ช่วงบ่ายวันนั้น ทั้งสองคนก็กลับมาถึงซานจวง
เพิ่งจะเดินเข้ากองถ่าย หลินซินหรูก็ถูกเอมี่ผู้จัดการส่วนตัวของเธอจับตัวไว้ อีกฝ่ายไม่ได้ถามเลยว่าเธอหายไปไหนมา เอาแต่ร้องไห้สลับกับหัวเราะ
เอมี่เล่าต้นสายปลายเหตุอย่างตะกุกตะกัก ได้ความว่าทางคุณย่าฉยงเหยาส่งข่าวมาแล้ว ตัดสินใจให้เธอรับบทจื่อเวยเหมือนเดิม
หลินซินหรูมองฉู่ชิงด้วยสายตาที่ยากจะอธิบาย คำอธิษฐานของเธอที่ต้าเฉิงเก๋อกลายเป็นจริงขึ้นมาทันตาเห็น ไม่รู้ว่าควรจะขอบคุณเขา หรือขอบคุณสิ่งศักดิ์สิทธิ์ดี
หากไม่มีฉู่ชิงคอยอยู่เป็นเพื่อนในวันนี้ อารมณ์ของเธอคงไม่เบิกบานขึ้นมาได้ขนาดนี้ แม้เขาจะไม่ได้พูดปลอบใจเลยสักคำ ทว่าความอบอุ่นที่แผ่ซ่านออกมาเงียบๆ นั้นกลับยิ่งทำให้เธอซาบซึ้งใจ
อาจเป็นเพราะได้ไหว้พระ ปมในใจจึงคลี่คลาย พอได้ยินข่าวในตอนนี้เธอจึงไม่ได้ตื่นเต้นมากนัก กลับดูใจเย็นเสียจนเอมี่ประหลาดใจ
เรื่องบทจื่อเวยเป็นอันยุติลงอย่างสมบูรณ์
ความเกี่ยวข้องระหว่างฉู่ชิงกับหลินซินหรูดูเหมือนจะจบลงเพียงเท่านี้ ทั้งคู่ไม่ได้สนิทสนมกันมากขึ้น เวลาเจอกันในกองถ่ายก็แค่ทักทายกันตามปกติ ไม่เห็นถึงความพิเศษอะไร
หลินซินหรูมีเหตุผลของตัวเอง ซีรีส์เรื่องนี้คือโอกาสก้าวหน้าครั้งสำคัญที่สุดของเธอ เธอต้องคว้ามันไว้ให้ได้ และจะไม่ยอมให้มีเรื่องใดมารบกวนสมาธิในการถ่ายทำ ยิ่งไปกว่านั้น แม้เธอจะรู้สึกดีกับฉู่ชิง แต่มันก็เป็นแค่ความรู้สึกดีๆ เท่านั้น หากจะบอกว่ามีความรู้สึกรักใคร่ชอบพอก่อตัวขึ้นล่ะก็ ไร้สาระสิ้นดี
เธอไม่ใช่เด็กสาวไร้เดียงสา คนหนึ่งคือไอดอลวัยรุ่นหน้าใหม่ที่กำลังมาแรงของไต้หวัน ส่วนอีกคนเป็นแค่คนงานจิปาถะควบตำแหน่งนักแสดงตัวประกอบของแผ่นดินใหญ่ ความสัมพันธ์แบบนี้เป็นเพื่อนกันน่ะพอได้ แต่ถ้าจะให้พัฒนาไปเป็นความรักล่ะก็ คิดว่าเธอสมองเสื่อมหรือไง?!
ตื่นเถอะ โลกความจริงนะเฮ้ย!
การวิ่งหนีออกไปกับเขาในวันนั้นก็ถือเป็นการกระทำที่พิลึกพิลั่นมากพอแล้ว คนในกองถ่ายเริ่มซุบซิบกันบ้าง โชคดีที่ยังมีไม่เยอะนัก ด้วยเหตุนี้ หลินซินหรูจึงยิ่งระมัดระวังตัวและรักษาระยะห่างจากฉู่ชิง
ฉู่ชิงไม่ได้ใส่ใจอะไร ตอนแรกเขาก็แค่หวังดีไปงั้นๆ ยังไงเขาก็ไม่ได้รู้สึกอะไรกับเธออยู่แล้ว ถ้าเกิดคุณหนูฟ่านจู่ๆ มาทำตัวเย็นชาใส่เขา เขายังอาจจะรู้สึกใจหายมากกว่าเสียอีก
วันเวลาหลังจากนั้นก็ยังคงดำเนินไปตามปกติ ยกพร็อพ เปิดแผงน้ำชา ฝึกคัดลายมือ พอว่างก็ไปนั่งคุยเป็นเพื่อนคุณหนูฟ่านกับหลี่หมิงฉี่
ทั้งสามคนอยู่ด้วยกันแล้วสบายใจ ไม่อยากไปสนใจเรื่องวุ่นวายงี่เง่าในกองถ่าย ชายหนุ่มหนึ่งคน เด็กสาวที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะหนึ่งคน และยายเฒ่าอีกหนึ่งคน จึงกลายเป็นกลุ่มเล็กๆ ที่ดูพิลึกพิลั่นอย่างบอกไม่ถูก
สัปดาห์ที่สี่ของการมาอยู่ที่ซานจวง ในตอนที่ฉู่ชิงคิดว่าตัวเองคงจะต้องอยู่กินนอนรอความตายที่นี่ไปตลอดชีวิต เหอซิ่วฉงก็ประกาศว่ากองถ่ายจะย้ายสถานที่แล้ว โดยจะยกพลไปถ่ายทำฉากภายนอกกันที่ป้าซ่าง
ตอนแรกฉู่ชิงกะจะเนียนตามไปเที่ยวด้วย แต่น่าเสียดายที่ไม่สมหวัง
ป้าซ่างความจริงแล้วเป็นชื่อเรียกโดยรวม พื้นที่ตั้งแต่ปักกิ่งเหนือไปจนถึงตอนใต้ของมองโกเลียในล้วนเรียกว่าป้าซ่าง สถานที่ท่องเที่ยวที่ผู้คนมักจะไปกันมีอยู่สี่แห่ง ได้แก่ ป้าซ่างเฟิงหนิง ป้าซ่างจางเป่ย ป้าซ่างกูหยวน และป้าซ่างเหวยฉ่าง
ที่ที่กองถ่ายไปคือเหวยฉ่าง ซึ่งในอดีตก็คือลานล่าสัตว์ของจักรพรรดิราชวงศ์ชิง... เขตล่าสัตว์มู่หลาน
การไปป้าซ่างหลักๆ คือเพื่อถ่ายทำฉากใหญ่ที่เฉียนหลงออกล่าสัตว์ กองถ่ายจึงแบ่งทีมถ่ายทำนอกสถานที่ออกไปหนึ่งทีม นำโดยเหอซิ่วฉงและซุนซูเผย โดยดึงเอาผู้ชายอย่างจางเถี่ยหลิน โจวเจี๋ย และเสือสองตัวไปด้วย ส่วนพวกผู้หญิงและครอบครัวให้อยู่ที่ซานจวง โดยมีผู้ช่วยผู้กำกับอีกคนและตากล้องรับผิดชอบถ่ายทำฉากง่ายๆ
พอเป็นแบบนี้กองถ่ายก็เลยโล่งไปกว่าครึ่ง คนที่อยู่โยงเฝ้ากองต่างก็หมดอารมณ์ทำงาน งานอดิเรกชิ้นโบแดงในแต่ละวันก็คือการมาล้อมวงสุมหัวแชร์เรื่องซุบซิบที่ส่งตรงมาจากทีมถ่ายทำนอกสถานที่
เนื่องจากต้องถ่ายทำฉากล่าสัตว์ให้เสร็จก่อนฤดูใบไม้ร่วง ความคืบหน้าของทีมนั้นจึงเร่งรีบมากและไม่มีเวลาให้พักหายใจเลย แต่ละวันต้องคอยจัดสรรดูแลม้านับร้อยตัวและนักแสดงประกอบอีกหลายร้อยคน แค่งานนี้ก็ทำเอาเหอซิ่วฉงยุ่งจนหัวหมุนแล้ว
เรื่องพวกนี้ยังพอทน แต่ดันมีปัญหาเรื่องนักแสดงขึ้นมาอีก
ก็โจวเจี๋ยนั่นแหละ พี่แกตกม้าตั้งแต่วันแรก โชคดีที่ไม่เป็นอะไรมาก แต่ปรากฏว่าพอวันที่สามก็ตกลงมาอีก
คราวนี้ค่อนข้างหนัก เหอซิ่วฉงเลยจัดการส่งเขาไปรักษาตัวที่เมืองหลวง คุณย่าฉยงเหยาก็โทรศัพท์คุยกับซุนซูเผยครั้งแล้วครั้งเล่า เพื่อปรึกษาหารือกันว่าจะจัดการกับฉากที่เหลือยังไง สุดท้ายก็ทำได้แค่ตัดฉากที่พอจะตัดได้ แก้บทที่พอจะแก้ได้ ส่วนฉากที่ห้ามเปลี่ยนก็ใช้สแตนด์อินไปก่อน รอเขากลับมาค่อยถ่ายซ่อม
"นี่ ตกลงเขาเจ็บตรงไหนบ้างเนี่ย"
ที่แผงน้ำชาใต้ต้นไม้ ฉู่ชิงรินน้ำชาเพิ่มให้คุณหนูฟ่านพลางถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น
"ได้ยินว่าหน้าแหก ปากก็แตกด้วย" คุณหนูฟ่านตอบ
"แค่นี้เนี่ยนะ? ถึงกับต้องนอนแช่ในโรงพยาบาลไม่ยอมออกมาเลยเหรอ" ฉู่ชิงแทบไม่อยากเชื่อ
หลี่หมิงฉี่พูดแทรกขึ้นมาว่า "เขาเรียกว่าแผลใจน่ะ เกิดเป็นฝังใจไปแล้ว"
"ไม่ใช่สักหน่อย ฉันได้ยินมาว่าเขากลัวต่างหาก" จู่ๆ คุณหนูฟ่านก็ทำท่าทางตื่นเต้นขึ้นมา
"กลัวอะไร" ฉู่ชิงกับหลี่หมิงฉี่ถามขึ้นพร้อมกัน
"กลัวเสียโฉมไง!"
"เฮ้อ..."
แก๊งขาเมาท์ทั้งสามถอนหายใจออกมาพร้อมกัน ส่ายหน้าอย่างหมดคำจะพูด
"หมดแล้วเหรอ มีข่าวอะไรอีกไหม" ฉู่ชิงถามต่อ
"นายเป็นชายฉกรรจ์แท้ๆ ทำไมถึงได้ขี้เมาท์ขนาดนี้เนี่ย" คุณหนูฟ่านพูดอย่างระอาใจ
"ชีวิตฉันก็มีงานอดิเรกแค่นี้แหละ ต่อให้ตายก็แก้ไม่หายหรอก" ฉู่ชิงถอนใจ
หลี่หมิงฉี่ที่อยู่ข้างๆ หัวเราะร่วน "ปิงปิง หนูอย่าไปว่าเขาเลย คนเราน่ะก็ชอบเรื่องแบบนี้กันทั้งนั้นแหละ เรื่องของชาวบ้านนี่แหวกดูทุกซอกทุกมุม ใส่ใจยิ่งกว่าเรื่องในบ้านตัวเองซะอีก! ว่าแต่ หนูได้ยินข่าวอะไรมาอีกบ้างล่ะ"
"..."
คุณหนูฟ่านในชุดนางกำนัลรู้สึกร้อนนิดหน่อย จึงล้วงผ้าเช็ดหน้าออกมาซับเหงื่อ พลางพูดว่า "ไม่มีแล้วจริงๆ! แค่นี้ฉันก็ไปฟังคนอื่นเขามาอีกทีนะ!"
ฉู่ชิงมองผ้าเช็ดหน้าของเธอ เห็นรอยด่างสีเหลืองเล็กๆ บนพื้นผ้าสีขาว จึงทำหน้าแหยง "หยี! ผ้าเช็ดหน้านี่เคยซักบ้างไหมเนี่ย"
"ทำไมจะไม่เคยซัก! เพิ่งซักเมื่อวานนี้เอง!" คุณหนูฟ่านได้ยินก็ปรี๊ดแตกทันที เธอคลี่ผ้าเช็ดหน้าออกพลางว่า "นายดูสิ สะอาดจะ..."
พูดไม่ทันจบตัวเองก็เห็นรอยเปื้อนนั่นเข้า หน้าพลันแดงเรื่อ บ่นอุบอิบเสียงเบา "ก็แค่ซักไม่สะอาดแค่นั้นเอง!"
หลี่หมิงฉี่หัวเราะ "ผ้าสีอ่อนแบบนี้ ต้องใช้สบู่ซักผ้าถูแรงๆ แช่ผงซักฟอกอย่างเดียวมันไม่ออกหรอก"
คุณหนูฟ่านออกมาตกระกำลำบากด้วยตัวเองตั้งแต่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ ทักษะการดูแลตัวเองจึงยังค่อนข้างแย่ พอได้ยินก็ยิ่งหน้าแดงจัด เธอถลึงตาใส่ฉู่ชิงอย่างเอาเรื่อง จู่ๆ ก็ปาผ้าเช็ดหน้าใส่อกเขาแล้วสั่ง "นายซักให้ฉันเลย!"
ฉู่ชิงม้วนผ้าเช็ดหน้ายัดใส่กระเป๋าเสื้อโดยไม่พูดอะไร
หลี่หมิงฉี่จิบน้ำชาพลางเหลือบมองทั้งสองคน นัยน์ตาทอประกายแห่งความตื่นเต้นเล็กๆ
"ย่าหลี่ครับ ละครของเราถ่ายไปถึงไหนแล้ว"
หลังจากที่ทั้งสองคนหยอกล้อกันอย่างเป็นธรรมชาติไปแล้ว เพิ่งจะนึกขึ้นได้ว่ามียายเฒ่านั่งอยู่ตรงหน้าด้วย จึงรู้สึกกระอักกระอ่วนกันนิดหน่อย ฉู่ชิงเลยเปลี่ยนเรื่องคุย
"หึๆ ฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน" หลี่หมิงฉี่หัวเราะอย่างมีความหมายแอบแฝง
"แล้วย่าคิดว่าจะถ่ายเสร็จเมื่อไหร่ครับ" ฉู่ชิงถาม
"ฉันว่านะ ละครเรื่องนี้ถ่ายไม่จบหรอก!" หลี่หมิงฉี่ผู้มากประสบการณ์และรู้ซึ้งถึงขั้นตอนการผลิตตลอดจนเบื้องลึกเบื้องหลังของวงการละครโทรทัศน์เป็นอย่างดีเอ่ยขึ้น "ถ้ายังวุ่นวายแบบนี้ต่อไป อย่างมากอีกสองเดือนก็ล่ม!"
"ย่าหลี่ คำว่าล่มนี่หมายความว่าไงคะ" คุณหนูฟ่านถามอย่างกังวล
"ก็คือหยุดถ่ายทำน่ะสิ!" หลี่หมิงฉี่ตอบ
"หา? ไม่มั้ง! นึกจะหยุดก็หยุดได้เลยเหรอ" ฉู่ชิงเสริม
"พวกเธอไม่เข้าใจ กองถ่ายใหญ่ขนาดนี้ ถ่ายเพิ่มหนึ่งวันก็คือการเผาเงินทิ้งเพิ่มอีกหนึ่งวัน ถ้าเกิดปิดกล้องตามแผนไม่ได้จริงๆ นายทุนก็ต้องขาดทุน ต่อให้ฝืนถ่ายจนจบ พอออกอากาศไปแล้วเรตติ้งไม่ดี ก็ต้องขาดทุนอยู่ดี ความเสี่ยงระดับนี้แบกรับไม่ไหวหรอก สู้รีบหยุดถ่ายแต่เนิ่นๆ ยังจะดีกว่า ยังไงบทก็อยู่ในมือพวกเขาอยู่แล้ว วันหน้าถ้าพร้อมเมื่อไหร่ก็หยิบมาถ่ายใหม่ได้ทุกเมื่อ" หลี่หมิงฉี่อธิบาย
คุณหนูฟ่านพึมพำ "แล้วทำไมถึงตั้งใจถ่ายละครดีๆ ไม่ได้ล่ะ"
หลี่หมิงฉี่บอก "นั่นไม่ใช่เรื่องที่หนูต้องไปยุ่ง พวกเราเป็นนักแสดง หน้าที่ของเราก็คือแสดงให้ดี เรื่องอื่นไม่ต้องไปสนใจ"
ฉู่ชิงหัวเราะร่วน "วันหลังเธอเป็นเถ้าแก่ลงทุนเองสิ อยากถ่ายแบบไหนก็ถ่ายแบบนั้น อยากจ้างใครก็จ้าง ใครสร้างเรื่องก็เตะส่งมันไปเลย!"
"ไปไกลๆ เลยไป!" คุณหนูฟ่านค้อนขวับ
"ชิงจื่อ! ชิงจื่อ!" ตอนนั้นเองก็มีคนเรียกเขา
ฉู่ชิงหันไปมองแล้วยิ้ม "พี่ปิน มาพักเหนื่อยเหรอพี่"
"ฉันยุ่งอยู่เนี่ย! มีคนมาหานายอยู่ข้างนอก" เถียนจื้อปินชี้มือไปทางประตูใหญ่
"เรื่องแค่นี้ยังต้องรบกวนพี่มาตามด้วยตัวเองอีกเหรอเนี่ย" ฉู่ชิงหัวเราะ
"ก็บังเอิญเห็นเข้าพอดีน่ะสิ" เถียนจื้อปินหัวเราะตอบ "เป็นผู้หญิงด้วยนะ!"
ฉู่ชิงชะงักไปนิด หันไปบอกเพื่อนต่างวัยทั้งสองว่า "พวกเธอนั่งกันไปก่อนนะ ฉันไปดูหน่อย"
…………
"เสี่ยวอิ่ง!"
เมื่อฉู่ชิงมาถึงประตูใหญ่และเห็นร่างที่คุ้นเคย เขาก็ยิ่งประหลาดใจ
หวงอิ่งสวมชุดเดรสสีเขียวอมฟ้า ซ้ำยังสวมรองเท้าส้นสูงซึ่งหาดูได้ยาก ฉู่ชิงไม่ได้เจอเธอมาพักหนึ่งแล้ว พอมาเห็นกะทันหันแบบนี้ก็รู้สึกตื่นตาตื่นใจอยู่ไม่น้อย
"พี่ฉู่ชิง!"
หวงอิ่งวิ่งเข้ามาหา รอยยิ้มกว้างบนริมฝีปากของเธอดูราวกับจันทร์เสี้ยวที่โผล่พ้นหมู่เมฆ
"เธอมาได้ไงเนี่ย" ฉู่ชิงถาม
"คิดถึงก็เลยมาหาไงคะ" หวงอิ่งยิ้มตอบ
"เอ่อ เข้ามาก่อนสิ"
ฉู่ชิงทักทายพนักงานของสถานที่ท่องเที่ยวแล้วพาหวงอิ่งเดินเข้าไปในซานจวง เจอหน้ากันอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน เรื่องแค่นี้เขายังพอมีหน้ามีตาให้ขอร้องกันได้อยู่
"ที่นี่กว้างแล้วก็สวยมากเลย พี่อยู่ที่นี่ตลอดเลยเหรอ"
หวงอิ่งมองดูทิวทัศน์รอบๆ เมื่อเห็นว่ามีคนเดินผ่านไปมาและทักทายฉู่ชิงอยู่เป็นระยะ เธอก็รู้สึกโล่งใจขึ้นมาเปราะหนึ่ง ชุดที่ใส่มาวันนี้ไม่เสียเปล่า อย่างน้อยก็ไม่ทำให้เขาต้องเสียหน้า
"ใช่ วันๆ ก็ไม่มีอะไรทำ ได้แต่นั่งแกร่วอยู่นี่แหละ" ฉู่ชิงตอบ
"พี่ไม่ได้ถ่ายละครอยู่เหรอ" หวงอิ่งถามอย่างแปลกใจ
"ยังไม่ถึงคิวฉันน่ะสิ!" ฉู่ชิงหัวเราะ "เธอสบายดีนะ"
"อื้อ ก็ดีค่ะ" หวงอิ่งพยักหน้า
คุยกันไปพลาง ทั้งสองก็เดินมาถึงใต้ต้นไม้
"นี่คือหวงอิ่ง" ฉู่ชิงแนะนำ "ยัยเด็กนั่นชื่อฟ่านปิงปิง ส่วนนี่คือย่าหลี่"
"สวัสดีค่ะย่าหลี่ สวัสดีปิงปิง" หวงอิ่งทักทายอย่างมีมารยาท
ใบหน้าเล็กๆ ของคุณหนูฟ่านพลันซีดเผือด สายตาล่องลอยไปถึงไหนต่อไหน หลี่หมิงฉี่ต้องกระทุ้งสีข้างเธอทีหนึ่งถึงจะได้สติ เธอฝืนยิ้มบางๆ แล้วทักทาย "สวัสดีค่ะพี่สาว"
ฉู่ชิงบอก "ฉันกลับโรงแรมก่อนนะ"
คุณหนูฟ่านเอาแต่จ้องมองแผ่นหลังของทั้งสองคน ส่วนหลี่หมิงฉี่ก็เอาแต่จ้องมองเธอ จู่ๆ ยายเฒ่าก็หลุดหัวเราะพรืดออกมา
"หัวเราะอะไรคะ" คุณหนูฟ่านถามอย่างไม่เป็นธรรมชาติ
"หนูน่ะ วันหลังก็ทำดีกับชิงจื่อให้มันมากหน่อย อย่าเอาแต่ดุเขานักเลย"
"เขามันเป็นคนเลว ทำไมฉันต้องทำดีกับเขาด้วย"
"เขากลายเป็นคนเลวไปตั้งแต่เมื่อไหร่กัน"
"มีอย่างที่ไหน ผู้หญิงมาหาก็พาเข้าห้องตัวเองเฉยเลย!" คุณหนูฟ่านยื่นปากบ่น
ทั้งสองคนเข้ามาในห้องพักเตียงเดี่ยวที่ค่อนข้างรก หวงอิ่งนั่งลงบนเตียง ส่วนฉู่ชิงนั่งบนเก้าอี้พับ ทำตัวไม่ถูกอยู่บ้าง
"เธอกินข้าวมาหรือยัง"
"กินแล้วค่ะ"
"เธอนั่งรถไฟมาเหรอ"
"อื้อ"
"เธอรู้ได้ไงว่าฉันอยู่ที่นี่"
หวงอิ่งหัวเราะ "ก็ตอนที่พี่จะมา พี่เป็นคนบอกฉันเองไม่ใช่เหรอคะ"
"อ้อ จริงด้วย!" ฉู่ชิงหัวเราะแก้เก้อ ลุกขึ้นไปรินน้ำให้เธอ
"พี่ไม่ต้องยุ่งหรอกน่า กับฉันยังจะมาทำเป็นเกรงใจอีก!" หวงอิ่งบอก
ฉู่ชิงยิ้มแห้งๆ แล้วพูดว่า "เธอมาอยู่ที่นี่สักกี่วันล่ะ ช่วงนี้พวกเราก็ไม่ค่อยยุ่งพอดี เดี๋ยวฉันพาออกไปเที่ยว แถวนี้ที่เที่ยวเยอะนะ มีวัดต้าฝอ เขาปั้งฉุย..."
"พี่ฉู่ชิง"
หวงอิ่งพูดแทรกขึ้นมา "ที่ฉันมา คือมีธุระจะคุยกับพี่นิดหน่อย"
"หา? เรื่องอะไรล่ะ ว่ามาสิ"
หวงอิ่งเม้มริมฝีปากแน่นก่อนจะเอ่ย "ฉันอยาก... ฉันอยากจะขอยืมเงินพี่สักหน่อยน่ะ"







