บนท้องฟ้ามีดวงจันทร์เสี้ยวสว่างไสวแขวนอยู่ รอบด้านที่เป็นทุ่งร้างดูเลือนราง
"กุกกัก..."
รถเข็นพื้นเรียบแล่นไปบนถนน ทว่าผู้ที่เข็นรถกลับเปลี่ยนเป็นนายท่านกู่กับจูเก๋อหมิง คู่เพื่อนรักเพื่อนแค้นผู้เป็นศัตรูหัวใจกัน
สองสามวันมานี้ ยอดฝีมือระดับหกธรรมดาคนอื่นๆ ไม่มีคุณสมบัติจะเข็นรถแล้ว!
ยามนี้เสี่ยวหวงดมเท้าของจ้าวหลีและไป๋มู่ ก่อนจะทำหน้าตารังเกียจแล้วเหยียบผ้าห่มเดินไปอีกฝั่งของรถเข็น มันเป็นสุนัขที่รักของเก่า มันหลงใหลเพียงกลิ่นเท้าของแม่นางที่ชื่อซูเมี่ยวจิ่นคนนั้นเท่านั้น
ซินจั๋วตบหัวมันเบาๆ เมื่อหันกลับไปมอง ก็แทบจะชนเข้ากับใบหน้าของจ้าวหลี
จ้าวหลีถอยห่างโดยสัญชาตญาณ บนใบหน้าที่เย็นชาโดยกำเนิดพยายามฝืนยิ้มออกมา "ท่านประมุขซิน มีเรื่องอันใดหรือเจ้าคะ"
ไป๋มู่ แม่นางโปรยบุปผาผู้มีใบหน้ารูปไข่และรอยยิ้มเผยให้เห็นฟันที่เรียงตัวสวยงามราวกับเปลือกหอยซึ่งอยู่ด้านข้าง อาศัยกลิ่นหอมของดอกพุดซ้อนที่ทำให้ผู้คนลุ่มหลง เบียดจ้าวหลีออกไปด้านข้าง แล้วขยับเข้าไปใกล้พร้อมรอยยิ้ม "ท่านประมุขซิน จะนอนในอ้อมอกของตัวข้าไหมเจ้าคะ อ้อมอกของตัวข้าทั้งอบอุ่นทั้งใหญ่โตนะเจ้าคะ"
หากเป็นวันวาน พวกนางคงไม่แม้แต่จะปรายตามองเด็กหนุ่มที่กลิ่นน้ำนมยังไม่หย่าน่าอย่างซินจั๋ว ทว่ายามนี้เป็นเรื่องคอขาดบาดตาย จึงต้องงัดทุกกลยุทธ์ออกมาประจบเอาใจ
จากนั้น
ศีรษะของหญิงสาวทั้งสองก็ถูกผลักออกไปด้านข้างอย่างไม่ไยดี ซินจั๋วมองข้ามใบหน้าที่กำลังประจบสอพลอกว่าร้อยคน ทะลุไปยังกลุ่มของไต้ซือสิงชือและซ่งสี่จวินที่อยู่รั้งท้าย
เจตนาเดิมของเขาไม่ได้ต้องการจะจัดการคนกลุ่มนี้ นายท่านจ้าวและคนอื่นๆ ยังไม่เท่าไร ทว่าเส้าหลินกับบู๊ตึ๊งนั้นมียอดฝีมือระดับปรมาจารย์อยู่
เพียงแต่คนกลุ่มนี้วุ่นวายเกินไป ชอบหาเรื่องเกินไป ไม่ฆ่าเขาให้ตายก็ไม่ยอมเลิกรา ไม่ไว้หน้ากันแม้แต่น้อย
"จอมมารนั่นมองมาแล้ว!"
นายท่านจ้าวและคนกลุ่มใหญ่รีบก้มหน้าลง
พวกเขาถูกทำให้ขวัญหนีดีฝ่อที่สถานเก็บศพชิงหยางอย่างแท้จริง แรกเริ่มเดิมทีต่อให้พวกเขาคิดจนหัวแทบแตกก็คิดไม่ออก ว่าเหตุใดยอดฝีมือระดับต่ำกว่าครึ่งก้าวปรมาจารย์น้อยในรัศมีห้าร้อยลี้ถึงได้มาอยู่ที่นี่กันหมด และเหตุใดถึงถูกซินจั๋วสยบเอาไว้ได้
นี่เป็นเรื่องที่น่าสะพรึงกลัวถึงขีดสุดอย่างแท้จริง!
จนกระทั่งพวกเขาเองก็ได้กินยาพิษเข้าไป!
ชั่วพริบตาชีวิตก็ไม่ใช่ของตนเองอีกต่อไป ในที่สุดพวกเขาก็เข้าใจความรู้สึกของยอดฝีมือหลายร้อยคนที่อยู่ที่นี่แล้ว!
ซินจั๋วผู้นี้ช่างเป็นจอมมารที่น่ากลัวจริงๆ!
ผ่านไปครู่ใหญ่ ซินจั๋วที่อยู่บนรถเข็นก็หันหน้ากลับไปในที่สุด
คนกลุ่มหนึ่งเช็ดเหงื่อเย็นบนหน้าผาก เค่อชิ่งเอ้อกัดฟันกรอดพลางเอ่ยถาม "สี่จวิน เจ้ากับเขาเคยเกิดเรื่องอันใดขึ้นหรือไม่ ไม่เห็นระดับขั้นของเขาจริงๆ หรือ"
ซ่งสี่จวินที่อยู่ด้านข้างมีสีหน้างุนงงบนใบหน้าที่ซีดเผือด นางส่ายหน้า "ข้าก็อยากจะมีอะไรกับเขา... เพียงแต่ถูกเขาปฏิเสธ ข้ากับเขาเคยอยู่ด้วยกันอย่างใกล้ชิด ทว่า... ดูไม่ออกจริงๆ ว่าเขาอยู่ระดับขั้นใด"
พูดพลางมองไปทางฮูหยินหลิงที่อยู่ด้านข้าง "ทางด้านฮูหยินหลิง..."
ฮูหยินหลิงกุมมือหลิงซีบุตรสาวเอาไว้แน่น นางถอนหายใจอย่างจนปัญญา "คนพรรค์นี้จิตใจชั่วร้าย มากเล่ห์เพทุบาย ตั้งแต่ต้นจนจบก็เอาแต่ปั่นหัวพวกเรา แล้วจะเข้าใกล้เขาได้อย่างไร"
"เรื่องมาถึงขั้นนี้แล้ว พวกเราตกอยู่ในที่นั่งลำบาก ชีวิตแขวนอยู่บนเส้นด้าย ทุกท่านเคยคิดหรือไม่ว่าผู้อาวุโสในตระกูลจะมาช่วยเหลือน่ะ"
หลวงจีนสิงชือแห่งเส้าหลินมีใบหน้ายาวราวม้า หนังศีรษะที่เป็นมันเงาสะท้อนแสงจันทร์เป็นประกาย น้ำเสียงของเขาดูอึดอัด
เค่อชิ่งเอ้อแห่งบู๊ตึ๊งส่ายหน้า "พวกเราไม่มีวิชาส่งจดหมายด้วยเหยี่ยว ยามนี้ถูกขัง จะส่งจดหมายได้อย่างไร อีกอย่างพวกท่านดูข้างหน้านั่นสิ..."
ทุกคนเงยหน้ามอง ก็เห็นเยี่ยนชื่อจงพายอดฝีมือระดับหกแห่งยุทธภพสิบกว่าคนกำลังจ้องมองพวกเขาด้วยสายตาเย็นชา
ไม่ต้องคิดเลย สวะพวกนี้กลายเป็นสมุนรับใช้จอมมารซินไปแล้ว กำลังจับตาดูพวกเขาอยู่
ไอ้โจรชั่วซินจั๋วผู้นี้ อายุเพียงสิบหกสิบเจ็ดปี เหตุใดถึงได้มีเล่ห์เหลี่ยมมากมายเพียงนี้ เด็กอายุสิบกว่าปี ไม่ใช่ว่าควรจะหุนหันพลันแล่น โกรธง่าย เอาแต่ใจและหัวกบฏหรอกหรือ
จอมมารโดยกำเนิดชัดๆ!
และในตอนนั้นเอง ตี๋หวยเจี๋ยยอดฝีมือระดับห้าที่อยู่ด้านหน้าและนายท่านซ่งอู๋ตี๋ผู้มีฉายา "จอมมารคลั่งสังหารโลหิต" ก็ทำหน้าตาประจบสอพลอมาสลับเปลี่ยนกับนายท่านกู่ทั้งสองคน พวกเขาแสร้งทำเป็นเข็นรถด้วยความยากลำบาก
ท่าทางประจบประแจงนั้น ช่างน่าสะอิดสะเอียนเสียจริง
"ท่านประมุขซิน พวกเรามีคำขอที่ไม่สมควรประการหนึ่งขอรับ!"
ตี๋หวยเจี๋ยไม่มีความห้าวหาญแบบ 'ให้ใครตายคนนั้นก็ต้องตาย' อีกต่อไป ใบหน้าของเขายิ้มแฉ่งจนยับย่นราวกับดอกเบญจมาศ
ซินจั๋วไม่แม้แต่จะหันหน้ากลับไป "พูดมา!"
ตี๋หวยเจี๋ยกับซ่งอู๋ตี๋สบตากัน สีหน้าเคร่งขรึมลง "พวกเราคิดว่าฉายาคุณชายน้อยผู้เปี่ยมเมตตาเที่ยงธรรมและช่วยเหลือผู้อื่นดั่งผู้พิพากษาหน้าเหล็กของท่านประมุขซิน ช่างไม่คู่ควรกับชื่อเสียงอันเกรียงไกรของท่านเลยขอรับ"
ซ่งอู๋ตี๋ก็พยักหน้า กล่าวอย่างจริงจังว่า "ถูกต้องขอรับ! ขอท่านประมุขโปรดเห็นแก่หน้าพวกเราด้วยเถิด ยอดฝีมือทั้งร้อยสิบเก้าคนในที่นี้ ล้วนเป็นวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ในยุทธภพ บัดนี้ล้วนสวามิภักดิ์อยู่ใต้สังกัดท่าน ฉายาคุณชายน้อยต้อยต่ำเช่นนั้น ช่างไม่เหมาะสมจริงๆ ขอรับ!"
"โอ้?" ซินจั๋วบิดขี้เกียจ
ตี๋หวยเจี๋ยปรายตามองกลุ่มยอดฝีมือในยุทธภพกลุ่มใหญ่เบื้องหลังที่มีสีหน้าล้ำลึกสุดหยั่งคาด ยิ้มพลางกล่าวว่า "พวกเราแอบปรึกษาหารือกันเป็นการส่วนตัว และได้ตั้งฉายาให้ท่านใหม่แล้วขอรับ!"
ซินจั๋วถามอย่างสนใจ "ลองว่ามาให้ฟังหน่อยสิ!"
ซ่งอู๋ตี๋เป็นฝ่ายรับช่วงพูดต่อ "ประมุขลัทธิทงเทียน ฝีมือทลายฟ้า เป็นประมุขแห่งลัทธิ เป็นอย่างไรบ้างขอรับ? วันหน้าพวกข้าน้อยออกไปประกาศชื่อเสียงเรียงนามก็จะได้ฟังดูเข้าทีหน่อย ข้าน้อยซ่งอู๋ตี๋ มารคลั่งสังหารโลหิตแห่งประมุขลัทธิทงเทียน แค่ฉายาก็น่าเกรงขามแล้ว!"
ซินจั๋ว "..."
'ฉายานี้ข้าจะกล้าใช้ได้ยังไง? พวกเจ้าสะใจ แต่ข้าจะตกใจตายอยู่แล้ว!'
เขาโบกมือ "น่าเบื่อ ไม่ต้องพูดถึงแล้ว!"
ทั้งสองคนมีสีหน้าตกตะลึง ที่พวกเขากำลังทำอยู่ก็คือ วางแผนให้ฉายาอันโอหังเช่นนี้แพร่งพรายออกไป เผื่อว่ามียอดฝีมือระดับครึ่งก้าวปรมาจารย์น้อย หรือปรมาจารย์น้อยฟังแล้วไม่สบอารมณ์ จะได้มาดักสังหาร!
เจ้าเป็นแค่เด็กอายุสิบหกสิบเจ็ดปีแท้ๆ ยังไม่พอใจอีกหรือ?
ทั้งสองก้มหน้าครุ่นคิดกันอย่างเร่งด่วนครู่หนึ่ง "เช่นนั้น... เต้าเต๋อเทียนจุนล่ะขอรับ?"
"..."
ซินจั๋วถอนหายใจ "เปลี่ยนคนอื่นมาเข็นรถเถอะ!"
...
"กุกกักๆ..."
รถเข็นล้อแบนเคลื่อนไปข้างหน้าตลอดเวลา ดูจากการเดินทางน่าจะมุ่งหน้าไปแถวตระกูลตู้อันเที่ยงธรรมแล้ว ทว่ายังห่างออกไปอีกสองร้อยลี้
เวลานี้กำลังผ่านเทือกเขาที่มีสภาพแวดล้อมซับซ้อน สองข้างทางมีต้นสนเขียวขจีและโขดหินรูปทรงประหลาดซ้อนทับกัน
"หยุดก่อน ข้าจะเก็บตัวฝึกตนหนึ่งวัน! พวกเจ้ารอข้าอยู่ที่นี่!"
ซินจั๋วบนรถเข็นล้อแบนส่งเสียงขึ้นมากะทันหัน
ตลอดทางนี้ เขาคอยครุ่นคิดมาตลอดว่าจะเลือกทะลวงระดับและหลอมรวมปราณแท้เบญจธาตุที่ไหนดี
สภาพแวดล้อมที่นี่ไม่เลวเลย หากเกิดเรื่องไม่คาดฝันขึ้นมา ก็ยังพอหลบซ่อนและถ่วงเวลาได้
ยอดฝีมือร้อยกว่าคนมองหน้ากันเลิ่กลั่ก รีบโค้งคำนับรับคำ "ข้าน้อยรับคำสั่งขอรับ!"
ซินจั๋วพาเสี่ยวหวงลงจากรถเข็นล้อแบน ปรายตามองเยี่ยนชื่อจงกับเซวียหวยเวยที่เป็น "ผู้อาวุโส" แสนฉลาดปราดเปรื่องสองสามคนที่อยู่ไม่ไกล
คนเหล่านั้นพยักหน้าหนักแน่น จากนั้นในใจก็สัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของแผนการร้ายอีกครั้ง
เมื่อเห็นซินจั๋วพาเสี่ยวหวงขึ้นเขาไปแล้ว คนร้อยกว่าคนก็มีรอยยิ้มประจบสอพลออย่างถึงที่สุดบนใบหน้า พากันโค้งคำนับส่ง "พวกข้าน้อยขอน้อมส่งท่านประมุข ขอให้ท่านประมุขฝึกวิชาเทพสำเร็จนะขอรับ!"
ซินจั๋วถึงกับซวนเซ
จนกระทั่งหนึ่งคนหนึ่งสุนัขหายลับไปบนยอดเขาอย่างสมบูรณ์ คนร้อยกว่าคนถึงได้เงยหน้าขึ้น ความประจบสอพลอบนใบหน้าค่อยๆ จางหายไป ก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นความเย็นเยียบ
ตี๋หวยเจี๋ยผู้มีระดับพลังสูงสุดหรี่ตาลงเล็กน้อย กล่าวเสียงเย็นชาว่า "พวกเจ้าไม่เคยคิดจะจับตัวไอ้เด็กนี่ แล้วเค้นถามหายาถอนพิษเลยจริงๆ หรือ?"
นายท่านกู่และคนอื่นๆ สบตากัน เทพกระบี่ชุดขาวเฉินซื่อกล่าวเสียงเย็น "สู้ไม่ได้!"
"สู้ไม่ได้?" ตี๋หวยเจี๋ยขมวดคิ้ว "จริงสิ ตกลงแล้วเขาอยู่ระดับไหนกันแน่ ข้ามองไม่ออกเลยสักนิด!"
นายท่านกู่ถอนหายใจ "ระดับรองขั้นห้า ปราณแท้ธาตุไม้ เคล็ดวิชาเร้นกายล้ำเลิศและลึกล้ำสุดแสน ชายชราอย่างข้ายังตามหลังเขาอยู่ครึ่งก้าว!"
ระดับรองขั้นห้า?
กลุ่มของนายท่านจ้าวที่อยู่รั้งท้ายสุด รูม่านตาหดเกร็ง ซินจั๋วมีระดับพลังสูงขนาดนี้เชียวหรือ?
ระดับรองขั้นห้าในวัยสิบหกสิบเจ็ดปี?
ในรัศมีพันลี้แห่งนี้ เคยได้ยินเรื่องแบบนี้ที่ไหนกัน?
ใบหน้าของซ่งสี่จวินและฮูหยินหลิงรวมถึงคนอื่นๆ ซีดเผือดไร้สีเลือดในพริบตา ผู้มีพรสวรรค์ระดับสัตว์ประหลาดเช่นนี้ มิน่าเล่าถึงไม่เห็นพวกเราอยู่ในสายตา!







