"แม่งเอ๊ย แม่งเอ๊ย แม่งเอ๊ย แม่งเอ๊ย แม่งเอ๊ย!" ไคล์สสบถคำหยาบออกมาติดๆ กันหลายคำ ไม่สนใจจะนับจำนวนอีกต่อไป เขาหันหลังกลับแล้ววิ่งตรงไปยังประตูทันที!
แต่แล้วเรื่องที่หลุดโลกยิ่งกว่าก็เกิดขึ้น
ประตูนิรภัยระดับสี่ปิดล็อกอัตโนมัติ ทว่าบัตรพนักงานของเขากลับไม่สามารถปลดล็อกกลอนอิเล็กทรอนิกส์ได้!
"คุณไม่มีสิทธิ์ในการดำเนินการ"
"คุณไม่มีสิทธิ์ในการดำเนินการ"
กลอนอิเล็กทรอนิกส์ส่งเสียงแจ้งเตือนซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ทั้งที่เมื่อห้านาทีก่อน บัตรใบนี้ยังสามารถปลดล็อกได้ตามปกติแท้ๆ
"ไอก์! คุณได้ยินไหม ตอบมาสิวะ!"
ไคล์สลองซ้ำอยู่หลายครั้งก็ไม่สำเร็จ เขาโกรธจัดจนทุบประตูไปหลายที ทว่าผลลัพธ์ที่ได้นอกจากมือจะสั่นจนปวดร้าวแล้วก็ไม่เกิดประโยชน์อะไรเลย เขารู้ดีว่าประตูบานนี้หล่อขึ้นจากเหล็กกล้า มีความหนาอย่างน้อยก็สิบเซนติเมตร อย่าว่าแต่มือเปล่าเลย ต่อให้มีประแจและค้อนครบมือเขาก็ทำอะไรประตูบานนี้ไม่ได้อยู่ดี
ไคล์สทำได้เพียงเดินกลับเข้าไปในห้องเซิร์ฟเวอร์ เงยหน้าตะโกนใส่กล้องวงจรปิดบนเพดานว่า "ไอก์ ไอ้งั่งเอ๊ย! เห็นฉันไหม เปิดประตูให้ฉันเดี๋ยวนี้!"
แต่ทุกความพยายามล้วนสูญเปล่า
เขาตระหนักได้ว่า MI6 กำลังเจอปัญหาใหญ่เข้าแล้ว
...
เวลาเดียวกันนั้น ไท่เล่อกำลังขับรถอยู่บนถนนเพื่อเดินทางกลับบ้าน เวลาหนึ่งทุ่มไม่ใช่ช่วงเร่งด่วนยามเย็นอีกต่อไป ปริมาณรถบนท้องถนนจึงไม่มากนัก มือข้างหนึ่งของเขาปรับวิทยุ ส่วนอีกข้างประคองพวงมาลัยเอาไว้ ขับไปอย่างสบายอารมณ์
ความจริงแล้ว เขาเพลิดเพลินกับช่วงเวลากลับบ้านแบบนี้มาก หลังจากวุ่นวายกับการทำงานมาทั้งวัน การได้หลบหนีออกจากใจกลางเมืองอันแสนอึกทึกทำให้เขารู้สึกเหมือนได้ปลดแอกตัวเองจากภาระอันหนักอึ้ง ถึงแม้พรุ่งนี้เขาก็ยังคงต้องยุ่งวุ่นวายเหมือนเดิม แต่นั่นก็ไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อการดื่มด่ำกับเวลาว่างอันแสนสั้นนี้
โดยเฉพาะตอนที่ขับผ่านสะพานหอคอยคู่
ช่วงเวลานี้ดวงอาทิตย์ยามเย็นจะลับขอบฟ้าไปจนหมด เหลือเพียงแสงอาทิตย์อัสดงเพียงเล็กน้อยที่ปลายสุดของเส้นขอบฟ้า แสงสีแดงอมม่วงเพียงน้อยนิดนี้เองที่ทอดเงาสะท้อนลงบนแม่น้ำเทมส์ ย้อมแม่น้ำสายคดเคี้ยวนี้ให้กลายเป็นหลายเฉดสีที่แตกต่างกัน ไกลออกไปคือสีแดงหม่น ส่วนใกล้เข้ามาคือสีทองสว่างไสว เมื่อเทียบกับแสงไฟนีออนอันจำเจในเมือง สีสันที่ธรรมชาติรังสรรค์ขึ้นนี้ย่อมงดงามตระการตายิ่งกว่าอย่างไม่ต้องสงสัย
เขากดปุ่มเปิดหน้าต่างรถเหมือนเช่นเคย ตั้งใจจะรับสายลมยามเย็นและแสงสายัณห์ขณะขับรถข้ามสะพาน
ทว่ากระจกหน้าต่างรถกลับไม่ยอมเปิดลงมา
ความขัดข้องนี้ทำให้ไท่เล่อหงุดหงิดเล็กน้อย
ยิ่งรถคันนี้เป็นรถใหม่ที่เขาเพิ่งเปลี่ยนมาได้ไม่นานด้วยแล้ว
เพียงแต่วินาทีต่อมา ความสนใจของเขาก็ถูกดึงดูดไปที่ภาพอันน่าประหลาดใจเบื้องหน้าจนหมดสิ้น เขาเห็นพื้นถนนราวกับกำลังบิดเบี้ยว ลำแสงจากไฟหน้ารถเกิดการบิดเบี้ยวอย่างไม่เป็นระเบียบ
รถยนต์คันหน้าส่งเสียงบีบแตรดังลั่น ไฟเบรกสว่างวาบขึ้นทีละคัน พร้อมกับพากันหักหลบไปด้านข้าง ในความชุลมุนนั้น รถหลายคันก็พุ่งชนกัน
จู่ๆ ไท่เล่อก็ตระหนักได้ว่านั่นไม่ใช่ภาพลวงตา! พื้นถนนไม่ได้กำลังบิดเบี้ยว แต่กำลังค่อยๆ ยกตัวสูงขึ้น!
นี่คือลักษณะพิเศษของสะพานหอคอยคู่ ทุกครั้งที่มีเรือขนาดใหญ่ต้องการสัญจรผ่านแม่น้ำเทมส์ โซ่เหล็กขนาดยักษ์จะดึงพื้นสะพานทั้งสองฝั่งให้ยกตัวขึ้น เพื่อเปิดทางน้ำให้เรือแล่นผ่านได้อีกครั้ง นับตั้งแต่สร้างสะพานแห่งนี้เสร็จ มันจะถูกยกขึ้นสัปดาห์ละหนึ่งครั้งโดยประมาณ ซึ่งช่วงเวลาที่ยกนั้นค่อนข้างตายตัว และถนนข้ามสะพานก็จะถูกปิดตามไปด้วย
แต่ไม่ว่าอย่างไร มันก็ไม่สมควรจะถูกยกขึ้นในวันนี้!
ไท่เล่อหันไปมองกระจกมองหลัง หัวใจดิ่งวูบลงไปอยู่ที่ตาตุ่มทันที เขาเห็นไฟไซเรนสีแดงน้ำเงินของตำรวจกะพริบถี่รัว และที่กั้นถนนก็กำลังค่อยๆ ลดระดับลงมา
เขาเหยียบเบรกลงไปเต็มแรง
ล้อรถส่งเสียงเสียดสีแหลมบาดแก้วหู ตัวรถสั่นสะท้านอย่างแรง ความเร็วลดลงไปบ้างก็จริง ทว่าไม่ได้ลดลงจนเหลือศูนย์ในทันที รถยังคงพุ่งไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว
เขาหักพวงมาลัยอย่างแรง หวังจะอาศัยราวสะพานเพื่อชนให้รถหยุด
แต่พวงมาลัยในมือกลับคล้ายถูกล็อกตาย ต่อให้เขาออกแรงจนสุดกำลังก็ไม่อาจขยับมันได้แม้แต่น้อย ที่น่าเหลือเชื่อยิ่งกว่าคือ เข็มขัดนิรภัยก็ถูกล็อกตายในเวลาเดียวกัน มันรัดตัวเขาติดกับเบาะนั่งแน่นราวกับตาข่าย ทั้งที่ในสถานการณ์ปกติ เข็มขัดนิรภัยจะดึงกลับอัตโนมัติก็ต่อเมื่อรถเกิดการชนเท่านั้น
ด้วยเหตุนี้ รถของไท่เล่อจึงพุ่งแหวกวงล้อมออกมาท่ามกลางสายตาตกตะลึงของผู้คน ทะยานตรงไปยังพื้นสะพานหลักของสะพานหอคอยคู่
"ดูนั่นสิ! หมอนั่นคิดจะทำอะไร?" มีคนสังเกตเห็นภาพอันผิดปกตินี้ทันที
"สงสัยจะเมายาแน่เลย ถ้าเขาไม่หยุดรถก็ต้องตกลงไปแน่ๆ"
"ไม่สิ ใครก็ได้บอกเหตุผลฉันที ทำไมไอ้สะพานบ้านี่ถึงยกตัวขึ้นมากะทันหัน? ฉันเกือบโดนรถคันหลังชนตายแล้วนะ!"
"พวกเรารีบโทรแจ้งตำรวจกันเถอะ!"
"ไม่รีบ ขอฉันโพสต์ลงนกฟ้าก่อน"
เสียงวิพากษ์วิจารณ์ของคนเดินถนนย่อมไม่มีทางลอยเข้าหูไท่เล่อ และพวกเขาก็คงจินตนาการไม่ออกหรอกว่าชายหนุ่มกำลังเผชิญกับสถานการณ์แบบไหนอยู่
ตอนนั้นเอง ไฟแจ้งเตือนขัดข้องบนแผงหน้าปัดในรถของไท่เล่อก็สว่างโร่ขึ้นมาทั้งหมด บนหน้าจอคอนโซลกลางปรากฏภาพดวงตาสีแดงดำขึ้นมา
วินาทีที่เห็นดวงตานั้น ไท่เล่อก็เข้าใจทุกอย่างในทันที!
ระบบนำทางส่งเสียงสังเคราะห์อิเล็กทรอนิกส์เอ่ยถามขึ้นมา
"ถ้าคุณอยากมีชีวิตรอด ก็จงเล่าทุกสิ่งที่คุณรู้ออกมา ก่อนที่คุณจะเข้าไปในดินแดนหรรษา คุณรู้เรื่องการมีอยู่ของปีศาจอยู่แล้วใช่ไหม?"
ตอนนี้หน้ารถเชิดขึ้นแล้ว เริ่มเข้าสู่ช่วงทางลาดชัน พื้นสะพานที่ยกตัวสูงขึ้นเปรียบเสมือนกำแพงสูงตระหง่าน เป็นการประกาศว่าความตายกำลังคืบคลานเข้ามาใกล้
เบรกใช้งานไม่ได้โดยสิ้นเชิง ไม่ว่าเขาจะเหยียบซ้ำลงไปเท่าไหร่ ความเร็วก็กลับยิ่งเพิ่มสูงขึ้น
เห็นได้ชัดว่าระบบควบคุมอิเล็กทรอนิกส์ของตัวรถถูกยึดไปจนหมดแล้ว ถึงแม้เบรกจะเป็นกลไกทางกายภาพ แต่การจ่ายไฟของมอเตอร์ยังคงรับผิดชอบโดยโปรแกรม หากเป็นรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปแบบดั้งเดิม การเหยียบเบรกจะตัดการจ่ายน้ำมันทันที ทว่ารถยนต์ไฟฟ้าไม่เป็นเช่นนั้น ตราบใดที่มอเตอร์ยังทำงานเต็มกำลัง ต่อให้เบรกล็อกตายก็ไม่อาจหยุดล้อได้สนิท ยิ่งไปกว่านั้น เนื่องจากการเสียดสีอย่างรุนแรงของผ้าเบรก จานเบรกจะเกิดความร้อนสูงจนแดงก่ำ ส่งผลให้ประสิทธิภาพการเบรกลดลงอย่างเห็นได้ชัด จนกระทั่งไม่สามารถหยุดยั้งล้อรถได้อีกต่อไป
พวงมาลัยก็เช่นเดียวกัน มันเชื่อมต่อทางกายภาพกับระบบบังคับเลี้ยวก็จริง แต่เพื่อการใช้งานที่สะดวกสบาย รถยนต์สมัยใหม่มักจะติดตั้งปั๊มเพาเวอร์ผ่อนแรงแบบไฟฟ้ามาให้เสมอ เมื่อมันทำงานตามปกติ คนขับสามารถใช้เพียงนิ้วเดียวหมุนพวงมาลัยได้อย่างง่ายดาย ทว่าเมื่อใดที่มันออกแรงต้าน พละกำลังมหาศาลของมันก็เพียงพอที่จะทำให้คนสิ้นหวังได้เลยทีเดียว
ไท่เล่อคาดไม่ถึงเลยว่า ปีศาจจะสามารถทำได้ถึงขนาดนี้!
บริษัทของเขาเพื่อตอบสนองต่อนโยบายเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ผู้บริหารระดับสูงส่วนใหญ่จึงเดินทางด้วยรถยนต์ไฟฟ้า ไท่เล่อในฐานะผู้จัดการย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้เช่นกัน ไม่นึกเลยว่ารถใหม่สมรรถนะสูงคันนี้ จะกลายมาเป็นอาวุธของอีกฝ่าย
"คุณเหลือเวลาอีกไม่ถึงสามสิบวินาที พูดออกมาตอนนี้ยังทัน"
เสียงอิเล็กทรอนิกส์ดังขึ้นอีกครั้ง
ไท่เล่อค้อมตัวลงอย่างยากลำบาก ดึงมีดสั้นแบบซ่อนออกมาจากพื้นรองเท้า แล้วจัดการตัดเข็มขัดนิรภัยบนตัวขาดสะบั้นทันที
"ยี่สิบวินาที"
จากนั้นเขาก็พยายามเปิดช่องเก็บของฝั่งผู้โดยสาร ทว่าฝาปิดถูกล็อกเอาไว้ ไม่สามารถดึงออกได้
"สิบห้าวินาที"
ไท่เล่อเปิดช่องเก็บของฝั่งคนขับ ดึงไขควงด้ามหนึ่งออกมาจากด้านใน จากนั้นก็พลิกกลับด้ามจับ ทุบสุดแรงไปยังมุมกระจกหน้าต่างรถ!
แต่ในวินาทีนั้นเอง กระจกหน้าต่างก็เลื่อนลงมากะทันหัน ทำให้การทุบสุดแรงของเขาฟาดโดนแต่ความว่างเปล่า! เนื่องจากออกแรงมากเกินไป ข้อมือของเขาจึงกระแทกเข้ากับกรอบกระจก ไขควงก็หลุดลอยออกไปนอกหน้าต่าง กระจกหน้าต่างที่ลดระดับลงมาครึ่งหนึ่งก็เลื่อนกลับขึ้นไปอย่างรวดเร็ว ปิดสนิทแน่นหนาอีกครั้ง
"สิบวินาที"
ไท่เล่อพ่นลมหายใจยาวออกมา
เขาไม่เคลื่อนไหวใดๆ อีก เปลี่ยนเป็นนั่งเอนตัวพิงเบาะ พร้อมกับจัดระเบียบเนกไทของตัวเองให้เข้าที่เข้าทาง
"บอกพวกเขาไป ว่าฉันได้อุทิศตนเพื่อความมั่นคงของชาติอย่างที่ควรจะเป็นแล้ว บริเตนจะจดจำทุกสิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้อย่างแน่นอน"
เขาเอ่ย
รถยนต์ก็พุ่งทะยานออกไปพ้นพื้นสะพานในวินาทีนั้นเอง
ชั่วพริบตา เขารู้สึกราวกับตัวเองกำลังโบยบิน
ดวงตาบนหน้าจอคอนโซลกลางหายไปแล้ว
ในห้วงเวลาสุดท้ายนี้ ไท่เล่อทอดสายตามองแม่น้ำเทมส์ภายใต้แสงสายัณห์ที่กำลังมอดดับ เกลียวคลื่นสีแดงหม่นกำลังถอยห่างออกไป ส่วนประกายแสงสีทองระยิบระยับกลับเข้าใกล้มาเรื่อยๆ ราวกับว่าเขาไม่ได้กำลังร่วงหล่นลงสู่แม่น้ำ หากแต่เป็นแม่น้ำที่กำลังอ้าแขนโอบกอดเขาไว้
สิ้นเสียงตูมดังสนั่น สีสันทั้งหมดก็มลายกลายเป็นความมืดมิด







