ก้าวเข้าสู่เดือนมิถุนายน ณ สำนักงานใหญ่เทียนเซิ่งแคปปิตอล
วันนี้คือวันพฤหัสบดีที่ 2 มิถุนายน ลู่หมิงเข้าร่วมการประชุมช่วงเช้าของแผนกลงทุนและวิจัย จากนั้นจึงมาที่ห้องซื้อขายก่อนตลาดเปิด ทันทีที่บรรดาเทรดเดอร์เห็นบอส พวกเขาก็รู้ทันทีว่าวันนี้จะมีความเคลื่อนไหวสำคัญอีกครั้ง
อ้างอิงจากตัวอย่างที่ผ่านมา ตราบใดที่บอสปรากฏตัวในห้องซื้อขาย ย่อมหมายความว่ามีการดำเนินการครั้งใหญ่
ลู่หมิงเดินเข้ามาในห้องซื้อขายพร้อมกับถือเอกสารข้อมูลฉบับหนึ่งมาด้วย เขาถือโอกาสยื่นมันให้กับหลี่หมิงหยาง "หลังตลาดเปิด ให้เริ่มสะสมหุ้น 150 ตัวตามรายชื่อนี้ในตลาดรอง โดยเป้าหมาย 15 ตัวแรกต้องถือครองในสัดส่วน 4.99% ให้เสร็จสิ้นภายในเดือนมิถุนายน ส่วนเป้าหมายที่ 16 คือหุ้นอีลี่ ให้รีบดำเนินการกว้านซื้อจนถึงเกณฑ์ประกาศตัวให้เร็วที่สุด"
หลี่หมิงหยางที่ได้ยินคำพูดนั้นถึงกับอึ้งไปครู่ใหญ่ เมื่อตั้งสติได้ก็รับรายชื่อที่ลู่หมิงยื่นให้ เมื่อมองดูเนื้อหาบนนั้นก็อดไม่ได้ที่จะสูดลมหายใจเข้าลึกด้วยความตกตะลึง ก่อนจะพูดขึ้นว่า "ประธานลู่ นี่มันกะจะกวาดซื้อหุ้น A-Share ให้เกลี้ยงเลยนี่ครับ!"
ลู่หมิงหัวเราะ "ดำเนินการตามราคาเป้าหมายข้างบนเลย ซื้อจนกว่าเงินกว่า 100,000 ล้านจะหมดเกลี้ยงนั่นแหละ!"
นี่ไม่ใช่การตัดสินใจแบบคิดเองเออเองของลู่หมิง ในการประชุมคณะกรรมการบริหารเมื่อวานนี้ได้มีการลงมติอนุมัติแผนการนี้แล้ว และเริ่มดำเนินการในวันนี้
เงินทุนจากฉาวหยุนทรัสต์และว่านเซี่ยงกรุ๊ปถูกโอนเข้าบัญชีแล้ว รวมเป็นเงิน 33,500 ล้าน บวกกับสภาพคล่องเดิมที่บริษัทมีอยู่ 75,000 ล้าน ทำให้มีเงินทะลุ 100,000 ล้าน และก่อนจะถึงช่วงกลางเดือนกรกฎาคมที่จะถึงนี้ เงินทุนอีก 296,500 ล้านจากนักลงทุนสถาบันรายอื่นๆ ก็จะทยอยโอนเข้าบัญชีของเทียนเซิ่งแคปปิตอลเช่นกัน
ตลาดรองสามารถเริ่มวางหมากก่อนได้เลย ส่วนการวางแผนสำหรับตลาดแรกก็กำลังคืบหน้าไปอย่างราบรื่น
พอร์ตการลงทุนทั้ง 150 ตัวนี้คือพอร์ต "เทียนเซิ่ง 150" ที่ลู่หมิงรวบรวมขึ้นเป็นการภายในสำหรับหุ้นที่จดทะเบียนในตลาด A-Share ซึ่งก็คือหุ้นบลูชิป 150 ตัว
นั่นหมายความว่าตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป เป้าหมายสินทรัพย์หลักที่เทียนเซิ่งแคปปิตอลจะลงทุนในตลาดทุนในประเทศในอนาคต จะคงไว้ที่หุ้น 150 ตัวนี้ในระยะยาวโดยไม่มีการเปลี่ยนแปลง
ยังมีหุ้นกระทิงตัวใหญ่อีกหลายตัวที่ยังไม่เข้าตลาด เช่น จ้าวอี้ชวงซิน, คังไท่เซิงอู้, เวยเอ๋อร์กู่เฟิ่น และอื่นๆ บริษัทเหล่านี้ที่ยังไม่จดทะเบียนในตอนนี้ เมื่อเข้าตลาดในอนาคตก็จะถูกจัดสรรเข้ามาในพอร์ตการลงทุนนี้ด้วย เมื่อมีตัวใหม่เข้ามาหนึ่งตัว ก็จะคัดตัวเก่าออกไปหนึ่งตัว โดยยึดหลักการคัดตัวอ่อนแอทิ้งและเก็บตัวแข็งแกร่งไว้
การคัดออกและเพิ่มหุ้นใหม่เข้าสู่ "เทียนเซิ่ง 150" มีเพียงลู่หมิงเท่านั้นที่มีสิทธิ์ตัดสินใจ คนอื่นๆ ในบริษัทไม่สามารถตัดสินใจโดยพลการได้
สิ่งที่ควรค่าแก่การกล่าวถึงคือ การถือครองพอร์ต "เทียนเซิ่ง 150" ไม่มีทางที่จะถูกปิดบังจากโลกภายนอกได้ตลอดไป เพราะเมื่อบริษัทจดทะเบียนรายใหญ่ประกาศรายงานทางการเงิน พวกเขาจะต้องไปขอข้อมูลผู้ถือหุ้นล่าสุดจากคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ และเปิดเผยรายชื่อผู้ถือหุ้นหมุนเวียนรายใหญ่สิบอันดับแรกต่อสาธารณะ ดังนั้นยังไงก็ปิดไม่อยู่แน่นอน
อีกทั้งเขาเองก็ไม่ได้คิดจะจงใจปิดบังอยู่แล้ว หลังจากสะสมหุ้นเสร็จสิ้นก็ต้องเป็นฝ่ายเปิดเผยเป้าหมายที่ถือครองออกมา สินทรัพย์หลักที่แท้จริงไม่จำเป็นต้องปิดบังซ่อนเร้น ประกาศออกมาให้ทุกคนได้รับรู้ ให้คนอื่นมาช่วยดันราคาให้ มันไม่ดีกว่าหรือ?
ต้นทุนที่ราคาต่ำเตี้ยติดดินก็วางกองอยู่ตรงนั้นแล้ว
ด้วยระดับขนาดของเทียนเซิ่งแคปปิตอลในตอนนี้ ลู่หมิงจะไม่ไปทำพฤติกรรมลักกินขโมยกินอะไรแบบนั้น มีเพียงการเก็งกำไรในหุ้นปั่นและหุ้นขนาดเล็กเท่านั้นที่จะต้องแอบซุ่มเข้าไปเงียบๆ โดยไม่ให้ใครรู้ตัว
สินทรัพย์หลักแบบนี้ คือการหงายไพ่เล่นกับตลาดไปเลยว่า ฉันมองเห็นศักยภาพ ฉันจึงถือหุ้นในสัดส่วนที่เยอะ และฉันจะถือยาว!
ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป เทียนเซิ่ง 150 จะเริ่มสะสมหุ้นอย่างเป็นทางการ ยังมีบริษัทดีๆ อีกมากที่ยังไม่ได้เข้าตลาด ปัจจุบันสินทรัพย์หลักที่ลู่หมิงมองเห็นศักยภาพจริงๆ มีเพียง 42 ตัว การลงทุนใน 42 ตัวนี้ก็กินเงินทุนไปถึง 88,000 ล้านแล้ว ส่วนเงินทุนที่เหลืออีก 12,000 ล้านจะนำไปลงทุนในหุ้นอีก 108 ตัว ซึ่ง 108 ตัวนี้ก็แค่เอามาเติมให้ "หุ้นในพอร์ตเทียนเซิ่ง 150" ครบจำนวน 150 ตัวเท่านั้น
แต่ถึงแม้จะเป็นแค่ตัวเติมเต็ม พวกมันก็เป็นบริษัทที่ลู่หมิงคัดสรรมาอย่างพิถีพิถัน ตัวบริษัทอาจจะไม่ใช่บริษัทที่ยอดเยี่ยม แต่ในมุมมองของการทำเงิน พวกมันคือบริษัทที่ดีอย่างแน่นอน สามารถนำอัตราผลตอบแทนจากการลงทุนที่น่าทึ่งมาให้ได้ ซึ่งในจำนวนนี้ก็มีหุ้นบางตัวที่จะถูกติดเครื่องหมาย ST ในอนาคต และมีหุ้นปั่นอยู่ไม่น้อย
ทว่าแม้อัตราผลตอบแทนจะสูงแค่ไหน แต่มันก็ยังไม่คู่ควรกับการขึ้นหิ้งอยู่ดี หุ้นไก่กาก็ยังเป็นหุ้นไก่กาอยู่วันยังค่ำ ไม่สามารถทุ่มซื้อในสัดส่วนที่เยอะได้ และยิ่งไม่สามารถถือยาวเป็นสิบปีขึ้นไปเหมือนสินทรัพย์หลักอย่าง "ไห่เทียนอันซื่อเหมาอู่หลู" ได้
ไม่เป็นไร ยังไงซะก็เป็นแค่ตัวเติมเต็ม ตอนนี้มันสามารถทำกำไรและหาเงินให้ได้ ก็ถือเป็นของหวานชั้นดี รอจนกว่ามันจะไม่หวานแล้ว หรือรอให้บริษัทดีๆ อย่างจ้าวอี้ชวงซิน, คังไท่เซิงอู้, หนิงเต๋อฉือไต้ เข้าตลาด แล้วค่อยเตะพวกมันออกไปก็พอ
การคัดหุ้นไก่กาพวกนี้ทิ้ง ลู่หมิงจะไม่ลังเลแม้แต่น้อย
เมื่อเวลาผ่านไปทีละนาที พอถึงเวลา 09.30 น. ตลาดก็เปิดทำการอย่างเป็นทางการในวันนี้ ส่วนหลี่หมิงหยางก็ได้แจกจ่ายเป้าหมายในพอร์ตการลงทุน "เทียนเซิ่ง 150" ลงไปตั้งแต่ก่อนช่วง Call Market แล้ว
บรรดาเทรดเดอร์ในห้องโถงซื้อขายต่างก็ได้รับคำสั่งซื้อขายของวันนี้แล้ว จำนวนหุ้นที่ต้องซื้อและราคาเป้าหมายในการซื้อล้วนได้รับมาครบถ้วน รอเพียงแค่ดำเนินการซื้อขายเท่านั้น
ปัจจุบันบริษัทมีเทรดเดอร์ 82 คน เมื่อเทียนเซิ่งแคปปิตอลเติบโตขึ้น แน่นอนว่าจะต้องขยายการรับสมัครเทรดเดอร์เพิ่มขึ้นไปอีก หุ้น 150 ตัวถูกแจกจ่ายไปยังมือเทรดเดอร์ 50 คน เฉลี่ยแล้วแต่ละคนต้องซื้อขายเป้าหมาย 3 ตัว
หลังตลาดเปิด เทรดเดอร์ที่ได้รับคำสั่งก็เริ่มตั้งคำสั่งซื้อตามข้อมูลบนรายชื่อ
จำนวนหุ้น ราคาซื้อขาย และจำนวนเงินที่ต้องซื้อในตลาดรอง สำหรับ 15 บริษัทแรกที่ต้องไปให้ถึงเกณฑ์เตรียมประกาศตัว ได้แก่:
เหมาไถ, เฟินจิ่ว, อู่เหลียงเย่, เพียนไจ่หวง, เหิงลี่เยี่ยย่า, หุ้นหลงจี, หลูโจวเหลาเจี้ยว, จงเหมี่ยน, ว่านฮั่วฮั่วเสวีย, ฉางชุนเกาซิน, จื้อเฟยเซิงอู้, ไห่เทียนเว่ยเยี่ย, เหิงรุ่ยอีเย่า, กลุ่มบริษัทเหม่ยตี้, ซานอีจ้งกง
เป้าหมายการซื้อของ 15 ตัวนี้ในเดือนนี้คือต้องไปให้ถึง 4.99% ของทุนจดทะเบียนทั้งหมด ตราบใดที่สัดส่วนยังไม่ถึง 5% ก็ไม่จำเป็นต้องประกาศตัว
ส่วนหุ้นตัวที่ 16 ซึ่งก็คือหุ้นอีลี่ ลู่หมิงได้สั่งให้รีบดำเนินการกว้านซื้อในตลาดรองให้ถึงเกณฑ์ประกาศตัวตามราคาเป้าหมายให้เร็วที่สุด จุดประสงค์ก็เรียบง่ายมาก นั่นคือการโยนหินถามทาง เพื่อดูว่าปฏิกิริยาของตลาดจะเป็นอย่างไร
การจะทำเป้าหมายการซื้อหุ้น 16 ตัวแรกให้สำเร็จ รวมแล้วต้องใช้เงินประมาณ 58,200 ล้าน ซึ่งผลาญเงิน 100,000 ล้านไปเกินกว่าครึ่ง
ในจำนวนนั้นมี 5 ตัวที่ใช้เงินทุนมากที่สุด ได้แก่ เหมาไถ (17,200 ล้าน), กลุ่มบริษัทเหม่ยตี้ (7,200 ล้าน), อู่เหลียงเย่ (5,700 ล้าน), หุ้นอีลี่ (4,800 ล้าน) และเหิงรุ่ยอีเย่า (ประมาณ 4,500 ล้าน)
เงินทุน 100,000 ล้านไม่มีทางที่จะใช้หมดได้ภายในวันเดียว ต้องใช้เวลาหนึ่งเดือนเต็มในการดูดซับหุ้น การจุดไฟกวาดซื้อรวดเดียวจะดันราคาให้พุ่งชนซิลลิ่งในพริบตา ซึ่งเป็นวิธีที่ไม่ควรทำ
ราคาหุ้นปัจจุบันของเหมาไถก็ขยับจาก 166 หยวนที่ถูกทุบลงมาในช่วงตลาดพังทลายเมื่อปีที่แล้ว ขึ้นมาอยู่ที่ 265 หยวนในปัจจุบัน เผลอแป๊บเดียวมันก็ทะยานขึ้นจากราคาต่ำสุดสะสมรวมแล้วประมาณ 60% มูลค่าตลาดก็พุ่งมาอยู่ที่ 334,000 ล้านแล้วเช่นกัน
ราคาหุ้น 265 หยวนถือว่าแพงเป็นอันดับสองในตลาด A-Share เป็นรองเพียงแค่เทียนเซิ่งโฮลดิ้งส์เท่านั้น
ไม่ต้องสงสัยเลยว่า ราคาหุ้นของเทียนเซิ่งโฮลดิ้งส์ในตลาด A-Share นั้นสูงส่งจนหนาวเหน็บ ความสูงเหนือระดับน้ำทะเลของยอดเขาเอเวอเรสต์คือ 8,848 เมตร ส่วนราคาสูงสุดในวันแรกที่กลับมาซื้อขายคือ 7,690.88 เมื่อเทียบกับตัวเลข 8,848 แล้ว ส่วนต่างก็อยู่ที่ประมาณ 1,157 เท่านั้น
วันนี้เทียนเซิ่งโฮลดิ้งส์เปิดตลาดแบบกระโดดลงที่ราคา 6,244.22 หยวน หรือ -0.23% เมื่อสามวันก่อนเพิ่งมีข่าวดีครั้งใหญ่หลุดออกมา ทุกคนต่างคิดว่ามันจะต้องพุ่งชนซิลลิ่ง แต่ผลลัพธ์กลับน่าผิดหวังสุดๆ
ข่าวดีขนาดนี้ยังไม่ซิลลิ่ง ทำเอานักลงทุนพากันหงายเงิบไปตามๆ กัน
นับตั้งแต่เทียนเซิ่งโฮลดิ้งส์กลับมาซื้อขายในวันที่ 20 เมษายน ภาพรวมตลอด 30 วันทำการที่ผ่านมาก็มีแนวโน้มค่อยๆ ลดลงมาตลอดทาง วันแรกที่กลับมาซื้อขายนั้นน่าตื่นเต้นมาก ทุกคนนึกว่ามันจะเป็นหุ้นอันซื่อตัวต่อไปที่พุ่งชนซิลลิ่งไปตลอดรอดฝั่ง การแกว่งตัวขึ้นลงอย่างรุนแรงในระหว่างวันนั้นน่าตื่นเต้นสุดๆ วันที่สองก็ทำราคาจากฟลอร์พุ่งขึ้นไปซิลลิ่ง พอวันที่สามก็ยังคงพุ่งชนซิลลิ่งต่อเนื่องเป็นวันที่สอง ราคาหุ้นดีดตัวจากจุดต่ำสุดที่ 4,398.56 หยวน ขึ้นมาอยู่ที่ 6,266.45 หยวน
หากช้อนซื้อได้ในราคาต่ำสุดของวันแรกที่กลับมาซื้อขาย พอถึงซิลลิ่งของวันที่สามก็ฟันกำไรเละเทะไปถึง 42% แล้ว
ตอนที่เปิดตลาดมาแล้วร่วงติดราคาฟลอร์เป็นเส้นตรงในวันที่สอง ทุกคนต่างคิดว่ามันจะเป็นจงสือโหยวตัวที่สอง ตลาดเต็มไปด้วยเสียงด่าทอ ลู่หมิงเองก็โดนนักลงทุนรายย่อยด่าสาดเสียเทเสียไปด้วย
จากนั้นราคาก็พุ่งจากฟลอร์ขึ้นไปชนซิลลิ่ง และซิลลิ่งต่อเนื่องในวันที่สาม ตลาดยังคงเต็มไปด้วยเสียงด่าทอ แต่ครั้งนี้เป้าหมายคือสถาบัน พวกเขาด่าทอสถาบันอย่างหนักว่าทำการเขย่าเม่าอย่างป่าเถื่อน สมกับคำกล่าวที่ว่าแท่งเทียนบวกเดียวเปลี่ยนมุมมองสามอย่าง ยิ่งไปกว่านั้นนี่คือแท่งเทียนบวกใหญ่ที่พุ่งชนซิลลิ่งติดต่อกันถึงสองวัน ทุกคนจึงตระหนักได้ว่าเทียนเซิ่งโฮลดิ้งส์ไม่ใช่จงสือโหยวตัวที่สอง
ในตอนที่ทุกคนเปลี่ยนมุมมองจากวันแรกที่คิดว่ามันคือจงสือโหยวตัวที่สองไปแล้วนั้น ในช่วงห้าสัปดาห์ต่อมามันกลับมีแนวโน้มค่อยๆ ลดลงอย่างต่อเนื่อง ราวกับถูกย่ำยีซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ล่าสุดมีข่าวดีครั้งใหญ่หลุดออกมา ทุกคนต่างคิดว่ามันจะต้องพุ่งชนซิลลิ่ง แต่ผลลัพธ์คือมันไม่ยอมขึ้น
เมื่อคลิกดูกราฟแท่งเทียนรายสัปดาห์ของเทียนเซิ่งโฮลดิ้งส์ จะเห็นว่ามีแท่งเทียนรายสัปดาห์ทั้งหมด 7 แท่ง โดย 6 แท่งเป็นสีเขียว ส่วนแท่งสีแดงเพียงแท่งเดียวก็บวกขึ้นมาแค่ +0.1% และปิดเป็นรูปไม้กางเขน
และในวินาทีนี้เอง เทียนเซิ่งโฮลดิ้งส์ในการซื้อขายช่วงเช้าก็เปิดต่ำและปรับตัวลงต่ำ ร่วงลงอย่างต่อเนื่องจนลากเอากลุ่มอุตสาหกรรมหลักทรัพย์ร่วงระนาวตามไปด้วย พอถึงเวลา 09.52 น. ราคาก็ร่วงหนักระหว่างวันถึง -4.15% ราคาหุ้นดิ่งลงมาอยู่ที่ 5,998.88 หยวน ไม่เพียงแต่สร้างจุดต่ำสุดใหม่ในระยะนี้เท่านั้น แต่ยังหลุดแนวรับ/แนวต้านทางจิตวิทยาที่ตัวเลขกลมๆ 6,000 หยวนไปแล้วด้วย
ก่อนหน้านี้ เทียนเซิ่งโฮลดิ้งส์เคยปรับตัวลงมาทดสอบแนวรับหลายครั้ง แต่ทุกครั้งที่ร่วงลงมาใกล้ระดับ 6,000 หยวนก็จะหยุดร่วงแล้วดีดตัวกลับ เป็นแบบนี้มาติดต่อกันเจ็ดแปดวันทำการแล้ว ทำให้นักลงทุนยอมรับว่าจุดนี้คือแนวรับสำคัญหลัก ทุกครั้งที่ร่วงลงมาถึงตรงนี้ก็จะต้องดีดตัวกลับ
แต่วันนี้ มันทะลุแนวรับลงมาแล้ว!
นักลงทุนรายกลางและรายย่อยบางคนที่ทุ่มเงินซื้อไปหลายล้านในนั้นต่างก็โกรธจนตัวสั่น คนที่ยังติดดอยอยู่ที่ระดับ 7,690.88 และยังไม่ได้ตัดขาดทุน พอมาเห็นราคาหุ้นที่ทำจุดต่ำสุดใหม่ในวันนี้ก็เริ่มจะทนไม่ไหวแล้ว
จิตใจของนักลงทุนรายกลางและรายย่อยในวงกว้างเริ่มสั่นคลอนแล้ว หรือว่ามันจะเป็นจงสือโหยวตัวที่สองจริงๆ?
……







