก่อตัวขึ้นในใจของตนเองได้อีก
จ้าวฟู่อวิ๋นรู้เรื่องเหล่านี้ดี และอันที่จริงเขาก็อยากจะลองสัมผัสถึงความรู้สึกยามมีความคิดแปลกประหลาดผุดขึ้นมาในใจอย่างกะทันหันเช่นนั้นดูสักครา
แต่เมื่อเห็นเก๋อเหวินอวิ๋นระแวดระวังถึงเพียงนี้ เขาก็ยังรู้สึกว่าตนเองไม่ไปลิ้มลองจะดีที่สุด
"เอ๊ะ ที่นี่ถึงกับมีใยแมงมุมขึ้นเต็มไปหมด" เก๋อเหวินอวิ๋นกล่าวด้วยความประหลาดใจ
การที่ทำให้เก๋อเหวินอวิ๋นประหลาดใจได้ นั่นก็แสดงว่าเมื่อก่อนที่นี่ไม่มีร่องรอยของสิ่งเหล่านี้ แม้ว่าเก๋อเหวินอวิ๋นจะเพิ่งเข้ามาเป็นครั้งแรก แต่นางต้องมีข้อมูลภายใน ทราบดีว่าที่นี่มีสิ่งใดบ้าง
เก๋อเหวินอวิ๋นยืนอยู่หน้าตำหนักเล็กหลังหนึ่ง ไม่ได้บุ่มบ่ามเข้าไป ภายในมืดมิดไปหมด จ้าวฟู่อวิ๋นยื่นนิ้วไปสะกิดแสงตะเกียงเทพเพลิงแดงในมือ เปลวเพลิงสายหนึ่งก็ลอยลิ่วขึ้น กลายเป็นวิหคเพลิงตัวหนึ่งโบยบินเข้าไปในตำหนักเล็ก
ตำหนักเล็กหลังนี้พังทลายลงมาเป็นส่วนใหญ่แล้ว ส่วนใหญ่ถูกฝังกลบไว้ มีเพียงส่วนน้อยที่ยังคงสภาพดีอยู่ และใยแมงมุมเหล่านี้ก็แผ่ปกคลุมไปทั่วทั้งตำหนักเล็ก
วิหคเพลิงบินหลบเลี่ยงใยแมงมุมอยู่ภายในตำหนักเล็ก โดยไม่สัมผัสถูกใยแมงมุมเลยแม้แต่เส้นเดียว เก๋อเหวินอวิ๋นอดไม่ได้ที่จะทอดถอนใจชื่นชม ด้วยวิชาควบคุมไฟอันละเอียดอ่อนประณีตเช่นนี้ ในรัศมีพันลี้ของสำนักหลีซาน ภายใต้ระดับตำหนักม่วง เกรงว่าคงไม่มีผู้ใดสามารถทำได้
ส่วนผู้บำเพ็ญเพียรระดับตำหนักม่วง นางย่อมไม่อาจคาดเดา
ทันใดนั้น วิหคเพลิงก็หยุดชะงักอยู่ที่มุมหนึ่ง จากนั้นแสงไฟบนร่างก็สว่างวาบขึ้นมา แล้วนางก็มองเห็นบนศีรษะของรูปปั้นเทพเจ้าที่เศียรแตกไปครึ่งหนึ่ง มีแมงมุมสีดำตัวหนึ่งเกาะอยู่
มันถูกแสงไฟสาดส่องจนทำลายร่างที่ซ่อนเร้นและภาพมายา
แมงมุมสีดำตัวนั้นเมื่อครู่นี้มองไม่เห็นเลยแม้แต่น้อย หากไม่ใช่เพราะแสงไฟสว่างวาบขึ้นมาคราหนึ่ง นางก็คงจะมองไม่เห็นอย่างเด็ดขาด
แมงมุมเกาะอยู่บนเศียรของรูปปั้นเทพเจ้าที่มีเพียงครึ่งเดียว ราวกับต้องการจะเติมเต็มเศียรของรูปปั้นเทพเจ้าให้สมบูรณ์ก็มิปาน
สิ่งที่นางมองเห็นก่อนหน้านี้ ก็คือเศียรของรูปปั้นเทพเจ้านั้นยังคงสมบูรณ์ดี
"ศิษย์น้อง เวลาใช้อาคมระวังข้อห้ามด้วย" นางทราบดีว่า คนจำนวนมากเวลาใช้อาคม ล้วนต้องใช้มือชักนำเจตนารมณ์ ตัวนางเองก็เป็นเช่นนั้น
ดังนั้นเวลาใช้อาคมจึงมักจะยื่นมือชี้ไปที่ศัตรู ทว่าในบรรดาข้อห้ามของตำหนักสวรรค์นั้นมีอยู่ข้อหนึ่ง
"ห้ามใช้นิ้วชี้ไปที่รูปปั้นเทพเจ้า"







