"พวกเราคือสำนักงานอุปกรณ์สำคัญ ไม่ใช่คณะกรรมการชุมชน ทำไมคุณถึงได้ไปรับเอาเรื่องพวกนี้มาทำล่ะ"
ภายในห้องทำงานผู้อำนวยการสำนักงานอุปกรณ์สำคัญ หลัวเสียงเฟยขมวดคิ้วพลางพูดกับเฝิงเซี่ยวเฉินที่เพิ่งกลับมาจากหลินเป่ยเครื่องจักรกลหนัก อย่างที่เฝิงเซี่ยวเฉินเคยคิดไว้ หลัวเสียงเฟยรู้สึกตั้งแต่แรกฟังว่าเรื่องสามีภรรยาต้องแยกกันอยู่คนละที่แบบนี้ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องอะไรกับงานของสำนักงานอุปกรณ์สำคัญเลย เขาจึงค่อนข้างไม่พอใจที่เฝิงเซี่ยวเฉินไปรับปากจัดการเรื่องพรรค์นี้กลับมา
"ผมกลับคิดว่านี่เป็นเรื่องที่คุ้มค่าให้เราใส่ใจนะครับ" เฝิงเซี่ยวเฉินกล่าว "พวกเราเป็นองค์กรที่ดูแลการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีของอุปกรณ์สำคัญ และการจะทำงานวิจัยให้สำเร็จลุล่วงได้นั้น ย่อมต้องพึ่งพาพลังของบุคลากรและพนักงานจำนวนมาก หากพวกเราเอาแต่จะให้คนอื่นทำงานให้ลูกเดียว แต่กลับไม่ไปสนใจไยดีความเป็นอยู่ของพวกเขา แล้วแบบนี้จะให้เขายอมทุ่มเททำงานให้เราอย่างถวายหัวได้ยังไงล่ะครับ
ยกตัวอย่างชุยหย่งเฟิงก็ได้ครับ ระดับความเชี่ยวชาญของเขาสูงมาก หัวไว ในเรื่องการทำความเข้าใจและซึมซับเทคโนโลยีของคลินซ์ เขาถือเป็นบุคคลสำคัญอย่างยิ่ง แต่คนแบบนี้กลับต้องใช้ชีวิตอย่างยากลำบากเพราะต้องแยกกันอยู่กับภรรยา เวลาส่วนใหญ่ต้องหมดไปกับงานบ้าน ที่ร้ายแรงที่สุดคือ มีเด็กสาวคนหนึ่งเห็นใจในสภาพของเขา เลยมักจะไปช่วยเขาทำความสะอาดบ้านอยู่บ่อยๆ พวกเราล้วนเป็นกังวลว่านานวันเข้าอาจจะเกิดปัญหาเรื่องชู้สาวขึ้น ถึงตอนนั้นคงจะยุ่งยากแน่ครับ"
"ทำไมถึงได้มีเรื่องเหลวไหลแบบนี้ด้วย" หลัวเสียงเฟยตำหนิอย่างไม่สบอารมณ์ ในยุคสมัยนั้น การมีมือที่สามเข้ามาแทรกแซงถือเป็นความผิดที่ร้ายแรงมาก ด้วยความคิดของหลัวเสียงเฟยแล้ว เขาจึงรับเรื่องพวกนี้ไม่ได้อย่างยิ่ง
เฝิงเซี่ยวเฉินยิ้มบางๆ พลางเอ่ย "คนเราไม่ใช่ก้อนหินต้นไม้นี่ครับ เรื่องแบบนี้ก็คงหลีกเลี่ยงได้ยาก ต่อให้ชุยหย่งเฟิงไม่ได้นอกใจ แต่การที่เขาต้องแยกกันอยู่กับภรรยาเป็นเวลานาน ความสัมพันธ์ฉันสามีภรรยาก็ย่อมต้องได้รับผลกระทบอยู่ดี ผู้อำนวยการหลัวอยากเห็นครอบครัวของบุคลากรคนเก่งที่ตั้งใจทำงานเพื่อประเทศชาติพวกนี้ไม่มีความสุขจริงๆ หรือครับ"
หลัวเสียงเฟยเดาะลิ้นก่อนจะพูดขึ้น "นี่มันเป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้นี่นา ในสถานการณ์ที่เอื้ออำนวย แน่นอนว่าพวกเราย่อมไม่อยากให้เกิดเรื่องการต้องแยกกันอยู่แบบนี้ขึ้น อันที่จริงความลำบากใจแบบนี้พวกเราเองก็เคยสัมผัสมาแล้วทั้งนั้น แต่พวกเราก็ต้องยอมรับความจริงว่าสภาพแบบนี้เป็นเรื่องที่พบเห็นได้ทั่วไป หลินเป่ยเครื่องจักรกลหนักไม่ยอมปล่อยตัวสวีหมิ่นไปก็มีเหตุผลของพวกเขา จะให้งานเสียเพียงเพราะอยากให้สามีภรรยาเขาได้อยู่พร้อมหน้ากันก็คงไม่ได้ใช่ไหมล่ะ"
"หมายความว่าเพื่อการทำงานแล้ว ก็สมควรต้องสละความสุขในครอบครัวของพวกเขาหรือครับ" เฝิงเซี่ยวเฉินถามกลับ
"ก็พูดแบบนั้นไม่ได้เสียทีเดียว..." หลัวเสียงเฟยเริ่มสับสนบ้างแล้ว แม้จะมีคำกล่าวที่ว่า 'เสียสละส่วนน้อยเพื่อส่วนรวม' แต่นั่นก็เป็นเพียงแค่สโลแกนเท่านั้น ยุคนี้ไม่ได้เหมือนยุคสงคราม และไม่ได้เหมือนตอนเพิ่งสร้างชาติ ตอนนั้นประเทศยังยากจนข้นแค้น การเรียกร้องให้ทุกคนต้องเสียสละบ้างถือเป็นสิ่งจำเป็น และยังเป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไป ทว่าตอนนี้สร้างชาติมาได้สามสิบกว่าปีแล้ว การจะมาขอให้ผู้คนต้องสละผลประโยชน์ส่วนตัวอย่างไม่มีเงื่อนไขอีก ย่อมไม่ใช่สิ่งจำเป็น และก็ไม่มีทางเป็นไปได้ด้วย หลัวเสียงเฟยเองก็มีประสบการณ์การทำงานระดับล่างมาอย่างโชกโชน มีหรือที่เขาจะไม่รู้ซึ้งถึงจุดนี้
"เอาล่ะๆ เรื่องของหยางเซิ่งลี่คนนี้ เดี๋ยวผมโทรศัพท์ไปที่มณฑลหลิงเป่ยให้ก็แล้วกัน..." ในที่สุดหลัวเสียงเฟยก็ยอมแพ้ สำหรับเขาแล้วเรื่องนี้ไม่ได้นับว่าเป็นเรื่องใหญ่อะไรเลย กลับกัน เป็นเพราะมันเป็นเรื่องเล็กเกินไปต่างหาก เขาจึงไม่อยากจะเข้าไปก้าวก่าย รองผู้อำนวยการสำนักงานอุปกรณ์สำคัญผู้สง่างาม ถึงกับต้องโทรศัพท์ไปหามณฑลเป็นการเฉพาะเพื่อขอให้ช่วยจัดการปัญหาการโยกย้ายของวิศวกรคนหนึ่ง มันดูทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่เกินไปหน่อย แต่ในเมื่อตอนนี้เฝิงเซี่ยวเฉินยืนกรานว่าเรื่องนี้ควรเข้าไปดูแล งั้นเขาจะลองจัดการดูก็ไม่เสียหาย ทำไมจะต้องมาทำลายความกระตือรือร้นของลูกน้องมือขวาเพียงเพราะเรื่องเล็กน้อยแค่นี้ด้วยเล่า
ใครจะไปคิดล่ะว่า พอเฝิงเซี่ยวเฉินได้ยินคำพูดนี้ กลับส่ายหน้าพลางกล่าว "ผู้อำนวยการหลัว คุณเข้าใจผิดแล้วครับ สิ่งที่ผมอยากจะพูด ไม่ได้มีแค่เรื่องของชุยหย่งเฟิงกับหยางเซิ่งลี่สองคนเท่านั้นนะครับ"
"หมายความว่ายังไง" หลัวเสียงเฟยถาม
เฝิงเซี่ยวเฉินตอบ "ผมกำลังคิดว่า ในรัฐวิสาหกิจทั่วประเทศ จะมีสถานการณ์แบบเดียวกับชุยหย่งเฟิงและหยางเซิ่งลี่อยู่อีกมากน้อยแค่ไหนกัน ต่อให้ไม่พูดถึงรัฐวิสาหกิจทั้งหมด เอาแค่เฉพาะรัฐวิสาหกิจผลิตอุปกรณ์สำคัญที่สำนักงานอุปกรณ์สำคัญของพวกเราติดต่อด้วย เรื่องทำนองนี้ก็เกรงว่าน่าจะมีเป็นร้อยเป็นพันคดีได้แล้วมั้งครับ พวกเราจะใช้โอกาสนี้จัดการแก้ปัญหาพวกนี้รวบยอดไปเลยดีไหมครับ"
"คุณบ้าไปแล้วหรือไง นี่มันหาเรื่องใส่ตัวชัดๆ!" คราวนี้หลัวเสียงเฟยเริ่มมีน้ำโหขึ้นมาจริงๆ จึงเอ่ยปากต่อว่าไปตรงๆ
ถ้าบอกว่าชุยหย่งเฟิงเป็นบุคคลสำคัญในการนำเข้าเทคโนโลยีเครื่องรีดร้อน การช่วยเขาแก้ปัญหาความเป็นอยู่ในครอบครัว เพื่อขจัดความกังวลใจทิ้งไป นั่นก็ถือว่ายังพอทำเนา การจะให้สวีหมิ่นโยกย้าย ก็จำเป็นต้องแก้ปัญหาการโยกย้ายของหยางเซิ่งลี่ ซึ่งหลัวเสียงเฟยก็พอจะเอาหน้าตาตัวเองเข้าแลกเพื่อช่วยจัดการให้ได้ แต่กับไอ้พวกคนอื่นๆ ที่ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกันสักนิด มันไปกงการอะไรของคุณด้วยเล่า ความเห็นอกเห็นใจก็ไม่น่าจะล้นทะลักได้ถึงขนาดนี้ไหม อย่างที่คุณเฝิงเซี่ยวเฉินพูดเองนั่นแหละว่า สถานการณ์แบบนี้อย่างน้อยๆ ก็มีเป็นร้อย ถ้าต้องไปตามแก้ซะทุกเรื่อง ปีนี้สำนักงานอุปกรณ์สำคัญก็คงไม่ต้องไปทำมาหากินอย่างอื่นแล้ว
เฝิงเซี่ยวเฉินกล่าวอย่างจริงจัง "ผมไม่ได้นึกอยากทำขึ้นมาแค่ชั่ววูบหรอกนะครับ แต่ได้ผ่านการคิดมาอย่างรอบคอบแล้ว ประการแรก ผมคิดว่าไอ้เรื่องการต้องแยกกันอยู่แบบนี้มันไร้มนุษยธรรมมาก พนักงานเหล่านี้ล้วนทำงานหนักเพื่อประเทศชาติมาหลายปี พวกเขามีสิทธิ์ที่จะเรียกร้องขอใช้ชีวิตอย่างคนปกติ พวกเราไม่ควรปล่อยให้พวกเขาต้องเสียทั้งเหงื่อและน้ำตานะครับ"
"อืม" หลัวเสียงเฟยขานรับคำหนึ่ง ไม่ได้ออกความเห็นอะไร
"ประการที่สอง สำนักงานอุปกรณ์สำคัญเพิ่งจะก่อตั้งขึ้น พวกเราจำเป็นต้องทำอะไรสักอย่างเพื่อให้รัฐวิสาหกิจระดับล่างเกิดความรู้สึกผูกพันกับพวกเรา แบบนี้ในอนาคตเวลาที่ต้องมีการประสานงานข้ามหน่วยงาน พวกเราก็จะพอมีปากมีเสียงอยู่บ้าง การแสวงหาสวัสดิการให้แก่พนักงานในองค์กรเป็นสิ่งที่เห็นผลได้ง่ายที่สุด หากพวกเราจับจุดปัญหานี้ แล้วยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือพนักงานส่วนหนึ่งในการแก้ปัญหาแยกกันอยู่อย่างจริงจัง ในวันข้างหน้าเวลาที่พวกเรามอบหมายงานให้รัฐวิสาหกิจเหล่านี้ พวกเขาก็จะมีความกระตือรือร้นที่จะให้ความร่วมมือมากยิ่งขึ้นครับ" เฝิงเซี่ยวเฉินอธิบาย
"นี่..." หลัวเสียงเฟยเริ่มลังเลบ้างแล้ว
แนวคิดที่เฝิงเซี่ยวเฉินเสนอมานี้ ก็ถือว่ามีส่วนที่พอจะนำไปใช้ได้อยู่จริงๆ หลังจากตั้งสำนักงานอุปกรณ์สำคัญขึ้น หลัวเสียงเฟยก็โทรศัพท์ไปหาผู้บริหารของรัฐวิสาหกิจหลายแห่งเพื่อสานสัมพันธ์ เขาสามารถสัมผัสได้ว่า ท่าทีที่รัฐวิสาหกิจซึ่งรับหน้าที่วิจัยและพัฒนาอุปกรณ์สำคัญมีต่อสำนักงานอุปกรณ์สำคัญนั้น สามารถอธิบายได้ด้วยคำว่า 'เคารพแต่อยู่ห่างๆ' เบื้องหน้าทุกคนต่างพากันบอกว่าการก่อตั้งสำนักงานอุปกรณ์สำคัญนั้นทันท่วงทีมาก ตัวเองพร้อมที่จะเชื่อฟังการประสานงานของสำนักงานอุปกรณ์สำคัญ รวมถึงคำพูดติดปากอะไรทำนองว่าร่วมแรงร่วมใจ หรือบรรลุเป้าหมายสี่ทันสมัยอะไรพวกนั้น ทว่าพอลับหลัง แต่ละรัฐวิสาหกิจกลับล้วนมีท่าทีรอดูสถานการณ์กันอยู่ ไม่รู้ว่าสำนักงานอุปกรณ์สำคัญจะนำข้อดีหรือข้อเสียอะไรมาให้พวกเขาบ้าง
ในสายตาของรัฐวิสาหกิจหลายแห่ง การก่อตั้งสำนักงานอุปกรณ์สำคัญขึ้นมาก็เท่ากับเป็นการเพิ่ม 'แม่สามี' ให้กับพวกเขาอีกหนึ่งคน เดิมทีก็มีทั้งมณฑลและกระทรวงคอยคุมอยู่แล้ว แถมยังมีตรวจประเมินอะไรพวกนี้อยู่บ่อยๆ จนทำเอาคนพากันรำคาญใจจะแย่ ตอนนี้จู่ๆ ก็มีสำนักงานอุปกรณ์สำคัญโผล่พรวดขึ้นมา แถมยังมีภูมิหลังไม่ธรรมดาอีก สิ่งแรกที่ทุกคนสัมผัสได้จึงมีเพียงความยุ่งยาก
หากในเวลาแบบนี้ สำนักงานอุปกรณ์สำคัญสามารถหาทางออกใหม่ๆ และช่วยเหลือรัฐวิสาหกิจแก้ปัญหาในความเป็นจริงบางอย่างได้ โดยเฉพาะเรื่องที่เอื้อประโยชน์ไปถึงพนักงานและบุคลากรทั่วไป ผลลัพธ์ที่จะตามมาก็จะแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง รัฐวิสาหกิจเหล่านี้จะค้นพบว่าหน่วยงานอย่างสำนักงานอุปกรณ์สำคัญยังพอมีประโยชน์อยู่บ้าง ในอนาคตเวลาที่สำนักงานอุปกรณ์สำคัญร้องขอให้พวกเขาทำเรื่องอะไร พวกเขาก็จะมีความกระตือรือร้นมากยิ่งขึ้น
ส่วนพนักงานที่ปัญหาการแยกกันอยู่ได้รับการแก้ไขจากความช่วยเหลือของสำนักงานอุปกรณ์สำคัญ ก็ย่อมต้องรู้สึกซาบซึ้งใจในสำนักงานอุปกรณ์สำคัญอย่างแน่นอน แบบนี้ก็เท่ากับว่าสำนักงานอุปกรณ์สำคัญได้วางคนของตัวเองแทรกซึมไว้ในรัฐวิสาหกิจแต่ละแห่ง ซึ่งถือว่ามีประโยชน์ต่อการทำงานอย่างมาก
หลัวเสียงเฟยถึงกับคิดไปไกลว่า ถึงตอนนั้นเขาสามารถให้บุคลากรใต้บังคับบัญชาแบ่งกันรับผิดชอบรัฐวิสาหกิจที่จับคู่กับงานของตัวเอง เพื่อให้รัฐวิสาหกิจเหล่านั้นติดหนี้บุญคุณพวกเขาไว้ เมื่อถึงเวลาที่บุคลากรเหล่านี้ลงพื้นที่ไปติดต่องานกับรัฐวิสาหกิจในอนาคต รัฐวิสาหกิจก็คงจะไม่กล้าหักหน้าพวกเขาแล้ว
ข้อเสียที่ใหญ่ที่สุดของการทำเรื่องนี้ ก็คือการทำไปโดยไม่มีความชอบธรรม หลัวเสียงเฟยถึงขนาดนึกภาพออกเลยว่า หากเขารายงานเรื่องนี้ขึ้นไปที่คณะกรรมการเศรษฐกิจ ปฏิกิริยาแรกของคณะกรรมการเศรษฐกิจจะต้องงุนงงอย่างแน่นอน จากนั้นก็จะตามมาด้วยการต่อว่าเขายกใหญ่ หาว่าเขาไม่ยอมทำงานทำการ แต่ไปทำเรื่องที่คุณป้าคณะกรรมการชุมชนเขาถึงจะใส่ใจกัน
"เรื่องความชอบธรรม อันที่จริงจัดการง่ายมากครับ" เฝิงเซี่ยวเฉินมองความคิดของหลัวเสียงเฟยออก จึงเอ่ยกลั้วหัวเราะ
"จัดการง่ายยังไง" หลัวเสียงเฟยถาม
เฝิงเซี่ยวเฉินตอบ "พวกเราก็แค่จัดการเรื่องของชุยหย่งเฟิงให้สำเร็จก่อนเป็นอันดับแรก จากนั้นก็เขียนรายงานสรุปผลการดำเนินงานส่งไปยังรัฐวิสาหกิจอุปกรณ์แต่ละแห่ง เพื่อเรียกร้องให้แต่ละแห่งใส่ใจความเป็นอยู่ของพนักงานอย่างจริงจัง ผมเดาว่าหลังจากที่รัฐวิสาหกิจแต่ละแห่งได้รับรายงานฉบับนี้ พวกเขาก็จะเป็นฝ่ายติดต่อมาหาพวกเราเอง เพื่อขอให้พวกเราช่วยแก้ไขปัญหาแบบเดียวกันให้พวกเขา เมื่อถึงตอนนั้น พวกเราก็ค่อยรวบรวมคำขอจากรัฐวิสาหกิจแต่ละแห่ง แล้วค่อยนำเสนอให้ผู้บริหารของคณะกรรมการเศรษฐกิจพิจารณาหารือ ความคิดเห็นที่สะท้อนจากล่างขึ้นบนแบบนี้ ผู้บริหารของคณะกรรมการเศรษฐกิจจะทำเป็นไม่สนใจก็คงไม่ได้หรอกครับ"
"คุณมั่นใจหรือว่ารัฐวิสาหกิจพวกนี้จะเป็นฝ่ายติดต่อมาหาพวกเรา เพื่อสะท้อนปัญหาเอง" หลัวเสียงเฟยถามอย่างไม่อยากจะเชื่อ
"ผู้อำนวยการหลัวคิดว่ายังไงล่ะครับ" เฝิงเซี่ยวเฉินยิ้มอย่างมีเลศนัยก่อนถามกลับ
"..." หลัวเสียงเฟยยอมแพ้ เขามองเจตนาของเฝิงเซี่ยวเฉินออกแล้ว นั่นคือหากรัฐวิสาหกิจเบื้องล่างเหล่านั้นไม่ทันได้สังเกตเห็นเรื่องนี้ เฝิงเซี่ยวเฉินก็จะจัดคนไปพูดชี้แนะพวกเขา หรืออาจจะถึงขั้นสั่งการลงไปตรงๆ เลยก็เป็นได้ ขอเพียงรัฐวิสาหกิจเบื้องล่างยื่นคำขอขึ้นมา สำนักงานอุปกรณ์สำคัญก็จะมีข้ออ้างในการดึงเรื่องนี้มาดำเนินการให้เป็นหนึ่งในภาระงานแล้ว
"สมองคุณนี่นะ ไม่รู้ว่าโตมายังไง วันๆ ถึงได้เอาแต่คิดแผนการผีสางอะไรพวกนี้" หลัวเสียงเฟยพูดอย่างไม่รู้จะหัวเราะหรือร้องไห้ดี
"ถ้าพูดแบบนี้ ก็แสดงว่าคุณเห็นด้วยแล้วใช่ไหมครับ" เฝิงเซี่ยวเฉินกล่าว
หลัวเสียงเฟยพยักหน้า "เห็นด้วย งั้นก็เอาตามนี้แหละ คุณพูดถูก พวกเรามีหน้าที่ต้องใส่ใจความเป็นอยู่ของพนักงานของตัวเอง จะปล่อยให้พวกเขาเสียทั้งเหงื่อและน้ำตาไม่ได้ เรื่องของหยางเซิ่งลี่ เดี๋ยวผมจะโทรศัพท์ไปหามณฑลหลิงเป่ยเดี๋ยวนี้ เพื่อขอให้พวกเขาช่วยจัดการให้ รอจนหยางเซิ่งลี่และสวีหมิ่นย้ายงานสำเร็จเมื่อไหร่ ผมค่อยให้เสี่ยวซ่งเขียนรายงานสรุปก็แล้วกัน ทว่าคุณไม่ต้องแบ่งสมาธิมาจัดการเรื่องนี้หรอกนะ ผมคิดว่ามอบหมายให้หลิวเยี่ยนผิงเป็นคนจัดการน่าจะเหมาะสมกว่า"
"ผู้อำนวยการหลัวปราดเปรื่องมากครับ!" เฝิงเซี่ยวเฉินทำความเคารพหลัวเสียงเฟยพลางเอ่ย
"เอาแต่ทำเรื่องไร้สาระ!" หลัวเสียงเฟยดุไปประโยคหนึ่ง แล้วกล่าวต่อว่า "เรื่องนี้ใช่ว่าจะสำเร็จได้ในชั่วข้ามคืนเสียเมื่อไหร่ รัฐวิสาหกิจบางแห่งสามารถใช้วิธีการแลกเปลี่ยนสิ่งที่ตัวเองมีกับสิ่งที่ตัวเองขาดเพื่อแก้ปัญหาการโยกย้ายบุคลากรได้ แต่บางแห่งก็อาจจะไม่ได้มีบุคลากรที่พอดีให้สับเปลี่ยนกับคนอื่นได้ ถึงตอนนั้นจะคุ้มครองผลประโยชน์ของพวกเขายังไง ก็ถือเป็นเรื่องที่ยุ่งยากมากเหมือนกัน ความสามารถของคุณไม่สมควรต้องมาเสียไปกับเรื่องพวกนี้ สำนักงานอุปกรณ์สำคัญยังมีงานสำคัญกว่านี้อีกมากที่คุณต้องเป็นคนรับผิดชอบ"