พอเฮ่อเหลียนเซิ่งกล่าวคำนี้ออกมา ไม่เพียงฮวาขุยผู้นั้นจะปรายตามอง แม้แต่ผู้ดูแลห้องส่วนตัวอักษร "สือ" ตลอดจนแขกเหรื่อเต็มหอต่างก็พากันประหลาดใจ
มีคนจดจำเฮ่อเหลียนเซิ่งได้ จึงอดไม่ได้ที่จะประสานมือกล่าว "ที่แท้ก็คือเซี่ยวเว่ยเฮ่อเหลียนแห่งกองทัพกลยุทธ์เทวะ ไม่ทราบว่าคำกล่าวของเซี่ยวเว่ยมีความหมายว่าอย่างไรหรือ"
เฮ่อเหลียนเซิ่งประสานมือตอบรับ "มิปิดบังตามตรง ข้าน้อยเคยร่ำเรียนตำราและฝึกฝนวรยุทธ์ที่หอสารทสถานบนภูเขาพิชิตมังกรในดินแดนจู่หลง ข้าน้อยมีอาจารย์ผู้มีพระคุณท่านหนึ่งแซ่ซินนามจั๋ว มีสติปัญญาความสามารถปานจะพลิกฟ้าคว่ำดิน เปี่ยมล้นด้วยความรู้รอบตัว ไม่เพียงบทกวีบทนี้ แม้แต่ 'สุ่ยเตี้ยวเกอโถว' และ 'ผีผาสิง' ที่แพร่หลายไปทั่วเมืองหลวงก็ล้วนเป็นผลงานประพันธ์ของอาจารย์ข้าน้อย"
ข้าน้อยแม้อับปัญญา ทว่าไม่อาจปล่อยให้ผู้อื่นขโมยบทกวีของอาจารย์ข้าน้อยไปได้เด็ดขาด!"
ผู้คนเต็มโถงต่างเงียบงันไปบ้าง ความจริงแล้วบทกวีชั้นเลิศเช่นนี้แม้จะหาได้ยาก ทว่าทุกคนกำลังอยู่ในช่วงอารมณ์สุนทรีย์ จะหาเรื่องไปไยเล่า ใครประพันธ์นั้นสำคัญถึงเพียงนั้นเชียวหรือ
ซินจั๋วก็ลอบถอนหายใจออกมาเบาๆ เมล็ดพันธุ์ที่เขาปลูกไว้ถือว่าไม่เลว มันงอกเงยแล้ว พวกเฮ่อเหลียนเซิ่งไม่ได้เสียแรงสอนเปล่าๆ ทว่าใครจะไปรู้เล่าว่าโชคชะตาของเขาจะพิลึกพิลั่นถึงเพียงนี้ จากโจรภูเขากลายเป็นลูกหลานตระกูลใหญ่ โลกช่างกลมเสียจริง กลับมาเจอกันที่เมืองหลวงอีกแล้วหรือนี่
อีกทั้งการที่คนซื่อบื้อแบบนี้มาประกาศชื่อเสียงแทนเขา มันทำให้รู้สึกเขินอายอยู่บ้างจริงๆ
"โอ้?"
ชายวัยกลางคนหน้าห้องส่วนตัวอักษร "สือ" หัวเราะพลางกล่าว "ไม่ทราบว่าอาจารย์ของท่านอยู่ที่ใดหรือ"
เฮ่อเหลียนเซิ่งกล่าว "อาจารย์ของข้าน้อยอยู่ที่ใดย่อมไม่สำคัญ สิ่งสำคัญคือบทกวีบทนี้ต้องได้รับการคืนความเป็นธรรม ก็เพียงเท่านี้แหละ ไม่รบกวนอารมณ์สุนทรีย์ของทุกท่านแล้ว!"
กล่าวจบก็หันหลังเดินกลับ เงยหน้ามองขึ้นไปตามสบายนิดหน่อย บังเอิญสบตาเข้ากับซินจั๋วจังเบ้อเริ่ม ชั่วขณะนั้นถึงกับชะงักงันไป จากนั้นร่างกายก็สั่นเทาเล็กน้อย ประสานมือกล่าวด้วยความดีใจ "อ๊ะ! ฟูจื่อซิน! ท่านก็อยู่ด้วยหรือ"
'พรึบ '
คนทั้งโถงพากันหันขวับมามองอย่างพร้อมเพรียง
เจียงอวี้กุย ซ่งหรูชิง และกลุ่มคุณชายหันขวับกลับมา กะพริบตาปริบๆ อย่างงุนงง
สยงจ่างก็มองซื่อจื่อของตนอย่างไม่เข้าใจเช่นกัน ฟูจื่อของเซี่ยวเว่ยแห่งกองทัพกลยุทธ์เทวะหรือ ก็คือคนเมื่อครู่ที่เขาบอกว่า... อาจารย์ผู้เปี่ยมล้นด้วยความรู้รอบตัว มีสติปัญญาปานพลิกฟ้าคว่ำดินผู้นั้นน่ะหรือ
ซินจั๋วลังเลอยู่บ้าง จู่ๆ ก็ไม่รู้ว่าควรจะแสดงท่าทีอย่างไรดี ใช่แล้ว ข้าเอง ข้ามีตัวตนปลอมเพิ่มมาอีกหนึ่ง มาเที่ยวเล่นที่เมืองหลวง แวะมาเดินเล่นหอนางโลมแล้วบังเอิญเจอพวกเจ้าไงเล่า
"ฟูจื่อซิน!"
หลี่ซีเยวี่ยก็วิ่งออกมาจากห้องส่วนตัวชั้นหนึ่ง นางเงยหน้าขึ้นคารวะด้วยความดีใจเกินคาด "ท่านมาตั้งแต่เมื่อใดเจ้าคะ ท่าน..."
พูดยังไม่ทันจบก็ปรายตามองพวกเจียงอวี้กุย คาดเดาอยู่ในทีว่า "ฟูจื่อซิน" ก็คือซื่อจื่อของจวิ้นอ๋องซีฉินแห่งตระกูลเจียงไม่ผิดแน่!
จีฉุนเซี่ยวและจงหลิงซีสบตากัน รู้สึกกระอักกระอ่วนอยู่บ้าง ทว่าไม่ต้องการเปิดเผยตัวต่อหน้าธารกำนัล ยิ่งไปกว่านั้นความผูกพันฉันอาจารย์ศิษย์ระหว่างพวกเขากับซินจั๋วก็ไม่ได้ลึกซึ้งอะไรนัก
"โอ้?"
ภายในห้องส่วนตัวอักษร "สือ" ฝั่งตรงข้าม จู่ๆ ก็มีชายหนุ่มในชุดหรูหรารูปร่างสูงโปร่ง สีหน้าหนักแน่น กิริยามารยาทเหมาะสมเดินออกมา นัยน์ตาทั้งสองเปล่งประกายเจิดจ้า "ที่แท้เจียงซื่อจื่อก็คืออาจารย์ของเซี่ยวเว่ยเฮ่อเหลียนแห่งกองทัพกลยุทธ์เทวะนี่เอง ไม่คาดคิดเลยว่าเจียงซื่อจื่อจะเปี่ยมด้วยความรู้ถึงเพียงนี้ ข้าน้อยหลวี่จิ่ว!"
ดูท่าหากไม่แสดงท่าทีคงจะไม่ได้แล้ว
ซินจั๋วลุกขึ้น กำลังจะเอ่ยปาก ก็เห็นฮวาขุยฝั่งตรงข้ามจู่ๆ ยกป้านสุราและจอกมาจากที่ใดก็ไม่ทราบ ร่างอรชรโบยบินพริ้วไหว ชั่วพริบตาก็มาถึงริมระเบียงชั้นสองแล้ว นางย่อกายคารวะเล็กน้อย แฝงไว้ด้วยเสน่ห์อันเป็นเอกลักษณ์
"ที่แท้บทกวีบทนี้คุณชายก็เป็นผู้ประพันธ์ คุณชายกับตัวข้าช่างมีวาสนาต่อกันนัก ตัวข้าขอเชิญคุณชายดื่มสักจอกเถิดเจ้าค่ะ!"
การกระทำนี้ไม่มีจุดบกพร่องแม้แต่น้อย ความเข้าใจผิดคลี่คลาย บัณฑิตหนุ่มกับหญิงงาม เป็นเรื่องที่ผู้คนล้วนโปรดปรานจะพูดถึงมากที่สุด
พวกเจียงอวี้กุยที่กำลังจมปลักอยู่กับความคิดที่ว่าเจียงอวี้ชิงคือซินจั๋ว ผู้มีสติปัญญาปานพลิกฟ้าคว่ำดิน ก็สลัดทุกสิ่งทิ้งไปในชั่วพริบตา แหงนหน้ามองด้วยสีหน้าอิจฉาริษยา
ทว่าสีหน้าบนใบหน้าของซินจั๋วกลับค่อยๆ เลือนหายไปในฉับพลัน
เขาสัมผัสได้ถึงรังสีอำมหิตสายหนึ่งที่แอบแฝงอยู่ภายในดวงตาคู่ที่ราวกับจะยิ้มได้ของฮวาขุยผู้นี้
อีกทั้งระดับพลังของสตรีผู้นี้ยังลึกล้ำสุดหยั่งคาด กระทั่งมีกลิ่นอายคล้ายคลึงกับบนตัวของฉานอี
ครึ่งก้าวปรมาจารย์หรือ
ยามร่ายรำกระบี่ก็ปรายตามองมาที่ตนบ่อยครั้ง...
ต่อให้ไม่มีเฮ่อเหลียนเซิ่งชี้ตัวผู้ประพันธ์บทกวี เกรงว่าพอนางดีดกู่เจิงจบหนึ่งเพลง ก็คงจะหาโอกาสเข้ามาใกล้กระมัง
นี่คือกระดานสังหารหรือ
ในดินแดนเมืองหลวง ตระกูลเจียงแผ่อำนาจมาหลายร้อยปี ยังมีคนกล้าทำเช่นนี้อีกหรือ
"คุณชาย โปรดดื่มให้หมดจอกเถิดเจ้าค่ะ"
ฮวาขุยผู้นั้นนำพากลิ่นหอมของดอกไม้ชวนให้ผู้คนลุ่มหลงเข้ามาใกล้แล้ว นัยน์ตาดุจสายน้ำไหล รอยยิ้มบางเบาสงบนิ่ง
วินาทีนี้ ทุกคนต่างพากันมองมาที่แห่งนี้ แม้แต่สองคนอย่างเฮ่อเหลียนเซิ่งก็ไม่ได้รีบวิ่งขึ้นมาทักทาย ก็ใครเล่าจะไปทำลายช่วงเวลาอันแสนงดงามของบัณฑิตหนุ่มกับหญิงงามได้ลงคอ
ทุกอย่างไม่มีปัญหาใดๆ!
ซินจั๋วก็ยิ้มออกมาเช่นกัน เขารับจอกสุรามา ก่อนจะแอบยื่นนิ้วชี้ลงไปสัมผัสอย่างเงียบเชียบ หลังจากศึกษาศาสตร์การแพทย์ "xxxx" มาเนิ่นนาน เส้นลมปราณทั่วร่างก็ถูกสร้างขึ้นใหม่ด้วย "xxxx" อีกทั้งยังได้ฝึกฝนมาเป็นเวลานานช่วงที่มีคำสั่งล่าสังหารแห่งยุทธภพ เพียงแค่สัมผัสก็รับรู้ได้ทันทีว่าในสุรามียาพิษร้ายแรงที่แปลกประหลาดเจือปนอยู่
ยอดฝีมือบวกกับยาพิษร้าย!
เขาเงยหน้าขึ้นมองหญิงคณิกาอันดับหนึ่งที่อยู่ใกล้แค่เอื้อม แววตาของอีกฝ่ายแฝงไว้ด้วยจิตสังหารอันดุดัน
หางตาของเขาชำเลืองมองไปรอบด้านตามสัญชาตญาณ พลันสัมผัสได้ถึงเงาร่างนับสิบสายที่กำลังเพ่งเล็งมาที่นี่อย่างเงียบงัน ในนั้นมีกลิ่นอายที่คุ้นเคยอยู่หลายสาย
เขาอดไม่ได้ที่จะถอนหายใจด้วยความโล่งอก!
ที่แท้คนในบ้านก็จัดวางกำลังคนเอาไว้แล้วจริงๆ!
หญิงคณิกาอันดับหนึ่ง! มาเที่ยวหอนางโลมตอนกลางวัน! แถมยังมาที่นี่พอดิบพอดีอีก!
เกรงว่าเจียงอวี้กุยและซ่งหรูชิงกับพวกก็คงติดกับดักเข้าให้แล้ว
"คุณชาย เหตุใดจึงไม่ดื่มเล่าเจ้าคะ? รังเกียจว่าสุราของข้าน้อยต้อยต่ำหรือ?" หญิงคณิกาอันดับหนึ่งขยับตัวเข้ามาใกล้ด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความคลุมเครือ
"เจ้าจะทำอะไร?"
สยงจ่างดูเหมือนจะสังเกตเห็นถึงความผิดปกติ นางจึงรีบขยับเข้าไปใกล้ซื่อจื่อของตนอย่างรวดเร็ว การที่นางตามมาด้วยก็เพื่อทำหน้าที่เป็นผู้คุ้มกัน
ซินจั๋วรู้สึกหมดสนุกขึ้นมาวูบหนึ่ง เขาโยนจอกสุราทิ้งส่งเดช แล้วหันหลังเดินจากไปทันที "จับตัวเอาไว้! จับซ่งหรูชิง เจียงอวี้กุย และผู้ต้องสงสัยในหอไปให้หมด!"
คำพูดประโยคนี้เรียกได้ว่าสะเทือนเลื่อนลั่น!
เจียงอวี้กุยกับพวกและแขกเหรื่อเต็มหอต่างพากันงุนงงไปชั่วขณะ
สีหน้าของหญิงคณิกาอันดับหนึ่งผู้นั้นแปรเปลี่ยนไป พลันมีแสงเย็นเยียบสายหนึ่งพุ่งทะยานออกมาจากเสื้อเอี๊ยม หอบเอาปราณอันดุดันและแหลมคมพุ่งตรงไปยังแผ่นหลังของซินจั๋ว
อาวุธแก่นแท้คู่กาย!
ในวินาทีนั้นเอง ก็มีแสงเย็นเยียบอีกสามสายพุ่งมาจากที่ไกลๆ ด้วยความเร็วที่เหนือกว่า ส่งผลให้โถงทางเดินและห้องหับระเบิดออกในพริบตา เข้าสกัดกั้นอาวุธแก่นแท้คู่กายของหญิงคณิกาอันดับหนึ่ง
"ตู้ม "
พื้นที่บริเวณนั้นพังทลายลง สุรา เศษไม้ และผ้าม่านปลิวว่อนไปทั่วสารทิศ
หญิงคณิกาอันดับหนึ่งผู้นั้นกระเด็นถอยหลังลอยออกไปจากห้องหับอย่างแรง
เจียงอวี้กุย ซ่งหรูชิงกับพวก และกลุ่มหญิงคณิกาก็ถูกพลังสั่นสะเทือนจนกระเด็นลอยไปเช่นกัน ล้มลุกคลุกคลานกันไปกองกับพื้น
สยงจ่างที่อยู่ใกล้ที่สุดและยังไม่ทันรู้เรื่องราวเดิมทีต้องโดนลูกหลงจนตายสถานเดียว ทว่ากลับถูกซื่อจื่อที่กำลังถอยห่างออกไปอย่างรวดเร็วคว้าข้อมือเอาไว้ แล้วลากนางพุ่งตรงไปยังระเบียงทางเดินที่อยู่ไกลออกไป
เบื้องหน้ามียอดฝีมือตระกูลเจียงนับสิบคนพากันรุมล้อมเข้ามา ชายร่างกำยำหนวดเคราเฟิ้มผู้เป็นหัวหน้าดูไม่คุ้นหน้าคุ้นตา ทว่ากลับมีกลิ่นอายที่ทรงพลังอย่างยิ่ง เขาประสานมือคารวะ "ซื่อจื่อตกใจหรือไม่ขอรับ?"
ซินจั๋วปรายตามองเขาอย่างเย็นชา โดยไม่ปริปากพูดอะไร
ชายผู้นั้นหัวเราะแห้งๆ แล้วเดินนำทางไปด้านหน้า "ซื่อจื่อโปรดตามข้าน้อยมา ทางประตูหลังได้จัดเตรียมรถม้าเอาไว้แล้วขอรับ!"
คนกลุ่มหนึ่งรีบลงบันไดไป เปิดประตูข้างออก ตรงประตูหลังมีรถม้าคันหรูจอดอยู่จริงๆ รอบด้านมียอดฝีมือนับสิบคนยืนคุ้มกันอย่างแน่นหนา
ซินจั๋วพาสยงจ่างขึ้นไปบนรถม้า เมื่อเข้าไปในรถแล้วเขาจึงถอนหายใจด้วยความโล่งอก
สยงจ่างมึนงงอยู่นาน ในตอนนี้ก็เข้าใจแล้วว่าเรื่องราวทั้งหมดมุ่งเป้ามาที่ซื่อจื่อ เมื่อครู่นี้นางอยู่ใกล้ที่สุด ภายใต้สถานการณ์ที่ต้องตายอย่างแน่นอนเช่นนั้น ไม่มีใครสนใจนางเลย แม้จะมีตบะขั้นปรมาจารย์น้อย นับเป็นหนึ่งในยอดฝีมือ ทว่าประสบการณ์การต่อสู้เสี่ยงตายกลับแทบจะเป็นศูนย์ นางจึงรู้สึกมึนงงไปบ้าง หากอยู่ท่ามกลางการต่อสู้ของยอดฝีมือขั้นครึ่งก้าวสู่ปรมาจารย์ใหญ่ทั้งสี่คน นางย่อมต้องตายอย่างไม่ต้องสงสัย
นางนึกถึงมือใหญ่ที่ทรงพลังของซื่อจื่อเมื่อครู่นี้ ไม่ว่าจะเกลียดชังตระกูลเจียงมากเพียงใด แต่ในเวลานี้นางกลับรู้สึกสับสนในใจ ซื่อจื่อจากตระกูลใหญ่โตที่เห็นชีวิตคนเป็นผักปลา กลับมาใส่ใจชีวิตของนาง ความรู้สึกที่ถูกคนนับหมื่นเมินเฉย มีค่าต่ำต้อยราวกับใบหญ้า ทว่ากลับถูกซื่อจื่อใส่ใจเช่นนี้ ทำให้นางรู้สึกเหม่อลอย
นานเท่าใดแล้วที่ไม่มีใครสนใจความเป็นความตายของนาง?
ในตอนนั้นเอง ซื่อจื่อก็ยื่นมือมาบีบหูแหลมๆ ของนางเล่นอีกครั้ง นางจึงเอนกายเข้าไปหาตามสัญชาตญาณ คลอเคลียอยู่ที่ตักของซื่อจื่อราวกับลูกแมวน้อย ในใจบังเกิดความรู้สึกปลอดภัยอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน
"ตู้ม ตู้ม ตู้ม..."
รถเคลื่อนตัวออกไปแล้ว ภายใน "หอสิงอวิ๋น" ที่อยู่ไกลออกไปมีเสียงระเบิดดังสนั่นหวั่นไหวและเสียงกรีดร้องด้วยความตื่นตระหนกของผู้คนดังแว่วมา
"พวกเจียงอวี้กุยและซ่งหรูชิงถูกพาตัวออกมาแล้วใช่หรือไม่?"
ซินจั๋วหลับตาลง พลางบีบหูของสาวใช้และเอ่ยถาม
"พาตัวออกมาแล้วขอรับ!" มีคนตอบจากด้านนอก
"ดีมาก! พาตัวมา!"







