160. บทที่ 160 ทำให้โลกนี้น่าอยู่ยิ่งขึ้น
'คำพูดนี้ตรงกับที่เกอเวยบรรยายไว้' ซานไต้ลาคิดในใจ 'แม้เกอเวยจะไม่ได้พูดถึงว่าสัตว์ประหลาดตัวนั้นคืออ้ายปู้เหวยฉีที่กลายร่างมา แต่ก็แน่ชัดว่าเป็นคนของดินแดนหรรษาที่กำจัดสัตว์ประหลาดตัวนั้น และนักบวชหญิงแห่งลัทธิจักรกลศักดิ์สิทธิ์ก็ไม่มีทางสมรู้ร่วมคิดกับสมาชิกลัทธินอกรีตอย่างแน่นอน เมื่อประเมินดูแล้ว ความเป็นไปได้ที่สัตว์ประหลาดจะมาจากฝั่งเหล็กดำจึงเพิ่มสูงขึ้นมาก'
เมื่อนึกถึงการสนับสนุนที่ลอร์ดมอบให้ ในที่สุดซานไต้ลาก็ตัดสินใจได้ "ฉันจะไม่เอาความกับพฤติกรรมก่อนหน้านี้ของพวกคุณ แต่ฉันหวังว่าคุณจะยอมร่วมมือกับฉัน... กองกำลังพิทักษ์เมืองต้องการความช่วยเหลือจากดินแดนหรรษา"
เธอเริ่มตระหนักได้ลางๆ แล้วว่า คนกลุ่มนี้มีประสิทธิภาพในการลาดตระเวนและรวบรวมข่าวกรองเหนือกว่ากองทัพมาก และนี่ก็คือเหตุผลที่ทำให้เธอตามหลังอยู่ก้าวหนึ่งเสมอ
ต่อให้เธอจะรู้เรื่องขององค์กรนี้น้อยมาก แต่ขอเพียงสามารถตัดความเป็นไปได้ที่พวกนั้นจะเป็นสมาชิกลัทธินอกรีตออกไป กองกำลังพิทักษ์เมืองก็ใช่ว่าจะร่วมมือกับพวกเขาไม่ได้
"แน่นอนว่าไม่ได้ให้ช่วยเปล่าๆ บางครั้งกองกำลังพิทักษ์เมืองก็จ้างทหารรับจ้าง นักผจญภัย และผู้เชี่ยวชาญมาเสริมขีดความสามารถของตัวเอง ค่าตอบแทนจะไม่ทำให้คุณผิดหวังแน่ นอกจากนี้ฉันยังสามารถมอบอำนาจบังคับใช้กฎหมายเป็นกรณีพิเศษให้พวกคุณได้ ขอเพียงบอกแผนการให้ฉันรู้ พวกคุณก็สามารถโจมตีศัตรูตามวิธีที่ต้องการได้เลย อีกอย่าง กองกำลังพิทักษ์เมืองจะแลกเปลี่ยนข่าวกรองที่มีอยู่กับดินแดนหรรษาด้วย คุณคิดว่ายังไงล่ะ"
"ดูเหมือนในที่สุดคุณก็เข้าใจแล้วว่าการย่ำอยู่กับที่ไม่ได้มีประโยชน์อะไร และเริ่มหัดก้าวไปข้างหน้าแล้ว" เฉาหยางพูดด้วยน้ำเสียงชื่นชม "ดินแดนหรรษาสามารถแบ่งปันข่าวกรองให้ได้ แต่จำกัดเฉพาะเรื่องลัทธินอกรีตเท่านั้น อีกอย่างเราไม่ต้องการค่าตอบแทน เพราะดินแดนหรรษาไม่รับจ้างใคร ต่อให้อีกฝ่ายจะเป็นเจ้าหน้าที่ป้องกันเมืองของลอร์ดก็ตาม สิ่งที่เราทำทั้งหมดก็เพื่อเรื่องเดียวเท่านั้น... คือทำให้โลกนี้น่าอยู่ยิ่งขึ้น"
ซานไต้ลาเมินเฉยต่อประโยคสุดท้ายนั่น
ในมุมมองของเธอ คนคนหนึ่งอาจยึดมั่นในอุดมการณ์อันสูงส่งได้ แต่องค์กรหนึ่งกลับทำเช่นนั้นไม่ได้
"หลังจากนี้ฉันจะติดต่อคุณได้ยังไง"
"ไปหาคุณเฉาที่มูลนิธิดินแดนหรรษาสิ เขารู้วิธีแจ้งผม" เฉาหยางชะงักไปครู่หนึ่ง "คุณมีความคิดเรื่องการสืบสวนสมาชิกลัทธินอกรีตแล้วงั้นเหรอ"
"พนักงานของค่ายเหล็กดำกับบริษัทรวมกันแล้วยังมีอีกเกือบสามร้อยคน แถมรองผู้จัดการของบริษัทเหล็กดำก็ยังอยู่ในเขตม่านหมอกและไม่ได้กลับมา ถ้าจับคนพวกนี้มาสอบสวนให้หมดก็น่าจะพบเบาะแสอื่นเพิ่มเติมได้" ตอนนี้ซานไต้ลาไม่ปิดบังอีกต่อไป "อีกอย่าง ก่อนที่อ้ายปู้เหวยฉีจะออกจากตึกเหล็กดำ เขาเคยพบกับเจี๋ยรุ่ยวิลล์จากบริษัทเดินเรือ ฉันก็ตั้งใจจะนัดคนหลังมาคุยด้วยเหมือนกัน"
"ถ้าอยากแก้ปัญหาลัทธินอกรีตให้เด็ดขาด คุณยังต้องการผู้เชี่ยวชาญมากกว่านี้"
"ลัทธิจักรกลศักดิ์สิทธิ์ก็คือผู้เชี่ยวชาญด้านนี้ ฉันต้องไปขอคำแนะนำจากพวกเขาอยู่แล้ว"
เฉาหยางพยักหน้าอย่างพึงพอใจ "ในเมื่อเป็นอย่างนั้น ผมจะแถมคำแนะนำให้คุณอีกข้อก็แล้วกัน ลองไปตรวจสอบท่อระบายน้ำใกล้ๆ หอสังเกตการณ์ทั้งสี่แห่งของเมืองดู บางครั้งก็ไม่จำเป็นต้องเข้าไปใกล้หอคอยปูนพวกนั้น ก็มีวิธีทำลายมันได้เหมือนกัน"
แน่นอนว่านี่เป็นการป้องกันสมาคมภราดรภาพคนเหมืองไว้ก่อน
ตามที่ไห่ฉีบอก พวกเขาได้ขนระเบิดบางส่วนเข้ามาในเมืองแล้ว และยังเจาะช่องสำหรับจุดชนวนไว้ในท่อระบายน้ำเรียบร้อยแล้ว แม้จะตกลงกับสมาคมภราดรภาพได้แล้วว่าจะยังไม่จุดระเบิดชั่วคราว แต่การปล่อยมาตรการเตรียมพร้อมเหล่านี้ทิ้งไว้ก็ยังเป็นภัยแฝงอยู่ดี ปล่อยให้กองกำลังพิทักษ์เมืองไปอุดช่องโหว่พวกนี้ก็แล้วกัน
ซานไต้ลามองเขาด้วยความประหลาดใจเล็กน้อย จากนั้นจึงตอบกลับไปอย่างครุ่นคิด "ขอบคุณ ฉันจะไปตรวจสอบดู"
"งั้นก็... หวังว่าจะได้ยินข่าวการสืบสวนของคุณนะ"
เฉาหยางหันหลังกลับ ก้าวข้ามลูกกรง แล้วกระโดดลงไปทางฝั่งทะเล
"นี่ คุณ !"
ซานไต้ลารีบพุ่งเข้าไปหา แต่ตอนนี้ที่ด้านล่างหอคอยนอกจากยามแล้ว ก็ไม่มีร่องรอยของใครอื่นอีก
'นี่ก็เป็นความสามารถของวัตถุศักดิ์สิทธิ์เวทมนตร์ที่เขามีด้วยงั้นเหรอ...'
เธอเงยหน้าขึ้นมองท้องทะเลที่อาบไล้ไปด้วยแสงยามเย็น ตอนนี้ดวงอาทิตย์เหลือเพียงเส้นโค้งสีทองบางๆ นอกจากผืนทะเลที่อยู่ติดกับมันซึ่งยังพอมองเห็นแสงสะท้อนสีแดงระเรื่อ ท้องทะเลส่วนอื่นล้วนถูกความมืดมิดยามค่ำคืนปกคลุมจนกลายเป็นสีม่วงเข้มไปหมดแล้ว
เธอราวกับมองเห็นป้อมรุ่งโรจน์ในเวลานี้
...
เมื่อกลับมาถึงค่ายกองกำลังพิทักษ์เมือง ซานไต้ลาก็ขึ้นไปยังห้องทำงานบนยอดหอคอยมองไกล เธอยังนั่งไม่ทันไร ก็ได้ยินเสียงฝีเท้าดังมาจากนอกประตู
ดูเหมือนการสอบสวนจะก้าวหน้าไปได้ด้วยดี ถึงได้พบอะไรใหม่ๆ เร็วขนาดนี้
"เข้ามาสิ" เธอตะโกนบอกล่วงหน้า "มีอะไรก็พูดมาตรงๆ ได้เลย"
ประตูถูกผลักเปิดออก ทว่าคนที่เข้ามากลับไม่ใช่อู่ตี๋ แต่เป็นทหารกองกำลังพิทักษ์เมืองอีกคน ท่าทางการเดินของเขาเชื่องช้ามาก ราวกับคนเมา เงาร่างนั้นทอดยาวออกไปภายใต้แสงเทียน
ซานไต้ลาชะงักไปเล็กน้อย วางแฟ้มเอกสารในมือลงแล้วมองไปที่ประตู
วินาทีต่อมา แถบผ้าสีดำเส้นหนึ่งก็พุ่งแทงเข้าหาเธอด้วยความเร็วปานสายฟ้าแลบ ทะลุผ่านร่างของเธอไปพร้อมกับทำลายหน้าต่างด้านหลังจนแตกกระจาย สายลมทะเลอันหนาวเหน็บพัดทะลักเข้ามาในห้อง ทำให้เปลวเทียนบนเชิงเทียนสั่นไหวอย่างรุนแรง!
"แค่ก..." ซานไต้ลาสูดลมหายใจเข้าลึกสองครั้ง แล้วจู่ๆ ก็หัวเราะออกมา "ที่แท้สิ่งชั่วร้ายที่นักบวชหญิงพูดถึงก็หน้าตาแบบนี้นี่เอง... ฉันดูแล้ว ก็ไม่เห็นจะมีอะไรเท่าไหร่เลย!"
เธอตวาดเสียงดัง ดันแถบสีดำที่แทงทะลุร่างออกไป สองมือคว้าโต๊ะหนังสือแล้วทุ่มใส่ทหารที่เหลือร่างเพียงครึ่งท่อนคนนั้น!
แถบสีดำที่ยื่นออกมาจากร่างกายตวัดไปมาอย่างรวดเร็ว ชั่วพริบตาก็หั่นโต๊ะออกเป็นชิ้นๆ!
ซานไต้ลาอาศัยจังหวะนี้กลิ้งตัวหลบ ไปยังอีกมุมหนึ่งของห้องทำงาน ซึ่งเป็นที่สำหรับวางอาวุธ ทว่าพอเธอเลิกผ้าไหมบนชั้นวางอาวุธขึ้น กลับพบว่าบนชั้นนั้นว่างเปล่า!
'นี่ฉันโดนซ้อนแผนงั้นเหรอ'
ซานไต้ลาใจหายวาบ เมื่อครู่นี้สิ่งชั่วร้ายปรากฏตัวขึ้นกะทันหันเกินไป ทำให้เธอเสียเปรียบตั้งแต่เริ่ม... ตอนที่เผชิญหน้ากับการโจมตีที่รวดเร็วดั่งสายฟ้าแลบนั้น เธอใช้สองมือปัดป้องแถบสีดำที่แทงสวนมาโดยตรง ทำให้การโจมตีที่เดิมทีมุ่งเป้ามาที่หัวใจเบี่ยงเบนทิศทางไป มองจากด้านข้างเหมือนร่างกายเธอถูกแทงทะลุ แต่ความจริงแล้วแค่กรีดโดนผิวหนังบริเวณเอวของเธอเท่านั้น
ทว่าการรับมือเฉพาะหน้าแบบนี้ก็ต้องแลกมาด้วยราคาที่ต้องจ่าย นั่นคือบาดแผลที่เอวมีโอกาสฉีกขาดเพิ่มขึ้นได้ตลอดเวลา หากควบคุมแรงไม่ดี อาจถึงขั้นทำให้ช่องท้องฉีกขาดได้ ดังนั้นเธอจึงยังไม่ถือว่าพ้นขีดอันตรายจริงๆ ยิ่งไปกว่านั้น ในมือเธอก็ไม่มีอาวุธที่เหมาะสม ขืนสู้ต่อไปแบบนี้คนที่ตายต้องเป็นเธออย่างแน่นอน
เธอต้องรีบจบการต่อสู้ให้เร็วที่สุด!
สำหรับนักรบระดับปรมาจารย์ ร่างกายก็ถือเป็นอาวุธชนิดหนึ่งเหมือนกัน!
เธอคว้าชั้นวางอาวุธขึ้นมาแล้วเขวี้ยงใส่สิ่งชั่วร้ายโดยตรง จากนั้นใช้สองขาทีบกำแพง พร้อมกับส่งเสียงคำรามลั่นแล้วกระโจนออกไปอย่างแรง เป็นไปตามที่เธอคาดไว้ ชั้นวางอาวุธถูกแถบสีดำหั่นจนแหลกละเอียดอีกครั้ง แต่ก็เป็นจังหวะเดียวกับที่มันกางแถบสีดำทั้งหมดออก ซานไต้ลากระแทกเข้าใส่สิ่งชั่วร้ายอย่างจัง แรงปะทะมหาศาลทำให้เท้าของทั้งสองฝ่ายลอยขึ้นจากพื้น!
บานประตูไม้บางๆ ไม่อาจขวางกั้นคนทั้งสองที่ลอยกระเด็นมาได้เลย ซานไต้ลากับสิ่งชั่วร้ายพุ่งทะลุออกไปนอกยอดหอคอยทั้งคู่
ตกลงมาจากระยะความสูงขนาดนี้ สำหรับคนธรรมดาคือตายสถานเดียว แต่สำหรับเธอกลับไม่ได้ถึงขั้นเอาชีวิตไม่รอด ยิ่งไปกว่านั้น ทันทีที่ตกลงไปถึงพื้นหอคอย ก็จะต้องดึงดูดความสนใจของกองกำลังพิทักษ์เมืองอย่างแน่นอน ใช้คนเยอะรุมตีคนน้อยย่อมดีกว่าสู้เพียงลำพังอยู่แล้ว
ทว่าฉากที่ทำให้เธอต้องประหลาดใจก็ปรากฏขึ้น
เห็นเพียงสิ่งชั่วร้ายยื่นแถบสีดำทั้งหมดออกไปเสียบทะลุเข้าไปในกำแพงอย่างลึกล้ำราวกับหนังยาง ขัดขวางแรงตกของทั้งสองฝ่ายเอาไว้ จากนั้นมันก็หดระยางค์เรียวเล็กเหล่านั้นกลับอย่างรวดเร็ว ดึงตัวมันเองและเธอกลับไปอีกครั้ง!
เนื่องจากซานไต้ลาหันหลังให้หอคอย ดังนั้นตอนที่ถูกดึงกลับไป เธอจึงเป็นฝ่ายกระแทกเข้ากับกำแพงหินก่อน ผู้บัญชาการรู้สึกเพียงความเจ็บปวดแสนสาหัสแล่นพล่านมาจากแผ่นหลัง กำแพงหินพังทลายลงมาครึ่งซีกพร้อมกับเสียงดังกึกก้อง! ถึงกระนั้นเธอก็ยังไม่หยุดนิ่ง แต่ยังคงถูกแรงเฉื่อยผลักดันทะลุเข้าไปกระแทกโต๊ะน้ำชาและชั้นหนังสือไม้เนื้อแข็งในห้องทำงานจนแหลกละเอียด ถึงได้ล้มกลิ้งลงกับพื้น
ซานไต้ลาดิ้นรนพยายามจะยันตัวลุกขึ้น แต่แขนขากลับไร้ความรู้สึก เธออ้าปากค้าง ก่อนจะกระอักเลือดคำโตออกมาพรวดหนึ่ง
เธอกัดฟันแน่นแล้วเงยหน้าขึ้น มองเห็นร่างครึ่งท่อนของสิ่งชั่วร้ายมุดออกมาจากหลังกำแพงที่พังทลาย และเล็งแถบสีดำที่หดกลับไปเข้าหาเธออีกครั้ง







