เยี่ยนคงเฉิงถามอย่างระแวดระวังว่า "พี่สวี่สืบเรื่องหลุมศพของท่านอาฟงไปทำไมหรือ?"
เขารู้สึกว่าน้ำเสียงของตนเองไม่ค่อยดีนัก จึงรีบอธิบายว่า "ไม่ใช่ว่าข้าไม่ไว้ใจท่านนะ แต่หลุมศพของปรมาจารย์เอ๋อเหมยถูกลอบขุดไปเยอะมาก ดังนั้นพอเจอคนมาถามเรื่องหลุมศพ ข้าก็เลยต้องถามให้มากความสักหน่อย ที่ภูเขาด้านหลังยังมีศพของพวกที่มาสืบหาหลุมศพปรมาจารย์ของข้าฝังอยู่เลย"
สวี่อิงกล่าวอย่างสุภาพว่า "ข้าเพียงแค่อยากไปเคารพศพสหายเก่าเท่านั้น อย่างที่ท่านรู้ ข้ามักจะความจำเสื่อม คนที่จำได้มีไม่มากนัก"
เยี่ยนคงเฉิงไม่สงสัยอะไร จึงชี้บอกตำแหน่งหลุมศพของท่านอาฟงให้เขาฟัง
สวี่อิงเดินเข้าไปแสดงความเคารพ ลอบจดจำตำแหน่งของหลุมศพไว้ในใจ พลางคิดว่า "ไว้ดึกๆ ค่อยมาแวะเวียนเยี่ยมเยียนก็แล้วกัน"
เยี่ยนคงเฉิงไม่ใช่คนทึ่มทื่อ หลังจากเรียนรู้วิชาค้นหามังกรกำหนดตำแหน่งจากสวี่อิงแล้ว เขาก็ลงมือค้นหาความลับทั้งหกในร่างกายของตนเองทันที
ตอนนี้เขาอยู่ในขอบเขตเบิกด่านขั้นที่สอง ขอบเขตนี้ค่อนข้างอันตราย หากก้าวไปอีกขั้นก็คือขั้นหอคอยสิบสองชั้น ซึ่งสามารถบำเพ็ญจนก่อเกิดจิตหยวนเสินได้ แต่หากสร้างจิตหยวนเสินสำเร็จ ก็จะไม่สามารถเปิดความลับทั้งหกในร่างกายได้อีก
ถึงแม้จะยังไม่ได้บำเพ็ญจิตหยวนเสิน ความลับทั้งหกในร่างกายก็ยังหนักอึ้งและเปิดยากอยู่ดี แม้แต่ยอดฝีมืออย่างเยี่ยนคงเฉิง ก็ยังต้องอาศัยของวิเศษถึงจะสามารถเปิดขุมทรัพย์ลับได้
ยิ่งไปกว่านั้น ทุกครั้งที่เปิดขุมทรัพย์ลับได้หนึ่งแห่ง ตบะก็จะเพิ่มพูนขึ้นอย่างมาก ทำให้ขุมทรัพย์ลับแห่งต่อๆ ไปยิ่งเปิดยากขึ้นไปอีก!
นี่ก็เป็นเหตุผลว่าทำไมตอนที่เซวียอิ๋งอันเปิดความลับทั้งหก ขุมทรัพย์ลับแห่งแรกถึงใช้แค่ของวิเศษธรรมดาก็เปิดได้ แต่ขุมทรัพย์ลับแห่งหลังๆ กลับต้องใช้ของล้ำค่าประจำสำนักอย่างกระบี่เซียวเหยาถึงจะเปิดออก
ทว่า รากฐานของสำนักเอ๋อเหมยนั้นหนาแน่นเกินไปจริงๆ ห่างชั้นจากสำนักเล็กๆ อย่างสำนักเซียวเหยาแห่งเขาจิ่วหลงจนเทียบกันไม่ติด ของล้ำค่าประจำสำนักอย่างกระบี่เซียวเหยาจะต้องมีไม่น้อยเป็นแน่ สวี่อิงถึงกับสงสัยว่าสำนักเอ๋อเหมยอาจจะมีอาวุธเซียนคอยคุ้มครองโชคชะตาอยู่ด้วยซ้ำ!
ดังนั้น เขาจึงไม่กังวลเลยสักนิดว่าเยี่ยนคงเฉิงจะเปิดขุมทรัพย์ลับได้หรือไม่
สิ่งที่ทำให้เขาใส่ใจจริงๆ มีเพียงสองเรื่องเท่านั้น
เรื่องแรก คือมรรคาวิถีแห่งแก่นทองคำอันเป็นวิชาสืบทอดที่แท้จริงของเอ๋อเหมย
เยี่ยนคงเฉิงใช้แก่นทองคำเพียงเม็ดเดียว ขับเคลื่อนวิชาเต๋านับหมื่นพัน ใช้อิทธิฤทธิ์เวทมนตร์ได้อย่างเหนือชั้น พลังอานุภาพมหาศาลจนแทบไม่น่าเชื่อ แก่นทองคำหนึ่งเม็ดบรรจุวิชาไว้หมื่นแขนง ทำให้เขารู้สึกเลื่อมใส
เรื่องที่สอง ก็คือหลุมศพของท่านอาฟง
แค้นนี้หากไม่ได้ชำระ ข้าขอสาบานว่าจะไม่ขอเป็นคน!
เนื่องจากเยี่ยนคงเฉิงรีบร้อนที่จะเปิดความลับทั้งหก เขาจึงพาสวี่อิงเข้ามาในตัวภูเขาเอ๋อเหมย ภายในภูเขากลับมีพื้นที่กลวงโบ๋อยู่แห่งหนึ่ง กว้างขวางมาก ขนาดประมาณสามหลี่
ตำหนักทองคำหลังหนึ่งตั้งตระหง่านอยู่บนหน้าผาฝั่งตรงข้าม
เยี่ยนคงเฉิงทำลายค่ายกลผนึกมาตลอดทาง พาสวี่อิงเดินเข้าไปในตำหนักทองคำ ภายในตำหนักมีตำรามากมายมหาศาลจนวัวลากยังเหงื่อตก ทุกหนทุกแห่งเต็มไปด้วยคัมภีร์ของเอ๋อเหมย เคล็ดวิชาถูกจัดแบ่งเป็นหมวดหมู่ มีหลากหลายประเภทจนนับไม่ถ้วน
เยี่ยนคงเฉิงยกหีบทองคำใบหนึ่งออกมา ส่งให้เขาโดยตรงพลางกล่าวว่า "พี่สวี่ หัวใจสำคัญที่สุดของมรรคาวิถีแห่งแก่นทองคำแห่งเอ๋อเหมยเรา ก็คือ 'ตำราเซียนไท่ซ่างจินกุ้ย' ตำราเซียนไท่ซ่างจินกุ้ยเป็นสิ่งที่ปรมาจารย์สูงสุดทิ้งไว้ มีข่าวลือว่าเป็นตำราที่ปรมาจารย์สูงสุดเขียนขึ้นเอง และก็มีข่าวลือว่าเป็นตำราเซียนที่ปรมาจารย์สูงสุดได้มา"
'ตำราเซียนไท่ซ่างจินกุ้ย' เป็นตำราเซียนที่ถูกผนึกไว้ในหีบทองคำใบหนึ่ง หีบทองคำมีรูปลักษณ์โดยรวมคล้ายกับตราประทับล้ำค่า ด้านบนมีรูปทรงเป็นตัวอักษรทองคำ ด้านล่างเป็นตัวหีบสี่เหลี่ยมจัตุรัส
หลังจากเปิดออก ภายในก็มีม้วนไผ่หยกอยู่หนึ่งม้วน
มรรคาวิถีแห่งแก่นทองคำ ถูกบันทึกไว้บนม้วนไผ่หยกนั้น
นี่คือตำราหยกอีกม้วนหนึ่ง!
สวี่อิงประหลาดใจเป็นอย่างยิ่ง ครั้งล่าสุดที่เขาเห็นตำราหยก ก็คือที่ตระกูลโจวของโจวฉีอวิ๋น เป็นตำราหยกที่บันทึกวิชากำเนิดพลังไท่อิน!
เล่าลือกันว่า นี่คือสื่อที่ผู้บำเพ็ญเพียรในยุคโบราณใช้บันทึกวิถีเต๋า!
หลังจากนั้น เขาก็ไม่เคยพบเจอตำราหยกที่คล้ายกันอีกเลย อย่างมากก็แค่เจออักขระวิถีเซียนที่บันทึกไว้บนตำราทองคำเท่านั้น
นึกไม่ถึงเลยว่าที่เอ๋อเหมย เขาจะได้พบตำราหยกอีกม้วนหนึ่ง!
เยี่ยนคงเฉิงชี้ไปยังคัมภีร์เล่มอื่นๆ ในตำหนักทองคำแห่งนี้แล้วกล่าวว่า "ตำราเหล่านี้ คือคำอธิบายขยายความตำราเซียนไท่ซ่างจินกุ้ยของปรมาจารย์เอ๋อเหมยรุ่นต่างๆ ปรมาจารย์แต่ละท่านมีความเข้าใจต่อตำราเซียนแตกต่างกัน หลักการที่ได้มาก็แตกต่างกัน แต่ล้วนมีจุดเด่นเฉพาะตัว ท่านอย่าเพิ่งรำคาญไป ตอนที่อาจารย์สอนข้า ท่านก็บอกไว้ว่า..."
เขาเลียนแบบน้ำเสียงของคนแก่พลางกล่าวว่า "ความจริงแห่งมรรคาวิถีนั้นบันทึกอยู่ในตำราเซียน เจ้าจงศึกษาคำอธิบายของปรมาจารย์รุ่นก่อนๆ เสียก่อน คำอธิบายของปรมาจารย์นั้นเป็นเพียงด้านเดียว แต่มันก็เหมือนกับการตัดวงกลม ยิ่งตัดวงกลมได้ละเอียดเท่าไหร่ พื้นที่วงกลมที่ได้ก็จะยิ่งแม่นยำมากขึ้นเท่านั้น หากเจ้าดูคำอธิบายของปรมาจารย์ทุกท่านจนจบ ก็จะได้วงกลมที่ใกล้เคียงกับวงกลมที่สมบูรณ์แบบที่สุด หากเจ้าทำความเข้าใจบนพื้นฐานนี้ ก็จะเข้าใกล้ความจริงของมรรคาวิถีแห่งแก่นทองคำได้อย่างไร้ขีดจำกัด"
สวี่อิงพยักหน้าพลางเอ่ยถาม "หากสามารถอ่าน 'ตำราเซียนไท่ซ่างจินกุ้ย' เข้าใจได้โดยตรง ยังจำเป็นต้องอ่านคำอธิบายเหล่านี้อีกหรือไม่?"
เยี่ยนคงเฉิงหัวเราะ "ย่อมไม่จำเป็นแล้ว ทว่าตอนที่ปรมาจารย์อธิบายคัมภีร์เซียน ได้มีการเชื่อมโยงไปถึงวิชาเต๋าแขนงอื่นๆ มีการยกตัวอย่างอ้างอิงมากมาย ดังนั้นการอ่านคัมภีร์เหล่านี้ ย่อมเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการทำความเข้าใจอิทธิฤทธิ์และมรรคาวิถีอื่นๆ ของท่าน"
สวี่อิงทำท่าครุ่นคิด
เยี่ยนคงเฉิงจากไป ทิ้งเขาไว้ในตำหนักใหญ่กลางภูเขาแห่งนี้ โดยไม่กังวลเลยสักนิดว่าเขาจะขโมย 'ตำราเซียนไท่ซ่างจินกุ้ย' ไป
ตำหนักใหญ่กลางภูเขาแห่งนี้เป็นเพียงหนึ่งในตำหนักหอสมุดนับหมื่นพันของเอ๋อเหมย คัมภีร์ในตำหนักเป็นเพียงคำอธิบาย 'ตำราเซียนไท่ซ่างจินกุ้ย' เท่านั้น ในตำหนักอื่นๆ ยังมีเคล็ดวิชาอีกมากมายที่ไม่ด้อยไปกว่าตำราเซียนไท่ซ่างเลย
สวี่อิงลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะพักอาศัยอยู่ในตำหนักแห่งนี้ เพื่อศึกษาตำราเซียนไท่ซ่าง
บนตำราเซียนไท่ซ่างมีอักษรนกและหนอนทั้งหมดหกตัว ได้แก่ เจิน หลิง ซวี จิ้ง คง และ หมิง
สวี่อิงศึกษาดูก็เข้าใจความหมายที่แฝงอยู่ เพียงเปิดปากก็สามารถสวดท่องเสียงแห่งมรรคาทั้งหกคำนี้ได้ เขาได้รับความล้ำลึกของตำราเซียนไท่ซ่างมาแล้ว แต่ทว่าก็ยังคงไม่รู้ว่าสิ่งใดคือมรรคาวิถีแห่งแก่นทองคำ
ดังนั้น สวี่อิงจึงเปิดอ่านคำอธิบายของปรมาจารย์รุ่นก่อนๆ ทีละเล่ม
คำอธิบายของปรมาจารย์รุ่นก่อนๆ เป็นการอธิบายอักษรนกและหนอนทั้งหกตัวนี้จริงๆ แต่ก็ยังคงเป็นไปตามเส้นทางการโคจรของพลังหยวนแท้ ทำให้สวี่อิงอ่านแล้วเกิดแรงบันดาลใจอย่างมาก
อักษรหกตัวบนตำราเซียนไท่ซ่าง คือความเข้าใจที่มีต่อวิถีเต๋า ส่วนคำอธิบายของปรมาจารย์รุ่นก่อนๆ ก็คือการนำวิถีเต๋าไปใช้งาน
แต่ก่อนสวี่อิงเพียงแค่เข้าใจวิถีเต๋า แต่ไม่รู้วิธีการนำไปใช้ ตอนนี้เมื่อได้อ่านคำอธิบายเหล่านี้ ถึงได้รู้วิธีใช้วิถีเซียนเหล่านี้
"เมื่อก่อนข้าละเลยการนำไปใช้สินะ"
สวี่อิงตระหนักรู้ขึ้นมาในทันที ตอนที่เขาต่อสู้กับเยี่ยนคงเฉิง สาเหตุที่รับมือได้ยากลำบากถึงเพียงนั้น จนต้องอาศัยตบะพลังเข้าบดขยี้เยี่ยนคงเฉิงโดยตรง ไม่ใช่เพราะสัมผัสเทวะ ปราณแท้ ร่างกาย พละกำลัง หยินหยาง และจิตวิญญาณของเขาด้อยกว่าเยี่ยนคงเฉิง
ความจริงกลับตรงกันข้าม สัมผัสเทวะ ปราณแท้ ร่างกาย พละกำลัง หยินหยาง และจิตวิญญาณของเขา ล้วนเหนือกว่าเยี่ยนคงเฉิงอย่างมาก แม้แต่ในด้านความเข้าใจต่อวิถีเต๋า ทั้งสองคนต่างก็มีดีกันไปคนละแบบ สวี่อิงแข็งแกร่งในด้านความเข้าใจที่ลึกซึ้งกว่า ส่วนเยี่ยนคงเฉิงแข็งแกร่งในด้านความรอบรู้
สาเหตุที่รับมือได้ยากลำบาก ก็อยู่ที่ความพลิกแพลงในการใช้วิถีเต๋านั่นเอง สวี่อิงยังด้อยกว่าเยี่ยนคงเฉิงอยู่มาก
"ถึงแม้ข้าจะเข้าสู่วิถีอิทธิฤทธิ์โดยผ่านวิถียุทธ์ แต่ในแง่ของการนำวิถีเต๋าไปใช้ ก็ยังศึกษาได้ไม่ทะลุปรุโปร่งเท่าดินแดนศักดิ์สิทธิ์อย่างเอ๋อเหมยอยู่ดี"
สวี่อิงอ่านไปทีละหน้า เวลาผ่านไปสามสี่วันโดยไม่รู้ตัว ความเข้าใจต่อมรรคาวิถีแห่งแก่นทองคำก็ยิ่งลึกซึ้งขึ้นเรื่อยๆ
หยวนชีเองก็ตั้งใจศึกษาอยู่ในตำหนักทองคำเช่นกัน พลางคัดลอกคัมภีร์ พลางขบคิดถึงความหมายที่แฝงอยู่ ตรงไหนที่ไม่เข้าใจก็จะไปถามสวี่อิง
มีเพียงระฆังใหญ่เท่านั้นที่ว่างจนไม่มีอะไรทำ มัน "ยืม" ปราณโลหิตของสวี่อิงและหยวนชีมาบำเพ็ญเพียรครู่หนึ่ง ก่อนจะนั่งไม่ติดอีก พยายามจะบินออกไปนอกตำหนัก
"อาอิ้ง อาเฉิงมองพวกเราเป็นคนพาลแล้วคอยระแวงพวกเรานี่นา!"
ระฆังใหญ่บินกลับมา บ่นอย่างฉุนเฉียว "ค่ายกลผนึกของปรมาจารย์รุ่นก่อนๆ ที่อยู่ด้านนอกตำหนักใหญ่กลางภูเขาแห่งนี้ถูกเปิดใช้งานอีกแล้ว ข้าออกไปไม่ได้เลย!"
สวี่อิงได้ยินดังนั้นก็รู้สึกโกรธขึ้นมาบ้าง "อาเฉิงระแวงวิญญูชนอย่างพวกเรางั้นหรือ? ไม่ได้เรื่องเลยจริงๆ! ท่านเจ็ด เตรียมตัวหน่อย พวกเราจะไปขุดหลุมศพท่านอาฟงของเขากัน"
หยวนชีสะดุ้งตกใจ เงยหน้าขึ้นจากกองหนังสือ แล้วถามอย่างสุภาพเรียบร้อยว่า "อาอิ้ง พวกเราไม่ได้กลับตัวกลับใจเป็นคนดีแล้วหรอกหรือ?"
สวี่อิงเดินมาที่หน้าประตูตำหนักพลางกล่าว "กลับตัวกลับใจแล้วก็ทำผิดซ้ำได้นี่ ไม่ใช่การล้างมือในอ่างทองคำเสียหน่อย และถึงแม้จะล้างมือในอ่างทองคำไปแล้ว ถ้ามือเปื้อนก็ยังล้างใหม่ได้"
หยวนชีเลื้อยออกมาจากกองหนังสือ พลางคิดในใจว่า "อาอิ้งนิสัยเสียขนาดนี้ เป็นเพราะข้าพาเสียคนหรือว่าท่านระฆังพาเสียคนกันแน่... เดี๋ยวก่อน ข้าต่างหากที่ถูกอาอิ้งกับท่านระฆังพาเสียคน!"
มันตระหนักขึ้นมาได้ เดิมทีตนเองเป็นเพียงปีศาจงูที่บำเพ็ญเพียรอยู่บนเขาอู๋วั่ง ไม่เคยทำเรื่องเลวร้ายเลยสักครั้ง แต่ตั้งแต่ติดตามสวี่อิงมา ดูเหมือนเรื่องฆ่าเทพสังหารมารจะเชี่ยวชาญไปเสียทุกอย่างแล้ว!
สวี่อิงหลับตารวบรวมสมาธิ ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเดินออกไปนอกตำหนักด้วยตัวเอง
หยวนชีและระฆังใหญ่รีบตามไปทันที เห็นเพียงสวี่อิงยกมือขึ้นชี้ๆ วาดๆ อักขระวิถีเซียนอันน่าอัศจรรย์แต่ละชนิดสว่างวาบขึ้นจากมือของเขา ประทับลงกลางอากาศ
อักขระวิถีเซียนเหล่านี้เปรียบเสมือนกุญแจ ส่วนค่ายกลผนึกที่ซ่อนตัวอยู่กลางอากาศก็คือแม่กุญแจที่ไร้รูปร่างแต่เต็มไปด้วยอานุภาพอันน่าสะพรึงกลัวซ้อนทับกันเป็นชั้นๆ ถูกเขาปลดล็อกทีละชั้นๆ ตามลำดับ!
อักขระวิถีเซียนสำหรับปลดผนึกเหล่านี้ สวี่อิงเพียงแค่เห็นเยี่ยนคงเฉิงร่ายออกมาครั้งเดียว ก็เข้าใจถึงความล้ำลึกของอักขระวิถีเซียนแต่ละตัวจนกระจ่าง และจดจำไว้ในใจอย่างแม่นยำ ตอนนี้เมื่อร่ายออกมา เดินไปตามทาง ก็ไม่พบอุปสรรคใดๆ เลยจริงๆ!
พวกเขาออกมาด้านนอก เห็นเพียงบนเขาเอ๋อเหมยไร้ผู้คน เยี่ยนคงเฉิงน่าจะยังคงเก็บตัวบำเพ็ญเพียรอย่างหนัก ส่วนศิษย์เอ๋อเหมยคนอื่นๆ ก็ล้วนเป็นผู้บำเพ็ญเพียรที่เพิ่งเข้าสำนักมาได้ไม่นาน
สวี่อิงเดินตรงไปที่หน้าหลุมศพของท่านอาฟง หยิบประตูไม้ผุพังออกมา ผลักประตูเดินเข้าไป พลางหัวเราะร่า "สหายเต๋า เวลาผ่านไปสามพันปี ข้ามาเยี่ยมเยียนแล้ว จะมาเปิดหีบให้ท่านสักหน่อย!"
ระฆังใหญ่ตามติดไปติดๆ หยวนชีลังเลอยู่ครู่หนึ่ง แล้วก็เลื้อยตามเข้าไป พลางคิดในใจ "เข้าเมืองตาหลิวต้องหลิ่วตาตาม ใครใช้ให้ข้าลงเรือโจรลำนี้มาแล้วล่ะ..."
ค่ายกลผนึกหลุมศพของท่านอาฟงล้วนอยู่รอบนอก มีไว้สำหรับรับมือกับโจรขุดสุสาน ใครจะคาดคิดว่าสวี่อิงกลับมีของวิเศษระดับเซียนอย่างประตูไม้ สามารถเปิดห้องโถงด้านในของหลุมศพได้โดยตรง และเดินเข้าไปโดยไม่พบอุปสรรคใดๆ เลย
สุสานของท่านอาฟงไม่ถือว่าใหญ่โตนัก ราวกับเป็นแดนสวรรค์ขนาดย่อมๆ ภายในไม่ได้หรูหราโอ่อ่า มีเพียงของวิเศษและเครื่องอัฐบริขารของเขาตั้งบูชาไว้
สวี่อิงเก็บของเหล่านี้ทั้งหมด ยัดใส่เข้าไปในท้องของหยวนชี
พวกเขาเดินไปข้างหน้า จู่ๆ ก็รู้สึกสงบเงียบในใจ เห็นเพียงเบื้องหน้าสว่างไสว ผู้บำเพ็ญเพียรชราผู้หนึ่งที่ไม่แต่งกายให้เรียบร้อยนั่งหันหน้าเข้าหากำแพงหิน บนกำแพงหินสะท้อนภาพดินแดนเซียนแห่งหนึ่ง ซึ่งเกิดจากนิมิตแห่งเต๋า ภูเขาเซียนล่องลอยอยู่กลางเวหา เมฆาสีรุ้งเคลื่อนคล้อยอยู่ท่ามกลางตะวันและจันทรา เป็นภาพที่ตระการตาอย่างยิ่ง
หยวนชีตาเป็นประกาย อุทานด้วยความประหลาดใจ "นี่คือแดนเซียนในใจที่ท่านอาฟงเนรมิตขึ้น คนผู้นี้นำหลักการที่ตนเองทำความเข้าใจมาตลอดชีวิต ผสานเข้าไปในภาพวาดนี้ ภาพวาดนี้ต่างหากคือสิ่งล้ำค่าที่สุดในหลุมศพแห่งนี้!"
สวี่อิงเอ่ยชม "ท่านเจ็ดสมกับเป็นงูที่มีการศึกษาจริงๆ คราวนี้พวกเราก็ไม่เสียเที่ยวแล้ว!"
สองข้างของกำแพงหินมีตัวอักษรอยู่ข้างละหนึ่งบรรทัด สวี่อิงเดินเข้าไปใกล้ เงยหน้าอ่าน แล้วพึมพำเสียงแผ่ว "ข้ามีจิตมรรคาฉายแสงส่องหมื่นบรรพกาล สว่างบ้างมืดบ้างคืนสู่สัจธรรม"
เขามองไปยังผู้บำเพ็ญเพียรชราที่นั่งอยู่หน้ากำแพงหิน เห็นเพียงท่านอาฟงหลุบตาต่ำ กายเนื้อยังไม่สลายไป เลือดเนื้อยังคงดูมีชีวิตชีวา
"คนผู้นี้มีตบะสูงล้ำยิ่งนัก บำเพ็ญเพียรจนถึงขั้นกายเนื้อไม่เสื่อมสลายแล้ว"
ระฆังใหญ่อุทานชื่นชม "อาอิ้ง คนผู้นี้คือผู้ทรงภูมิธรรม"
สวี่อิงแค่นเสียงฮึดฮัด กล่าวอย่างไม่สบอารมณ์ว่า "ผู้ทรงภูมิธรรมที่ไหนจะคิดกินข้า? ผู้ทรงภูมิธรรมที่ไหนจะคิดหาวิธีเอาข้าไปรับทัณฑ์สวรรค์แทนได้?"
ระฆังใหญ่ถึงกับพูดไม่ออก เมื่อก่อนมันก็มักจะคิดว่าหลี่เซียวเค่อเป็นผู้ทรงภูมิธรรม นึกไม่ถึงเลยว่าจะกินคน
สวี่อิงเดินเข้าไปข้างหน้า กวาดเอาของทุกอย่างที่สามารถกวาดไปได้ แต่ถึงอย่างไรก็ยังเหลือเสื้อผ้าไว้ให้ท่านอาฟงชุดหนึ่ง
เขายืนอยู่หน้ากำแพงหิน ใช้ปราณกระบี่ตัดเฉือนกำแพงหินอย่างละเอียดถี่ถ้วน ตั้งใจจะตัดกำแพงหินออกทั้งแผ่น แล้วยัดใส่ปากหยวนชีเพื่อเอากลับไปด้วย
ภาพวิถีเซียนนี้ต้องเป็นของวิเศษที่ยอดเยี่ยมอย่างแน่นอน มันซุกซ่อนความล้ำลึกแห่งวิถีเต๋าตลอดชีวิตของท่านอาฟงเอาไว้ เป็นสิ่งที่เขาวาดขึ้นก่อนตาย อานุภาพต้องไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน
สวี่อิงตั้งใจจะตัดมันแล้วเอากลับไป หากนำไปหลอมกลั่นอีกสักหน่อย ก็จะกลายเป็นของวิเศษที่สามารถใช้โจมตีและป้องกันได้!
เขาตัดภาพวิถีเซียนจนครบรอบ โคจรพลังเวท ก็เห็นกำแพงหินทั้งแผ่นลอยพุ่งมาข้างหน้า สวี่อิงกำลังจะเอากำแพงหินใส่ปากหยวนชี จู่ๆ ก็ร้องเอ๊ะเบาๆ เห็นเพียงด้านหลังกำแพงหินกลับมีห้องสุสานอีกห้องหนึ่ง!
"ท่านเจ็ด กลืนลงไปเองเลย!" สวี่อิงวางภาพวิถีเซียนลง แล้วรีบกล่าวอย่างลุกลี้ลุกลน
หยวนชีเห็นดังนั้นก็มีชีวิตชีวาขึ้นมา รีบกลืนภาพวิถีเซียนลงไป ตามสวี่อิงและระฆังใหญ่เข้าไปในห้องสุสานอีกห้องหนึ่ง
ห้องสุสานสองห้องนี้อยู่ติดกัน มีเพียงกำแพงหินกั้นกลาง คิดว่าก่อนตายท่านอาฟงคงขุดห้องสุสานให้ตัวเอง โดยไม่คิดว่าข้างๆ จะมีคนอื่นฝังอยู่ด้วย
ห้องสุสานแห่งนี้สว่างไสวเรืองรอง ดูโอ่อ่ามีระดับ ใหญ่กว่าสุสานของท่านอาฟงมากนัก
ในสุสานของท่านอาฟงแม้แต่โลงศพก็ยังไม่มี แต่ห้องสุสานแห่งนี้กลับมีศาลาเก๋งจีน ภูเขาจำลองและสายน้ำไหล แม้กระทั่งบนกำแพงหินด้านหนึ่งยังมีน้ำตกไหลทะลักลงมา
บนผนังฝังไข่มุกเม็ดใหญ่เท่าตะกร้าสาลี่เอาไว้ ส่องแสงสว่างไสวดุจแสงจันทร์ ดูเงียบสงบและลึกลับ
"ไข่มุกในกระดองของเต่ามังกร เรียกว่าไข่มุกแสงจันทร์ หายากยิ่งนัก"
หยวนชีกระซิบ "ในคัมภีร์ที่ข้าเพิ่งคัดลอกมา มีปรมาจารย์เอ๋อเหมยท่านหนึ่งบันทึกไว้ว่า เขาได้ไข่มุกมายี่สิบสี่เม็ด จึงหลอมเป็นไข่มุกแสงจันทร์ภูผาแม่น้ำยี่สิบสี่เม็ด อาอิ้ง ท่านลองดูสิว่าในไข่มุกเหล่านี้มีการผนึกภูผาและแม่น้ำไว้หรือไม่? หากมีการผนึกภูผาและแม่น้ำไว้ เช่นนั้นสุสานแห่งนี้ ก็อาจจะเป็นสุสานของปรมาจารย์เอ๋อเหมยท่านนั้น"
สวี่อิงกระตุ้นอักขระโชคชะตา อาศัยดวงตาสวรรค์แต่ละดวง สังเกตไข่มุกแต่ละเม็ด พลางเอ่ยถาม "ปรมาจารย์เอ๋อเหมยท่านนั้นชื่ออะไร?"
เขาหยุดฝีเท้า จ้องมองไข่มุกเม็ดหนึ่งในนั้น เห็นเพียงภายในไข่มุกมีเทือกเขาสายหนึ่งคดเคี้ยวไปมา ราวกับมังกรที่หมอบซุ่มอยู่จริงๆ
ไข่มุกอีกเม็ดหนึ่งมีแม่น้ำสายใหญ่ กระแสน้ำเชี่ยวกรากไหลทะลักจากที่สูง ราวกับหิมะโปรยปราย
ยังมีไข่มุกอีกเม็ดหนึ่งที่เป็นทะเลสาบอันราบเรียบ กลางทะเลสาบมีต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ต้นหนึ่ง ดอกสีแดงฉานดุจเปลวเพลิง งดงามจับตา มองแต่ไกลราวกับต้นไม้แห่งไฟสีแดง
ระฆังใหญ่สังเกตดูที่ไกลๆ พลางกล่าว "อาอิ้ง ข้างหน้ามีน้ำสีดำ บนน้ำมีโลงศพ!"
สวี่อิงเดินอย่างระมัดระวังไปยังโลงศพที่ลอยอยู่บนน้ำ ผิวน้ำดำมืด แต่น้ำกลับใสแจ๋ว สิ่งที่ดำไม่ใช่น้ำ แต่เป็นความมืดมิดก้นบึ้งของน้ำต่างหาก
สวี่อิงรู้สึกอยู่เสมอว่าใต้น้ำมีอะไรบางอย่าง แต่เมื่อเขาใช้สัมผัสเทวะตรวจสอบ กลับหยั่งไม่ถึงก้นบึ้ง!
สระน้ำนี้ ลึกจนน่ากลัว!
หยวนชีความจำไม่ค่อยดีนัก มันขดตัวอยู่บนไหล่ของสวี่อิง หยิบหนังสือที่ตัวเองคัดลอกออกมา เปิดพลิกหน้ากระดาษดังพึ่บพั่บ แล้วหัวเราะ "เจอแล้ว! ปรมาจารย์เอ๋อเหมยท่านนี้คือปรมาจารย์รุ่นที่สามสิบสี่ มีนามว่าเฉียวจื่อจ้ง ฉายาเต๋าคือชิงซวง"
สวี่อิงมาถึงหน้าโลงศพ หัวใจกระตุกวูบ เห็นเพียงฝาโลงศพนั้นหายวับไปอย่างไร้ร่องรอย!
ภายในโลงว่างเปล่า ไม่มีโครงกระดูก ไม่มีของวิเศษที่ฝังร่วมกับศพ กลับมีผ้าห่มและผ้าไหมแพรพรรณแทน!
เส้นเลือดดำบนหน้าผากสวี่อิงเต้นตุบๆ ผ้าแพรในโลงศพมีร่องรอยคนเคยนอน!
เขายื่นมือไปสัมผัสดู มันยังคงมีความอบอุ่นอยู่บ้าง
"พวกเรารีบถอยออกไปเดี๋ยวนี้! อย่าแตะต้องอะไรทั้งนั้น!"
บนหน้าผากสวี่อิงมีหยาดเหงื่อไหลซึม แต่ในวินาทีต่อมา เหงื่อก็ถูกเขาบังคับให้ไหลกลับเข้าไปในร่างกาย เพื่อป้องกันไม่ให้กลิ่นกระจายออกไป
ระฆังใหญ่และหยวนชีก็รู้ทันทีว่าสถานการณ์ไม่สู้ดี อดไม่ได้ที่จะอกสั่นขวัญแขวน มองดูสวี่อิงถอยกลับไปทางเดิม แม้กระทั่งฝุ่นบนพื้นก็ถูกสวี่อิงแอบทำให้กลับคืนสู่สภาพเดิม!
"อาอิ้ง กำแพงหิน กำแพงหินฟื้นฟูสภาพเดิมไม่ได้!" หยวนชีเอ่ยเตือน
สวี่อิงตกใจ กำแพงหินถูกเขาตัดออกมา ย่อมไม่สามารถฟื้นฟูสภาพเดิมได้อย่างแน่นอน อีกทั้งกำแพงหินนั่นยังเป็นของชดเชยที่ท่านอาฟงทิ้งไว้ให้เขา จะให้เอาไปคืนได้อย่างไร?
"ในเมื่อฟื้นฟูสภาพเดิมไม่ได้ ก็ต้องถูกจับได้อย่างแน่นอน..."
สีหน้าของสวี่อิงคล้ำลงกว่าเดิม อารมณ์แปรปรวนไม่คงที่ "งั้นก็ไม่ต้องฟื้นฟูแล้ว! ท่านเจ็ด ท่านระฆัง พวกเรามากวาดของที่นี่ให้เกลี้ยงกันเถอะ!"







