(อ่านฟรีจนจบ) บ้าไปแล้ว! นายมันไม่ใช่จิตแพทย์เลยสักนิด! · khram
ตอนที่ 270
บทที่ 270 คนไข้สองคนข้างนอกนั่นเหมือนจะป่วยหนัก
ชาวเน็ตพูดถึง 'เสี่ยวป้าหวังทวนเงิน' มากกว่าหนึ่งครั้ง
แม้ว่าเหวินซิงฮุยจะยอมสละรถเพื่อรักษาขุน โดยการแจ้งจับลูกชายด้วยมือตัวเอง แต่ถึงยังไงนั่นก็เป็นลูกในไส้
ตอนนี้พอนึกย้อนกลับไป ในใจก็อดรู้สึกทำใจไม่ได้อยู่บ้าง
ทุกสิ่งทุกอย่าง ล้วนเป็นเพราะเฉินหยู
ถ้าไม่ใช่เพราะเฉินหยูแส่ไม่เข้าเรื่อง บริษัทก็คงไม่ตกต่ำลงเรื่อยๆ
ลูกชายก็ยิ่งไม่มีทางถูกจับเข้าคุก
ตัวเขาเองก็ไม่ต้องมาคอยเลี้ยงดูไอ้พวกชาวบ้านตาดำๆ พวกนั้นด้วย
ในบรรดาเรื่องทั้งหมด เรื่องสุดท้ายทำให้เหวินซิงฮุยโกรธแค้นมากที่สุด
ก็แค่แย่งชิงโชควาสนาของพวกมันมา ไม่ได้เอาชีวิตของพวกมันสักหน่อย
มีสิทธิ์อะไรมาบังคับให้เขาต้องเลี้ยงดูพวกมันไปตลอดชีวิต
สร้างโรงงาน โรงเรียน บ้านพักคนชรา
ขาดก็แค่เชิญคนพวกนี้ขึ้นหิ้งบูชาเป็นบรรพบุรุษแล้ว!
สามวันต่อมา ตอนเที่ยง
รถแท็กซี่คันหนึ่งจอดลงที่ปากซอยถนนเหอฟาง
ชายชราผมขาวโพลนแต่ใบหน้ากลับดูอ่อนเยาว์ก้าวลงมาจากรถ โดยมีชายวัยกลางคนอายุสามสิบกว่าปีเดินตามหลังมา
ทั้งสองเดินไปข้างหน้าอย่างไม่รีบร้อน
ชายวัยกลางคนหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาดูแล้วพูดว่า "อาจารย์ ข้างหน้านั่นก็คือคลินิกจิตเวชของเฉินหยูครับ"
ชายชรามีผมและหนวดเคราขาวโพลน รูปร่างหน้าตาดูอ่อนเยาว์ขัดกับสีผม แต่กลับสวมชุดถังจวงสีดำ
มองจากที่ไกลๆ ดูราวกับชุดศพไม่มีผิด
ตลอดทางที่เดินมา นักท่องเที่ยวและผู้คนสัญจรไปมาต่างพากันหันมอง
เมื่อยืนอยู่หน้าประตูคลินิกจิตเวช ชายชราก็เอ่ยขึ้น "ศิษย์เอ๋ย เจ้าติดตามอยู่ข้างกายอาจารย์มาเป็นเวลาสิบกว่าปีแล้ว"
"ครั้งนี้ให้เจ้าเป็นคนลงมือจัดการเฉินหยูคนนี้ก็แล้วกัน เผด็จศึกให้ไว อย่าให้เสียเวลา"
"ศิษย์รับบัญชา"
ชายวัยกลางคนโค้งคำนับ สีหน้าปรากฏแววตาชั่วร้าย
เพิ่งจะได้เรียนรู้วิธีการที่เหี้ยมโหดอำมหิตอย่างยิ่งมาจากอาจารย์หมาดๆ
เอามาทดลองฝีมือกับเฉินหยูพอดี
ในเวลาเดียวกัน ประตูคลินิกจิตเวชก็ถูกคนผลักเปิดออก
โจวเข่อซินที่หิ้วถุงผ้าลดโลกร้อน เดินฮัมเพลงออกมาจากข้างใน
"พวกคุณคือ? มาหาหมอเฉินใช่ไหมคะ?"
เมื่อเห็นคนทั้งสองยืนอยู่หน้าประตูด้วยสีหน้าที่คาดเดาไม่ได้ โจวเข่อซินก็เดาว่าทั้งสองคงมาหาเฉินหยูเพื่อแก้ปัญหา แต่ก็ไม่แน่ใจว่าเฉินหยูจะเก่งจริงอย่างที่ว่าหรือเปล่า
ดังนั้นถึงได้มีท่าทีลังเล
ชายชรากำลังจะตอบกลับ แต่ดวงตาทั้งสองข้างกลับเหมือนถูกบางสิ่งดึงดูด
จากตำแหน่งที่เขายืนอยู่ สามารถมองเห็นชั้นวางของภายในร้านได้พอดี
เมื่อมองเห็นสิ่งของบนชั้นวาง ชายชราก็สูดลมหายใจเข้าลึก
"อาจารย์ ท่านเป็นอะไรไปครับ?"
ชายวัยกลางคนถามด้วยความสงสัย
คิดไม่ถึงเลยว่าคลินิกจิตเวชเล็กๆ แห่งนี้
จะมีโลกที่ซ่อนเร้นอยู่ภายใน
ชายชรารู้สึกตกตะลึงอยู่ในใจอย่างเงียบๆ
"ในร้านถึงกับมีพลังวิญญาณอันยิ่งใหญ่แผ่ซ่านขนาดนี้ สิ่งของที่วางอยู่บนชั้นล้วนเป็นสิ่งที่มีพลังวิญญาณสถิตอยู่ทั้งสิ้น"
เมื่อคิดถึงตรงนี้ ชายชราก็นึกขึ้นได้ว่าโจวเข่อซินยังยืนอยู่ตรงหน้า
จึงเผยรอยยิ้มที่เป็นมิตรและไร้พิษสงออกมา
"คุณหนู พวกเราสองคนมาหาปรมาจารย์เฉินน่ะ"
"แต่พอดีมีเรื่องบางอย่างที่ต้องคุยกันข้างนอกก่อน เดี๋ยวพวกเราเข้าไปเอง ไม่รบกวนคุณหนูแนะนำหรอก"
โจวเข่อซินไม่ได้สงสัยอะไร เธอหิ้วถุงผ้าเดินไปซื้อกับข้าวที่ซูเปอร์มาร์เก็ต
"อาจารย์ สถานที่แห่งนี้มีความผิดปกติอะไรหรือเปล่าครับ?"
คล้อยหลังโจวเข่อซินไป ชายวัยกลางคนก็รีบถามเสียงเบาทันที
"ไม่ใช่แค่ผิดปกติ แต่มัน... แต่มันยากที่จะบรรยายเลยล่ะ"
ชายชราก็คืออาจารย์หยวนที่เหวินซิงฮุยเรียกขานในสายโทรศัพท์
อาจารย์หยวนผู้ผ่านการบำเพ็ญเพียรมาหลายสิบปี ระดับพลังได้บรรลุถึงขั้นเลี่ยนชี่ระดับกลางแล้ว
จึงไม่ยากที่จะมองออกว่าสิ่งของที่จัดวางอยู่ภายในร้าน ล้วนเป็นของวิเศษที่หาได้ยากในโลกมนุษย์
เมื่อรู้ว่าจำนวนของวิเศษในร้านมีมากจนนับไม่ถ้วน ชายวัยกลางคนก็พูดด้วยน้ำเสียงเจ้าเล่ห์ว่า "อาจารย์ แบบนี้ไม่ยิ่งดีกว่าหรือครับ?"
"ฆ่าเฉินหยูทิ้งซะ แล้วของในร้านทั้งหมดก็จะเป็นของพวกเรา"
"เหลวไหล!"
อาจารย์หยวนตวาดเสียงดุ "เจ้าคิดว่าของวิเศษมากมายขนาดนี้ จะโผล่มาในร้านจากความว่างเปล่าได้งั้นรึ?"
"เฉินหยูจะต้องเชี่ยวชาญการสร้างของวิเศษ หรือไม่ก็รู้ว่าที่ไหนมีพลังวิญญาณปริมาณมหาศาล"
"ด้วยเหตุนี้ บนสิ่งของเหล่านี้ถึงได้มีพลังวิญญาณสถิตอยู่มากมายขนาดนี้"
"ถ้าฆ่าเขาทิ้ง พวกเราก็จะได้แค่ของดีๆ เพียงหยิบมือเท่านั้น"
"แต่ถ้าเก็บคนคนนี้ไว้ ผลประโยชน์ที่เจ้ากับข้าจะได้รับ มันแทบจะประเมินค่าไม่ได้เลยล่ะ"
อาจารย์หยวนพูดพลางแสยะยิ้ม "ศิษย์เอ๋ย เจ้าว่าถ้าอาจารย์รับเขาเป็นศิษย์จะเป็นยังไง?"
ชายวัยกลางคนชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเข้าใจความหมายของอาจารย์ในทันที
"อาจารย์ ล้ำลึก ล้ำลึกจริงๆ ครับ"
ชายวัยกลางคนยกนิ้วโป้งให้ด้วยสีหน้าประจบสอพลอ
"ต่อไปท่านก็คืออาจารย์ของเขา ส่วนข้าก็คือศิษย์พี่ของเขา การที่ศิษย์น้องจะนำของมาถวายให้อาจารย์และศิษย์พี่ ถือเป็นเรื่องที่ถูกต้องตามทำนองคลองธรรมอยู่แล้ว"
"ฮ่าฮ่าฮ่า"
อาจารย์หยวนนึกถึงภาพที่ในอีกไม่ช้า ตนเองจะสามารถดูดซับพลังวิญญาณได้อย่างต่อเนื่องไม่ขาดสาย ระดับพลังความแข็งแกร่งจะเพิ่มพูนขึ้นทุกวัน ก็อดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมาอย่างบ้าคลั่ง
อีกไม่นาน ไม่ว่าจะเป็นเหมาซาน เจ้าสำนักเฉวียนเจิน หรือแม้แต่ปรมาจารย์แห่งเขาหลงหู่ ล้วนต้องถูกเขาเหยียบย่ำอยู่ใต้ฝ่าเท้า
อาจารย์หยวนที่กำลังอารมณ์ดี ก้าวเท้าเตรียมจะเดินเข้าไปในร้าน
ทว่ากลับมีพลังมหาศาลที่มองไม่เห็นผลักอาจารย์หยวนกระเด็นถอยหลังไปสามสี่เมตร
"ค่ายกลกระจอกๆ ก็คิดจะมาขวางทางปรมาจารย์อย่างข้า ช่างไม่เจียมตัว"
รู้อยู่แก่ใจว่าหน้าประตูร้านมีค่ายกลขวางกั้น อาจารย์หยวนกลับไม่ตกใจแต่กลับยินดี
คิดไม่ถึงว่าเฉินหยูจะไม่เพียงแค่เชี่ยวชาญการดูดซับพลังวิญญาณและสร้างของวิเศษเท่านั้น แต่ยังมีความรู้เรื่องค่ายกลอย่างลึกซึ้งอีกด้วย
รู้รอบด้านขนาดนี้
อาจารย์หยวนยิ่งอยากรับเฉินหยูเป็นศิษย์มากขึ้นไปอีก
"อาจารย์ นี่คือค่ายกลชนิดใดหรือครับ? แล้วควรจะใช้วิธีไหนในการทำลาย?"
ชายวัยกลางคนเอ่ยถามอย่างนอบน้อม
"ก็แค่ค่ายกลลวงตา ทำลายตามหลักสิบฟ้าสิบสองดิน การจะเข้าไปข้างในนั้นไม่ใช่เรื่องยาก"
อาจารย์หยวนอธิบายวิธีทำลายค่ายกลและวิธีเข้าไปในร้านอย่างเป็นคุ้งเป็นแคว
ชายวัยกลางคนฟังแล้วก็เข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้าง รู้แค่ว่าต้องเอ่ยปากยกย่องอาจารย์ก็พอ
อาจารย์หยวนทำสีหน้าเย่อหยิ่งเย็นชาแล้วพูดว่า "ศิษย์เอ๋ย ดูว่าอาจารย์จะพาเจ้าเข้าไปยังไง"
สิ้นเสียง สองเท้าของอาจารย์หยวนก็เปลี่ยนตำแหน่งไปมาอย่างต่อเนื่อง
จากนั้น ก็ก้าวเท้าไปข้างหน้าหนึ่งก้าว
พลังที่มองไม่เห็นสายนั้นพุ่งเข้าใส่อีกครั้ง ผลักอาจารย์หยวนกระเด็นออกไปอย่างแรง
ครั้งนี้ อาจารย์หยวนเกือบจะทรงตัวไม่อยู่ ล้มลงไปนั่งกองกับพื้นถนน
โชคดีที่วินาทีสุดท้ายยังดึงสติกลับมาได้ และพยายามทรงตัวยืนให้มั่นคงได้อย่างหวุดหวิด
ชายวัยกลางคนรู้สึกว่าสถานการณ์เริ่มทะแม่งๆ จึงพูดเลียบๆ เคียงๆ ว่า "อาจารย์ ค่ายกลลวงตานี้คงไม่มีอะไรแปลกประหลาดหรอกใช่ไหมครับ?"
"ค่ายกลลวงตาเล็กๆ จะมีอะไรแปลกประหลาดกันเล่า เมื่อกี้อาจารย์แค่ประมาทไปหน่อย ครั้งนี้รับรองว่าจะไม่มีทางเข้าไม่ได้เด็ดขาด"
อาจารย์หยวนทำใจดีสู้เสือ ก้าวเท้าเดินดาวอีกครั้ง
เขาหมุนตัวไปมาถึงสิบแปดรอบ แล้วก้าวยาวๆ พุ่งเข้าไปข้างใน
กว่าหนึ่งชั่วโมงต่อมา อาจารย์หยวนกับลูกศิษย์ต่างมองหน้ากันเลิ่กลั่ก
เจอผีเข้าให้แล้วจริงๆ
ตัวเองมองเห็นเบาะแสของค่ายกลนี้ และรู้ด้วยว่าต้องทำลายยังไง แต่กลับเข้าไปไม่ได้เสียที
มาถึงตอนนี้ มีหรือที่ชายวัยกลางคนจะไม่เข้าใจ
อาจารย์แค่เสียหน้าไม่กล้ายอมรับว่าตัวเองดูพลาด
จึงได้ดึงดันพุ่งเข้าไปครั้งแล้วครั้งเล่า แล้วก็ถูกผลักกระเด็นออกมาครั้งแล้วครั้งเล่า
"หมอเฉิน ฉันรู้สึกว่าคนไข้สองคนข้างนอกนั่นเหมือนจะป่วยหนักนะคะ"
ภายในร้าน โจวเข่อซินไม่เพียงแต่ซื้อกับข้าวกลับมาแล้ว แต่ยังเตรียมอาหารกลางวันเสร็จสรรพ
เมื่อมองดูอาจารย์หยวนที่เดินวนไปวนมาอยู่หน้าร้าน โจวเข่อซินก็รู้สึกว่าตาแก่นี่น่าจะเป็นโรคสมาธิสั้นในผู้สูงอายุ
เฉินหยูหยิบตะเกียบคีบกับข้าวใส่ชาม แล้วแค่นหัวเราะ "สองคนนี้ป่วยหนักจริงๆ นั่นแหละ แต่โรคนี้ไม่ได้เป็นที่ร่างกายหรอกนะ มันเป็นที่จิตใจต่างหาก"
"จิตใจดำมืดซะขนาดนั้น อีกไม่นานก็คงโดนกรรมตามสนองแล้วล่ะ"







