ข่งฉางอวี๋ขุนนางประจำจวนอ๋องเห็นสีหน้าของเหล่าขุนนางไม่ค่อยสู้ดีนัก จึงขยิบตาให้อ๋องปาตงครั้งแล้วครั้งเล่า ทว่าท่านอ๋องผู้นี้กลับไม่แม้แต่จะปรายตามองกุนซือคนสนิทของตนเองเลย กลับกล่าวกับหวังหยางว่า
"เมื่อสองวันก่อนเสบียงของเจ้ายังมาไม่ถึง ราคาเสบียงก็ลดลงไปเจ็ดแปดส่วน เช้าวันนี้พอขบวนเรือของเจ้ามาถึง ราคากลับร่วงลงมาเท่าเดิมทันที! พอขนเสบียงลงจากเรือ ลำเลียงเข้าไปในเมืองทีละกระสอบๆ ราคานี้ก็กลับลดลงไปอีกสามส่วน! ข้าให้คนไปตรวจสอบบัญชีของปีก่อนๆ ถึงได้รู้ว่าตอนนี้ราคาเสบียงในจิงโจวของข้ากลับไปอยู่ในระดับปีหย่งหมิงที่ห้าแล้ว! ก่อนหน้านี้ราคาเสบียงสูงลิ่วไม่ยอมลง ข้าได้ยินมาว่ามีผู้ตรวจการเตรียมจะถวายฎีกาเอาผิดข้าเรื่องนี้ ตอนนี้ยังไม่เงียบไปอีกหรือ ฮ่าๆๆๆ! หวังหยาง ครั้งนี้ความดีความชอบของเจ้าไม่น้อยเลยนะ!"
หวังหยางกล่าวถ่อมตัว "ล้วนเป็นเพราะท่านอ๋องวางแผนได้อย่างเหมาะสม ข้าน้อยจะกล้ารับความดีความชอบได้อย่างไรขอรับ"
อ๋องปาตงกล่าวอย่างถือเป็นเรื่องสมควร "ย่อมเป็นข้าที่วางแผนได้อย่างเหมาะสม แต่เจ้าก็มีความดีความชอบด้วยเช่นกัน"
หวังหยาง "......"
เหล่าขุนนาง "......"
"เรื่องโอนทะเบียนของครัวเรือนทหารครอบครัวนั้นข้าได้สั่งให้คนไปจัดการแล้ว อีกอย่างข้างหลังบ้านเจ้าไม่ใช่ยังมีเสบียงอีกสามสิบเรือหรอกหรือ ตอนนี้ราคาเสบียงต่ำเช่นนี้ จะปล่อยให้เจ้าขาดทุนไม่ได้ เอาเช่นนี้ เจ้าขนมาเท่าใด ยุ้งฉางทางการจะรับซื้อในราคาร้อยอีแปะต่อหนึ่งหู่ทั้งหมด ท่านข่ง ท่านให้เจ้าหน้าที่กรมยุ้งฉางนำของในยุ้งฉางทางการ..."
หวังหยางพูดแทรกขึ้นมาอย่างกระอักกระอ่วนใจเล็กน้อย "ท่านอ๋อง ข้าน้อยมีเรื่องหนึ่งอยากจะรายงานเป็นการส่วนตัวขอรับ..."
.......
ภายในโถง เหล่าขุนนางมองดูหวังหยางนั่งอยู่ข้างกายอ๋องปาตง ทั้งสองกำลังกระซิบกระซาบอะไรบางอย่าง
ด้านหลังอ๋องปาตงมีแม่ทัพพิทักษ์จวนอ๋องเจียวสื้อหรงยืนอยู่ สวมเกราะพกดาบ สีหน้าเคร่งขรึม เวลานี้เห็นหวังหยางกับท่านอ๋องอยู่ใกล้ชิดกันถึงเพียงนี้ ก็อดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้ว ดวงตาดุดันดั่งพยัคฆ์จ้องเขม็งไปที่หวังหยาง ราวกับสัตว์ร้ายที่พร้อมจะตะครุบเหยื่อได้ทุกเมื่อ
"อะไรนะ!" อ๋องปาตงมีสีหน้าตกตะลึง
หวังหยางก้มหน้า ทำท่าทางซื่อสัตย์เป็นอย่างมาก กล่าวเสียงเบา "มิกล้าปิดบังท่านอ๋องขอรับ"
"แล้วขบวนเรือที่มาถึงในวันนี้..."
"เป็นเรือของตระกูลเซี่ยขอรับ"
"เด็กหญิงคนที่สี่ของบ้านเซี่ยเฝ่ยหรือ ข้าก็ว่าอยู่ทำไมนางถึงต้องมาสาย..."
"ท่านอ๋องปราดเปรื่องมากขอรับ"
อ๋องปาตงยังไม่ทันหายจากอาการตกตะลึง พึมพำว่า "ข้าปราดเปรื่องขนาดนี้ยังถูกเจ้าหลอกเอาหรือ"
"ข้าน้อยจะกล้าหลอกท่านอ๋องได้อย่างไรขอรับ เพียงแต่ตอนนั้นที่พูดก็คือลดราคาเสบียง ไม่ได้บอกว่ามีวิธีลดอย่างไร..."
อ๋องปาตงมองหวังหยาง "เจ้ามั่นใจขนาดนั้นเลยหรือว่าราคาเสบียงจะลดลงได้ หากปล่อยข่าวออกไปแล้วยังไม่ลดลงเล่า"
"ไม่เป็นเช่นนั้นหรอกขอรับ ท่านอ๋องเคยกล่าวไว้ว่า ปีที่แล้วจิงโจวแค่ประสบภัยแล้งเล็กน้อย การที่ราคาเสบียงพุ่งสูงไม่ยอมลง สาเหตุหลักเป็นเพราะพ่อค้าเสบียงกักตุนสินค้าเพื่อเก็งกำไร พวกเขากักตุนเสบียงก็เพื่อขาย แต่พอเสบียงจากภายนอกมาถึง เสบียงของพวกเขาก็จะค้างสต็อก ดังนั้นพวกเขาไม่เพียงต้องขาย แต่ยังต้องขายให้เร็วกว่าและไวกว่าคู่แข่งด้วย! ทำอย่างไรให้เร็วกว่าและไวกว่า ก็คือการลดราคาขอรับ ราคาเสบียงสูงเกินจริง ตลาดนี้ช้าเร็วก็ต้องพังทลาย เพียงแค่ทำให้ความคาดหวังต่อตลาดของพวกเขาต่ำลง ก็จะสามารถเร่งกระบวนการนี้ได้ขอรับ"
"ตะ... ความคาดหวังต่อตลาดหรือ"
"เอ่อ... ก็คือการประเมินของพ่อค้าเสบียงที่มีต่อสถานการณ์การซื้อขายในอนาคตขอรับ"
อ๋องปาตงกวาดสายตามองหวังหยางขึ้นลงครู่หนึ่ง ครุ่นคิดแล้วถามว่า "แล้วกระสอบเสบียงตั้งมากมายที่ขนลงจากเรือลำเลียงเข้าไปในเมืองพวกนั้น ทำมาได้อย่างไร"
"ทรายและดินขอรับ"
"ทรายและดินหรือ!" อ๋องปาตงเบิกตากว้าง จากนั้นก็หัวเราะร่วน "ร้ายกาจ ร้ายกาจ เจ้าช่างร้ายกาจจริงๆ!"
ทุกคนเห็นหวังหยางและอ๋องปาตงกระซิบกระซาบกันครู่หนึ่ง จากนั้นท่านอ๋องก็หัวเราะลั่น ต่างก็ไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น
อ๋องปาตงหัวเราะอยู่สองสามที ใบหน้าพลันเย็นชาลง สายตามืดครึ้ม "เช่นนั้นเจ้ายอมรับแล้วว่าก่อนหน้านี้เจ้าหลอกข้า"
หวังหยางชะงักไป `'ให้ตายเถอะ เปลี่ยนสีหน้าไวเกินไปแล้ว!'` รีบอธิบายว่า
"อันที่จริงก็ไม่นับว่าหลอกขอรับ เพียงแต่สถานการณ์บีบบังคับ ต่อหน้าผู้คนมากมายเพียงนั้น ข้าน้อยก็ไม่มีเวลาขอคำชี้แนะ ข้าน้อยมีเพียงพูดให้ดูสมจริงที่สุด มีความมั่นใจที่สุด ถึงจะยิ่งทำให้คนเชื่อว่าข้าน้อยมีเสบียงขอรับ"
"นั่นก็คือหลอกอยู่ดี! ข้าไม่ชอบถูกหลอก เจ้าหลอกข้า ก็ต้องจ่ายค่าตอบแทน"
อ๋องปาตงยิ้มแต่ตาไม่ยิ้มพลางโอบไหล่หวังหยาง แขกเหรื่อในที่นั่งต่างประหลาดใจที่ท่านอ๋องสนิทสนมกับหวังหยางถึงเพียงนี้!! มีเพียงหวังหยางเท่านั้นที่สัมผัสได้ถึงความหนาวเหน็บอย่างแท้จริง
น่าเสียดายที่ผู้ติดตามไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าจวนอ๋อง มิเช่นนั้นหากมีชิงซานอยู่ด้วย บางทีอาจจะรู้สึกปลอดภัยขึ้นมาบ้าง
อันที่จริงก็เพิ่มขึ้นมาได้ไม่เท่าไหร่นัก หากท่านอ๋องคิดจะจัดการเขาจริงๆ ต่อให้พาเฉินชิงซานมาสิบคน ก็เดินออกจากจวนอ๋องไม่ได้อยู่ดี
หวังหยางไม่แน่ใจจริงๆ ว่าอ๋องปาตงกำลังล้อเขาเล่นหรือเอาจริง แต่เขาอาศัยการประเมินจากการได้สัมผัสกับท่านอ๋องหนุ่มผู้นี้เพียงสองครั้ง พูดพร้อมรอยยิ้มว่า
"เมื่อครู่ท่านอ๋องเพิ่งจะกล่าวว่าข้าน้อยมีความดีความชอบไม่น้อย มิสู้ให้โอกาสข้าน้อยสักครั้ง เอาความดีความชอบมาลบล้างความผิดดีหรือไม่ขอรับ"
อ๋องปาตงเห็นหวังหยางพูดกลั้วหัวเราะเหมือนไม่มีความหวาดกลัวแม้แต่น้อย ในแววตาก็ฉายแววขบขันขึ้นมาทันที
เขามองหวังหยาง ราวกับกำลังพินิจพิเคราะห์ของเล่นแปลกใหม่ชิ้นหนึ่ง "เจ้าไม่กลัวข้าหรือ ข้าขึ้นชื่อเรื่องความบ้าคลั่งดั่งพายุสายฟ้า บทจะบ้าขึ้นมาก็ไม่สนหรอกนะว่าเจ้าแซ่อะไร"
`'ที่แท้นายก็รู้ตัวว่าตัวเองบ้าสินะ!'`
`'ฉันก็คิดว่านายมีแววเป็นคนบ้าเหมือนกัน'`
หวังหยางค่อนขอดอยู่ในใจ ทว่าสีหน้ากลับทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้กล่าวว่า "ข้าน้อยจะกลัวอะไรขอรับ ท่านอ๋องแม้จะบ้าคลั่ง แต่ก็ปราดเปรื่องเป็นอย่างยิ่ง ย่อมไม่มีทางตำหนิข้าน้อยเป็นแน่ขอรับ!"
อ๋องปาตงเปล่งเสียงหัวเราะทุ้มต่ำออกมา "พูดได้ดี! เช่นนั้นข้าก็จะให้โอกาสเจ้าสักครั้ง! เจ้าหลอกข้าอีกครั้งหนึ่ง หากหลอกสำเร็จ ข้าก็จะไม่เอาความ ทั้งยังจะมอบผลประโยชน์ชิ้นใหญ่ให้เจ้าด้วย" หยุดไปครู่หนึ่งแล้วกล่าวต่อ "ผลประโยชน์ชิ้นใหญ่มากเชียวนะ"
หวังหยางจะยังมีกะจิตกะใจไปคิดเรื่องผลประโยชน์ได้อย่างไร เขาไม่ค่อยแน่ใจในความหมายของอ๋องปาตง "หลอก... หลอกหนึ่งครั้งหรือขอรับ"
"ใช่แล้ว" อ๋องปาตงดึงแขนที่พาดอยู่บนไหล่หวังหยางกลับ จัดท่านั่งเล็กน้อย แล้วกล่าวว่า "หลอกมาสิ"
หวังหยาง "???"
"ตอนนี้เลยหรือขอรับ"
"ใช่ รีบหลอกสิ! คนตั้งมากมายยังรอเปิดงานเลี้ยงอยู่นะ" อ๋องปาตงเร่งเร้า
`'นายหิมะตกแล้วไม่เล่นปาหิมะ แต่กินก้อนหิมะ กะจะเอาฮาสินะ!'`
`'หลอกบ้าหลอกบออะไรล่ะ!'`
อ๋องปาตงมองดูท่าทางกระอักกระอ่วนของหวังหยาง ความสนใจในดวงตาก็ยิ่งเข้มข้นขึ้น กระซิบว่า
"รีบหลอกเดี๋ยวนี้! หลอกไม่สำเร็จข้าจะคว่ำโต๊ะ แล้วร้องบอกดังๆ ว่า 'ดีมากหวังหยาง เจ้าถึงกับไม่มีเสบียงอยู่เลย ล้วนเป็นของปลอม!' ถึงเวลานั้นจะเอาผิดเจ้าในข้อหาหลอกลวงเบื้องบน เอาทรายมาสวมรอยเป็นเสบียง หลอกลวงราษฎร และก่อกวนตลาด"
หวังหยางเห็นท่าทางตื่นเต้นจนปิดไม่มิดของอ๋องปาตง ก็รู้สึกเย็นวาบที่แผ่นหลัง คิดในใจว่าด้วยสภาพจิตใจของพี่ชายคนนี้ไม่แน่ว่าอาจจะทำขึ้นมาจริงๆ นี่มันงานเลี้ยงหงเหมินชัดๆ!
อ๋องปาตงเริ่มหมดความอดทน "ข้าจะนับหนึ่งถึงห้า หากเจ้าไม่หลอก ข้าจะคว่ำโต๊ะ ห้า... สี่..."
หวังหยางรีบกล่าว "เดี๋ยวก่อนขอรับ! อย่างไรถึงจะเรียกว่าหลอกสำเร็จขอรับ"
"เจ้าพูดโกหกมาประโยคหนึ่ง อย่าให้ข้าจับได้ ก็ถือว่าหลอกสำเร็จแล้ว ข้าเห็นตอนที่เจ้าบอกว่าที่บ้านมีเรือเสบียง พูดได้เป็นตุเป็นตะเชียว ข้าคาดหวังในตัวเจ้ามากนะ! เอาล่ะ สาม..."
"เดี๋ยวๆๆๆ ขอรับ! พวกเราจะยืดเวลานี้ออกไปหน่อยได้หรือไม่ขอรับ อย่างเช่นภายในสามวันอะไรเทือกนั้น ทำเช่นนี้ถึงจะสนุกกว่า! ตอนนี้ท่านรู้แล้วว่าข้าน้อยจะพูดโกหก พอข้าน้อยพูดท่านก็จับผิดได้แล้วสิขอรับ เช่นนั้นจะไปมีความหมายอะไร"
หวังหยางพยายามใช้คำพูดเหล่านี้แลกกับเวลาสามวันในการออกแบบแผนลวง ทว่าอ๋องปาตงไม่ให้ความร่วมมือเลยสักนิด
"เจ้ารู้สึกว่าไม่มีความหมาย แต่ข้ารู้สึกว่ามีความหมายนี่! ข้าจะนับต่อแล้วนะ สาม สอง หนึ่ง... คว่ำโต๊ะล่ะนะ!" อ๋องปาตงเอามือกดโต๊ะ พลันได้ยินหวังหยางกล่าวว่า "ข้าน้อยกำลังพูดโกหกขอรับ"
อ๋องปาตงเผยรอยยิ้ม "เจ้าคิดออกแล้วหรือ เช่นนั้นก็พูดมาสิ"
"พูดจบแล้วขอรับ ข้าน้อยกำลังพูดโกหก" หวังหยางกล่าวซ้ำ
"พูดจบที่ไหนกัน พูดว่าอะไร"
"ที่พูดก็คือประโยคที่ว่า 'ข้าน้อยกำลังพูดโกหก' นี่แหละขอรับ ท่านอ๋องลองแยกแยะดู ท่านรู้สึกว่าประโยคนี้เป็นคำโกหกหรือไม่ขอรับ"
อ๋องปาตงงุนงงไปบ้าง "นี่... ไม่ใช่หรือ"
"หากไม่ใช่ก็พิสูจน์ว่าประโยค 'ข้าน้อยกำลังพูดโกหก' นี้เป็นความจริง เช่นนั้นข้าน้อยก็กำลังพูดโกหก ท่านอ๋องดูไม่ออก ถือว่าหลอกสำเร็จแล้วนะขอรับ!"
อ๋องปาตงกะพริบตาสองที เปลี่ยนคำพูดว่า "ข้าพูดใหม่ นี่คือคำโกหกประโยคหนึ่ง!"
"หากเป็นคำโกหก ก็แสดงว่าประโยค 'ข้าน้อยกำลังพูดโกหก' นี้เป็นเรื่องเท็จ ในเมื่อเป็นเรื่องเท็จข้าน้อยก็ไม่ได้พูดโกหก ข้าน้อยไม่ได้พูดโกหกแต่ท่านอ๋องกลับบอกว่าข้าน้อยพูดโกหก ก็ยังถือว่าถูกข้าน้อยหลอกอยู่ดีขอรับ"
อ๋องปาตงตกตะลึงจนอ้าปากค้าง นิ่งอึ้งไปครู่ใหญ่ก็ชี้หน้าหวังหยางแล้วหัวเราะขึ้นมา ยิ่งหัวเราะเสียงก็ยิ่งดัง แววตานั้นหวังหยางตีความออกมาได้ความหมายประมาณว่า 'เจ้ามันแน่' ...
หวังหยางคิดในใจ `'ไม่ใช่ว่าฉันแน่ แต่เป็นยูบูลิเดสต่างหากที่แน่...'`







