เมื่อไม่กี่ปีก่อน รอตเตอร์ดัมยังเป็นเทศกาลภาพยนตร์ที่มีขนาดเล็กมาก
ในปี 1997 ตอนที่หวังเสี่ยวซว่ายพาเรื่อง "หนาวเหน็บสุดขั้ว" มาเก็บเกี่ยวประสบการณ์ที่นี่ รอบหนึ่งคนเต็มที่ก็ประมาณห้าสิบคน ฉายให้เขาไปสองรอบ รวมแล้วก็ร้อยกว่าคน ซึ่งถือว่าเป็นสเปกที่ไม่เลวเลยทีเดียว
โหลวเย่ถือว่ามาทันช่วงเวลาที่มันกำลังพัฒนาเติบโตได้พอดี อย่างน้อยจำนวนคนก็เพิ่มขึ้นหลายเท่า ปีนี้มีภาพยนตร์ที่ส่งเข้าร่วมจัดแสดงกว่าสองร้อยเรื่อง มีโรงภาพยนตร์ทั้งหมดยี่สิบเจ็ดโรงซึ่งเปิดให้บริการทั้งหมด แต่ละโรงฉายวันละสี่ถึงห้ารอบ ดังนั้นภาพยนตร์แต่ละเรื่องจะได้โอกาสฉายอย่างน้อยสามรอบ สำหรับผู้กำกับหน้าใหม่ที่กระหายการต่อสู้ นี่เป็นสนามทดลองที่เหมาะสมที่สุดแล้ว
ภาพยนตร์เปิดเทศกาลเป็นภาพยนตร์ของเดนมาร์ก มีชื่อที่แปลกประหลาดมากชื่อว่า "bye bye blue bird" คำศัพท์ภาษาอังกฤษพื้นฐานระดับนี้ ฉู่ชิงยังพอจำได้ แต่ขอโทษที เขาเข้าใจแค่ชื่อเรื่องเท่านั้น
หมอนี่อันที่จริงน่าเบื่อมาก เบอร์ลินอย่างน้อยก็ยังมีภาพยนตร์ภาษาจีนให้พอสัมผัสถึงความเป็นคนบ้านเดียวกันได้บ้าง ทว่ารอตเตอร์ดัมกลับเหมือนโลกอีกมิติหนึ่งโดยสิ้นเชิง ดูไม่รู้เรื่อง และยิ่งฟังไม่รู้เรื่อง
เขายังอุตส่าห์ควักเงินไปอุดหนุนตั้งสองรอบ โดยสุ่มหาโรงสักโรงแล้วมุดเข้าไป แต่ไม่ถึงครึ่งชั่วโมงก็ต้องล่าถอยออกมา
ภาพยนตร์ของที่นี่ มักจะเชื่อมโยงตัวเองเข้ากับคำว่า "อิสระ" และ "การทดลอง" สิ่งที่สะท้อนออกมาแน่นอนว่าไม่ใช่รสนิยมที่สง่างาม แต่มักจะตรงไปตรงมา แข็งกระด้าง หยาบกระด้าง และมีความเป็นส่วนตัวสูงมาก เรียกไม่ได้ว่าสนุก โดยเฉพาะสำหรับคนธรรมดาสามัญอย่างฉู่ชิง
"ซูโจวเหอ" ถูกจัดคิวไว้ในวันที่สอง ฉายในโรงใหญ่แยกต่างหาก รอบเช้าและรอบบ่ายอย่างละรอบ หลังจากนั้นสามวันก็มีการฉายต่อเนื่องอีกสองรอบ
ตอนที่โหลวเย่ได้แผ่นพับมา เขากับไน่อันซุบซิบปรึกษากันอยู่นาน สรุปตารางฉายของภาพยนตร์แต่ละเรื่องออกมา พอเทียบดูในตอนท้าย ถึงได้ถอนหายใจด้วยความโล่งอก ทางผู้จัดยังคงมองภาพยนตร์เรื่องนี้ในแง่ดีมาก
ถ้าบอกว่าไม่อยากได้รางวัล นั่นก็โกหกแล้ว ผู้กำกับโหลวถือว่าเป็นหนุ่มสายอาร์ตตัวพ่อ แต่ก็รู้ดีว่าต้องได้รางวัลถึงจะขายได้ราคาดี มีเงินแล้วถึงจะทำให้เขาทำตัวเรื่องมากต่อไปได้
ฉู่ชิงย่อมหวังให้ภาพยนตร์ได้รับการยอมรับเช่นกัน แต่สิ่งที่คาดหวังมากกว่านั้นคืออยากเห็นว่า สิ่งที่โหลวเย่วุ่นวายมาปีกว่า ทำออกมาแล้วมันคือตัวอะไรกันแน่
วันที่ 24 อากาศแจ่มใส
เมื่อคืนคุยโทรศัพท์ทางไกลระหว่างประเทศกับแฟนสาวพักหนึ่ง ทำเอาเพื่อนร่วมห้องถอนหายใจกับความเลี่ยน ทั้งสองคนพูดคุยเจาะลึกถึงวิธีการจัดการความสัมพันธ์ฉันชายหญิงอย่างถูกต้อง จนกระทั่งถึงเที่ยงคืน
ตอนเช้า ฉู่ชิงอดไม่ได้ที่จะนอนซุกตัวอยู่บนเตียงต่ออีกหน่อย
โหลวเย่อาจจะตื่นเต้นเกินไป จึงดูมีชีวิตชีวามาก และแอบแสดงอารมณ์ใจร้อนออกมาซึ่งหาได้ยาก เขาไม่อยากรอฉู่ชิงแปรงฟันล้างหน้า จึงออกไปกับไน่อันก่อน
ฉู่ชิงหวีผมอย่างประณีต สวมลูกปัดให้เรียบร้อย แล้ววิ่งเหยาะ ๆ ไปที่โรงภาพยนตร์ ที่ประตูมีโปสเตอร์แผ่นหนึ่งติดอยู่ ทำออกมาได้ประณีตมาก เขามองคุณชายโจวบนโปสเตอร์นั้นอย่างเหม่อลอยอยู่ครู่หนึ่ง แล้วจึงเดินเข้าไป
ไน่อันกับโหลวเย่กำลังคุยกับชาวต่างชาติคนหนึ่ง พอเห็นเขาก็รีบโบกมือเรียก
"ท่านนี้คือคุณเก๋อเหวิน ทำงานที่นี่ตั้งแต่วันแรกที่เทศกาลภาพยนตร์ถือกำเนิดขึ้น"
ไน่อันแนะนำตัวอย่างมีชั้นเชิง ถ้าเธอบอกว่าชาวต่างชาติคนนี้เป็นคนคัดเลือกและวางแผนภาพยนตร์ของเทศกาล ฉู่ชิงคงไม่เข้าใจแน่ ๆ แต่พอพูดแบบนี้ เขาก็เข้าใจทันทีว่า อ้อ ผู้บุกเบิก เป็นบุคคลสำคัญนี่เอง
"สวัสดีครับ ผมฉู่ชิง" เขายื่นมือออกไป การออกเสียงชื่อของตัวเองยังไม่ค่อยเป๊ะนัก
"ไฮ ยินดีที่ได้รู้จัก ผมชอบการแสดงของคุณมาก" เก๋อเหวินดูเป็นคนร่าเริง ผมหยิก ปากกว้างมาก
งานที่เขารับผิดชอบมีมากมาย นอกจากการคัดเลือกภาพยนตร์แล้ว เขายังมักจะปรากฏตัวในงานรอบปฐมทัศน์ของภาพยนตร์เอเชียบ่อย ๆ เพื่อเป็นเกียรติในงาน แนะนำผู้กำกับหน้าใหม่ก่อนฉาย และพอจบเรื่องยังต้องเป็นพิธีกรในช่วงถามตอบอีกด้วย
หลังจากฉู่ชิงรับรู้ ก็รู้สึกสนิทสนมขึ้นมาทันที คนจีนชอบเป็นเจ้าบ้านที่กระตือรือร้น และก็ชอบเจ้าบ้านที่กระตือรือร้นเช่นเดียวกัน รอตเตอร์ดัมทำให้เขารู้สึกเหมือนได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นเช่นนั้น
หลายคนคุยกันต่อ เขาเน้นเป็นผู้ฟังอยู่ข้าง ๆ มองดูผู้ชมที่เดินเข้าโรงเป็นระยะ เมื่อเวลาฉายรอบปฐมทัศน์ใกล้เข้ามา คนก็เริ่มเยอะขึ้นเรื่อย ๆ จนกินพื้นที่ไปเกือบแปดส่วนของโรง ทำเอาอดไม่ได้ที่จะประหลาดใจเล็กน้อย
เก๋อเหวินเองก็รู้สึกว่าได้เวลาพอสมควรแล้ว จึงส่งสัญญาณให้ทีมงานเริ่มได้ โหลวเย่กับไน่อันดูตื่นเต้นนิดหน่อย ยืนเด๋อด๋าอยู่หน้าจอฉายภาพยนตร์
เดิมทีฉู่ชิงตั้งใจจะแอบเข้าไปนั่งที่ แต่ถูกเก๋อเหวินรั้งไว้ แล้วพูดกลั้วหัวเราะว่า "ไม่ ๆ ฉู่ คุณเป็นพระเอกนะ ต้องมายืนตรงนี้"
ตอนนั้นเอง ไฟสปอตไลต์หน้าจอฉายก็สว่างวาบ สาดส่องลงมาบนตัว โคนผมของเขาพลันถูกแผดเผาด้วยความร้อนวูบหนึ่ง เขาเกาหลังคอด้วยความรู้สึกไม่เป็นธรรมชาติ
เก๋อเหวินถือไมโครโฟน หลังจากกล่าวเปิดงานสั้น ๆ ก็แนะนำพวกเขาสามคนทีละคน
ฉู่ชิงยืนอยู่ใต้แสงไฟ ไม่รู้จะเอามือไปวางไว้ตรงไหน เลยได้แต่ไพล่ไว้ข้างหลัง เขามองคนเป็นร้อยฝั่งตรงข้าม ยิ่งรู้สึกไม่เป็นธรรมชาติมากขึ้น หางตาเหลือบไปเห็นโหลวเย่ที่อยู่ข้าง ๆ มุมปากของหมอนั่นเหมือนจะกระตุกอยู่ตลอดเวลา เขาจึงก้มหน้าลงเล็กน้อย กลั้นหัวเราะเอาไว้
ตอนที่ได้รับการแนะนำตัว เขาโบกมืออย่างแข็งทื่อ โค้งคำนับ พอกระบวนการจบลง ก็หดตัวอยู่บนที่นั่งราวกับหนีตาย
แสงไฟหรี่ลง แต่จอภาพยนตร์กลับไม่สว่างขึ้น ยังคงมืดมิดอยู่เช่นเดิม
ผู้ชมดูนิ่งสงบมาก นั่งดูอย่างเงียบ ๆ ถึงแม้จะผ่านไปแค่วันเดียว แต่พวกเขาก็ได้เห็นภาพยนตร์ที่แปลกประหลาดพิสดารมามากมาย เทคนิคการถ่ายทำแค่นี้ไม่ถึงกับทำให้ต้องประหลาดใจอะไร
ผ่านไปครู่หนึ่ง ถึงได้มีเสียงกุกกักดังแว่วออกมา ฟังดูเลือนราง ไม่ชัดเจนว่าเป็นเสียงอะไร ตามมาด้วยน้ำเสียงแหบต่ำของคุณชายโจวที่ค่อย ๆ เปิดฉากเรื่องราว
"ถ้าหากวันหนึ่งข้างหน้าฉันจากไป นายจะตามหาฉันไหม"
เธอพูดด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา เต็มไปด้วยความเศร้าสร้อย ราวกับคนคนหนึ่งที่อยู่ในความมืด จุดบุหรี่ขึ้นมาอย่างเชื่องช้า แล้วลูบคลำความทรงจำเกี่ยวกับความรักของตัวเอง
"ตามสิ"
"จะตามหาไปตลอดเลยไหม"
"ตามสิ"
"จะตามหาไปจนตายเลยไหม"
"ตามสิ"
บทสนทนาไม่กี่ประโยคนี้ โคตรเจ๋ง
แม้ว่าที่ด้านล่างของจอฉายจะมีตัวอักษรภาษาอังกฤษสีขาวสว่างพิมพ์อยู่ ซึ่งทำลายบรรยากาศการเก๊กหล่อจาง ๆ ที่โหลวเย่จงใจสร้างขึ้น แต่ก็ยังดึงดูดความสนใจของผู้ชมได้สำเร็จ
บทสนทนาจบลง ในที่สุดหน้าจอก็มีความเคลื่อนไหว
ราวกับมีก้อนหินถูกโยนลงไป ระลอกคลื่นสายนั้นค่อย ๆ สว่างขึ้น ชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ จนพอมองออกว่าเป็นริ้วคลื่นที่กำลังไหลริน ในที่สุด แม่น้ำสีเขียวครึ้มสายหนึ่งจึงปรากฏขึ้น
มุมกล้องเลื่อนขึ้นจากผิวน้ำ จับภาพตึกเก่าริมฝั่งที่ถูกรื้อทิ้งจนกลายเป็นบ้านร้างทีละหลัง จากทิศตะวันตกไปทิศตะวันออก คลอไปกับดนตรีที่ฟังสยองขวัญ กวาดผ่านปล่องไฟที่ตั้งตระหง่าน คนเดินถนนที่ดูทื่อมะลื่อ เรือข้ามฟากที่มีรอยด่างดำ... กล้องวิดีโอราวกับอยู่บนเรือ กำลังเลื่อนไปอย่างช้า ๆ บันทึกทุกอย่างที่มันสามารถมองเห็นได้
นี่คือตอนเริ่มเรื่องที่โหลวเย่แบกกล้องวิ่งไปที่เซี่ยงไฮ้เพื่อถ่ายซ่อมโดยเฉพาะในภายหลัง บวกกับเสียงบรรยายที่เขาคุยโวว่าเซ็กซี่และมีเสน่ห์ดึงดูดใจ มันได้เผยให้เห็นถึงความเสื่อมโทรม ความร่วงโรย ความเศร้าโศก และความเสแสร้งออกมาได้อย่างหมดจด
อาจกล่าวได้ว่า การตัดต่อและภาพในช่วงต้นเรื่องของ "ซูโจวเหอ" รวมถึงจิตใต้สำนึกที่แฝงอยู่ในมุมกล้อง จนถึงตอนนี้ในประเทศก็ยังไม่มีใครก้าวข้ามไปได้ และในวินาทีนี้ มันก็ประสบความสำเร็จอย่างมากในการทำให้ชาวต่างชาติกลุ่มหนึ่งตกตะลึง
ทว่าฉู่ชิงกลับกำลังเหม่อลอย
ความเป็นจริง พอเสียงแหบ ๆ นั้นดังออกมา เขาก็อึ้งไปเลย ความคิดโบยบินกลับไปยังริมฝั่งแม่น้ำสีเขียวครึ้มสายนั้นในทันที มีท้องฟ้าสีเทาหม่น มีคุณชายโจวที่เหยียบอยู่บนก้อนหินใหญ่ด้วยความอยากคว้าแสงแดดเอาไว้ และยังมีใบหน้าเล็ก ๆ ที่เปื้อนหยาดน้ำตาของเธอ...
สถานการณ์ของเขาประหลาดเกินไป ระยะห่างตั้งแต่ตอนถ่ายทำจนถึงตอนฉายมันนานเกินไป บางเรื่องก็ลืมเลือนไปแล้ว ตอนดู "เสี่ยวอู่" ก็เป็น ตอนดู "ซูโจวเหอ" ก็เช่นกัน กลับกลายเป็นว่ามันเหมือนการรำลึกความหลังที่มีต่อตัวเอง และคนรอบข้างเหล่านั้นเสียมากกว่า
มุมกล้องเริ่มส่ายไปมาอย่างไม่มีกฎเกณฑ์ ใช้มุมมองบุคคลที่หนึ่งในการดำเนินเรื่อง วิธีการแบบนี้ยังคงทำให้ผู้ชมรู้สึกถึงความแปลกใหม่ได้บ้าง
ช่างภาพ ซึ่งก็คือผม ใช้ชีวิตปะปนอยู่ในเมืองแห่งนี้ สับสนและเย็นชาเหมือนกับมัน วันหนึ่ง ผมได้พบกับเจ้าของบาร์คนหนึ่ง เพื่อดึงดูดลูกค้า เขาอยากให้ผมช่วยถ่ายคลิปนางเงือกให้เขาสักสองสามฉาก
บนโลกนี้จะมีนางเงือกที่ไหนกัน
แต่ผม กลับดันได้เห็นมัน
"เซี่ยงไฮ้ยามราตรี เซี่ยงไฮ้ยามราตรี เธอคือเมืองที่ไม่เคยหลับใหล..."
บทเพลงดังขึ้นอย่างนุ่มนวล ห่อหุ้มทิวทัศน์ยามค่ำคืนที่มีแสงไฟนีออนกะพริบวิบวับ คุณชายโจวแต่งตากำลังเคี้ยวหมากฝรั่ง มุมกล้องสั่นไหวอย่างรุนแรง ถ่ายใบหน้าด้านข้างและด้านหน้าของเธออย่างไม่เกรงใจ สั่นไหวจนเธอออกมาดูดีเป็นพิเศษ ถึงขั้นทำให้คนหลงใหลจนตาลาย
มือข้างหนึ่ง โอบอ้อมลำคอของเธอ เอาบุหรี่ป้อนเข้าปาก เธอสูดเข้าไปคำหนึ่ง จากนั้นก็พ่นควันเป็นวงออกมาเบา ๆ
กล้องวิดีโอพลันซูมออก เผยให้เห็นเรือนร่างทั้งหมดของเธอ กระโปรงสั้นสีเขียวมรกต ถุงเท้าผ้าไหมสีดำ เบ่งบานอยู่บนถนนตอนเที่ยงคืนราวกับปีศาจสาวพราวเสน่ห์
"หึ..."
ฉู่ชิงดูไปดูมา จู่ ๆ ก็ยกแขนขึ้น เท้ามือกับหน้าผาก แล้วหัวเราะคิกคักออกมาเบา ๆ
"เป็นอะไรไป" โหลวเย่ที่อยู่ข้าง ๆ ถาม
เขาไม่พูดอะไร เอาแต่หัวเราะไม่หยุด
เพราะเมื่อกี้ เขาค้นพบว่า หัวใจของตัวเองกำลังเต้นตึกตัก ซึ่งทำให้เขาประหลาดใจมาก และก็ขบขันมากเช่นกัน
จนถึงตอนนี้ฉู่ชิงยังจำได้ว่า ตอนที่ถ่ายทำฉากนี้ เขาเฝ้าดูอยู่ข้าง ๆ มองกระโปรงสั้นสีเขียวมรกตตัวนั้นพลิ้วไหวไปมาอยู่ตรงหน้าตัวเองอย่างอิสระ
ในตอนนั้น หัวใจของเขาก็เต้นตึกตักเช่นกัน...
เอาเถอะ เขายอมรับว่า อาจจะในจอ หรืออาจจะนอกจอ มีช่วงเวลาหนึ่งที่เขาตกหลุมรักเธอเข้าจริง ๆ
เวลาผ่านไปเนิ่นนาน แต่ภาพยนตร์บ้าบอเรื่องนี้กลับทำให้เขาได้หวนทบทวนความรู้สึกในตอนนั้นอีกครั้ง
ดังนั้น ถึงได้รู้สึกตลก
ตอนถ่ายทำ เป็นการถ่ายตามใจผู้กำกับ ตรรกะสับสนวุ่นวาย เนื้อเรื่องเชื่อมต่อกันไม่ได้ ซึ่งเป็นคนละเรื่องกับผลงานที่ตัดต่อออกมาเสร็จสมบูรณ์ ฉู่ชิงก็เหมือนกับผู้ชมคนอื่น ๆ ที่มีความสนใจและความคาดหวังต่อเรื่องราวนี้อย่างยิ่งยวด
เสียงบรรยายของโหลวเย่ยังคงบอกเล่าอย่างเย็นชา "ทุกครั้งที่เหม่ยเหม่ยดื่มจนเมาอยู่บนระเบียง ก็จะถามผมว่า ถ้าหากวันหนึ่งเธอจากไปจริง ๆ ผมจะตามหาเธอเหมือนอย่างหม่าต๋าไหม"
"ผมถามว่าหม่าต๋าคือใคร เธอบอกว่า ก็คือคนบ้าที่อาศัยอยู่แถวนี้ ทุกวันเขาจะขี่รถมอเตอร์ไซค์เก่า ๆ คันหนึ่งผ่านหน้าระเบียงห้องฉัน เขาคอยตามหาผู้หญิงที่เขาเคยรักในอดีตมาโดยตลอด"
แม้ว่า "ซูโจวเหอ" จะเป็นโครงสร้างเรื่องแบบคู่ขนาน แต่โหลวเย่ก็ไม่ได้ถ่ายทำออกมาให้ซับซ้อน เขาใช้เสียงบรรยายแบ่งแยกจุดเปลี่ยนของเรื่องราวอย่างชัดเจน วิธีการนี้อาจจะดูหยาบและตื้นเขินไปสักหน่อย แต่กลับทำให้ผู้ชมเข้าใจได้อย่างทะลุปรุโปร่ง
ภาพพลันเปลี่ยนจากความเสื่อมโทรมมาเป็นสดใส มู่ตานสวมชุดวอร์มสีแดงสด เดินออกมาจากประตูไม้บานนั้น ใบหน้าเล็ก ๆ บริสุทธิ์ผุดผ่องราวกับผืนทะเลสาบภายใต้แสงจันทร์
เธอถามหม่าต๋าด้วยความหงุดหงิด "นายจะให้ฉันนั่งตรงไหน"
ฉู่ชิงมองหมวกกันน็อกไซซ์เล็กกว่าปกติที่อยู่บนหัวของตัวเอง คางถูกรัดจนผิดรูป ทำเอาอดไม่ได้ที่จะส่ายหน้าเบา ๆ
ฉากที่ทั้งสองคนขี่มอเตอร์ไซค์ด้วยกันมีอยู่หลายฉาก เธอมักจะซบอยู่บนแผ่นหลังของเขา ตอนถ่ายทำตัวเองมองไม่เห็น แต่ตอนนี้กลับเห็นได้อย่างชัดเจนแจ่มแจ้ง
ดวงตาของคุณชายโจวกลับเบนออกจากหน้ากล้อง และเอาแต่จ้องมองเขามาโดยตลอด แสงไฟหน้ารถสาดส่องจนใบหน้าเล็ก ๆ นั้นเกิดแสงเงาชัดเจน ค่ำคืนอันมืดมิดเคลื่อนคล้อยผ่านไป ดูเหมือนว่าไม่ว่าเขาจะพานั่งซ้อนท้ายไปที่ไหน เธอก็ไม่สนใจทั้งนั้น
หัวใจของฉู่ชิงกระตุกวูบอย่างแรง แสงเงาบนจอภาพยนตร์เต้นระบำกระจัดกระจายอยู่ในแววตาของเขา และล่วงเลยผ่านไปอย่างเร่งรีบ
พวกเขาควบตะบึงไปในยามค่ำคืน ยื่นแขนออกไปริมแม่น้ำ โบยบินราวกับเด็ก ๆ ดื่มวอดก้ากลิ่นหญ้าไบซันด้วยกัน ดูการแข่งขันฟุตบอลในบาร์ด้วยกัน หญิงสาวไม่เคยยิ้มอย่างมีความสุขขนาดนี้มาก่อน
"คนสองคนที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อนมานั่งอยู่ด้วยกัน แล้วยังไงต่อล่ะ หลังจากนั้น แน่นอนว่าต้องเป็นความรัก"
พอประโยคนี้ดังออกมา ในที่สุดผู้ชมทั้งโรงก็เริ่มมีปฏิกิริยาตอบสนอง แผ่วเบา และค่อย ๆ เอ่อล้นออกมา
เพียงแค่ยี่สิบนาที ทุกคนก็ตกหลุมรักภาพยนตร์เรื่องนี้เข้าเสียแล้ว







