เกี่ยวกับการตรวจสอบและสอบสวนผู้พิพากษาในคดีชั้นต้นของกัวเสี่ยวจวิน ขณะนี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังคงดำเนินการสืบสวนอยู่
ซูไป๋พาหลี่เสวี่ยเจินกลับมาที่หนานตูเป็นการชั่วคราว
ที่หนานตู
ภายในสำนักงานกฎหมายไป๋จวิน
ในช่วงไม่กี่วันที่ซูไป๋พาหลี่เสวี่ยเจินออกไป สำนักงานกฎหมายไป๋จวินยังคงดำเนินงานเป็นปกติ โดยมีสวีเสี่ยงกับต้วนเหลียงคอยดูแลอยู่
อย่างไรก็ตาม ช่วงนี้สำนักงานกฎหมายไป๋จวินได้รับคดีเข้ามามากมายจนแทบจะรับไม่ไหว ทำให้ทั้งสองคนเหนื่อยมาก ไม่ใช่ว่าจัดการคดีไม่ไหวเพราะรับคดีมากเกินไป แต่สาเหตุหลักคือพวกเขามีกันเพียงสองคน อีกทั้งยังมีเอกสารและงานยิบย่อยที่ต้องออกไปประสานงานอีกมาก จนสองคนแทบจะทำไม่ทัน
สวีเสี่ยงยังหนุ่มกำยำ พอจะกัดฟันทนไหว แต่ต้วนเหลียงดูเหมือนจะเริ่มล้าเต็มที
ต้วนเหลียงบ่นขึ้นว่า
“ทีแรกที่ผมออกมาทำงานก็เพราะอยากหาเงินให้ได้เยอะ ๆ แต่ตอนนี้จู่ ๆ ก็ไม่ค่อยอยากได้แล้ว”
ทำไมล่ะ?
“เพราะหัวที่เคยเป็นมันเงาอยู่แล้ว ตอนนี้กลับยิ่งเงากว่าเดิม! เงาวับ ๆ น่าอายจะตาย!”
ต้วนเหลียงขมวดคิ้ว พร้อมลูบหัวตัวเองแล้วพูดว่า
“ทนายซู คุณก็จ่ายเงินให้ไม่ใช่น้อย แต่คดีมันเยอะเกินไปจริง ๆ ผมกับสวีเสี่ยงสองคนจัดการคดีทั้งหมดไม่ไหวแล้ว ช่วงนี้ต้องวิ่งออกไปทำคดีข้างนอกตลอด กว่าจะกลับบ้านก็เลยเที่ยงคืน จนภรรยาที่บ้านเข้าใจผิดคิดว่าผมไปมีคนอื่นซะงั้น! ถ้ายังเป็นแบบนี้ต่อไป หัวผมคงล้านยิ่งกว่าเดิมแน่นอน!”
ล้านกว่าเดิม?
แต่ตอนนี้คุณก็ล้านหมดแล้ว จะล้านถึงไหนกัน?
เมื่อต้องเผชิญกับคำบ่นของต้วนเหลียง ซูไป๋จึงตอบกลับอย่างอารมณ์ดี
“ทนายต้วน ไม่ต้องห่วง สำนักงานกฎหมายจะจัดการเรื่องนี้แน่นอน จะจัดทนายฝึกหัดให้คุณกับทนายสวีคนละหนึ่งคน แบบนี้ดีไหม?”
ต้วนเหลียงลูบหัวตัวเองแล้วพยักหน้า
“ดีเลยครับ ถ้ามีทนายฝึกหัดช่วย งานคดีก็จะเบาลงมากทีเดียว”
แน่นอนว่าปริมาณงานจะลดลงไปไม่น้อย เพราะอย่างน้อยก็ไม่ต้องวิ่งงานยิบย่อยทุกอย่างด้วยตัวเอง
“ตกลง”
ซูไป๋เองก็ทราบดีว่าในขณะนี้สำนักงานกฎหมายมีคดีเข้ามามากเกินกว่าที่สวีเสี่ยงกับต้วนเหลียงจะรับมือได้เพียงลำพัง จึงตัดสินใจจะจ้างทนายฝึกหัดสองคน เพื่อแบ่งให้ทนายทั้งสองคนมีผู้ช่วยดูแลคนละหนึ่งคน แบบนี้งานของพวกเขาก็จะลดลงมากและสามารถจัดการคดีต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
หลังจากตกลงกันเรียบร้อยแล้ว ซูไป๋ก็มอบหมายให้หลี่เสวี่ยเจินเป็นผู้ดูแลเรื่องการจ้างทนายฝึกหัดในครั้งนี้โดยตรง
ในขณะเดียวกัน
หลังจากการพิจารณาคดีของกัวเสี่ยวจวินเสร็จสิ้นไปได้ประมาณเจ็ดถึงแปดวัน
เมื่อการพิจารณาคดีสิ้นสุดลง
หลัวต้าฉางได้โพสต์คลิปเกี่ยวกับกระบวนการพิจารณาคดีชั้นอุทธรณ์ของกัวเสี่ยวจวิน รวมถึงคำอธิบายของเขาลงในบัญชีโซเชียลมีเดียส่วนตัว
ในฐานะที่เป็นนักกฎหมายที่มีผู้ติดตามนับสิบล้านคน พอคลิปถูกเผยแพร่ออกไป ยอดวิวก็พุ่งขึ้นหลักหลายล้านครั้งอย่างรวดเร็ว และยังคงเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ยิ่งไปกว่านั้น
เกี่ยวกับกระบวนการพิจารณาคดีชั้นอุทธรณ์ของกัวเสี่ยวจวิน ไม่ได้มีแค่หลัวต้าฉางที่เผยแพร่ เพราะตอนที่มีการไลฟ์สดการพิจารณาคดีอุทธรณ์ของกัวเสี่ยวจวินนั้น มีผู้เข้าชมสะสมสูงถึงหลักหนึ่งล้านกว่าคน!
ถึง “ผู้เข้าชมสะสม” จะต่างจาก “จำนวนผู้ชมพร้อมกัน”
แต่นั่นก็นับว่าสูงมากจนน่าตกใจ
ในกลุ่มแฟนคลับเอง ก็มีไม่น้อยที่อัดคลิปเผยแพร่กันเอง
บางคนถึงขนาดส่งคลิปไปยังสื่อที่ตนเองมีผู้ติดตามเพียง 108 คนก็ยังทำ
ต้องบอกเลยว่า
สมัยนี้สื่อบางเจ้านั้นจับประเด็นได้เก่งมาก พอได้กลิ่นโอกาสที่จะเพิ่มกระแสก็ไม่ยอมปล่อย
บางสื่อเล็ก ๆ ถึงกับรู้ว่านี่เป็นโอกาสดีที่จะปั้นยอดเข้าชม เลยนั่งเขียนบทความกันข้ามคืน
ไม่นาน สื่ออีกจำนวนมากก็แห่กันปล่อยคลิปดึงดูดคนดูเป็นแถว ๆ
ตัวอย่างพาดหัวเรียกยอดเข้าชมของแพลตฟอร์มโซเชียลต่าง ๆ
“เรียกค่าเสียหาย 5 ล้าน กลับถูกบริษัทฟ้องจนถูกตัดสินจำคุก 5 ปี ในที่สุดการอุทธรณ์ก็ได้นำความเป็นธรรมที่ล่าช้ามา!”
“สู้กับบริษัทยักษ์ใหญ่เพียงลำพัง แถมยังเจอภรรยาทรยศ แต่ไม่คาดคิดว่าเมื่อเขากลับมาอีกครั้ง ไม่เพียงแต่โค่นบริษัทนั้นลงได้ ยังส่งภรรยาเข้าคุกด้วย: โปรดติดตาม ‘ผู้พิทักษ์ความยุติธรรม’ ในตอนต่อไป!”
โอ้โห! ฟังดูราวกับ “ราชามังกรคืนบัลลังก์” เสียจริง
แค่ตัดออกมาหกคำก็...
แต่จะว่าไป
บทความจากสื่อเล็กบางเจ้าก็เขียนพาดหัวเก่งจริง ๆ
ด้วยหัวข้อที่เว่อร์วังขนาดนี้ เลยสามารถดึงดูดความสนใจคนได้ไม่น้อยและทำให้ผู้คนรับรู้ถึงต้นสายปลายเหตุของคดีนี้มากขึ้น
บนโลกออนไลน์ มีการต่อว่าต่อขานบริษัทนมผงอ้ายเป่ากันรัว ๆ แทบจะเป็นเสียงเดียวกัน บรรดาชาวเน็ตหลายคนต่างเดือดจัดและแสดงความเห็นกันอย่างโจ่งแจ้ง
“เวรเอ๊ย! นี่มันบริษัทนมผงบ้าอะไร ผลิตนมผงจนทำให้คนกินแล้วเจ็บป่วย พอเขาฟ้องเรียกค่าเสียหายก็ควรเจรจาค่าชดเชยกันดี ๆ ดันกลับไปฟ้องเขาข้อหาขู่กรรโชกอีก?!”
“นี่มันหมายความว่ายังไงกัน? โจมตีคนอื่นแบบเจตนาร้ายชัด ๆ ถ้าบริษัทอื่นก็ทำแบบนี้ได้แล้วผู้บริโภคจะเรียกร้องค่าเสียหายยังไง?!”
“ตลกสิ้นดี! ถ้าคนอื่นฟ้องบ้าง แล้วศาลตัดสินแบบคดีนี้หมด จะเหลือความยุติธรรมอะไรให้เชื่อถือกัน?!”
“ฉันว่าทุกคนควรแบนนมผงอ้ายเป่าและขอให้หน่วยงานบังคับใช้กฎหมายตรวจสอบ พ่วงด้วยการตรวจสอบคำพิพากษาศาลชั้นต้นด้วย!”
“ใช่!!!”
“สุดจะเหลือเชื่อ คนเขาซื้อนมผงไปกินแล้วป่วย ฟ้องเรียกค่าเสียหายยังโดนจับอีก ถ้าไม่ได้ยื่นอุทธรณ์รอบสอง แถมมีทนายเก่ง ๆ เข้าช่วย ป่านนี้คงชีวิตพังไปแล้วทั้งชีวิต!”
“ตอนนี้บนเน็ตมีคนแค่ครึ่งเดียวที่ด่านมผงอ้ายเป่า อีกครึ่งไปไหนกัน?! ปากไม่มีเหรอ หรือไม่มีมือพิมพ์?!”
“เหลือเชื่อสุด ๆ !!!”
ขณะเดียวกัน บนโลกออนไลน์ก็มีสถาบันทดสอบคุณภาพนมผงหลายเจ้า
ที่ออกมาเปิดเผยถึงองค์ประกอบของนมผงอ้ายเป่า
โดยแสดงให้เห็นว่าในนมผงนี้ มีปริมาณส่วนผสมบางตัวเกินมาตรฐาน ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพของทารกได้
ทันทีที่วิดีโอนี้เผยแพร่
โลกโซเชียลต่างพากันกระหน่ำแชร์
เพราะเกี่ยวพันกับสุขภาพของเด็ก ๆ จึงได้รับความสนใจจากผู้คนอย่างล้นหลาม และแน่นอนว่านมผงอ้ายเป่าก็ถูกแบนจากทุกสารทิศ
ไม่นาน หน่วยงานบังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้องก็สั่งให้นมผงอ้ายเป่าหยุดการผลิตทันที!
แผนที่จะนำนมผงอ้ายเป่าเข้าตลาดหลักทรัพย์ก็ต้องสะดุดกลางคัน นมผงที่วางขายในตลาดก็ถูกตีกลับทั้งหมด ยอดสั่งซื้อจากโรงงานก็ถูกยกเลิก
ตอนนี้ทั้งบริษัทจึงตกอยู่ในสภาพใกล้ล้มละลาย!
ภายในห้องทำงานของประธาน
ตงเฉิงกำลังคำรามด้วยความโมโห
“นี่มันอะไรกัน! เกิดอะไรขึ้นกันแน่!”
“ไม่ใช่ตกลงกันไว้แล้วหรือไง ว่าจะจ่ายเงินให้แพลตฟอร์มวิดีโอสั้น เพื่อดันประเด็นนี้ให้หลุดเทรนด์ไป?!”
“แล้วจู่ ๆ ทำไมเรื่องถึงกลายเป็นใหญ่โตขนาดนี้!”
มีลูกน้องคนหนึ่งรายงานว่า
“ท่านประธานตงครับ คู่แข่งของเรา เขาจ่ายให้มากกว่า…”
“???!!!”
ตงเฉิงโกรธจัดจนแทบอยากจะด่าคน นี่มันหมายความว่ายังไง
ถ้าไม่ใช่ฉวยโอกาสซ้ำเติม ก็ไม่รู้จะเรียกว่ายังไงแล้ว
แต่ไหนแต่ไร เขาเตรียมจะดันนมผงอ้ายเป่าเข้าตลาดหลักทรัพย์อยู่แล้ว ถึงได้อยากปิดเรื่องของกัวเสี่ยวจวินไปให้เร็วที่สุด
แต่ตอนนี้กลับกลายเป็นเรื่องใหญ่โต แถมยังมีคู่แข่งโผล่มาตอกย้ำอีก แบบนี้คงหวังให้บริษัทของเขาเจ๊งสินะ!
“โธ่เว้ย!
มีคนจงใจจะจัดการเขาให้ได้เลยสินะ!”
“ก็แค่ปริมาณส่วนผสมบางอย่างเกินมาตรฐาน มันจะเป็นอะไรนักหนา? ถ้าร่างกายมีปัญหาก็ไปรักษาที่โรงพยาบาลไม่จบเหรอ!”
“ตอนนี้เรื่องดันแตกกลายเป็นข่าวใหญ่ ทำให้นมผงอ้ายเป่าของพวกเราแทบจะล้มละลาย แถมแผนเข้าตลาดหลักทรัพย์ก็พังไม่เป็นท่า!”
ตงเฉิงใกล้จะคลั่งตายอยู่แล้ว
“โอเค ๆ ฉันเข้าใจแล้ว!”
ตงเฉิงขมวดคิ้วหนัก ถอนใจอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นก็กดโทรหากัวเสี่ยวจวิน หวังจะลองเจรจาขอยอมความอีกครั้ง
ก่อนหน้านี้เขาให้คนไปติดต่อกัวเสี่ยวจวินเพื่อเจรจายอมความมาแล้วครั้งหนึ่ง
แต่ก็โดนปฏิเสธ
ตอนนี้เขาคิดจะคุยเองกับปาก เพราะเขาเป็นถึงประธานของนมผงอ้ายเป่า ยอมก้มหัวลงมาขนาดนี้ อีกฝ่ายคงไม่กล้าปฏิเสธอีกกระมัง
“ฉันยอมแล้วยังไม่พออีกหรือไง?”
แต่ยังไม่ทันต่อสายติด เสียงระบบโทรศัพท์ก็ดังขึ้นในมือถือของตงเฉิง
“ขออภัย หมายเลขที่ท่านเรียกไม่สามารถติดต่อได้ในขณะนี้…”
“???”
ตงเฉิงสูดหายใจเฮือกใหญ่ เตรียมจะหาคนต่อสายหรือไปตามหาตัวกัวเสี่ยวจวินเพื่อยอมความอีกครั้ง
แต่ทันใดนั้นเอง หน้าห้องทำงานก็มีเจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมายหลายคนปรากฏตัวขึ้น
เจ้าหน้าที่เหล่านั้นมีสีหน้าเข้มงวดและเคร่งขรึม
“คุณคือตงเฉิงใช่ไหม?”
“ใช่ครับ ผม…”
ตงเฉิงขมวดคิ้วเล็กน้อย ยังคงจับต้นชนปลายไม่ถูกว่าตอนนี้เกิดอะไรขึ้น
เขาเห็นเจ้าหน้าที่แสดงเอกสารบางอย่างให้ดู
“สวัสดีครับ พวกเราเป็นเจ้าหน้าที่ของฝ่ายอัยการ ตอนนี้คุณตกเป็นผู้ต้องสงสัยในคดีอาญา ขอให้ไปกับพวกเราเพื่อให้ความร่วมมือในการสอบสวน”
ตงเฉิง: “???”
วันนี้มีแต่เรื่องปั่นป่วนเข้ามาไม่หยุด จนตงเฉิงเริ่มจะงงไปหมดแล้ว
หลังจากตรวจสอบเอกสารที่อีกฝ่ายแสดงให้ดูกลับไปกลับมาอย่างละเอียด หัวใจของตงเฉิงก็หล่นวูบ
“ก็ไหนฉันให้ทนายบอกหม่าลี่ไปแล้วไม่ใช่เหรอ ว่าถ้าเธอไม่เปิดโปง ฉันจะให้เงินก้อนโตกับเธอ? นี่มันเกิดอะไรขึ้นเนี่ย?!”
แต่เขาได้มองข้ามความสามารถในการสืบสวนของอัยการไปอย่างสิ้นเชิง…
“คุณตงครับ ยังไงก็ขอความร่วมมือให้ไปกับพวกเราเถอะ”
เจ้าหน้าที่อัยการย้ำอีกครั้ง น้ำเสียงเต็มไปด้วยความเคร่งขรึมและเด็ดขาด
ตงเฉิงสูดหายใจลึก สีหน้าแสดงความกลัดกลุ้มอย่างชัดเจน รู้ดีว่าหนนี้ตัวเองคงไม่รอดง่าย ๆ แต่เมื่อตำรวจและอัยการมาถึงถึงที่ขนาดนี้ เขาก็ไม่อาจทำอะไรได้
จำใจพยักหน้าแล้วตอบอย่างจนปัญญา
“ได้ ผมจะให้ความร่วมมือครับ”
หลังจบคำ เขาก็เดินตามเจ้าหน้าที่อัยการออกไป
ช่วงเวลาที่นมผงนมผงอ้ายเป่ากำลังโดนกระแสสังคมโจมตีอย่างหนัก “ท่านประธาน” กลับถูกฝ่ายอัยการเชิญตัวไปสอบสวนอีก ยิ่งจุดกระแสบนโลกออนไลน์ให้ร้อนแรงยิ่งกว่าเดิม
“ฮ่า ๆ ๆ!”
“โธ่เอ๊ย! เข้าไปเลย! เข้าไปให้หมด!”
“ไอ้หมอนี่สมควรแล้วจริง ๆ ฉันว่ายังไงมันก็ต้องเป็นคนติดสินบนผู้หญิงที่ชื่อหม่าลี่แน่ ๆ ใครอธิบายหน่อยสิว่าความผิดนี้เข้าข่ายอะไร จะโดนกี่ปี ฉันจะได้สาแก่ใจ!”
“ความผิดข้อหา ‘ขัดขวางกระบวนการให้การเป็นพยาน’ หากกระทำด้วยวิธีการใช้ความรุนแรง ขู่เข็ญ ติดสินบน หรือบังคับพยานให้ไม่ให้การหรือให้การเท็จ มีโทษจำคุกไม่เกินสามปีหรือกักขัง แต่ถ้าหากร้ายแรง ก็จำคุกตั้งแต่สามถึงเจ็ดปี!”
“ปกติถ้าอัยการเรียกตัวไปสอบ ก็แปลว่าหลักฐานแน่นแล้วระดับหนึ่ง!”
“ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาด ไอ้ตงเฉิงคงเสร็จแน่นอน อัยการเขาเล่นจริง ยิ่งถ้าไม่ใช่ทนายความระดับเทพตัวท็อป ก็สู้ยากมาก!”
“แถมอัยการมีหลักฐานอยู่แล้วด้วย ฉันว่าไอ้ตงเฉิงนี่อาจโดนโทษ ‘แจ้งความเท็จเพื่อกลั่นแกล้ง’ บวก ‘ขัดขวางกระบวนการให้การเป็นพยาน’ อาจโดนรวมโทษหลายข้อหา อย่างน้อยคงติดคุกสัก 3 ปี!”
“ฮ่า ๆ ๆ แค่ 3 ปีเองเหรอ? เบาไปหน่อยนะ!”
“ระวังนะ! นั่นมันขั้นต่ำ!”
“…”
บนโลกออนไลน์ กระแสโจมตีนมผงอ้ายเป่ายังคงทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่องและยิ่งไปกว่านั้น ยังมีคนทำมีมล้อเลียนตงเฉิงออกมาอีกด้วย
【คุณฟ้องผม เดี๋ยวผมจับคุณเข้าคุกดีไหม?】
เปลี่ยนเป็น
【ฮือ แม่จ๋า หนูไม่กล้าอีกแล้ว】
มีมเหล่านี้ถูกส่งต่อและปรากฏอยู่ทั่วพื้นที่คอมเมนต์ต่าง ๆ
เดิมทีนมผงอ้ายเป่าตั้งใจจะเข้าตลาดหลักทรัพย์ แต่แผนการก็พังไม่เป็นท่า นอกจากนี้ยังถูกบรรดาผู้ผลิตรายอื่นและกลุ่มผู้บริโภคพร้อมใจกันคว่ำบาตร จนถึงจุดที่บริษัทใกล้ล้มละลายเต็มที
ยิ่งตอนนี้ตงเฉิงถูกอัยการควบคุมตัวไปสอบสวน ยิ่งเหมือนราดน้ำมันลงบนกองเพลิง ทำให้สถานการณ์ของบริษัทแย่ลงไปอีก
บรรดาผู้ถือหุ้นของบริษัท ต่างก็โกรธตงเฉิงจนแทบกัดฟันกรอด!
ผู้ถือหุ้นเหล่านั้นต่างก็เข้าใจดีว่านมผงอ้ายเป่าคงไม่มีโอกาสจะพลิกฟื้นกอบกู้สถานการณ์ได้อีกแล้ว
แต่ละคนจึงได้แต่วางแผนหาทางลดความเสียหายของตนให้น้อยที่สุด
ในขณะเดียวกัน
เนื่องจากอิทธิพลของกระแสบนอินเทอร์เน็ตที่ร้อนแรง จึงมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ถึงความเป็นธรรมหรือไม่ของกระบวนการยุติธรรม
หน่วยงานบังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้องจึงได้ทำการสอบสวนกระบวนการตัดสินของคณะผู้พิพากษาในศาลชั้นต้นอย่างครอบคลุม
ผลการสอบสวนสรุปได้ว่า…
กระบวนการพิจารณาคดีไม่พบว่ามีการละเมิดกฎเกณฑ์หรือกระทำความผิดวินัยแต่อย่างใด
พูดง่าย ๆ คือแม้ผลตัดสินของประธานในคดีจะมีปัญหาแต่ “ขั้นตอน” ในการพิพากษาไม่ได้ผิดกฎหรือทุจริตตรงไหน
แน่นอนว่าผลสอบสวนในลักษณะนี้ทำให้ประชาชนจำนวนไม่น้อย “ไม่พอใจ”
เพราะตั้งคำถามต่อ “มาตรฐานในการพิจารณาคดี” ของผู้พิพากษาชั้นต้น
ต่อมาก็ได้มีบทลงโทษต่อผู้พิพากษาที่พิจารณาคดีในศาลชั้นต้น โดย
“สั่งย้ายออกจากตำแหน่งปัจจุบัน ห้ามไม่ให้ปฏิบัติงานด้านการพิพากษาอีก!”
ซึ่งถือเป็นบทลงโทษค่อนข้างรุนแรงสำหรับผู้พิพากษา
ที่สำนักงานกฎหมายไป๋จวิน
เมื่อหลี่เสวี่ยเจินได้รู้ข่าวนี้ เธอก็ถึงกับทำหน้าหงอย แถมยังดูเสียดายไม่น้อย
“อีกนิดเดียว… อีกนิดเดียวเท่านั้นเอง… เสียดายจริง ๆ… แค่เสี้ยวนิดเดียวก็เกือบจะส่งผู้พิพากษาเข้าคุกได้แล้ว ทำไมถึงพลาดไปนิดเดียว…”
เธอพึมพำในใจ ซ้ำยังมีสีหน้าหมดหวังอย่างเห็นได้ชัด
“ทนายซู… การลงโทษผู้พิพากษาแค่นี้มันเบาไปไหมคะ ฉันนึกว่าจะมีบทลงโทษหนักกว่านี้อีก…”
หลี่เสวี่ยเจินเกือบจะหลุดปากพูดอะไรบางอย่าง จึงรีบกลบเกลื่อน
ซูไป๋ได้แต่ถอนหายใจยาว คล้ายจะสื่อว่า “เธอคิดเหรอ เธอยังคิดอะไรอยู่ล่ะ? อยากให้ผู้พิพากษาทุกคนติดคุกกันหมดเลยหรือไง?”
จะบ้าเหรอ…
เพราะในคำพิพากษาชั้นต้นนั้น ได้ระบุชัดถึงข้อกฎหมายที่ใช้อ้างอิงและข้อเท็จจริงในการตัดสินแล้ว
หลังจากการตรวจสอบโดยหน่วยงานกำกับดูแลแล้ว
ได้ข้อสรุปว่า
“บริษัทอ้ายเป่ากับคณะผู้พิพากษาในคดีนั้นไม่มีความเกี่ยวข้องเชื่อมโยงกันโดยตรง”
จึงเป็นไปไม่ได้ที่จะลากทุกคนเข้าคุกตามความคาดหวังของเสี่ยวหลี่
“เอ่อ…แฮ่ม ๆ…”
ซูไป๋ไอเบา ๆ สองสามครั้ง จากนั้นก็อธิบายว่า
“ที่ผู้พิพากษาศาลชั้นต้นตัดสินแบบนั้น เหตุผลข้อแรกคือ ‘คำฟ้องของอัยการ’
ในตอนพิจารณาคดีชั้นต้น ฝั่งกัวเสี่ยวจวินกับทนายยังไม่สามารถตอบโต้หรือหาหลักฐานโต้แย้งได้อย่างมีน้ำหนักต่อข้อกล่าวหาของอัยการ
ส่วนเหตุผลข้อสองคือการให้การเท็จ ในศาลชั้นต้นหม่าลี่ได้ให้การเท็จ แต่ทนายฝั่งกัวเสี่ยวจวินกลับไม่สามารถชี้แจงหรือโต้แย้งได้ชัดเจน
นั่นจึงทำให้ผู้พิพากษาตัดสินจำคุกกัวเสี่ยวจวิน 5 ปี
จะบอกว่าผู้พิพากษามีอคติหรือโน้มเอียงก็ได้…
แต่ถ้ามองจากข้อเท็จจริงตามที่บันทึกไว้ในคำพิพากษา ขั้นตอนต่าง ๆ ก็ไม่มีสิ่งใดผิดกฎเกณฑ์ร้ายแรง
หน่วยงานที่กำกับดูแลจึงสั่งให้ผู้พิพากษาคนนั้น ‘ย้ายตำแหน่ง’ และ ‘ห้ามปฏิบัติงานในหน้าที่ผู้พิพากษาอีก’ ซึ่งถือว่าหนักพอสมควรแล้ว”
“อ้อ…ก็ได้ค่ะ…”
หลี่เสวี่ยเจินพยักหน้าอย่างเข้าใจ แต่ยังคงอดไม่ได้ที่จะรู้สึกผิดหวังอยู่ในใจ
ซูไป๋เห็นท่าทีของเธอจึงไม่ได้พูดอะไรมากอีก นอกจากบอกให้เธอไปจัดการเรื่องการรับสมัครทนายฝึกหัดให้เร็วขึ้น
เพราะตอนนี้สำนักงานกฎหมายมีทนายอยู่แค่ 4 คนเท่านั้น ซึ่งมันไม่พอจริง ๆ
จะรับสมัครทนายฝึกหัดอย่างน้อย 2 คน เพื่อแบ่งเบาภาระของทีมทนายปัจจุบัน รวมถึงตัวซูไป๋เองก็จะได้บริหารงานสะดวกขึ้น
ในจังหวะนี้ หลี่เสวี่ยเจินถามขึ้นมาว่า
“ทนายซูคะ แล้วสำหรับทนายฝึกหัด เราจะจ่ายเงินเดือนให้เขาไหม?”
“อะไรนะ?”
ซูไป๋ถึงกับงง ‘ฉันอยากเป็นนายทุน แต่ไม่ได้จะเป็นนายทุนขูดรีดแรงงานนะ!’
ในใจคิดว่า “เธอคิดว่าทุกคนจะมีเงินใช้เหลือเฟือ เป็นคุณหนูร้อยล้านเหมือนเธอรึไง ถึงจะยอมมาทำงานแบบไม่มีค่าจ้าง!”
การไม่จ่ายเงินเดือนให้ทนายฝึกหัดก็ไม่มีใครมาทำงานสิ
“จ่ายแน่นอน เราจะให้เงินเดือนฝึกหัด 4,000 หยวน โดยในประกาศรับสมัครให้ลงไว้เลยว่า 4,000 10,000 หยวน ส่วนรายละเอียดค่อยไปคุยกันตอนสัมภาษณ์อีกที”
“อ้อ ได้ค่ะ ทนายซู”
หลี่เสวี่ยเจินพยักหน้าแล้วจดบันทึก
ต่อมาไม่นาน คำพิพากษาคดีของกัวเสี่ยวจวินก็ถูกส่งมาเป็นลายลักษณ์อักษร
ก่อนหน้านี้ตอนไปที่เป่ยตู ซูไป๋ได้บอกกับกัวเสี่ยวจวินว่า
“รอจนกว่าคำพิพากษาส่งมาถึงแล้ว ค่อยมาคุยเรื่องค่าทนาย”
ทันทีที่คำพิพากษาส่งมา
กัวเสี่ยวจวินพร้อมด้วยพ่อและแม่ ก็เดินทางมาที่สำนักงานกฎหมายไป๋จวินด้วยตัวเองเพื่อขอบคุณซูไป๋
ณ อาคารเจิ้งต้า
กัวเสี่ยวจวินคอยประคองพ่อและแม่ของเขาขึ้นลิฟต์มายังชั้น 5 ซึ่งเป็นที่ตั้งสำนักงานกฎหมายไป๋จวิน
ทันทีที่เดินเข้ามาในออฟฟิศ ก็เห็นธงผ้าสองผืนตั้งอยู่ตรงโต๊ะต้อนรับ
ผืนซ้าย: “อัตราชนะ 100% ทนายมือหนึ่ง ทนายซูผู้ยิ่งใหญ่!”
ผืนขวา: “สู้คดีต้องที่นี่ สำนักงานกฎหมายไป๋จวิน”
นอกจากนี้ยังมีธงขอบคุณจากสตูดิโอหนานโหยวอีกผืนหนึ่ง
พอเห็นธงมากมายขนาดนี้
กัวเสี่ยวจวินก็ถึงกับประหลาดใจเล็กน้อยแล้วพูดเบา ๆ
“ไม่แปลกใจเลยที่ทนายซูสามารถชนะคดีที่โดนรุมสามต่อหนึ่งได้ ดูจากป้ายขอบคุณเหล่านี้ ก็รู้แล้วว่าทนายซูมีฝีมือทางกฎหมายและทักษะคดีความที่ไม่ธรรมดาเลย สมแล้วที่อาจารย์หลัวต้าฉางแนะนำว่าถ้าเป็นคดีอาญาต้องให้ทนายซูดูแล”
พ่อของกัวเสี่ยวจวินอยู่ข้าง ๆ ปรับแว่นเล็กน้อยก่อนพูดช้า ๆ
“ทนายซูคนนี้เก่งจริง ๆ พวกเราเลือกถูกแล้วที่ให้เขาว่าความให้เสี่ยวจวิน ถ้าเป็นคนอื่น ลูกเราอาจจะไม่ได้ออกมาง่าย ๆ แบบนี้ก็ได้ คราวนี้ต้องขอบคุณทนายซูให้มาก ๆ เลย”
แม่ของกัวเสี่ยวจวินก็เห็นด้วย
“จริงค่ะ เราต้องขอบคุณเขาเป็นอย่างมาก”
ทั้งสามคนคุยกันพลางเดินไปจนถึงภายในสำนักงานกฎหมาย
ภายในออฟฟิศ
กัวเสี่ยวจวินพร้อมพ่อแม่ก็นั่งอยู่ตรงข้ามกับซูไป๋
ส่วนหลี่เสวี่ยเจินนั่งอยู่ด้านข้างของซูไป๋
ซูไป๋ให้หลี่เสวี่ยเจินรินชามาให้คนละแก้ว
ซึ่งชานี้เป็นของดีที่ซูไป๋ “ขอ” มาจากหลัวต้าฉางถึง 3 จิน
จากนั้นซูไป๋ก็ยื่นเอกสารคำพิพากษาให้กัวเสี่ยวจวิน
กัวเสี่ยวจวินอ่านดูอย่างละเอียดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะถอนหายใจโล่งอกแล้วพูดพร้อมรอยยิ้ม
“ขอบคุณมากนะครับทนายซู เดี๋ยวผมจะรีบโอนค่าทนายเข้าบัญชีสำนักงานกฎหมายของทนายให้เร็วที่สุดเลย”
“ช้าสุดก็พรุ่งนี้แหละครับ เงินค่าทนายจะเข้าบัญชี”
ซูไป๋ยิ้มนิด ๆ
“ไม่ต้องรีบหรอกครับ เรื่องคำขอบคุณก็ไม่ต้องพูดมากแล้ว”
จากนั้นเขาเปลี่ยนประเด็นถามขึ้นว่า
“แล้วค่าชดเชยจากนมผงอ้ายเป่าล่ะ ได้หรือยัง?”
พอพูดถึง “นมผงอ้ายเป่า” กัวเสี่ยวจวินก็พยักหน้าหนักแน่น
“หลังวันพิพากษาแค่ 3 วัน ทางนั้นก็ขอเจรจายอมความเพิ่ม บอกว่า ‘ยอมจ่ายค่าชดเชยเพิ่มขึ้น’ ให้ผม”
“แต่ผมปฏิเสธไปเลย! จะอะไรกันนักหนา พอคนอื่นฟ้องกลับแล้ว ตอนนี้ยังจะมาขอไกล่เกลี่ยอีกเหรอ? นึกว่าผมจะยอมเหรอ?!”
“ผมสวนไปตรง ๆ เลยว่าถ้าไม่จ่าย ผมจะยื่นเรื่องขอบังคับคดีโดยศาล ตอนนั้นกระแสบนเน็ตเริ่มมีแล้ว พวกนั้นคงกลัวเรื่องจะบานปลาย ก็เลยรีบโอนเงินค่าชดเชยมาให้”
“ยิ่งตอนนี้นมผงอ้ายเป่าโดนเล่นงานหนักมาก แผนจะเข้าตลาดหลักทรัพย์ก็ต้องยุบไป ห่วงโซ่อุปทานป่วนกันหมด คนก็ด่าเละบนอินเทอร์เน็ต มีคนหลายรายกินนมผงเจ้านี้แล้วมีปัญหาสุขภาพเลยยื่นเรื่องเรียกร้องสิทธิอีกเพียบ บริษัทเลยใกล้เจ๊งเข้าไปทุกที”
“ผมยังถือว่าโชคดีที่พวกนั้นรีบจ่ายเงินชดเชยมาก่อน ไม่อย่างนั้นถ้ารอก่อนแล้วค่อยไปทวงตอนนี้ คงลำบากน่าดู”
“ครับ” ซูไป๋พยักหน้าเล็กน้อย
กรณีนี้ถือเป็นตัวอย่างว่าหลังพฤติกรรมบริษัทถูกแฉบนอินเทอร์เน็ต และทางหน่วยงานตรวจสอบพบว่ามีปัญหาร้ายแรงจริง ชื่อเสียงบริษัทก็พังยับเยินไปตามระเบียบ
แต่นมผงอ้ายเป่าจะล้มละลาย นั่นก็เป็นปัญหาของทางบริษัทเอง
กัวเสี่ยวจวินพูดต่อไป
“ทนายซูครับ คราวนี้คุณยื่นฟ้องหม่าลี่ในข้อหาให้การเท็จด้วยใช่ไหม? ยัยนั่นพยายามขอให้ผมยกโทษให้ จะได้ลดโทษลงหน่อย แต่ผมไม่ยอมเด็ดขาด!”
“ตอนนี้แค่เห็นหน้ายังจะอ้วกเลย ทนายซู ผมอยากจะหย่ากับเธอซะที ควรทำยังไงดี? หรือผมต้องจ้างทนายฟ้องหย่า?”
ซูไป๋ดื่มชาหนึ่งอึก แล้วยิ้มตอบ
“ไม่ต้องยุ่งยากขนาดนั้นหรอกครับ ในคำพิพากษาระบุชัดเลยว่าฝ่ายนั้นให้การเท็จใส่ร้ายคุณ
คุณแค่ไปศาลแล้วยื่นคำขอให้ศาลตัดสินหย่าได้เลย หรือถ้าคิดว่ายุ่งยากก็จ้างทนายจัดการให้ก็ได้ แล้วค่อยขอให้ ‘อีกฝ่ายออกไปมือเปล่า’ ก็ไม่ใช่เรื่องยาก
ค่าทนายในคดีหย่าแบบนี้ไม่ได้สูงขนาดนั้นหรอก”
“โอเคครับทนายซู ผมเข้าใจแล้ว ผมไม่มีทางยอมให้ยัยนั่นได้อะไรไปง่าย ๆ หรอก”
กัวเสี่ยวจวินพูดด้วยน้ำเสียงคับแค้น
ซูไป๋เองก็เข้าใจความรู้สึกของเขาดี
เพราะในฐานะคนที่ตั้งใจจะฟ้องเรียกร้องสิทธิ์เพื่อตัวเองอยู่ดี ๆ ดันเจอภรรยาหักหลังอย่างเลือดเย็น ใครก็คงทำใจยาก
คุณพ่อและคุณแม่ของกัวเสี่ยวจวิน ต่างถอนหายใจยาว
“เฮ้อ… ใครจะไปนึกว่าหม่าลี่จะช่วยคนอื่นมาทำร้ายลูกเราได้ขนาดนี้”
พอได้ยินพ่อแม่พูดแบบนั้น สีหน้าของกัวเสี่ยวจวินก็เปลี่ยนไปเล็กน้อย
ซูไป๋สังเกตเห็นท่าทีและคิดในใจว่า
‘ดูเหมือนกัวเสี่ยวจวินจะรู้ว่าภรรยาตัวเองหักหลังเพราะอะไร แต่นี่เป็นเรื่องส่วนตัวของเขา ถ้าเขาไม่อยากพูดเอง เราก็ไม่ควรจะไปคะยั้นคะยอถาม’
แต่จากข้อมูลการโอนเงินในบัญชีของหม่าลี่ก่อนหน้านี้ ก็พอจะเดาได้ว่าน่าจะมีปัญหาเรื่องเงินเข้ามาเกี่ยวข้อง อาจจะโดนหลอกหรืออาจจะเป็น “คดีฆ่าหมู” (แก๊งต้มตุ๋นที่หลอกเอาเงิน) แต่จะยังไงก็ช่าง มันเป็นเรื่องครอบครัวเขา
ซูไป๋ส่ายหัวเล็กน้อย ไม่อยากเดาต่อให้มากความ
หลังจากนั้น ทั้งสองฝ่ายก็นั่งพูดคุยกันต่อประมาณ 2 ชั่วโมง
กัวเสี่ยวจวินบอกว่าไม่ต้องห่วงเรื่องงานของเขา เพราะหลังคดีนี้เผยแพร่บนโลกออนไลน์ ก็มีหลายบริษัทติดต่อเข้ามา เสนอรับเขาเข้าทำงานโดยสมัครใจเลยทีเดียว!
หลังจากนั้น หน่วยงานบังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้องก็ได้ออกเอกสาร “หนังสือรับรองความบริสุทธิ์” ให้แก่กัวเสี่ยวจวิน ตอนนี้เขาไม่มีประวัติอาชญากรรมติดตัวอีกแล้ว เงินเดือนประจำปีก็อาจจะต่ำกว่าที่เคยได้รับเล็กน้อย แต่อย่างน้อยก็ยังสามารถเติบโตต่อไปได้ตามประสบการณ์ในอนาคต
ซูไป๋กล่าวแสดงความยินดีกับกัวเสี่ยวจวินด้วยความจริงใจ
ขณะเดียวกัน กัวเสี่ยวจวินก็เล่าอีกว่าอัยการได้ยื่นฟ้องตงเฉิงในข้อหา “ฟ้องเท็จโดยเจตนา” และ “ขัดขวางการให้การของพยาน”
“ทนายซูครับ คุณคิดว่าตงเฉิงซึ่งเป็นคนอยู่เบื้องหลังเรื่องราวทั้งหมดโดนยื่นฟ้องด้วยข้อหา ‘ฟ้องเท็จโดยเจตนา’ และ ‘ขัดขวางการให้การพยาน’ แบบนี้จะโดนโทษจำคุกกี่ปีได้?”
ซูไป๋ใช้เวลาครุ่นคิดสักครู่จึงตอบยิ้ม ๆ
“จากประสบการณ์ของผม ถ้าอัยการคุมขังตงเฉิงไว้และยื่นฟ้องไปแล้ว ก็น่าจะเป็นเพราะหม่าลี่ยอมให้การซัดทอดตงเฉิง เพื่อหวังลดโทษตัวเองและน่าจะให้หลักฐานเชื่อมโยงค่อนข้างสมบูรณ์
‘ฟ้องเท็จโดยเจตนา’ ส่วนหนึ่งก็ต้องดูว่าทางอัยการจะร่างฟ้องเก่งแค่ไหน แต่เมื่อมีคดีคุณกัวเสี่ยวจวินเป็นตัวอย่างก็คิดว่าไม่ยากเท่าไร ถ้ารวมกับข้อหา ‘ขัดขวางการให้การพยาน’ มีแนวโน้มว่าจะถูกลงโทษราว ๆ 5-6 ปี”
กัวเสี่ยวจวินถอนหายใจ พูดด้วยน้ำเสียงยังคงโกรธแค้น
“โทษแค่ 5-6 ปีเองเหรอ? มันน้อยไปนะสำหรับคนที่เกือบทำให้ทั้งชีวิตผมพัง!”
ซูไป๋จึงพยักหน้าเบา ๆ แต่ไม่ได้พูดอะไรเพิ่มเติม เพราะหากมองในมุมกัวเสี่ยวจวิน แน่นอนว่าชีวิตเขาเกือบพังย่อยยับ หากไม่ได้อุทธรณ์คดีจนพลิกชนะ เขาก็คงติดคุกไปแล้ว
หลังจากกัวเสี่ยวจวินและพ่อแม่กล่าวขอบคุณและสนทนาเรื่องต่าง ๆ จบแล้ว พวกเขาก็เดินทางออกจากสำนักงานกฎหมายไป๋จวิน
ซูไป๋ถอนหายใจยาวอย่างโล่งอก แต่ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงหลี่เสวี่ยเจินถามขึ้น
“ทนายซูคะ… ฉันตอนนี้มีสถิติชนะคดี 6 คดีติดแล้วนะ ในฐานะทนายฝึกหัด ถ้าฉันได้บรรจุเป็นทนายเต็มตัว ฉันมีโอกาสจะได้เป็นหุ้นส่วนของสำนักงานกฎหมายนี้ไหมคะ?”
ซูไป๋: “?”
ทำไมเสี่ยวหลี่คนนี้อยู่ดี ๆ ถึงมาถามเรื่องนี้







