สวี่อิงใจกระตุกวาบ มองไปยังถ้ำสวรรค์ความลับทั้งหกของเฟิ่งเหยา
คำพูดของชายสวมหมวกสานทำเอาเขาขนลุกซู่ หนาวสะท้านไปทั้งตัว ชายสวมหมวกสานหมายความชัดเจนว่าเฟิ่งเหยาเองก็เป็นนักตกปลาเหมือนกับเขา ใช้เคล็ดวิชานั่วเป็นเหยื่อล่อ เพื่อตกเอาโอสถเซียนอายุวัฒนะของเซียนหนัวเหล่านั้น!
ทว่าเขาก็ได้สติกลับมาในทันที "เฟิ่งเหยาเป็นผู้เป็นอมตะ ไม่จำเป็นต้องใช้เซียนหนัวเป็นโอสถอายุวัฒนะก็สามารถมีอายุยืนยาวได้"
ในใจของเขายังคงมีความสงสัย
แม้เฟิ่งเหยาจะไม่จำเป็นต้องกลืนกินโอสถอายุวัฒนะ แต่ถ้ำสวรรค์ความลับทั้งหกของนางมาจากที่ใดกันแน่?
"หกพันปีก่อน เฟิ่งเหยาติดตามโอรสสวรรค์โจวมายังคุนหลุน ตอนนั้นนางน่าจะเป็นผู้บำเพ็ญเพียรระดับแนวหน้าแล้ว มิเช่นนั้นคงไม่อาจร่วมเดินทางไปกับโอรสสวรรค์โจวได้ หลังจากโอรสสวรรค์โจวออกจากคุนหลุน เรื่องราวของโลกหน้าทั้งหกถึงได้แพร่สะพัดออกไป เมื่อผู้บำเพ็ญเพียรระดับสูงสุดในยุคนั้นเดินทางไปยังโลกหน้า เคล็ดวิชานั่วถึงได้ถูกเบิกทางขึ้นมา"
สวี่อิงคิดในใจ "นี่อธิบายได้หรือไม่ว่า ถ้ำสวรรค์ของเฟิ่งเหยา นางไม่ได้หลอมขึ้นมาเอง?"
เมื่อคิดถึงตรงนี้ เขาก็ส่ายหน้า
ปรมาจารย์หนัวทั้งหกกุมกุญแจสู่โลกหน้าทั้งหก ครอบครองโอสถเซียนอมตะทั้งหกชนิด บ่งบอกว่าคุนหลุนมีเคล็ดวิชานั่วความลับทั้งหกมาตั้งนานแล้ว ความลับทั้งหกของเฟิ่งเหยาน่าจะเป็นการสืบทอดของคุนหลุน ไม่เกี่ยวข้องกับโอรสสวรรค์โจว
ยิ่งไปกว่านั้น เวลาที่เคล็ดวิชานั่วความลับทั้งหกปรากฏขึ้นก็ยังเก่าแก่กว่ายุคโอรสสวรรค์โจว ปรมาจารย์ชิงซวงแห่งเอ๋อเหมย ดูจากผังและรูปแบบสุสานของเขาแล้ว อายุขัยของเขายืนยาวกว่าโอรสสวรรค์โจวมากนัก น่าจะเป็นผู้บำเพ็ญเพียรในยุคต้าซาง!
สวี่อิงขุดสุสานมามากมายจนกลายเป็นผู้เชี่ยวชาญไปนานแล้ว เขารู้ว่าสุสานของคนในแต่ละยุคสมัยมีรูปแบบและผังที่แตกต่างกัน มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวตามยุคสมัย สุสานของปรมาจารย์ชิงซวงเฉียวจื่อจ้ง เป็นรูปแบบของยุคต้าซาง
นี่บ่งชี้ว่า ตั้งแต่ยุคต้าซางก็มีเคล็ดวิชานั่วแพร่หลายแล้ว ซ้ำยังมีคนเริ่มปลูกกุยช่ายและตัดกุยช่าย เพียงแต่ในยุคนั้นยังมีขนาดเล็กอยู่
กล่าวคือ เฟิ่งเหยาอาจจะเบิกความลับทั้งหกมาตั้งแต่เมื่อหกพันปีก่อนแล้ว
ถ้ำสวรรค์ของเฟิ่งเหยาสว่างไสวเจิดจ้า ค่อยๆ หดรั้งแสงกลับคืนและเลือนหายไป
สวี่อิงเอ่ยถาม "เฟิ่งเหยา ความลับทั้งหกของเจ้าเบิกขึ้นเมื่อใดหรือ?"
เฟิ่งเหยาไม่ได้ปิดบัง นางตอบว่า "ปีที่หกหลังจากข้าเกิด ข้าก็เริ่มบำเพ็ญเพียรและเบิกความลับทั้งหก"
สวี่อิงถอนหายใจอย่างโล่งอกและยิ้มกล่าว "เจ้าบำเพ็ญเพียรมานานขนาดนี้ เช่นนั้นรู้หรือไม่ว่า เคล็ดวิชานั่วสามารถทำให้อายุยืนยาวได้จริงหรือเปล่า?"
เฟิ่งเหยามองเขาด้วยความประหลาดใจ พลางกล่าว "ที่พวกเราผู้เป็นอมตะมีอายุยืนยาวได้ ก็พึ่งพาเคล็ดวิชานั่วนี่แหละ หรือว่าเจ้าไม่ได้เป็นเช่นนั้น?"
ในหัวของสวี่อิงดังลั่นราวกับมีอสนีบาตนับหมื่นพันสายระเบิดขึ้นพร้อมกัน กระแทกจนเขาหน้ามืดตาลาย
เหตุผลที่ผู้เป็นอมตะมีอายุยืนยาว ก็เพราะพึ่งพาเคล็ดวิชานั่วงั้นหรือ?
การที่ผู้เป็นอมตะอายุยืนยาว ไม่ได้พึ่งพาร่างกายอันแสนพิเศษ และไม่ได้พึ่งพาโอสถเซียนของคุนหลุนหรอกหรือ?
หรือว่าแท้จริงแล้วผู้เป็นอมตะ ก็คือปรมาจารย์หนัวหรือเซียนหนัวที่อาศัยอยู่ในคุนหลุน?
นี่มันขัดแย้งกับข้อมูลที่เขาได้รับมาก่อนหน้านี้โดยสิ้นเชิง!
ตามความหมายในคำพูดของเฟิ่งเหยา คุนหลุนในยุคนั้นแท้จริงแล้วถูกควบคุมโดยปรมาจารย์หนัวและเซียนหนัวบางกลุ่ม พวกเขาสื่อสารกับธรรมชาติฟ้าดิน ครอบครองพลังอมตะไม่ดับสูญ จึงถูกเรียกว่าผู้เป็นอมตะ
สี่หมื่นแปดพันปีก่อน คุนหลุนเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ที่นี่ถูกทำลายด้วยพลังอันน่าสะพรึงกลัว ผู้เป็นอมตะจำนวนมากหลบหนีออกจากคุนหลุน และถ่ายทอดเคล็ดวิชานั่วไปยังแผ่นดินเสินโจว
ผู้บำเพ็ญเพียรในแผ่นดินเสินโจวได้สัมผัสกับผู้เป็นอมตะจากคุนหลุนในเวลานั้น และได้สัมผัสกับเคล็ดวิชานั่วเป็นครั้งแรก คิดดูแล้วผู้ที่สามารถเข้าถึงเคล็ดวิชานั่วได้ล้วนเป็นยอดฝีมือระดับแนวหน้าในหมู่ผู้บำเพ็ญเพียร พวกเขารู้ว่าเคล็ดวิชานั่วซ่อนความเร้นลับของการมีอายุยืนยาวเอาไว้ จึงทดลองบำเพ็ญเพียร
ทว่าพวกเขากลับพบว่าความลับทั้งหกของตนเองมั่นคงเกินไปจนไม่อาจฝึกปรือเคล็ดวิชานั่วได้ จึงเกิดความคิดที่จะหลอมโอสถมนุษย์ขึ้นมา รับลูกศิษย์ ถ่ายทอดเคล็ดวิชานั่วที่วางกับดักเอาไว้ รอจนกว่าศิษย์จะสำเร็จเป็นเซียนหนัวแล้วค่อยลงมือเก็บเกี่ยว
ชิงหลวนจ้องมองสวี่อิงอย่างระแวดระวัง พลางกล่าว "คุณหนู ข้าดูออกตั้งนานแล้วว่าเขามีปัญหา! เขาไม่ใช่ผู้เป็นอมตะ เขาต้องเป็นกลุ่มวิถีสวรรค์ที่คอยตามล่าผู้เป็นอมตะแน่ๆ! ข้าสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายวิถีสวรรค์บนร่างของเขา!"
จิตสังหารของเฟิ่งเหยาพลุ่งพล่านขึ้นมาทันที สายตาคมกริบจ้องมองสวี่อิง พลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลว่า "คุณชายสวี่ ทางที่ดีท่านควรพิสูจน์ให้ได้ว่าท่านคือผู้เป็นอมตะ"
เหงื่อเย็นผุดขึ้นบนหน้าผากของสวี่อิง พิสูจน์ว่าตัวเองเป็นผู้เป็นอมตะงั้นหรือ? จะพิสูจน์อย่างไรล่ะ?
หากผู้เป็นอมตะก็คือปรมาจารย์หนัวหรือเซียนหนัว ตอนนี้มีคนฝึกเคล็ดวิชานั่วมากมายขนาดนี้ แล้วจะแยกแยะได้อย่างไรว่าใครคือผู้เป็นอมตะตัวจริง?
เฟิ่งเหยากับชิงหลวนขยับฝีเท้าอย่างเงียบเชียบ ขนาบซ้ายขวาประกบเขาไว้ตรงกลาง เฟิ่งเหยากล่าว "คุณชายสวี่ บนร่างของท่านมีกลิ่นอายของกลุ่มวิถีสวรรค์อยู่จริงๆ ยากนักที่จะไม่ทำให้พวกเราสงสัย ท่านจำเป็นต้องพิสูจน์ว่าท่านคือผู้เป็นอมตะ"
ชิงหลวนพูดอย่างมีน้ำโห "ไอ้หน้าขาวนี่ต้องเป็นกลุ่มวิถีสวรรค์แน่! ให้ข้ากินเขาก็แล้วกัน!"
เฟิ่งเหยาส่ายหน้า "ชิงหลวนใจเย็นก่อน เจ้าก็เห็นแล้วว่ากลุ่มวิถีสวรรค์เคยตามล่าเขาอยู่ที่ตีนเขา"
ชิงหลวนแผ่รังสีอำมหิต "เจ้ารู้ได้อย่างไรว่าไม่ใช่แผนเจ็บตัวของกลุ่มวิถีสวรรค์? คุณหนู หลายพันปีมานี้พวกเราถูกตามล่ามานับครั้งไม่ถ้วน เจ้าพวกหน้าด้านเหล่านั้นมีลูกไม้ไหนบ้างที่ไม่เคยใช้?"
สายตาของเฟิ่งเหยาตกลงบนใบหน้าของสวี่อิงด้วยความลังเลเล็กน้อย
หลายปีมานี้นางถูกหลอกลวงมานับครั้งไม่ถ้วน กว่าจะหาเผ่าพันธุ์เดียวกันเจอสักคน นางไม่อยากยอมรับเลยจริงๆ ว่าสวี่อิงจะเป็นนักต้มตุ๋น
ทันใดนั้น สวี่อิงก็ถอนหายใจ "พวกเจ้าใจเย็นๆ ก่อน ข้าจะเรียกเทพารักษ์ของที่นี่มาเป็นพยานให้ข้า ท่านเทพลู่อู๋ "
เสียงของเขาดังก้องไปทั่วหุบเขา ทิ้งทวนเสียงสะท้อนยาวนาน
ชิงหลวนกางปีกออก พาดลงบนคอของเขาดังฟึ่บ พลางกล่าวเสียงเย็น "ทางที่ดีเจ้าอย่าตุกติกจะดีกว่า พี่น้องเราสองคนท่องไปในสรรพจักรวาลตลอดหลายพันปีมานี้ จนสร้างชื่อเสียงอันโด่งดัง ได้รับฉายาว่าสองรากษสชุดเขียว ฆ่าคนตาไม่กะพริบ!"
สวี่อิงแอบกังวลว่าลู่อู๋จะได้ยินหรือไม่ ต่อให้ได้ยิน พระองค์จะสามารถมาถึงที่นี่ก่อนที่เขาจะถูกสองรากษสสาวฆ่าตายได้หรือเปล่า
ทันใดนั้น แสงมงคลสายหนึ่งก็พุ่งแหวกอากาศมาจากแดนไกล พลังเทวะอันแข็งแกร่งพัดโหมกระหน่ำ ร่วงหล่นลงตรงหน้าพวกเขาโดยตรง แสงมงคลหดรั้งกลับ ลู่อู๋ผู้มีศีรษะเป็นเสือ ใบหน้าเป็นคน และมีเก้าหางพุ่งพรวดออกมา ร้องถาม "มีเรื่องชกต่อยกันเหรอ? ตีกันที่ไหน? กี่คน?"
พระองค์ใช้สวี่อิงเป็นจุดศูนย์กลาง พริบตาเดียวก็ไปถึงระยะหลายสิบลี้ ค้นหาไปรอบหนึ่ง ทันใดนั้นก็คว้าเอาซากศพเทพสวรรค์ที่ครึ่งหนึ่งเป็นกระดูกครึ่งหนึ่งเป็นเลือดเนื้อออกมาจากหุบเขา
ซากศพนั้นกลายเป็นปีศาจศพไปแล้ว มันหลบซ่อนตัวอยู่ในยอดเขาอวี้จู ดูดซับปราณวิญญาณฟ้าดิน เก็บเกี่ยวแก่นแท้สุริยันจันทรา วิถีสวรรค์ที่หลงเหลืออยู่ในซากศพของมันได้ก่อตัวเป็นเขตหวงห้าม ผู้บำเพ็ญเพียรทั่วไปหากไม่ตายกันไปหลายคนก็ยากที่จะบุกรุกเข้าไปได้
ทว่าภัยพิบัติกลับหล่นทับ มันบำเพ็ญเพียรอยู่ดีๆ ยังไม่ทันจะได้กินคนเปิดประเดิมสักกี่คน ก็ถูกลู่อู๋ลากออกมาทุบตีอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย
ลู่อู๋ทุบตีปีศาจศพเทพสวรรค์ตนนั้นจนวิญญาณแตกซ่านดับสูญ แล้วพุ่งพรวดเข้ามา สวี่อิงรู้สึกเพียงสายลมกรรโชกพัดปะทะหน้า กรงเล็บขนปุยของเทพแห่งขุนเขาหัวเสือที่ใหญ่กว่าหัวของเขาถึงสามรอบก็กดลงบนไหล่ของเขา
"ยังมีอีกไหม?" ลู่อู๋มีสีหน้าน่าเกรงขาม ทว่าตื่นเต้นจนหางทั้งเก้าสะบัดพริ้วอย่างเริงร่ายิ่งกว่านกยูงรำแพนหาง
สวี่อิงกระแอมไอเบาๆ แล้วกล่าว "ท่านเทพลู่อู๋ ช่วยบอกคุณหนูทั้งสองท่านนี้ทีว่า ข้าใช่ผู้เป็นอมตะหรือไม่"
ลู่อู๋กวาดตามองเฟิ่งเหยากับชิงหลวนแวบหนึ่ง แล้วเอ่ยอย่างผิดหวัง "แค่เรื่องนี้ เจ้าก็ยอมทิ้งพรไปหนึ่งข้อเลยรึ?"
พระองค์กระโจนตัวแหวกอากาศจากไป ทิ้งเสียงตะโกนแว่วมาจากแดนไกล "ใช่แล้ว เขาคือผู้เป็นอมตะ! ข้าไปล่ะ! คราวหน้าถ้าคนตีกันน้อยหรือเรื่องขี้ปะติ๋วไม่ต้องเรียกข้า!"
ชิงหลวนลดปีกขวาที่พาดอยู่บนคอของสวี่อิงลง ขนนกนับไม่ถ้วนปลิวว่อน ปีกขวากลายสภาพกลับเป็นแขนขวาในระหว่างที่ขนนกหดรั้งกลับ นางกล่าวอย่างรู้สึกผิด "ข้าเข้าใจท่านผิดไป นึกว่าท่านจะเป็นกลุ่มวิถีสวรรค์เสียอีก ขอโทษท่านอาก็แล้วกัน เอาอย่างนี้ไหม ท่านตีข้าสักสองทีสิ?"
เมื่อเห็นสวี่อิงส่ายหน้า นางก็กลอกตาไปมา ยัดไข่มุกวิเศษในมือให้สวี่อิงแล้วหัวเราะ "นี่คือไข่มุกวิเศษบนต้นไข่มุก ข้ามอบให้ท่านก็แล้วกัน ของวิเศษชิ้นนี้พกติดตัวไว้จะช่วยให้รูปโฉมไม่แก่เฒ่า พวกผู้หญิงชอบกันที่สุดเลย ข้าจะไปเด็ดมาอีกสักเม็ด!"
นางสยายปีกพุ่งทะยานไปหาต้นไข่มุกต้นนั้นอีกครั้ง ทว่าก่อนหน้านี้นางได้เด็ดผลของต้นไข่มุกไปแล้วหนึ่งเม็ด ต้นไม้เซียนต้นนั้นจึงมีการระวังตัว เมื่อนางบินเข้าไปใกล้ มันก็สะบัดเถาวัลย์ดังเพียะ รัดตัวชิงหลวนเอาไว้
กิ่งก้านสาขาอื่นๆ ฉวยโอกาสฟาดกระหน่ำลงมาดังเพียะๆ จนชิงหลวนถูกตีสะบักสะบอม
เฟิ่งเหยารุดเข้าไปช่วยเหลือ กว่าจะช่วยนางกลับมาได้ก็แทบแย่ ชิงหลวนร่วงลงพื้น เดินกะเผลกคอตก
เฟิ่งเหยาหันไปกล่าวกับสวี่อิง "เมื่อครู่พวกเราปรักปรำท่าน ท่านอาอิงอย่าได้ถือสาเลยนะ"
สวี่อิงรับไข่มุกวิเศษมาไว้ ในใจนึกยินดี "ถ้าข้ามอบให้น้องเว่ยยาง นางต้องชอบแน่ๆ จะได้ซื้อชาดมาทาหน้าให้มากขึ้น!"
"ข้าเองก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าตัวเองเป็นผู้เป็นอมตะหรือไม่ การที่พวกเจ้าสงสัยจึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ ผู้เป็นอมตะมีเพียงวิถีทางเคล็ดวิชานั่วนี้เท่านั้นหรือที่ใช้แยกแยะได้?" สวี่อิงเอ่ยถาม
เฟิ่งเหยาส่ายหน้า "ยังมีตราประทับในสายเลือดอีก"
นางถลกแขนเสื้อขึ้น เผยให้เห็นผิวพรรณขาวดุจหิมะ พลางกล่าว "ท่านอาอิงโปรดดู"
ภายใต้ท่อนแขนของนาง ยามที่โลหิตไหลเวียนก็ค่อยๆ มีแสงสีทองซึมซาบออกมาจากสายเลือด กลายสภาพเป็นหงส์หลากสีสันโบยบินวนเวียนอยู่รอบแขนของนาง
"นี่เป็นเพราะเผ่าพันธุ์ของข้าอาศัยอยู่ที่สระเหยาฉือแห่งคุนหลุนเป็นประจำ มักอยู่ร่วมกับชิงหลวน ซ้ำยังกลืนกินโอสถเซียนนานาชนิด ภายในร่างกายจึงมีพลังสายเลือดที่ไม่ธรรมดา"
เฟิ่งเหยากล่าว "นอกเหนือจากนี้ เคล็ดวิชานั่วสายคุนหลุนก็แตกต่างจากเคล็ดวิชานั่วที่แพร่หลายในโลกปัจจุบัน เคล็ดวิชานั่วของเผ่าผู้เป็นอมตะที่แตกต่างกันก็แฝงพลังสายเลือดเอาไว้ด้วย เมื่อกระตุ้นเคล็ดวิชานั่ว จะเกิดนิมิตที่สอดคล้องกันขึ้น"
นางขยับเข้าไปใกล้เพื่อชี้แนะสวี่อิง ทว่าสวี่อิงไม่ว่าจะกระตุ้นเคล็ดวิชานั่วอย่างไร ก็ไม่มีนิมิตที่สอดคล้องกันปรากฏขึ้น และไม่มีนิมิตทางสายเลือดใดๆ
"ไส้ศึกของกลุ่มวิถีสวรรค์!"
ชิงหลวนเห็นดังนั้นก็เตรียมจะอาละวาด เฟิ่งเหยารีบดึงนางไปด้านข้าง พลางกล่าว "ชิงหลวน เขาอาจจะแตกต่างจากพวกเรา แต่ต้องไม่ใช่ไส้ศึกของกลุ่มวิถีสวรรค์แน่ มิเช่นนั้นคงปิดบังท่านเทพลู่อู๋ไม่ได้ คราวก่อนที่ข้าผ่านภูเขาเทวะ ท่านเทพลู่อู๋ก็จำได้ว่าข้าคือผู้เป็นอมตะ จึงให้ข้าเรียกชื่อพระองค์ แต่เพราะข้าเกิดช้า ไม่รู้จักชื่อของพระองค์ จึงไม่อาจปลุกพระองค์ให้ตื่นได้ เจ้าลองทายดูสิ ว่าใครเป็นคนปลุกท่านเทพลู่อู๋?"
ชิงหลวนพลันตระหนักได้ นางมองไปทางสวี่อิง พลางพึมพำ "เขารู้ชื่อของลู่อู๋ ซ้ำเขายังบอกว่าตัวเองอายุสองหมื่นกว่าปีแล้ว... แต่เขาไม่ได้พึ่งพาเคล็ดวิชานั่วเพื่ออายุยืนยาว แล้วเขาทำอย่างไรถึงมีชีวิตอยู่มาได้นานขนาดนี้?"
"ตัวเขาเองยังไม่รู้เลย แล้วพวกเราจะรู้ได้อย่างไร?"
เฟิ่งเหยาพานางกลับมาที่ข้างกายสวี่อิง และออกตามหาสระเหยาฉือต่อไป นางกล่าว "ท่านอาอิง เซียนหนัวไม่สามารถเป็นอมตะได้อย่างแท้จริง ยังคงต้องแก่เฒ่าและตายจากไป การแฝงกายอำพราง ไม่ได้ทำให้เป็นอมตะอย่างแท้จริง แดนเซียนภายในร่างกายย่อมมีวันประสบภาวะเทวะเสื่อมสลายทั้งห้า มีวันที่แดนเซียนต้องร่วงโรย"
ชิงหลวนกล่าว "พวกเราเคยพบผู้เป็นอมตะที่แก่ชราคนหนึ่ง มรรคาวิถีของเขาผุพัง ทั้งกายเนื้อและจิตวิญญาณล้วนเสื่อมสลาย มรณภาพอยู่นอกคุนหลุนซวี ก่อนตายเขาบอกเองว่า เขามีอายุมาแล้วถึงสามหมื่นหกพันปี"
เมื่อนางพูดถึงตรงนี้ ก็มองไปทางสวี่อิงและคิดในใจ "เขาเป็นผู้เป็นอมตะในยุคต้าซาง ถ้าเช่นนั้นตอนนี้ก็ควรจะแก่ชราแล้วสิ ทำไมถึงยังเป็นเด็กหนุ่มอยู่ล่ะ?"
ในตอนนั้นเอง สวี่อิงก็สัมผัสได้ถึงกลิ่นอายอันไพศาลและลึกล้ำสายหนึ่งแผ่ซ่านมาจากบนภูเขา ราวกับมีความต่อเนื่องไม่ขาดสาย กว้างใหญ่ดั่งเทือกเขาคุนหลุน อ่อนโยนถึงขีดสุดดั่งสัญชาตญาณความเป็นแม่ เปรียบดั่งเทพแห่งสรวงสวรรค์ เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์เหนือทวยเทพทั้งมวล
"เป็นกลิ่นอายของซีหวังหมู่"
เฟิ่งเหยากล่าว "คราวก่อนที่ข้ากับชิงหลวนมาที่คุนหลุน ก็พยายามปลุกซีหวังหมู่แล้ว แต่ไม่อาจปลุกพระองค์ให้ตื่นได้"
ชิงหลวนพูดจาฉะฉานรวดเร็ว "คราวก่อนพวกเราอยู่ไกลเกินไป เลยปลุกพระองค์ไม่ได้ คราวนี้อยู่ใกล้ขึ้นมาหน่อย ต้องปลุกได้แน่"
เฟิ่งเหยามีสีหน้าหม่นหมองลงเล็กน้อย นางเอ่ยเสียงเบา "ซีหวังหมู่เป็นเทพแห่งขุนเขาทั้งปวง พระองค์คงจะประสบเคราะห์กรรมในมหันตภัยครั้งใหญ่ จนไม่อาจตื่นขึ้นมาได้อีกตลอดกาลแล้ว"
พวกเขาฝ่าฟันอานุภาพเทวะอันไพศาลนั้น มุ่งหน้าต่อไปเพื่อค้นหาเบาะแสของสระเหยาฉือ
โดยไม่รู้ตัว พวกเขาก็ค่อยๆ มาถึงยอดเขา เพียงเห็นว่าพลังเทวะของเทือกเขาแห่งนี้สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า ก่อตัวเป็นแสงสีทองอร่าม ปกคลุมยอดเขาเอาไว้
ยิ่งเข้าใกล้จุดสูงสุดของยอดเขา พลังเทวะก็ยิ่งยิ่งใหญ่ อานุภาพเทวะก็ยิ่งหนักอึ้ง!
อานุภาพเทวะชนิดนี้คือวิถีสวรรค์ บริสุทธิ์และเรียบง่าย ไม่ได้ดุดันโอหังเหมือนทวยเทพวิถีสวรรค์ ในอากาศยังมีเสียงเต๋าดังแว่วมาเลือนราง เสียงเต๋ายาวนานต่อเนื่อง มีพลังชนิดหนึ่งที่ทำให้เกิดการเติบโตของสรรพสิ่ง
ทว่าสิ่งที่แตกต่างจากเสียงแห่งวิถีสวรรค์ที่สวี่อิงเคยเห็นมาก่อนหน้านี้ก็คือ การเติบโตของสรรพสิ่งชนิดนี้ไม่ได้ทำให้ร่างกายมนุษย์และต้นไม้ใบหญ้าเติบโตสะเปะสะปะระเกะระกะ แต่เป็นการทำให้ทุกอวัยวะยังคงรักษารูปแบบของมันไว้ บรรลุถึงสภาวะสมบูรณ์แข็งแรงไร้ที่ติ และยกระดับสมรรถภาพของร่างกาย
"วิถีสวรรค์ย่อมมีการเติบโต มีการแก่เฒ่า มีการทำลายล้าง ทว่าวิถีสวรรค์ของเทพสวรรค์นั้นวุ่นวายสับสนเกินไป ขัดต่อแก่นแท้ของวิถีสวรรค์ กลิ่นอายวิถีสวรรค์ที่แผ่ออกมาจากซีหวังหมู่ต่างหาก ถึงจะเป็นวิถีสวรรค์ที่แท้จริง" สวี่อิงทอดถอนใจ
พวกเขาเดินทะลุผ่านแสงสีทอง เฟิ่งเหยาร้องเรียกซีหวังหมู่ ก่อให้เกิดระลอกคลื่นพลังเทวะเป็นระลอกๆ ทว่าท้ายที่สุดก็ไม่อาจปลุกผู้เป็นเจ้าของพลังเทวะขุมนี้ให้ตื่นขึ้นมาได้
สวี่อิงสัมผัสอย่างละเอียด รู้สึกเพียงว่าท่ามกลางพลังเทวะมีจิตสัมผัสอันสับสนวุ่นวายนับไม่ถ้วน นั่นคือจิตสำนึกของซีหวังหมู่ที่ถูกทำลายจนแหลกละเอียด กลายเป็นความโกลาหลไปหมดแล้ว
"ซีหวังหมู่!" สวี่อิงร้องเรียกออกไปหนึ่งคำ
พลังเทวะในหุบเขาราวกับมหาสมุทรอันกว้างใหญ่ ปั่นป่วนรุนแรงยิ่งขึ้น ระลอกคลื่นกลายสภาพเป็นคลื่นยักษ์เทียมฟ้า ทว่าจิตสำนึกที่โกลาหลกลับไม่อาจรวมตัวกันได้
เฟิ่งเหยากับชิงหลวนตกตะลึงเป็นอย่างยิ่ง พากันหันมามองสวี่อิง
ชิงหลวนกระซิบเสียงเบา "คุณหนู สวี่อิงน่าจะเป็นผู้เป็นอมตะ แต่ผู้เป็นอมตะคนนี้ดูเหมือนจะแตกต่างจากพวกเราอยู่นิดหน่อยนะ"
"ซีหวังหมู่!"
สวี่อิงร้องเรียกอีกครั้ง พลังเทวะก่อตัวเป็นกระแสน้ำขึ้นน้ำลง สั่นสะเทือนไม่หยุดหย่อน น่าตื่นตะลึงถึงขีดสุด
เฟิ่งเหยากับชิงหลวนสัมผัสได้ทันทีว่าจิตสำนึกที่แตกซ่านสับสนวุ่นวายนับไม่ถ้วนในหุบเขาพุ่งชนเข้าหากัน ในมหาสมุทรพลังเทวะมีพายุไฟปะทุ สายฟ้าก่อตัว กลายเป็นความอันตรายอย่างหาที่เปรียบไม่ได้!
ส่วนที่ใจกลางของพลังเทวะ สายฟ้าแลบแปลบปลาบราวกับลูกไฟสายฟ้า พายุไฟกวาดม้วน โกลาหลไปทั่วทิศ น่าสะพรึงกลัวผิดปกติ!
เฟิ่งเหยาหน้าซีดเผือด พึมพำว่า "ชิงหลวน เขาอาจจะไม่ใช่ผู้เป็นอมตะรุ่นราวคราวเดียวกับท่านอาของพวกเรา เขาอาจจะเป็นผู้เป็นอมตะรุ่นที่เดินออกมาจากหุบเขา..."
ชิงหลวนแปลงกายเป็นหญิงสาวอิงแอบอยู่ข้างกายนาง มองไปรอบๆ อย่างระแวดระวัง พลางกระซิบถาม "ถ้าอย่างนั้นยังต้องเรียกเขาว่าท่านอาอิงอีกไหม?"
เฟิ่งเหยาเอ่ยอย่างกลัดกลุ้ม "ถ้าไม่เรียกท่านอาอิง แล้วจะให้เรียกอะไรล่ะ?"
ชิงหลวนหัวเราะเสียงเบา "พี่อิงไงล่ะ"
เฟิ่งเหยาเขินอายปนโกรธ หยิกใต้รักแร้ของนางไปแรงๆ หนึ่งที ชิงหลวนรีบปัดป้อง แล้วหันไปจี้เอวนาง ใช้ขนนกเกาใต้รักแร้ ลำคอ และหน้าท้องของนาง
เฟิ่งเหยารีบตอบโต้ ลูบคลำไปตามตัวนาง เลิกเสื้อตัวบางของเด็กสาวขึ้น
สวี่อิงชำเลืองมองแวบหนึ่ง ก็รีบหลุบตาลงมองจมูก จมูกชี้ตรงสู่หัวใจทันที คิดในใจว่า "ข้าเป็นท่านอาของพวกนาง จะมองส่งเดชไม่ได้" ว่าแล้วก็แอบมองไปอีกแวบหนึ่ง
"ท่านระฆังไม่อยู่ ข้าผูกรั้งหัวใจตัวเองไว้ไม่อยู่แล้ว" เขาแอบคิดในใจ
พลังเทวะบนยอดเขาอวี้จูปั่นป่วนไม่หยุดหย่อน ตรงกลางโกลาหลวุ่นวาย ขอบเขตที่ปกคลุมกว้างขึ้นเรื่อยๆ ความปั่นป่วนก็รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ
ทันใดนั้น ก็ได้ยินเสียงร้องฮึ่มดังแว่วมา เรือลำเล็กพุ่งทะลวงอากาศออกมาจากความโกลาหลนั้น หมวกสานบนหัวของชายสวมหมวกสานถูกเผาทำลายไปครึ่งซีก เรือลำเล็กก็ติดไฟลุกไหม้ ล่าถอยหนีไปอย่างลุกลี้ลุกลน
เขาเดินสวนทางกับสวี่อิง สวี่อิงกำลังจะมองใบหน้าที่แท้จริงของเขาให้ชัดเจน แต่กลับเห็นใบหน้าที่ถูกเผาจนเกรียม จึงสะดุ้งตกใจ
"ตัวตนที่แข็งแกร่งปานนี้ กลับถูกพลังเทวะของซีหวังหมู่แผดเผาจนหน้าไหม้เกรียม!"
เขาเพิ่งคิดถึงตรงนี้ ทันใดนั้นก็มีร่างอันสูงใหญ่สง่างามอีกร่างพุ่งพรวดออกมาจากความโกลาหล พลังเวทอันน่าสะพรึงกลัวซัดกระหน่ำ พยายามจะดับไฟอสนีบาตบนร่าง
"นายแห่งวังหนีหวาน!"
สวี่อิงประหลาดใจ เกือบจะร้องอุทานออกมา
เวลานี้ ตัวตนที่แข็งแกร่งอย่างหาที่เปรียบไม่ได้ก็พุ่งออกมาจากความโกลาหลทีละคน มีคนส่งเสียงเกรี้ยวกราด กล่าวเสียงเย็นชาว่า "ผู้ศักดิ์สิทธิ์หน้าไหนกล้าลอบกัดข้าตอนที่ข้ากำลังตักน้ำ?"
ชิงหลวนกำลังจะเอ่ยปาก ทันใดนั้นก็มีฝ่ามือสองข้างจากซ้ายขวาปิดปากนางเอาไว้พร้อมกัน
ฝ่ามือสองข้างนี้ ข้างหนึ่งเป็นมือของสวี่อิง อีกข้างเป็นมือของเฟิ่งเหยา ต่างก็เกรงว่านางจะพูดมากจนเปิดเผยตัวตนของสวี่อิง และไปยั่วโทสะตัวตนอันน่าสะพรึงกลัวเหล่านี้
มือของเฟิ่งเหยากดทับอยู่บนมือของสวี่อิง ใบหน้าของนางแดงระเรื่อเล็กน้อย ค่อยๆ ชักฝ่ามือกลับอย่างเงียบเชียบ
ส่วนสวี่อิงก็ถูกชิงหลวนกัดไปหนึ่งคำ จึงรีบหดมือกลับเช่นกัน กลางฝ่ามือเปียกชุ่มไปด้วยน้ำ ไม่รู้ว่าเป็นน้ำลายของชิงหลวนหรือไม่ เขาคิดในใจ "นางกัดเจ็บชะมัด"
คนสุดท้ายพุ่งตัวออกมาจากความโกลาหลในมหาสมุทรพลังเทวะ ผ่านไปเนิ่นนาน ก็ไม่มีใครพุ่งออกมาจากข้างในนั้นอีก
"เฟิ่งเหยา ชิงหลวน พวกเราเข้าไปกันเถอะ!" สวี่อิงเอ่ยขึ้นกะทันหัน
ทันใดนั้น ด้านหลังของพวกเขาก็มีเสียงอันคุ้นเคยดังขึ้น พร้อมกับเสียงหัวเราะ "ท่านสวี่ หากท่านตักน้ำเซียนสระเหยาฉือมาได้ แบ่งให้ข้าสักกระบวยสิ"
จิตใจของสวี่อิงสั่นสะเทือน เขาหันหลังกลับไป ก็เห็นภูเขาเซียนรูปทรงสี่เหลี่ยมจัตุรัสลอยอยู่ไม่ไกลนัก สวีฝูสวมชุดดำคาดสายรัดเอวสีแดงยืนอยู่บนภูเขาเซียน แต่งกายเหมือนกับเขาทุกประการ
พวกเขาทั้งสอง ดูราวกับเป็นพี่น้องกัน







