120. บทที่ 120 แรงบันดาลใจอันงดงามดั่งภูเขาไฟ
หลังจากพิธีปิดการฝึกซ้อมระยะที่สอง เฉียวอวี้ก็ไปนั่งรถไฟความเร็วสูงกลับเมืองหลวงกับศาสตราจารย์โจวอีกครั้ง
เฉียวอวี้เหม่อมองทิวทัศน์นอกหน้าต่างด้วยความอาลัยอาวรณ์ บ้านเกิดก็เป็นแบบนี้ พออยู่นานๆ เข้าก็จะมีหลายอย่างที่ไม่พอใจ แต่พอจากไปเมื่อไร ข้อดีต่างๆ ก็จะเผยออกมา
ระยะห่างมักจะสร้างฟิลเตอร์ความงามที่เป็นเอกลักษณ์ขึ้นมาได้เสมอ เหมือนกับแอปพลิเคชันแต่งรูปในโทรศัพท์มือถือ นี่คงแสดงให้เห็นในอีกมุมหนึ่งว่าสมองมนุษย์กับคอมพิวเตอร์นั้นมีความเหมือนกัน แถมจุดที่ล้ำหน้ากว่าของสมองมนุษย์ก็คือยังมีซอฟต์แวร์ปรับตัวได้เองอีกด้วย
“หลังจากนี้ทีมยังมีกิจกรรมอีกหน่อย แต่ฉันคุยกับศาสตราจารย์เถียนที่เป็นอาจารย์ของนายแล้ว นายไม่ต้องเข้าร่วมหรอกนะ นอกจากนี้ พวกเราตั้งกลุ่มขึ้นมากลุ่มหนึ่งก็ไม่ได้ดึงนายเข้าไปด้วย นายอย่าเพิ่งคิดมากนะ หลักๆ คือนายอยู่ใกล้ มีประกาศอะไรก็แจ้งได้สะดวก...”
โจวเหลียงพูดอยู่ข้างๆ แต่เฉียวอวี้ก็แค่ฟังหูซ้ายทะลุหูขวา ไม่ได้ใส่ใจอะไรนัก การเข้าร่วมการแข่งขัน IMO คงอธิบายได้ว่าเป็นแค่ความยึดติดที่ต้องทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งตั้งแต่ต้นจนจบเท่านั้น ความจริงเฉียวอวี้ก็รู้ดีว่าการไปเอาเหรียญทองสำหรับตัวเองแล้วไม่ได้มีความหมายอะไรมากมายนัก
แต่ในเมื่อศาสตราจารย์โชลเซอก็เคยได้เหรียญทองในปีนั้น ศาสตราจารย์พานที่อยู่ตรงข้ามก็เคยได้เหรียญทองเหมือนกัน ถ้าเขาไม่ได้มาสักเหรียญก็คงรู้สึกผิดต่อช่วงชีวิตวัยรุ่นของตัวเองแย่เลย
ส่วนกิจกรรมก่อนจะไปออสเตรเลีย เฉียวอวี้ก็ไม่มีความสนใจจะเข้าร่วมแล้วเช่นกัน
ก็แค่การทำโจทย์เท่านั้นเอง
ที่สำคัญที่สุดก็คือ เขาขี้เกียจเปิดโปงความในใจเล็กๆ น้อยๆ ของศาสตราจารย์โจวนั่นเอง
อะไรกันที่บอกว่าอยู่ใกล้ ก็เลยไม่ดึงเขาเข้ากลุ่ม? ไม่แคล้วกลัวว่าเขาจะก่อเรื่องอะไรขึ้นมาทำลายความมั่นใจของเพื่อนตัวน้อยสองสามคนที่ร่วมแข่งขันด้วยกันก็เท่านั้น แน่นอนว่าเรื่องนี้จะไปโทษว่าโจวเหลียงคิดมากก็ไม่ได้ หลักๆ เป็นเพราะสภาพจิตใจของพวกเพื่อนๆ นั้นเปราะบางเกินไปต่างหาก
แค่เผชิญกับความล้มเหลวเล็กๆ น้อยๆ ก็ไม่รู้จักปล่อยวางสักนิด เล่นเกมก็ยังทำให้สติแตกได้ตั้งหนึ่งรอบ เปลี่ยนเป็นใครมาเป็นหัวหน้าทีมกับโค้ชก็คงรู้สึกว่ารับมือยากเหมือนกันทั้งนั้นแหละ
การกันเขาซึ่งอาจนำมาซึ่งปัจจัยที่ไม่มั่นคงออกไป ถือเป็นการปรับปรุงด้วยวิธีการที่ง่ายที่สุดจริงๆ
แต่การเอาแต่บ่นพึมพำตลอดก็ทำให้เฉียวอวี้ปวดหัวอยู่บ้าง จึงตอบกลับไปตรงๆ ว่า “วางใจเถอะครับ ศาสตราจารย์โจว ไม่ต้องอธิบายอะไรกับผมเยอะแยะขนาดนั้นหรอก ผมเข้าใจการจัดการของอาจารย์ได้ครับ ก็เพื่อความหวังดีต่อทุกคนในครั้งนี้ไม่ใช่เหรอครับ”
ศาสตราจารย์โจวเผยรอยยิ้มบนใบหน้า ถอนหายใจพลางกล่าวว่า “ใช่ หลักๆ ก็คือนายไม่มีเวลาด้วยแหละ ศาสตราจารย์เถียนเองก็เป็นห่วงนายเหมือนกัน รู้ว่าช่วงนี้นายสนใจข้อความคาดการณ์เรขาคณิตแลงแลนดส์ ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยหัวชิงอีกไม่กี่วันก็จะมีซีรีส์การบรรยายและการสัมมนาที่เกี่ยวข้อง ผู้เชี่ยวชาญหลายคนยังได้รับเชิญมาจากต่างประเทศโดยเฉพาะเลย น่าอิจฉาจริงๆ”
ในที่สุดเฉียวอวี้ก็ดึงสายตาที่มองออกไปนอกหน้าต่างกลับมา หันไปมองศาสตราจารย์โจวที่อยู่ข้างกาย ถามด้วยความประหลาดใจว่า “มีเรื่องแบบนี้ด้วยเหรอครับ?”
โจวเหลียงก็มองเฉียวอวี้ด้วยความประหลาดใจเช่นกันและถามว่า “นายไม่รู้เหรอ?”
เฉียวอวี้สัมผัสได้ถึงความอบอุ่นของฤดูใบไม้ผลิขึ้นมาทันที
อาจารย์กับท่านปู่ปรมาจารย์ยังคงรักเขาอยู่จริงๆ แม้จะไม่ได้พูดกับเขาตรงๆ แต่กลับคอยจัดการเรื่องต่างๆ ให้เงียบๆ อยู่เบื้องหลังเสมอ
เฉียวอวี้ก็ตระหนักได้อย่างลึกซึ้งถึงคุณค่าของคำพูดเหล่านั้นที่เหล่าเซวียเคยพูดกับเขาในปีนั้น
จริงอย่างที่คิด การที่อาจารย์เป็นที่พึ่งพาให้ได้ก็คือการเอาแต่ใจได้
เปลี่ยนเป็นอาจารย์ที่เป็นที่พึ่งพาไม่ได้ การสัมมนาขนาดใหญ่แบบนี้จะนึกอยากจัดก็จัดได้อย่างไร? ยังไงเสียการเชิญศาสตราจารย์และนักวิชาการที่เกี่ยวข้องมาจากต่างประเทศก็ต้องใช้เงินทั้งนั้น นอกเหนือจากนั้นการเชิญคนมากินข้าวและพักอาศัย ล้วนเป็นเงินทั้งสิ้น ยิ่งไปกว่านั้นยังต้องใช้หน้าตาอีกด้วย
แน่นอนว่าต้องขอบคุณที่การพัฒนาของหัวเซี่ยในช่วงไม่กี่ปีมานี้ถือว่าไม่เลว งานด้านการประชาสัมพันธ์ในต่างประเทศก็ก้าวตามมาติดๆ ไม่เช่นนั้นเกรงว่าแค่คุยเรื่องเงินอย่างเดียวก็คงไม่มีประโยชน์
สรุปก็คือ วินาทีนี้ เฉียวอวี้เข้าใจอย่างถ่องแท้แล้วว่าการมีอาจารย์ที่ดีสักคนนั้นช่วยเหลือเรื่องการเรียนได้มากขนาดไหน
เหล่าเซวีย ไม่ได้หลอกเขาจริงๆ!
……
อีกฟากฝั่งมหาสมุทร เมืองแมดิสัน เมืองหลวงของรัฐวิสคอนซิน มหาวิทยาลัยวิสคอนซิน แมดิสัน
พานจิ้งหยวนกำลังยืนอยู่นอกห้องประชุม มองดูอาจารย์ของตนที่ถูกนักวิชาการจำนวนมากรายล้อมอยู่ภายในห้องประชุม ซึ่งยังคงถกเถียงปัญหาในรายละเอียดบางอย่างกันอยู่
การบรรยายเมื่อสักครู่สิ้นสุดลงแล้ว เดนนิส อาจารย์ของเขาเป็นวิทยากรหลัก
เนื้อหาของการบรรยายย่อมเกี่ยวกับการพิสูจน์ข้อความคาดการณ์เรขาคณิตแลงแลนดส์อย่างแน่นอน
ความจริงแล้วเขาก็สามารถเข้าไปมีส่วนร่วมในการถกเถียงนั้นได้ เพียงแต่ตั้งแต่ที่คุยกับหยวนเหล่าในวันนั้น พานจิ้งหยวนก็รู้สึกกระสับกระส่ายมาตลอด นี่เป็นความรู้สึกที่แปลกประหลาดมาก
แม้เขาจะรู้ดีว่าเฉียวอวี้เป็นแค่นักเรียนที่เพิ่งสัมผัสข้อความคาดการณ์เรขาคณิตแลงแลนดส์ ปัญหาบางอย่างที่เขาถามออกมา ความจริงแล้วอาจไม่จำเป็นต้องไปจริงจังอะไรมากนัก แต่คำถามที่เฉียวอวี้ถามในวันนั้น กลับทำให้เขารู้สึกกังวลใจอยู่บ้างจริงๆ
ยังไงเสียหัวข้อนี้ตั้งแต่ตั้งโครงการมาจนถึงตอนนี้ก็ผ่านไปสิบกว่าปีแล้ว เขาได้รับเชิญให้เข้าไปมีส่วนร่วมในโครงการนี้มาครบหกปีเต็ม เขาไม่อยากให้ผลงานที่ขัดเกลามาถึงหกปีต้องกลายเป็นเรื่องตลก แล้วยังต้องเสียเวลาไปอีกหลายปีเพื่อแก้ไขให้ถูกต้อง
ความรู้สึกกังวลใจนี้ ถึงขั้นทำให้เขาเริ่มกลับไปตรวจสอบเอกสารงานวิจัยทั้งห้าฉบับนี้ใหม่อีกครั้ง โดยอยากจะทำให้แน่ใจว่าสถานการณ์ที่เฉียวอวี้ตัดสินนั้นไม่มีทางเกิดขึ้น เพียงแต่เห็นได้ชัดว่าเรื่องนี้ต้องใช้เวลา ซึ่งในความเป็นจริงพานจิ้งหยวนก็ได้เริ่มทำงานนี้แล้ว
นี่จึงเป็นเหตุผลที่เขาตอบข้อความของเฉียวอวี้ช้าลงเรื่อยๆ
ความรู้สึกกังวลใจแบบนี้ พุ่งถึงขีดสุดเมื่อไม่กี่วันก่อนหลังจากที่หยวนเหล่าส่งต่อปัญหาที่เฉียวอวี้ตั้งข้อสงสัยเหล่านั้นมาให้
เขาอยากจะคุยกับอาจารย์เรื่องความคิดของเฉียวอวี้ แต่ก็ยังตัดสินใจไม่ได้เสียที
ยังไงเสียเขาก็เพิ่งเข้าร่วมได้แค่หกปีก็ยังกังวลใจขนาดนี้แล้ว สำหรับอาจารย์นั้นใช้เวลาทุ่มเทให้กับเรื่องนี้ไปถึงสิบห้าปี เขาไม่แน่ใจว่าท่าทีของเดนนิสเมื่อได้ยินคำพูดแบบนี้จะเป็นอย่างไร แล้วจะเกิดผลลัพธ์ในทางตรงกันข้ามหรือไม่
ความสัมพันธ์ระหว่างนักเรียนกับอาจารย์ ไม่เคยเป็นสิ่งที่ยืนยันว่าจะต้องดีเสมอไป การผิดใจกันจนกลายเป็นศัตรูเพราะความขัดแย้งบางอย่าง ไม่ว่าจะเป็นหัวเซี่ยหรือในต่างประเทศก็มีให้เห็นทั้งนั้น
ก็แค่ส่วนใหญ่แล้ว ทุกคนจะรู้กันดีว่าจะไม่เปิดเผยออกไปก็เท่านั้น
แต่มหาวิทยาลัยหัวชิงทางนั้นยังตั้งใจจะจัดการสัมมนาข้อความคาดการณ์เรขาคณิตแลงแลนดส์ร่วมกับมหาวิทยาลัยเยียนเป่ย แถมยังเชิญศาสตราจารย์จากต่างประเทศมาอีกมากมาย ข่าวนี้มีความเป็นไปได้สูงว่าจะไปเข้าหูของอาจารย์
พานจิ้งหยวนรู้ดีอยู่แล้วว่าการสัมมนาซีรีส์นี้จัดขึ้นเพื่อใคร
พูดตามตรงสำหรับการตัดสินใจนี้ พานจิ้งหยวนไม่มีความรู้สึกต่อต้านอะไรเลย เขารู้ดีว่าหากเฉียวอวี้เติบโตขึ้นมาจริงๆ จะมีความหมายอย่างไรต่อวงการคณิตศาสตร์จีน
หลายปีมานี้ แม้ว่าหัวเซี่ยจะพัฒนาไปได้ค่อนข้างดี แต่อำนาจในการพูดในวงการวิชาการกลับไม่ได้มากนัก อย่างน้อยเมื่อเทียบกับขนาดของประเทศหัวเซี่ยแล้วมันก็ไม่สมเหตุสมผลเลย แต่ก็ไม่มีวิธีอื่น วงการวิชาการในหลายๆ ครั้งก็เหมือนกับการแข่งขันกีฬาโอลิมปิก หากต้องการพูดให้คนอื่นฟัง ท้ายที่สุดก็ต้องดูที่ความสามารถ
ทำไมทุกคนถึงยอมรับว่าวารสารภาษาอังกฤษมีความน่าเชื่อถือมากกว่า? เพราะเครื่องมือต่างๆ ที่ใช้ในการวิจัยคณิตศาสตร์ในปัจจุบัน โดยพื้นฐานแล้วชาวตะวันตกเป็นคนสรุปออกมา ทฤษฎีบทหลักๆ ที่ได้สัมผัสในชั้นเรียนของมหาวิทยาลัย ก็ล้วนตั้งชื่อตามชาวตะวันตกทั้งสิ้น
ทฤษฎีบทอาเบลทางพีชคณิต, ทฤษฎีบทของเกาส์, ทฤษฎีบทสุดท้ายของแฟร์มาตทางทฤษฎีจำนวน, ทฤษฎีบทของออยเลอร์, ทฤษฎีบทพีทาโกรัสทางเรขาคณิต, สูตรของเฮรอน, กฎของเดอมอร์แกนทางเรขาคณิตวิเคราะห์, กฎของโลปิตาลในแคลคูลัส...
นอกจากนี้ยังมีกระบวนการสุ่มของมาร์คอฟ ทฤษฎีบทของเบส์ที่ใช้คำนวณความน่าจะเป็น...
ความพยายามของคนรุ่นก่อน ทำให้โลกตะวันตกในยุคปัจจุบันกุมอำนาจในการพูดในวงการวิชาการไว้อย่างเหนียวแน่น ถึงขั้นที่ถ้าพูดภาษาอังกฤษไม่ได้ โดยเฉพาะภาษาอังกฤษเฉพาะทางคณิตศาสตร์ ก็จะไม่สามารถเข้าใจแนวคิดทางคณิตศาสตร์ของคนรุ่นก่อนเหล่านั้นได้อย่างถูกต้องแม่นยำ
หัวเซี่ยถือเป็นผู้มาทีหลัง ดังนั้นหากต้องการอำนาจในการพูดมากขึ้น ก็ต้องมีคนที่สามารถเป็นเสาหลักในวงการคณิตศาสตร์โลกได้ในอนาคต
ตัวอย่างเช่น หากในอนาคตหัวเซี่ยมีนักคณิตศาสตร์ที่มีผลงานเทียบเท่ากับนิวตันหรือออยเลอร์เกิดขึ้นมา ต่อให้พูดเสียงเบาๆ ก็ยังสามารถดังก้องไปทั่วได้
โลกแห่งความเป็นจริงไม่เคยมีดินแดนบริสุทธิ์ หรือจะพูดว่าสถานที่อย่างดินแดนดอกท้อนั้นมีอยู่แค่ในจินตนาการของผู้คนเท่านั้น สติปัญญาและความเป็นสังคมของมนุษย์ได้กำหนดไว้แล้วว่า หากผู้ใดมีความสำเร็จก็ย่อมต้องรวมกลุ่มกัน และเพิ่มเกณฑ์การเข้าสู่แวดวงที่เกี่ยวข้องให้สูงขึ้น
กลุ่มผู้มีอิทธิพลในวงการวิชาการมีอยู่จริงมาโดยตลอด ยิ่งเป็นสถานที่ที่การดำเนินงานต่างๆ เจริญรวดเร็วเท่าไร ปรากฏการณ์นี้ก็ยิ่งพบเห็นได้ทั่วไปมากขึ้น ผู้ที่อยู่ในระดับสูงกว่าก็ไม่เคยคิดที่จะสั่งห้ามเรื่องพรรค์นี้ แต่กลับคิดว่าจะใช้ประโยชน์จากปรากฏการณ์ที่ต้องเกิดขึ้นอย่างแน่นอนนี้เพื่อส่งเสริมการพัฒนาของวิทยาศาสตร์ได้อย่างไร
ตัวอย่างเช่น การปกครองโดยกลุ่มชนชั้นนำ ผ่านการศึกษาขั้นพื้นฐานที่สุด แยกเด็กที่เป็นชนชั้นนำกับเด็กธรรมดาออกจากกันทางกายภาพโดยตรง บรรลุเป้าหมายเชิงกลยุทธ์ในการแบ่งแยกชนชั้นเป็นระดับสาม หก และเก้าตั้งแต่ยังเป็นเด็ก
พานจิ้งหยวนรู้สึกว่าเฉียวอวี้มีความหวังที่จะกลายเป็นกลุ่มผู้มีอิทธิพลในวงการวิชาการแบบนี้
เพียงแต่สถานการณ์ตอนนี้ทำให้เขารู้สึกสับสน
ทว่าวันนี้พานจิ้งหยวนก็ตัดสินใจได้แล้ว แทนที่จะรอให้เดนนิสได้ยิน “ทฤษฎีที่ผิดพลาด” เหล่านั้นของเฉียวอวี้จากปากคนอื่น สู้เขาเป็นคนรายงานเองจะดีกว่า แถมเขาก็ยังคิดวิธีจัดการไว้แล้วด้วย
ในที่สุดเดนนิสและศาสตราจารย์อีกสองสามคนก็สิ้นสุดการถกเถียง เดินออกมาจากห้องประชุมด้วยท่าทางฮึกเหิม เมื่อเห็นพานจิ้งหยวนรอเขาอยู่ ก็ยังอดไม่ได้ที่จะพูดเรื่องตลกออกมาว่า “เป็นอะไรไป พาน หรือว่าโอกาสในวันนี้ยังไม่สามารถทำให้นายตื่นเต้นได้? อย่าเพิ่งรีบร้อนสิ ในอนาคตยังมีการประชุมที่สำคัญกว่านี้อีกเยอะ”
พานจิ้งหยวนส่ายหน้า จากนั้นก็ยิ้มพลางกล่าวว่า “เปล่าครับ เดนนิส ความจริงแล้วการประชุมในครั้งนี้ทำให้ผมได้รับประโยชน์มากมาย เพียงแต่อยากจะพูดเรื่องอะไรกับคุณหน่อย... จริงสิ คุณยังจำเอกสารงานวิจัยที่คุณตั้งใจจะให้ผมเป็นคนตรวจสอบก่อนหน้านี้ได้ไหม?”
เดนนิสตอบว่า “แน่นอน เอกสารงานวิจัยฉบับนั้นทำให้ฉันประทับใจมาก ฉันยังแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับชอลซ์เกี่ยวกับเอกสารฉบับนี้โดยเฉพาะด้วย ความจริงแล้วเขาก็ประเมินเอกสารฉบับนี้ไว้สูงมากเหมือนกัน
แต่ฉันยังไม่ได้ออกความคิดเห็นการตรวจสอบขั้นสุดท้าย นายก็รู้ ฉันต้องการออกความคิดเห็นการตรวจสอบที่เป็นมืออาชีพมากกว่านี้ ผู้เขียนยังอายุน้อย บางทีเขาอาจจะยังไม่รู้ว่าการตีพิมพ์เอกสารงานวิจัยระดับนี้จำเป็นต้องมีความอดทนสักหน่อย”
พานจิ้งหยวนพูดว่า “ไม่ใช่ครับ คุณเข้าใจผิดแล้ว ไม่ใช่ว่าผู้เขียนเอกสารงานวิจัยรู้ว่าคุณเป็นหนึ่งในผู้ตรวจทาน แล้วหวังให้ผมเร่งรัดให้คุณตรวจสอบเร็วขึ้น แต่เป็นเพราะช่วงนี้เขาสนใจข้อความคาดการณ์เรขาคณิตแลงแลนดส์ด้วย และยังตั้งคำถามถึงงานของเราอีกหลายข้อด้วย
ฟู่... ความจริงสองวันนี้ผมก็เอาแต่คิดมาตลอดว่าจะตอบคำถามของเขาอย่างเป็นระบบได้อย่างไร เพื่อที่จะให้คำตอบที่ชัดเจนกับเขาได้ ทำให้เด็กคนนั้นไม่ต้องไปเสียเวลาเปล่ากับเรื่องนี้อีก”
“โอ้?” เห็นได้ชัดว่าเดนนิสเริ่มมีความสนใจขึ้นมาแล้ว พูดขึ้นว่า “ฉันได้ยินมาว่า ผู้เขียนเอกสารงานวิจัยฉบับนั้น คือเฉียวอวี้คนนั้นยังอายุน้อยมากๆ นี่เป็นสิ่งที่ชอลซ์บอกกับฉัน เห็นได้ชัดว่าเขารู้ข้อมูลบางอย่างที่ฉันไม่รู้ ดังนั้นนายช่วยบอกฉันหน่อยได้ไหมว่าปีนี้เฉียวอวี้อายุเท่าไรกันแน่?”
“สิบหกปีครับ” พานจิ้งหยวนตอบ
“สิบหกปี?” เดนนิสขมวดคิ้ว สายตาที่มองไปยังพานจิ้งหยวนอีกครั้งเจือไปด้วยความเหลือเชื่อ “นายกำลังจะบอกว่าเด็กนักเรียนอายุสิบหกคนหนึ่ง ไม่เพียงแต่จะเขียนเอกสารงานวิจัยที่มีคุณภาพสูงและมีความหมายสำคัญได้อย่างอิสระ แต่ยังเข้าใจเอกสารของพวกเรา แถมยังตั้งข้อสงสัยบางอย่างที่นายรู้สึกว่ามันตอบยากด้วยอย่างนั้นเหรอ?”
“ผมรู้ว่าเรื่องนี้ฟังดูเหลือเชื่อจริงๆ แต่ความจริงก็เป็นเช่นนั้นแหละครับ” พานจิ้งหยวนพยักหน้า จากนั้นก็เสริมขึ้นอีกว่า “พวกเราเคยแลกเปลี่ยนกันเกี่ยวกับเรื่องวิชาการอยู่บ้าง เขาเป็นคนหนุ่มที่ใฝ่เรียนรู้มาก และเรียนรู้สิ่งต่างๆ ได้เร็วมากจริงๆ
ใช้เวลาแค่ราวๆ หนึ่งสัปดาห์ ปัญหามากมายที่เขาถามออกมา ผมก็รู้สึกว่ายากที่จะรับมือได้แล้ว ยังจำปัญหาบางอย่างที่พวกเราถกกันในช่วงไม่กี่วันนี้ได้ไหมครับ? ความจริงแล้วส่วนใหญ่เป็นคำถามที่เขาถามทั้งนั้นแหละครับ”
เดนนิสอ้าปากเหมือนอยากจะพูดอะไร แต่ก็ไม่มีเสียงเล็ดลอดออกมา ท้ายที่สุดก็ถามขึ้นด้วยสีหน้าประหลาดใจว่า “เอาเถอะ นายทำให้ฉันรู้สึกสนใจเรื่องนี้มากขึ้นเรื่อยๆ แล้ว บอกฉันสิ เขาตั้งคำถามอะไร ถึงทำให้นายรู้สึกว่าตอบยาก?”
ในที่สุดก็รอจนได้ยินประโยคนี้ พานจิ้งหยวนดึงกระดาษที่พิมพ์ออกมาแผ่นหนึ่งจากข้อมูลที่พกติดตัวส่งให้เดนนิส
นี่คือสิ่งที่เขาเตรียมมาโดยเฉพาะ
ความจริงแล้วก็คือการแปลรายงานที่หยวนเจิ้งซินส่งต่อมาให้เขาเป็นภาษาอังกฤษ ตรงกลางยังเพิ่มเนื้อหาบางส่วนเข้าไปด้วย หลักๆ คือข้อสงสัยบางประการเกี่ยวกับความรัดกุมของเอกสารงานวิจัยในระหว่างกระบวนการคิดของเฉียวอวี้ตอนที่พวกเขาสองคนคุยกันผ่านวีแชตตามปกติ
เดนนิสมองพานจิ้งหยวนแวบหนึ่ง จากนั้นก็รับกระดาษพิมพ์แผ่นนี้มา ไม่ได้เดินไปข้างหน้าต่อ แต่กลับยืนอ่านอยู่ตรงนั้น
ถึงอย่างไรข้อสงสัยที่เฉียวอวี้เสนอมาก็ไม่มีตัวอย่างที่เป็นรูปธรรม ดังนั้นเนื้อหาจึงไม่ยาวนัก แต่เดนนิสก็อ่านอย่างละเอียดมาก ทั้งสองคนยืนอยู่ตรงนี้ประมาณห้านาที เดนนิสจึงค่อยๆ ดึงสายตากลับมาจากกระดาษพิมพ์
หลังจากคืนกระดาษพิมพ์ให้กับพานจิ้งหยวนแล้ว เดนนิสก็เอ่ยปากอย่างเชื่องช้า “ถ้าสิ่งเหล่านี้เป็นคำถามที่เด็กอายุสิบหกคนหนึ่งตั้งข้อสงสัยหลังจากอ่านเอกสารงานวิจัยด้วยตัวเองและผ่านกระบวนการคิดมาแล้วล่ะก็ งั้นฉันก็พูดได้แค่ว่าเขามีพรสวรรค์ที่โดดเด่นมาก”
พานจิ้งหยวนพยักหน้า ตอบว่า “ในความเป็นจริงเขาก็มีพรสวรรค์ที่โดดเด่นจริงๆ นั่นแหละครับ ความจริงจากเอกสารงานวิจัยของเขาก็พอจะมองออกแล้ว ว่ากันว่าตั้งแต่ตอนที่เขาตัดสินใจใช้ทฤษฎีพื้นที่คล้ายสมบูรณ์วิเคราะห์ขอบเขตบนของจุดตรรกยะบนเส้นโค้งแบบอิสระ จนกระทั่งเขียนเอกสารงานวิจัยฉบับนั้นออกมา เขาใช้เวลาแค่ราวๆ ยี่สิบวันเท่านั้น
และที่น่าทึ่งไปกว่านั้นก็คือ เขาเพิ่งสัมผัสกับแนวคิดทางคณิตศาสตร์และเครื่องมือต่างๆ ของศาสตราจารย์โชลเซอได้เพียงเดือนกว่าๆ เท่านั้น ว่ากันว่าการที่เขาไปศึกษาเอกสารงานวิจัยของชอลซ์ ก็เป็นเพราะอาจารย์อีกท่านหนึ่งแนะนำให้ด้วยซ้ำ”
เดนนิสพยักหน้า หากอัจฉริยะในปากของพานจิ้งหยวนเปลี่ยนไปตั้งข้อสงสัยกับหัวข้ออื่น ไม่แน่ว่าเขาอาจจะสนใจคุยกับพานจิ้งหยวนเรื่องของเฉียวอวี้ให้มากกว่านี้
แต่ที่ตั้งข้อสงสัยดันกลายเป็นหัวข้อของพวกเขาเสียนี่
เดนนิสส่ายหน้า พูดขึ้นว่า “ปัญหาที่เขาตั้งข้อสงสัยนั้นน่าสนใจจริงๆ พวกเรารู้ดีว่าความสอดคล้องของโครงสร้างมีความสำคัญต่อข้อสรุปที่พวกเราให้ไว้อย่างไร นี่เป็นข้อสงสัยที่ปฏิเสธได้ยากมากจริงๆ แต่มันไม่ได้ตั้งอยู่บนความรัดกุมของการพิสูจน์นั่นเอง
การโต้ตอบกันของเอกสารงานวิจัยหลายฉบับ เป็นการเพิ่มความซับซ้อนในการตรวจสอบจริงๆ การจะอธิบายว่าในกระบวนการพิสูจน์ทั้งหมด เครื่องมือวิเคราะห์เชิงระบบที่พวกเราใช้สามารถทำให้แน่ใจได้ว่าวัตถุทางเรขาคณิต โครงสร้างทางพีชคณิต และคุณสมบัติที่เกี่ยวข้องยังคงรักษาความสอดคล้องที่รัดกุมเอาไว้ได้นั้น นับเป็นงานที่ซับซ้อนและใหญ่โตมาก
แต่พูดตามตรง ฉันพอจะเข้าใจความรู้สึกของนายแล้ว คำถามที่เขาตั้งข้อสงสัยทำให้แม้แต่ฉันก็ยังรู้สึกหวั่นใจอยู่บ้าง แต่ลองดูสิ เขายังไม่สามารถหาตัวอย่างค้านได้ อย่างน้อยนี่ก็แสดงให้เห็นว่าการให้เหตุผลของพวกเรามีความรัดกุม อย่างน้อยก็รัดกุมในระดับหนึ่ง การจะหาตัวอย่างค้านมาหักล้างไม่ได้ง่ายขนาดนั้นหรอก”
พานจิ้งหยวนพยักหน้าด้วยรอยยิ้มขมขื่น จากนั้นก็ถามเสียงเบาว่า “แล้วถ้าเขาหาเจอขึ้นมาล่ะครับ? อย่างเช่นในจุดเวลาใดเวลาหนึ่งในอนาคต”
เดนนิสพ่นลมหายใจออกมายาวๆ ยักไหล่พลางกล่าวว่า “ถ้าอย่างนั้นก็ทำได้แค่ถกเถียงปัญหานี้กันใหม่ และตรวจสอบกระบวนการพิสูจน์ของเอกสารงานวิจัยใหม่อีกครั้ง นั่นหมายความว่างานของพวกเราต้องดำเนินต่อไป
ไม่งั้นล่ะ? อย่างน้อยฉันก็จะไม่ยอมแพ้ให้กับหัวข้อนี้ ก็แค่เอาตัวอย่างที่อีกฝ่ายเสนอมาแก้ปัญหาให้ได้ ฉันเชื่อว่ามันไม่มีทางยากไปกว่าการเริ่มต้นใหม่ตั้งแต่ต้นของพวกเราแน่นอน! นายเห็นด้วยไหม พาน?”
พานจิ้งหยวนค่อนข้างชอบความใจกว้างของศาสตราจารย์เดนนิส นี่ก็คงเป็นหนึ่งในเหตุผลที่เขาตั้งใจแน่วแน่ว่าจะเลือกเดนนิสเป็นอาจารย์ในตอนนั้น ดังนั้นเขาจึงพยักหน้าและพูดว่า “เข้าใจแล้วครับ ผมก็จะทำต่อไปเหมือนกัน
จริงสิ มหาวิทยาลัยที่ดีที่สุดของหัวเซี่ยสองแห่งได้จัดการสัมมนาข้อความคาดการณ์เรขาคณิตแลงแลนดส์ขึ้นมาโดยเฉพาะ อีกสองวันหลังจากผมกลับประเทศแล้ว ก็จะไปเข้าร่วมการประชุมในครั้งนี้ด้วย ผมเดาว่าในการประชุม เฉียวอวี้ก็จะนำปัญหาของเขามาตั้งข้อสงสัยเช่นกัน คุณมีคำพูดอะไรอยากให้ผมนำไปบอกเขาไหมครับ?”
เดนนิสคิดอยู่ครู่หนึ่ง ตอบกลับไปว่า “เดิมทีฉันก็อยากจะให้นายเอาอีเมลของฉันไปให้เขา แบบนี้พวกเราจะได้ติดต่อพูดคุยกันโดยตรง บางทีอาจจะน่าสนุกมากๆ ก็ได้ แต่เมื่อพิจารณาว่าฉันยังตรวจสอบเอกสารงานวิจัยของเขาอยู่ จุดเวลานี้คงไม่ค่อยดีนัก เอาเป็นว่ารอให้ความเห็นการตรวจสอบขั้นตอนสุดท้ายของเอกสารงานวิจัยของเขาออกมาก่อนค่อยว่ากันอีกทีเถอะ
แต่ว่าการประชุมในครั้งนี้ถ้ามีมุมมองอะไรแปลกใหม่ นายก็ส่งอีเมลมาหาฉันได้ตลอดเวลา แน่นอนว่าถ้าเฉียวอวี้คนนั้นคิดได้ตามที่เขาคิดจริงๆ แล้วสามารถหาตัวอย่างค้านมาได้ ก็สามารถโทรหาฉันได้โดยตรง แม้ว่าฉันจะมองว่าความเป็นไปได้นี้น่าจะไม่มากนักก็เถอะ อ้อ แน่นอนว่าที่ฉันพูดไปไม่ได้หมายถึงแค่ช่วงที่มีการสัมมนาเท่านั้นหรอกนะ”
พานจิ้งหยวนพยักหน้า รับคำ
“รู้ไหมว่าทำไมฉันถึงต้องเสริมประโยคสุดท้ายด้วย? เพราะคนแบบชอลซ์ มักจะมีสัญชาตญาณทางคณิตศาสตร์ที่น่ากลัวมาก โดยเฉพาะในตอนที่พวกเขายังศึกษาเรื่องคณิตศาสตร์ไปไม่ถึงขั้นลึกซึ้ง จะพูดว่ายังไงดีล่ะ คนหนุ่มมักจะเก่งเรื่องการสร้างปาฏิหาริย์ทางคณิตศาสตร์ขึ้นมาเสมอ นี่แหละคือเหตุผลที่ฉันชอบสอนนักเรียน”
เดนนิสอธิบายประโยคหนึ่ง จากนั้นก็ยกมือขึ้นตบไหล่ของพานจิ้งหยวนเบาๆ แล้วพูดล้อเล่นว่า
“เอาล่ะ ตอนนี้ไปกินข้าวกันเถอะ อย่าทำหน้าอมทุกข์นักเลย ฉันรู้สึกว่านายควรจะดีใจที่มีอัจฉริยะทางคณิตศาสตร์ปรากฏขึ้นมาที่หัวเซี่ยอีกคนถึงจะถูก ต่อให้จะรู้สึกแย่ ฉันว่าก็น่าจะเป็นชอลซ์มากกว่า เพราะสถานะอัจฉริยะที่ไม่มีใครเทียบได้ของเขากำลังถูกท้าทายอยู่นี่นา”
เมื่อได้ยินประโยคนี้ พานจิ้งหยวนก็ยิ้มออกมาเช่นกัน จากนั้นภายในใจก็พลันมีความขมขื่นผุดขึ้นมา
ใช่แล้ว อาจารย์ของเขาเป็นถึงทายาทเศรษฐีรุ่นที่สอง ไม่จำเป็นต้องพึ่งพาเงินเดือนเล็กๆ น้อยๆ ของตำแหน่งศาสตราจารย์ในการใช้ชีวิตเลยด้วยซ้ำ การวิจัยคณิตศาสตร์เป็นเพียงแค่ความสนใจล้วนๆ ดังนั้นสำหรับเรื่องชื่อเสียงและผลประโยชน์ เขาย่อมมองข้ามไปได้ง่ายกว่าคนอื่นอยู่แล้ว
แต่พูดตามตรง พานจิ้งหยวนก็ยังใฝ่ฝันว่าจะคว้ารางวัลใหญ่ในวงการคณิตศาสตร์ระดับนานาชาติมาครองให้ได้
ถ้าจะพูดในแง่หนึ่งล่ะก็ คนที่มีออร่าของพรสวรรค์ติดตัวมาอย่างชอลซ์หรือเฉียวอวี้ ก็คือศัตรูตัวฉกาจของนักคณิตศาสตร์ทั่วโลกนั่นแหละ ความพยายามค่อนชีวิตของคนอื่น บางทีอาจจะเทียบไม่ได้กับการวิจัยเพียงไม่กี่เดือนของพวกเขาเลยด้วยซ้ำ
การมีอยู่ของคนแบบนี้ ถึงขั้นทำให้คนจำนวนมากเข้าใจผิด ว่าคณิตศาสตร์เป็นเรื่องที่ง่ายแสนง่าย
แต่เขากลับไม่มีวิธีจัดการอะไรเลย ถึงขั้นรู้ดีอยู่แก่ใจว่าไอ้เด็กนั่นกำลังจับผิดเอกสารงานวิจัยที่เขาเองก็มีส่วนช่วยเขียนขึ้นมาแท้ๆ แต่กลับต้องคอยหาวิธีไปรับมือกับคำถามร้อยแปดพันเก้าของหมอนั่นอีก...
เวรเอ๊ย!
……
หัวเซี่ย เมืองหลวง มหาวิทยาลัยเยียนเป่ย
เฉียวอวี้เพิ่งเดินเข้าไปในศูนย์วิจัยคณิตศาสตร์ ก็บังเอิญเจอเหล่าเซวียกำลังเดินจ้ำอ้าวออกไปข้างนอกพอดี
“อาจารย์เซวียครับ”
“อ้าว นายกลับมาแล้วเหรอ?”
“ครับ เพิ่งมาถึงเลย” พูดไป เฉียวอวี้ก็ยังยกมือขึ้น โชว์กระเป๋าเดินทางน้ำหนักเบาที่เฉียวซีอุตส่าห์สั่งซื้อทางออนไลน์มาให้เขาโดยเฉพาะให้เซวียซงดู ของจินอิง ของแบรนด์เนมเลยนะ!
อย่างไรเสียเฉียวอวี้ก็รู้สึกว่านี่เป็นแบรนด์ที่ไม่เลวเลย ทันสมัย น้ำหนักเบา แถมยังสะดุดตาอีกต่างหาก
แต่เห็นได้ชัดว่าเหล่าเซวียคนนี้ดูของไม่เป็น ถึงขั้นไม่ได้พูดสักประโยคว่า “โอ้ กระเป๋าใบใหม่นี่” แต่กลับถามตรงๆ เลยว่า “เป็นไงบ้าง? ความคิดของนายมีความก้าวหน้าบ้างไหม?”
เฮ้อ ไม่รู้ว่าเป็นอาจารย์ได้ยังไง ไม่มีความคิดมุมมองของนักเรียนเลยสักนิด
“ยังเลยครับ แต่ผมก็ไม่ได้ปล่อยเวลาตอนที่เข้าค่ายฝึกซ้อมให้สูญเปล่านะครับ อ่านเอกสารงานวิจัยเกี่ยวกับการพิสูจน์ข้อความคาดการณ์เรขาคณิตแลงแลนดส์ทั้งห้าฉบับจบหมดแล้ว ดังนั้นการเข้าค่ายฝึกซ้อมในครั้งนี้ผมก็ยังได้รับประโยชน์กลับมาเพียบเลยล่ะครับ” เฉียวอวี้รายงาน
เซวียซงคิดอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นก็กลั้นใจพูดออกมาประโยคหนึ่ง “อืม... ก็ไม่เลว!”
ความจริงขอแค่คาดการณ์เอาไว้ก่อนแล้วว่าตาคนนี้ไม่ค่อยพูดภาษาคน ก็จะไม่รู้สึกว่าความอวดรวยที่แฝงมากับความไม่ใส่ใจพวกนั้นมันจะทำร้ายจิตใจคนฟังได้ขนาดไหน
“จริงสิ ศาสตราจารย์เถียนอยู่ในห้องทำงานหรือเปล่าครับ?” เฉียวอวี้เป็นฝ่ายเอ่ยถามขึ้นมาก่อน
เซวียซงพยักหน้า ตอบว่า “ก็เพิ่งกลับมาเหมือนกัน ทำไม? นายมีธุระกับศาสตราจารย์เถียนเหรอ?”
เฉียวอวี้พูดว่า “ใช่ครับ ผมตั้งใจจะไปขอบคุณศาสตราจารย์เถียน เมื่อกี้ตอนอยู่บนรถไฟความเร็วสูงเพิ่งรู้ว่าศาสตราจารย์เถียนอุตส่าห์ร่วมมือกับทางมหาวิทยาลัยหัวชิงจัดการสัมมนาเฉพาะทางหลายชุดเพื่อช่วยผมหาวิธีแก้ปัญหาโดยเฉพาะ”
เมื่อได้ยินเฉียวอวี้พูดถึงเรื่องนี้ สีหน้าของเซวียซงก็กลับมาแปลกประหลาดอีกครั้ง
นี่ทำให้เขานึกถึงอีเมลฉบับนั้นที่เขาส่งให้เถียนเหยียนเจินในคืนนั้น
นึกไม่ถึงเลยจริงๆ ว่าตอนนั้นก็แค่ความคิดชั่ววูบ กลับอาจเป็นตัวส่งเสริมให้สองสำนักคณิตศาสตร์ของหัวเซี่ยกลับมาปรองดองกันในรอบศตวรรษได้ทางอ้อม
แม้ชั่วคราวแล้วทั้งสองฝ่ายจะยังไม่มีแถลงการณ์สาธารณะใดๆ เพื่อเป็นหลักฐานสนับสนุนจุดนี้ แต่จากการร่วมมือจัดการสัมมนาซีรีส์ในครั้งนี้ ก็มองออกแล้วว่าเริ่มมีเค้าลางแบบนี้ปรากฏขึ้นมา อย่างน้อยทั้งสองฝ่ายก็ไม่ได้มีท่าทีว่าต่างคนต่างอยู่ไปจนตายอีกต่อไป
แน่นอนว่าถ้าพูดกันตามจริงแล้ว ความขัดแย้งระหว่างหยวนเจิ้งซินกับเถียนเหยียนเจิน ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อการบ่มเพาะนักเรียนมากนัก เหมือนอย่างที่เซวียซงได้รู้หลังจากมาที่มหาวิทยาลัยเยียนเป่ยว่า ภาควิชาคณิตศาสตร์ของมหาวิทยาลัยหัวชิงก็มีศาสตราจารย์หลายคนที่มีความสัมพันธ์อันดีกับเถียนเหยียนเจิน
บางครั้งก็จะมีลูกศิษย์ของหยวนเหล่ามาบรรยายที่ชั้นเรียนสัมมนาของมหาวิทยาลัยเยียนเป่ย ถึงขั้นที่ศูนย์คณิตศาสตร์ของทั้งสองฝั่งก็มีศาสตราจารย์หนุ่มสาวตีพิมพ์บทความร่วมกัน ไม่ใช่ว่าทุกคนจะใส่ใจกับข้อพิพาทแบบนี้
แต่ถ้าหากกำแพงขวางกั้นหายไปแล้ว การแลกเปลี่ยนกันระหว่างทั้งสองฝ่ายสามารถก้าวหน้าไปอีกขั้นได้ก็ย่อมเป็นเรื่องดี
ถึงอย่างไรผู้นำของทั้งสองฝั่งก็กุมทรัพยากรไว้เป็นจำนวนมาก ทรัพยากรเหล่านี้ไม่จำเป็นต้องเป็นเงินเสมอไป แต่ยังมีเครือข่ายเส้นสายที่สั่งสมมาตามกาลเวลาอีกมากมาย
หากทั้งสองฝ่ายสามารถจับมือกันปรองดองกันได้ ศูนย์วิจัยของทั้งสองฝั่งก็สามารถผนึกกำลังกันได้อย่างแท้จริง เช่นนั้นในอนาคตด้านการวิเคราะห์ทางเรขาคณิตที่ทั้งสองคนถนัดที่สุดอาจจะมีความก้าวหน้าครั้งยิ่งใหญ่เลยก็เป็นได้ และสำหรับวงการคณิตศาสตร์จีนโดยรวมแล้ว ก็ยังนับว่าเป็นยากระตุ้นชั้นดีอีกด้วย
ที่สำคัญที่สุดก็คือ ในอนาคตหากเฉียวอวี้สามารถสืบทอดทรัพยากรทางวิชาการที่ทั้งสองฝั่งทิ้งไว้ให้เขาได้ เช่นนั้นสถานะนี้... ต่อให้เขาจะก่อเรื่องแค่ไหน อย่างน้อยในประเทศก็คงไม่มีใครกล้าขัดขาเขาอย่างโจ่งแจ้งแล้วใช่ไหมล่ะ?
ถึงอย่างไรสิ่งที่ทั้งสองฝ่ายแย่งชิงกันอยู่ก็คืออำนาจในการพูดนี่นะ...
พอคิดแบบนี้ เซวียซงก็รู้สึกอิจฉาขึ้นมาอีกแล้ว
“อืม ก็ควรไปกล่าวขอบคุณสักหน่อย นายเก็บสัมภาระเสร็จก็รีบไปเถอะ ไม่อย่างนั้นเดี๋ยวศาสตราจารย์เถียนก็มีธุระต้องออกไปข้างนอกอีก”
“ได้เลยครับ” เฉียวอวี้รับคำ จากนั้นก็ลากกระเป๋าเดินทางใบใหม่เอี่ยมของเขา เดินตรงเข้าไปในศูนย์วิจัยอย่างอารมณ์ดี
เซวียซงหยุดยืนมองแผ่นหลังของเฉียวอวี้ พลางถอนใจอยู่เงียบๆ ว่าการเป็นวัยรุ่นนี่มันดีจริงๆ นะ ผ่านไปพักใหญ่กว่าจะดึงสติกลับมาได้... เขาส่ายหน้า แล้วก้าวเดินออกไปนอกศูนย์วิจัย เดี๋ยวนะ เขาตั้งใจจะไปทำอะไรนะ?
……
“ศาสตราจารย์เถียน ผมกลับมาแล้วครับ!”
“อ้อ เพิ่งมาถึงล่ะสิ”
“ใช่ครับ ศาสตราจารย์เถียน ผมมาเพื่อขอบคุณอาจารย์โดยเฉพาะเลยครับ อาจารย์คืออาจารย์ที่ดีที่สุดและสมบูรณ์แบบที่สุดในโลกใบนี้อย่างแน่นอน ไม่มีใครเทียบได้เลยครับ”
เถียนเหยียนเจินวางปากกาในมือลง เงยหน้าขึ้นมองเด็กอายุสิบหกที่ตอนนี้นับวันยิ่งทำตัวไม่น่าดูขึ้นเรื่อยๆ วิ่งมาที่ห้องทำงานของเขาแล้วไม่ยอมแม้แต่จะเคาะประตู...
อืม แม้จะเป็นแค่คำประจบสอพลอ แต่เขาก็ยังตัดสินใจรับมันเอาไว้
แต่พอเห็นท่าทางได้ใจของเฉียวอวี้แล้ว เถียนเหยียนเจินก็อดไม่ได้ที่จะอบรมสั่งสอนไปประโยคหนึ่ง “พูดอย่างเดียวไม่มีประโยชน์หรอกนะ ฉันช่วยนายได้แค่นี้แหละ นายจะเก็บเกี่ยวกลับไปได้มากน้อยแค่ไหน สุดท้ายก็ขึ้นอยู่กับตัวนายเอง รายชื่อศาสตราจารย์ที่มาร่วมการสัมมนาครั้งนี้นายไปหาดูในเว็บไซต์เอาเองนะ ฉันก็ยังขอยืนยันคำเดิม การจะดูดซับประสบการณ์ของคนอื่น อันดับแรกต้องมีความเคารพในผลงานวิจัยของผู้อื่นขั้นพื้นฐานเสียก่อน”
เฉียวอวี้รีบตอบด้วยน้ำเสียงจริงจังทันที “เรื่องนี้อาจารย์วางใจได้เลยครับ! ทัศนคติในการเรียนของผมอาจารย์ยังไม่รู้อีกเหรอครับ? แล้วก็ไม่ปิดบังอาจารย์นะครับ ช่วงที่เข้าค่ายฝึกซ้อมผมอ่านเอกสารงานวิจัยทั้งห้าฉบับนั้นจบหมดแล้ว รวมไปถึงเอกสารงานวิจัยส่วนใหญ่ที่ถูกอ้างอิงถึงในนั้นด้วย ตอนนี้ผมคุ้นเคยกับหัวข้อนี้มากเลยล่ะครับ”
เถียนเหยียนเจินพยักหน้า พูดว่า “ถ้าอย่างนั้นก็ดีแล้ว พอนายมาพอดี ฉันก็มีเรื่องอยากจะถามนายพอดี คราวที่แล้วนายบอกว่าสนใจการวิจัยจำนวนเฉพาะไม่ใช่เหรอ? ฉันยังช่วยนายเลือกหัวข้อทำแบบจำลองจำนวนเฉพาะให้อยู่เลย แถมยังตั้งใจจะให้นายไปเข้าร่วมการประชุมเกี่ยวกับการวิจัยจำนวนเฉพาะอีกสองสามงาน แล้วทำไมนายจู่ๆ ถึงหันไปสนใจข้อความคาดการณ์เรขาคณิตแลงแลนดส์ได้ล่ะ?”
ลูกศิษย์มาส่งถึงหน้าประตูแล้ว ไม่ด่าก็เสียเปล่า
แม้ว่าพอเดินเข้ามาถึงก็มาประจบสอพลอยกใหญ่ แต่วิธีการทำอะไรสะเปะสะปะแบบนี้ เถียนเหยียนเจินก็ยังไม่เห็นด้วยอยู่ดี
ไม่ว่าเฉียวอวี้จะตอบอย่างไร เขาก็ตั้งใจจะคุยกับเจ้าเด็กนี่ให้รู้เรื่อง ทำให้เขาตระหนักถึงความจริงจังของการวิจัยเชิงวิชาการ
หัวข้อที่ตัวเองวางแผนเอาไว้อย่างดีกลับไม่ทำ พอคนอื่นออกผลงานที่สำคัญ นายก็วิ่งไปหาเรื่องจับผิด อายุยังน้อยก็ช่างเถอะ พอจะถูไถเอาความไม่รู้ประสีประสามาบังหน้าได้ แต่ถ้าติดนิสัยไม่เข้าท่าแบบนี้ ในอนาคตได้กลายเป็นศัตรูตัวฉกาจของวงการคณิตศาสตร์แน่นอน
ถึงอย่างไรคนเราก็จะโตขึ้น แต่นิสัยอาจจะยังคงอยู่
แม้ว่าครั้งนี้เขาจะตัดสินใจช่วยเหลือคนผิด แต่ก็ต้องวิพากษ์วิจารณ์อย่างจริงจัง อย่างน้อยก็ต้องไม่ให้มีครั้งหน้าอีก
ใครจะรู้ว่าเฉียวอวี้อ้าปากปุ๊บก็ตอบกลับไปว่า “รายงานศาสตราจารย์เถียน ไม่ใช่ว่าจู่ๆ ผมก็สนใจข้อความคาดการณ์เรขาคณิตแลงแลนดส์ขึ้นมาหรอกครับ ความจริงผมก็เอาแต่ศึกษาหัวข้อที่อาจารย์มอบหมายให้อยู่ตลอดนั่นแหละ แต่ใครจะรู้ว่าระหว่างการศึกษา พอค้นหาข้อมูลอะไรบางอย่างก็ไปเจอข้อสรุปนี้เข้า
จากนั้นผมก็พบว่าข้อความคาดการณ์เรขาคณิตแลงแลนดส์มีส่วนช่วยให้ผมศึกษาแบบจำลองจำนวนเฉพาะแบบสุ่มได้พอดี ก็เลยเริ่มศึกษาเอกสารงานวิจัยชุดนี้ด้วยความคิดที่อยากจะเรียนรู้ จากนั้นก็รู้สึกว่าเอกสารงานวิจัยอาจจะมีจุดที่ไม่สมบูรณ์อยู่บ้าง”
เถียนเหยียนเจินขมวดคิ้ว คำตอบนี้ดูเหมือนจะทำให้คำด่าที่เขาเตรียมไว้หลังจากนี้พูดไม่ออกแล้ว
ด้วยเหตุนี้เขาจึงวางปากกาในมือลงโดยไม่รู้ตัว จากนั้นก็เอนกายพิงพนักเก้าอี้ พูดว่า “มา พูดให้ละเอียดหน่อยสิ นายค้นพบว่าข้อสรุปของคนอื่นมีประโยชน์ต่อหัวข้อของนายได้ยังไง อธิบายกระบวนการทางความคิดให้ครบถ้วนหน่อย”
ความจริงตั้งแต่ที่เถียนเหยียนเจินเพิ่งจะถามคำถามนั้นออกมา ในสมองของเฉียวอวี้ก็มีคำพูดที่อวี๋เหวยเคยพูดกับเขาแวบขึ้นมาโดยอัตโนมัติ
“...เวลาพูดโกหกจะต้องนิ่งสงบ เยือกเย็น อย่ามีความลังเลใดๆ รวมไปถึงจุดที่ทำให้คนอื่นมองเห็นพิรุธได้...” เอาเถอะ ความจริงแล้วเขาก็มีความสามารถด้านนี้อยู่เหมือนกัน แต่สรุปได้ไม่เข้าเป้าเท่าอวี๋เหวยก็เท่านั้น
พูดตามตรง เฉียวอวี้ไม่ได้อยากจะหลอกเถียนเหยียนเจินเลย แต่ก็ไม่มีทางเลือก เขาไม่อยากให้ใครรู้ว่าเขายังมีพ่อที่ยังมีชีวิตอยู่ที่ต่างประเทศมากกว่า
ใช่แล้ว ต่อให้ในอนาคตพ่อบังเกิดเกล้าคนนั้นจะหน้าด้านมาขอรับลูก เขาก็ไม่มีวันยอมรับเด็ดขาด
เฉียวอวี้จึงตอบไปอย่างตรงไปตรงมาว่า “ก็เพราะผมอยากจะหาทางออกอื่นนี่ครับ ในตอนแรกผมอยากจะใช้รูปแบบโมดูลาร์มาวิเคราะห์จำนวนเฉพาะ จากนั้นก็พบว่าข้อความคาดการณ์เรขาคณิตแลงแลนดส์ยังสามารถเป็นมุมมองทางเรขาคณิตในการทำความเข้าใจรูปแบบโมดูลาร์ได้ ผมก็เลยลองขบคิดดูว่าจะสามารถทำความเข้าใจการกระจายตัวของจำนวนเฉพาะผ่านการศึกษาคุณสมบัติทางเรขาคณิตของรูปแบบโมดูลาร์ได้หรือไม่
แล้วผมก็ไปค้นหาเนื้อหาเกี่ยวกับข้อความคาดการณ์เรขาคณิตแลงแลนดส์ ก็บังเอิญไปเจอเอกสารงานวิจัยฉบับนั้นเข้าพอดี หลังจากอ่านคร่าวๆ แล้วผมก็พบว่าในขีดจำกัดจำนวนมาก โครงสร้างทางเรขาคณิตและเครื่องมือทฤษฎีตัวแทนที่พวกเขานำเข้ามา ก็สามารถนำมาใช้ศึกษาคุณสมบัติทางสถิติได้เช่นกัน
ผมยังรู้สึกว่าทฤษฎีสเปกตรัมของวัตถุทางเรขาคณิตเหล่านั้นอาจมีคุณสมบัติทางสถิติที่คล้ายคลึงกับการกระจายตัวของจำนวนเฉพาะ จากนั้นอาจารย์ก็รู้ ผมก็เลยเริ่มศึกษาเอกสารงานวิจัยของพวกเขา แต่พออ่านจบแล้วก็รู้สึกว่ามันไม่ค่อยถูกต้อง สรุปก็คือมันค่อนข้างซับซ้อน อาจารย์พอจะเข้าใจไหมครับ?”
เถียนเหยียนเจินจ้องมองเฉียวอวี้อยู่นาน รู้สึกว่าเด็กคนนี้ไม่ได้กำลังพูดโกหกอยู่จริงๆ แต่การเชื่อมโยงนี้... พูดตามตรง เถียนเหยียนเจินรู้สึกว่ามันค่อนข้างจะฝืนไปหน่อย แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้เสียทีเดียว
ถึงอย่างไรการศึกษาทั้งระบบข้อคาดการณ์ของแลงแลนส์ ซึ่งรวมถึงการศึกษาข้อความคาดการณ์เรขาคณิตแลงแลนดส์ด้วยนั้น เดิมทีก็ทำเพื่อจัดหาเครื่องมือทางทฤษฎีต่างๆ ให้กับการวิจัยคณิตศาสตร์อยู่แล้ว
จากเอกสารงานวิจัยฉบับก่อนของเฉียวอวี้ก็พอจะมองออกแล้ว ว่ากระบวนการความคิดของเจ้าเด็กนี่กว้างขวางมากจริงๆ ถนัดการใช้เครื่องมือที่คนอื่นสร้างขึ้นมาแก้ปัญหาที่ตัวเองพบเจอ ถึงขั้นสามารถสร้างเครื่องมือที่มีประโยชน์มากกว่านี้ขึ้นมาในระหว่างกระบวนการนี้ได้อีกด้วย
เอาเถอะ ดูเหมือนว่าเรื่องนี้จะด่าไม่ได้แล้วล่ะ
ก็ในเมื่อตามคำพูดของเจ้าเด็กนี่ ความจริงแล้วเขาก็เอาแต่ทำหัวข้อที่ตัวเองได้รับมอบหมายมาตลอดนั่นแหละ เพียงแต่คิดอยากจะยืมใช้เครื่องมือที่คนอื่นค้นคว้าออกมาบางส่วน แต่ในกระบวนการนี้กลับพบว่าเครื่องมือของคนอื่นมีช่องโหว่อยู่บ้าง ดังนั้นจึงตั้งข้อสงสัย
ในแง่ของตรรกะแบบนี้ก็ถือว่าฟังขึ้นอยู่ เพียงแต่ก็ยังรู้สึกแปลกๆ อยู่ดี
ยังไงเสียเวลาที่คนทั่วไปศึกษาแบบจำลองจำนวนเฉพาะแบบสุ่ม ก็เป็นไปได้ยากมากที่จะหักเลี้ยวความคิดไปยังทิศทางของข้อความคาดการณ์เรขาคณิตแลงแลนดส์ได้ แต่การหักเลี้ยวแบบนี้... เถียนเหยียนเจินรู้สึกว่าดูเหมือนไม่ควรไปวิจารณ์ แต่ควรจะสนับสนุนเสียด้วยซ้ำ
ถึงอย่างไรถ้าเกิดว่ามันใช้ได้จริง แถมยังได้ผลดีมากล่ะ?
ต้องรู้ไว้ว่าหากเฉียวอวี้สามารถใช้วิธีนี้วิจัยแบบจำลองจำนวนเฉพาะแบบสุ่มในอุดมคติออกมาได้จริงๆ สำหรับวงการคณิตศาสตร์แล้วก็ถือเป็นความก้าวหน้าครั้งสำคัญอีกครั้งเลยทีเดียว
อย่างเช่น ไม่เพียงแต่จะสอดคล้องกับทฤษฎีบทจำนวนเฉพาะเท่านั้น แต่ยังสามารถดักจับช่วงของจำนวนเฉพาะ ให้ขอบเขตความคลาดเคลื่อนได้ รวมไปถึงรักษาความสอดคล้องกับฟังก์ชันสำคัญทางทฤษฎีจำนวนเอาไว้ได้ ถึงขั้นยังสามารถพิจารณาปรากฏการณ์ของจำนวนเฉพาะสังยุคและการจับคู่ของจำนวนเฉพาะได้อีกด้วย แถมยังมีความสามารถในการปรับตัวที่แข็งแกร่งสุดๆ...
นั่นจะมีประโยชน์อย่างมหาศาลเลยทีเดียว ไม่เพียงแต่จะสามารถผลักดันการพัฒนาของทฤษฎีจำนวนได้เท่านั้น แต่ยังสามารถมีบทบาทสำคัญในการประยุกต์ใช้อีกด้วย
เช่น นำไปใช้กับการเรียนรู้เชิงลึกและการเรียนรู้ของเครื่องที่กำลังเป็นที่นิยมมากที่สุดในปัจจุบัน คุณสมบัติของจำนวนเฉพาะแบบสุ่มไม่เพียงแต่จะสามารถนำมาใช้ในการปรับปรุงอัลกอริทึม การเลือกพารามิเตอร์ของแบบจำลองและการเลือกคุณลักษณะได้เท่านั้น แต่ยังสามารถมีบทบาทในการกำหนดค่าน้ำหนักเริ่มต้นแบบสุ่มและเครือข่ายปฏิปักษ์เชิงกำเนิด เป็นต้น
ด้วยเหตุนี้คำวิจารณ์เหล่านั้นที่เดิมทีเตรียมเอาไว้แล้ว จึงถูกฝืนกดลงไป พอกล่าวปากอีกครั้ง ก็กลายเป็นคำชมเสียแล้ว “ความคิดนี้ของนายไม่เลว การวิจัยคณิตศาสตร์ก็เป็นแบบนี้แหละ จำเป็นต้องเปิดกระบวนการความคิดให้กว้างไกลมากขึ้นจริงๆ”
“ขอบคุณครับศาสตราจารย์เถียน งั้นศาสตราจารย์เถียน ถ้าไม่มีเรื่องอะไรแล้วผมขอตัวก่อนนะครับ”
“อืม ไปเถอะ วันนี้ก็พักผ่อนให้เต็มที่ การสัมมนาจะเริ่มจัดที่ศูนย์วิจัยคณิตศาสตร์ของมหาวิทยาลัยหัวชิงในวันจันทร์หน้า นายก็เร่งมือหน่อยล่ะ”
“ได้เลยครับ อาจารย์วางใจได้เลย” พูดไป เฉียวอวี้ก็เดินยืดอกอย่างได้ใจออกจากห้องทำงานไป
เถียนเหยียนเจินยิ้มออกมาบางๆ จากนั้นก็หยิบปากกาขึ้นมาใหม่ กำลังจะเขียนความคิดเห็นต่อไป จู่ๆ ก็รู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติ...
ตอนที่มอบหมายหัวข้อการกระจายตัวของจำนวนเฉพาะแบบสุ่มให้กับไอ้เด็กนี่ เฉียวอวี้ยังทำท่าไม่ค่อยเต็มใจอยู่เลย เอาแต่คิดอยากจะพักผ่อนให้เต็มที่ตอนเข้าค่ายฝึกซ้อมอย่างเดียว ถึงขั้นมาอ้อนวอนขอร้องเรื่องไร้สาระกับเขาตั้งมากมาย เพื่อหวังจะหลบเลี่ยงภารกิจการอ่านหนังสือและการเขียนรายงานการวิจัยในแต่ละสัปดาห์
แต่พอได้ศึกษาเอกสารงานวิจัยข้อความคาดการณ์เรขาคณิตแลงแลนดส์ของคนอื่น เขากลับไม่คิดอยากจะพักผ่อนเลยสักนิด...
ท่าทีนี้เปลี่ยนไปเร็ว แถมยังเปลี่ยนไปมากไปหน่อยไหมเนี่ย?
ทว่าพอเปลี่ยนความคิด เถียนเหยียนเจินก็เป็นฝ่ายช่วยหาเหตุผลให้เฉียวอวี้เสียเอง...
บางทีอาจจะถูกดึงดูดด้วยเอกสารงานวิจัยที่มีคุณภาพก็ได้มั้ง? อัจฉริยะทางคณิตศาสตร์นี่นา เรื่องนี้ก็ปกติแหละน่า
……
หลังจากเฉียวอวี้ที่เพิ่งพูดโกหกเสร็จกลับมาถึงห้องพัก เขาก็ไม่ได้พักผ่อน แต่กลับค้นหารายชื่อผู้เชี่ยวชาญที่จะมาร่วมการสัมมนาบนเว็บไซต์ทางการตามที่เถียนเหยียนเจินสั่งการ จากนั้นก็มานั่งอ่านเอกสารงานวิจัยต่อไป
ถึงอย่างไรการตบตาอาจารย์ก็ถือเป็นงานด้านเทคนิคอย่างหนึ่ง
แถมในหลายๆ ครั้งเรื่องที่ว่าเป็นการตบตาจริงๆ หรือไม่ ก็ยังต้องดูที่ผลลัพธ์ด้วย
ตัวอย่างเช่น แม้ว่าเขาจะให้เหตุผลที่ฟังดูงี่เง่ามาก แต่ถ้าเขาสามารถใช้ประโยชน์จากความคิดเหล่านั้นมาสร้างแบบจำลองออกมาได้จริงๆ นั่นก็ไม่ใช่การตบตาแล้ว แต่เป็นเพราะตอนนั้นเขาคิดแบบนั้นจริงๆ ต่างหาก
การขี้โม้ก็ใช้หลักการเดียวกัน
การประกาศต่อหน้าสาธารณชนว่าจะบรรลุเป้าหมายที่คนอื่นมองว่าเป็นไปไม่ได้ หากทำไม่สำเร็จ นั่นก็คือการขี้โม้ แต่ถ้าทำสำเร็จ นั่นก็คือการบอกเล่าความจริง หรือที่เรียกว่าสุดยอดจริงๆ
ในปีนั้นคุณพ่อแซ่หม่าคนหนึ่งที่ยังไม่ประสบความสำเร็จเคยกล่าวไว้ว่า “ในอนาคต การจับจ่ายซื้อของจะสำเร็จได้บนอินเทอร์เน็ต สินค้าส่วนใหญ่จะถูกขายผ่านทางเครือข่ายอินเทอร์เน็ต” ในตอนนั้นฟังดูไม่น่าเชื่อถือเลยสักนิด แต่สุดท้ายเขาก็ประสบความสำเร็จ
จนถึงขั้นที่หลังจากนั้นเขาพูดต่อหน้าสาธารณชนว่าไม่ชอบเงิน และไม่มีความสนใจในเรื่องเงินเลยสักนิด คนอื่นก็ยากที่จะหักล้างเขาได้
เพราะแทบจะไม่มีใครสามารถเอาเงินมาฟาดหัวเขาได้เลย ตรงกันข้ามเขากลับเป็นฝ่ายเอาเงินไปฟาดหัวคนอื่นอยู่บ่อยๆ ...
ดังนั้นขอแค่ตัวเองเก่งกาจพอ จะพูดจาไร้สาระแค่ไหน คนอื่นก็ต้องเชื่อ
ความจริงคณิตศาสตร์ก็คล้ายๆ กัน ขอแค่ตัวเองเก่งกาจพอ บทความที่เขียนออกมาคนอื่นหาจุดบอดไม่เจอ เช่นนั้นก็ต้องยอมรับว่าพวกเราคือฝ่ายที่ถูกต้อง
แน่นอนว่าเรื่องนี้ก็ต้องแลกมาด้วยความพยายามอีกสักหน่อย โชคดีที่นี่คือจุดที่เฉียวอวี้สนใจมากที่สุดแต่แรกแล้ว ดังนั้นจะพยายามขึ้นอีกหน่อยก็ไม่ใช่เรื่องเสียหายอะไร
……
ช่วงสองสามวันแรกที่กลับมามหาวิทยาลัยเยียนเป่ย เฉียวอวี้ก็ใช้เวลาไปกับการขะมักเขม้นอ่านเอกสารงานวิจัย
นอกเหนือจากวันที่โทรหาเฉียวซีในช่วงเทศกาลเช็งเม้ง โดยฝากฝังเฉียวซีอย่างเป็นทางการว่าตอนไปไหว้คุณตาคุณยายที่สุสาน ให้ช่วยนำความอาลัยของเขาไปให้ด้วยแล้ว แทบจะไม่ได้ติดต่อกับใครอื่นอีกเลย
อ้อ จริงสิ ความจริงตรงกลางศิษย์พี่เฉินก็เคยมาหาเขาครั้งหนึ่งเหมือนกัน
ยังอุตส่าห์ให้เขาไปสืบข่าวลือลับๆ ที่แพร่สะพัดกันอยู่ในหมู่นักเรียนต่างชาติมาได้บ้าง แต่หลังจากเฉียวอวี้ฟังจบ เขาก็โยนมันทิ้งไปไว้เบื้องหลัง หลังจากขอบคุณศิษย์พี่เฉินแล้ว ก็บอกให้เขาไม่ต้องไปสืบมาอีกแล้ว
ยังไงเสียช่วงนี้เฉินจัวหยางก็ค่อนข้างยุ่ง ต้องเตรียมตัวสำหรับการป้องกันวิทยานิพนธ์เพื่อจบการศึกษา กำหนดวันเรียบร้อยแล้วด้วย
แม้ตัวเอกสารงานวิจัยเองจะค่อนข้างธรรมดา แต่ก็ต้องทำให้แน่ใจว่าตอนป้องกันวิทยานิพนธ์จะไม่มีความผิดพลาดครั้งใหญ่เกิดขึ้น จะทำให้อาจารย์เสียหน้ามากไปก็คงไม่ได้ ดังนั้นความจริงแล้วมีเรื่องที่ต้องเตรียมตัวค่อนข้างเยอะ
เฉียวอวี้ชอบความเงียบสงบแบบนี้
ศาสตราจารย์ที่ได้รับเชิญมาในครั้งนี้ล้วนมีระดับความสามารถที่สูงมาก แน่นอนว่าเอกสารงานวิจัยที่ผ่านมาก็ย่อมมีระดับที่สูงมากเช่นกัน หลังจากอ่านจบทั้งหมดแล้ว ก็ทำให้เขาเข้าใจข้อคาดการณ์ของแลงแลนส์ทั้งหมดได้ลึกซึ้งมากขึ้น จนถึงขั้นที่เฉียวอวี้กลับมาพิจารณาความเข้าใจต่อทฤษฎีชุดนั้นที่ใช้แก้ปัญหาข้อความคาดการณ์เรขาคณิตแลงแลนดส์ก่อนหน้านี้ เขารู้สึกเลือนรางว่าใกล้จะสัมผัสถึงกุญแจสำคัญของปัญหาได้แล้ว...
ในสมองของเขาดูเหมือนจะมีเค้าโครงของตัวอย่างค้านแล้ว... มันมีความรู้สึกที่อยากจะขยับตัว เหมือนกำลังจะพรั่งพรูออกมา
หากใช้คำพูดล้อเลียนตัวเองของใครหลายๆ คนมาพูด ก็คือเหมือนสมองจะงอกขึ้นมาอีกแล้ว จนทำให้รู้สึกคันยุบยิบในสมองอยู่ตลอดเวลา
สถานการณ์แบบนี้ดำเนินต่อไปจนกระทั่งการสัมมนาซีรีส์ข้อความคาดการณ์เรขาคณิตแลงแลนดส์ที่มหาวิทยาลัยหัวชิงเปิดฉากขึ้นอย่างเป็นทางการ
วิทยากรหลักในวันแรก ก็คือศาสตราจารย์เอเวอร์ตันจากพรินซ์ตัน
เฉียวอวี้ยังคงได้รับความเพลิดเพลินจากการจัดเตรียมเป็นพิเศษอีกครั้ง โดยได้นั่งแถวแรกเลยทีเดียว
หยวนเจิ้งซินยังจัดให้พานจิ้งหยวนมานั่งข้างๆ เฉียวอวี้โดยตรง เพื่อความสะดวกในการพูดคุยของทั้งสองคน
แม้ทั้งสองคนจะพูดคุยกันผ่านทางวีแชตอยู่บ่อยครั้ง ถือได้ว่าเป็นการสื่อสารทางวิญญาณกันมานานแล้ว แน่นอนว่าหลักๆ คือเฉียวอวี้เป็นฝ่ายขอคำปรึกษาอยู่ฝ่ายเดียว แต่ในความเป็นจริงนี่เพิ่งจะเป็นการพบหน้ากันครั้งแรก
โดยเฉพาะพานจิ้งหยวน แม้จะรู้อยู่ก่อนแล้วว่าเฉียวอวี้เพิ่งอายุสิบหก แต่ก่อนที่จะได้พบหน้ากันอายุเป็นแค่เพียงแนวคิดหนึ่ง พอได้เห็นใบหน้าที่ยังคงความอ่อนเยาว์นั้นด้วยตาตัวเอง ก็ยิ่งทำให้คนรู้สึกพังทลาย
มันง่ายมากที่จะเกิดความรู้สึกทอดถอนใจขึ้นมาว่า ทำไมไอ้เด็กอย่างนายถึงไม่ไสหัวไปเรียนมัธยมปลายดีๆ นะ
หลังจากที่เฉียวอวี้ทักทายกับพานจิ้งหยวนอย่างเป็นเด็กดีแล้ว ศาสตราจารย์พานก็ถามว่า “ความรู้ที่ได้ของนายในวันนั้นฉันอ่านแล้วนะ เป็นไงล่ะ? หาตัวอย่างค้านเจอหรือยัง?”
เด็กหนุ่มส่ายหน้า ตอบไปตามตรงว่า “ยังครับ แต่ผมรู้สึกว่าใกล้จะสัมผัสได้แล้ว”
คำตอบนี้ทำให้ศาสตราจารย์พานรู้สึกหงุดหงิดใจขึ้นมาอีกเล็กน้อย
เด็กหนุ่มกลับพูดด้วยความสนใจอย่างเต็มเปี่ยมว่า “ศาสตราจารย์พานครับ อาจารย์อยากฟังผมอธิบายความคิดของผมอย่างละเอียดไหมครับ?”
พานจิ้งหยวนส่ายหน้า พูดว่า “รอก่อนเถอะ การบรรยายของศาสตราจารย์เอเวอร์ตันใกล้จะเริ่มแล้ว”
“อ้อ ได้ครับ!” เฉียวอวี้พยักหน้าอย่างว่าง่าย พร้อมกับปรับท่านั่งให้ดูเป็นทางการมากขึ้นอีกหน่อย
ถึงอย่างไรนี่ก็ไม่ใช่การมาเข้าร่วมการบรรยายที่มหาวิทยาลัยเยียนเป่ย ต้องให้ความสำคัญกับหน้าตาของมหาวิทยาลัยเยียนเป่ย แถมคาดว่าอีกเดี๋ยวท่านปู่ปรมาจารย์ก็คงจะมาเหมือนกัน ต้องไว้หน้าพวกผู้ใหญ่ด้วย
ไม่ต้องพูดถึงเลยว่าการสัมมนาในครั้งนี้ยังมีเพื่อนชาวต่างชาติมาร่วมงานและนั่งอยู่แถวหน้าตั้งมากมาย
เฉียวอวี้รู้ดีว่าในโอกาสแบบนี้เขาควรจะเก็บอาการมากแค่ไหน ในห้องทำงานของอาจารย์กับท่านปู่ปรมาจารย์เขาถึงจะสามารถปล่อยเนื้อปล่อยตัวได้มากขนาดไหน เป็นเหตุผลง่ายๆ ที่น่าเสียดายที่หลายคนไม่เข้าใจ
เป็นไปตามที่เขาคาดการณ์เอาไว้จริงๆ หยวนเหล่าเดินเข้ามาในสถานที่จัดงานพร้อมกับศาสตราจารย์ชาวต่างชาติท่านหนึ่ง เมื่อเห็นเฉียวอวี้นั่งตัวตรงอย่างเรียบร้อย ท่านปู่ปรมาจารย์ยังส่งยิ้มให้เขา แววตาเต็มไปด้วยความเอ็นดู...
ตลอดการบรรยายเฉียวอวี้ตั้งใจฟังมาก อาจเป็นเพราะในเชิงวิชาการแล้วมีหลายสิ่งหลายอย่างที่มานั่งพูดอยู่บนเวทีแบบนี้จะได้ความรู้สึกมากกว่า หรือจะพูดว่าทำให้มีความมุ่งมั่นได้ง่ายกว่าก็ว่าได้ ยังไงเสียเฉียวอวี้ก็ฟังอย่างออกรสออกชาติ น่าสนใจกว่าการอ่านเอกสารงานวิจัยเป็นไหนๆ
เนื่องจากเวลาที่มีจำกัด ศาสตราจารย์เอเวอร์ตันจึงน่าจะเน้นพูดไปที่สองจุด
ประการแรกคือ การรวมความสมมาตรและโครงสร้างทางเรขาคณิตในทฤษฎีตัวแทนเข้าด้วยกันได้อย่างไร เพื่อให้เกิดความเข้าใจในข้อคาดการณ์ และประการที่สองคือ ทฤษฎี p-adic Hodge จะช่วยเป็นมุมมองใหม่ให้กับข้อความคาดการณ์เรขาคณิตแลงแลนดส์ได้อย่างไร
และเมื่อพ่วงไปกับการบรรยายจากตื้นไปลึกของศาสตราจารย์เอเวอร์ตัน เฉียวอวี้ก็จู่ๆ รู้สึกราวกับว่ารั้วที่คอยขวางกั้นแรงบันดาลใจของเขาในสมองมาโดยตลอดกำลังถูกคนเขย่าอย่างบ้าคลั่งด้วยวิธีการที่รุนแรงสุดขีด แรงบันดาลใจที่ห่างหายไปนานกำลังทดสอบตัวเองอย่างบ้าคลั่งอยู่ริมขอบของการพรั่งพรูออกมา...
งดงามดั่งภูเขาไฟฟูจิที่กำลังจะระเบิดออกมาก็ไม่ปาน







