สวี่อิงรออยู่นานก็ไม่เห็นความเคลื่อนไหวใด จึงเดินไปที่ภูเขาลูกเล็กๆ ใกล้ๆ ยกมือขึ้นฟันลงไปในอากาศ ยอดเขานั้นถูกปราณกระบี่ผ่าออกและแยกตัวไปทางซ้ายขวา
สวี่อิงรวบรวมปราณเป็นกระบี่ ทิ้งอักขระวิถีเซียนไว้บนหน้าผาสองฝั่งของยอดเขาฝั่งละหนึ่งบรรทัด
เขาไปยังเนินเขาอีกแห่งแล้วทำเช่นเดียวกัน ทิ้งอักขระวิถีเซียนไว้อีกที่หนึ่ง
ทำเช่นนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า เขาทิ้งหน้าผาหินไว้แปดด้าน แต่ละด้านห่างกันร้อยลี้ โดยมีจุดศูนย์กลางอยู่ที่จุดจบชีวิตของเทพนอกรีตเทียนซู่
หยวนชีและระฆังใหญ่พิจารณาอักขระวิถีเซียนบนหน้าผาหิน อักขระเหล่านี้คือตัวอักษรที่สวี่อิงแปลงความเข้าใจต่อวิถีกระบี่ของตนเองออกมา แฝงไว้ด้วยเนื้อหาของเคล็ดวิชาคืนสู่สัจธรรมแห่งวิถีกระบี่ ทว่าก็ไม่เหมือนกันเสียทีเดียว
"ท่านระฆัง ท่านว่าเคล็ดวิชาคืนสู่สัจธรรมแห่งวิถีกระบี่บนผาเซียนกระบี่ จะเป็นอักขระที่เซียนกระบี่ในอดีตทิ้งไว้เพื่อสะกดมารหรือเปล่า?"
หยวนชีตามสวี่อิงไปพลางกล่าวอย่างครุ่นคิด "ต่อมามารตายไป อักขระที่เซียนกระบี่ทิ้งไว้ยังคงอยู่ ปรมาจารย์รุ่นแรกของสำนักกระบี่ไปที่นั่น ค้นพบอักขระ จึงรู้แจ้งวิถีกระบี่และกลายเป็นเซียน ท่านว่าในอนาคตจะมีคนมาที่หน้าผาหินซึ่งอาอิ้งทิ้งไว้ แล้วรู้แจ้งวิถีกระบี่ในนั้นหรือไม่?"
ระฆังใหญ่หัวเราะลั่น "ท่านเจ็ด ท่านคิดมากไปหรือเปล่า? เคล็ดวิชาคืนสู่สัจธรรมแห่งวิถีกระบี่ต้องเป็นสิ่งที่เซียนกระบี่ไร้เทียมทานสลักไว้ที่นั่น เพื่อสืบทอดให้ผู้มีวาสนาแน่ๆ ไม่แน่ว่าเซียนกระบี่อาจจะจีบนิ้วคำนวณ ก็สามารถคำนวณได้ว่าปรมาจารย์รุ่นแรกคือผู้สืบทอดของเขา"
หยวนชีหัวเราะกล่าว "จะมีคนเก่งกาจปานนั้นที่ไหนกัน? หากเขาสามารถคำนวณถึงปรมาจารย์รุ่นแรกสำนักกระบี่ได้ เช่นนั้นจะสามารถคำนวณถึงอาอิ้งได้หรือไม่?"
ระฆังใหญ่กล่าว "ไม่แน่ว่าอาอิ้งก็อาจจะอยู่ในการคำนวณของเขาด้วยเช่นกัน"
หลังจากพวกสวี่อิงจากไป ผ่านไปสามวัน จู่ๆ พื้นดินก็ร่วนซุย หนวดสีเลือดแต่ละเส้นยื่นออกมาจากใต้ดิน จากนั้นหนวดสีเลือดก็ประคองก้อนเนื้อคืบคลานออกมาจากใต้ดิน
ก้อนเนื้อนั้นสั่นไหวเล็กน้อย กลายสภาพเป็นรูปลักษณ์ของเทพนอกรีตเทียนซู่ เอ่ยเสียงต่ำ "ข้าบาดเจ็บสาหัสยังไม่หายดี จึงถูกเขาฉวยโอกาส หากไม่แก้แค้นนี้ ก็เสียชาติเกิดเป็นเทพสวรรค์! ทว่าหากต้องการฟื้นฟูพลังให้กลับสู่จุดสูงสุด จำเป็นต้องกลืนกินแผ่นดินเสินโจวทั้งหมดให้เกลี้ยงเสียก่อน"
ศึกที่วิหารเทพสวรรค์ มันได้รับบาดเจ็บหนักเกินไป จึงจำต้องเร้นกายเข้าไปในแสนขุนเขา กลืนกินปราณฟ้าดินและสรรพชีวิตเพื่อฟื้นฟูพลัง
สวี่อิงตามหามันจนพบ และใช้วิถีกระบี่แห่งเซียนเกือบจะลบมันทิ้ง โชคดีที่มันมีร่างเนื้อของเทียนซู่ จึงตัดร่างกายส่วนหนึ่งออกจากร่างต้น รอดพ้นเคราะห์กรรมมาได้
"เช่นนั้นก็กินโลกหยวนโซ่วทั้งใบซะเลย!"
มันเพิ่งคิดมาถึงตรงนี้ พอเงยหน้าขึ้นก็เห็นหน้าผาแห่งหนึ่ง ลายมือของสวี่อิงบนหน้าผาปรากฏแก่สายตา
ทันใดนั้น ประกายกระบี่สายหนึ่งก็พุ่งมาจากหน้าผานั้น ดัง 'ฉึก' ทะลวงหน้าผากของมันเป็นรู!
ดวงตาทั้งสองของมันกลายเป็นว่างเปล่ากลวงโบ๋ในทันที ไร้ซึ่งพลังชีวิตอีกต่อไป ทรุดฮวบกลายเป็นกองเนื้อตาย
"แค่ปุถุชนคนหนึ่ง คิดจะผนึกข้าหรือ? เจ้าช่างกล้าหาญชาญชัยนัก!"
ทันใดนั้นผืนปฐพีก็เดือดพล่าน เห็นเพียงหนวดเลือดเนื้อนับไม่ถ้วนจากใต้ดินร่ายรำอยู่กลางอากาศ เทพนอกรีตเทียนซู่ทีละตนมุดโผล่จากใต้ดิน ส่งเสียงร้องคำรามพุ่งหนีออกไปด้านนอก
ภายในขอบเขตที่หน้าผาหินทั้งแปดด้านครอบคลุม รัศมีหลายร้อยลี้ ประกายกระบี่สาดส่องตัดกันไปมา ราวกับตาข่ายขนาดใหญ่ที่ถักทออย่างหนาแน่นเหลือคณา!
ได้ยินเพียงเสียง 'ฉึก ฉึก ฉึก' ดังไม่ขาดสาย จู่ๆ ก็กลับคืนสู่ความสงบ เหลือเพียงเทพนอกรีตเทียนซู่แต่ละตนที่ยืนแข็งทื่ออยู่ตรงนั้น
"ซู่!"
เทพนอกรีตเทียนซู่นับร้อยกลายสภาพเป็นกองเนื้อเปื่อยยุ่ย กองอยู่บนพื้นดิน ผ่านไปเนิ่นนาน ดินแดนผืนนี้ก็ไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆ อีก
หลายวันต่อมา บนท้องฟ้ามีนกบินผ่านเหนือดินแดนผืนนี้ ทันใดนั้นหนวดสีเลือดเส้นหนึ่งก็พุ่งออกมาจากผืนดิน เกาะติดนกตัวนั้นราวกับลิ้นกบ หมายจะลากลงไปใต้ดิน
"เช้ง!"
ประกายกระบี่สายหนึ่งพุ่งออกมาจากหน้าผาหินด้านหนึ่ง ตัดหนวดสีเลือดจนขาดสะบั้น นกตัวนั้นตะเกียกตะกายบินหนีไป
หนวดสีเลือดที่เหลือหดกลับลงไปในผืนดิน
ผ่านไปอีกหลายวัน นายพรานหลายคนเดินผ่านสถานที่แห่งนี้ นายพรานที่เป็นผู้นำเพิ่งจะเดินเข้าไปในหุบเขา จู่ๆ ก็พบว่าก้าวเท้าไม่ออก เมื่อออกแรงยกเท้าขึ้น กลับเห็นติ่งเนื้อเล็กๆ คล้ายเส้นเอ็นนับไม่ถ้วนแทงทะลุรองเท้าของเขาและชอนไชเข้าไปในร่างกายตั้งแต่เมื่อใดก็ไม่อาจทราบได้
นายพรานคนอื่นๆ เห็นดังนั้น กำลังจะเข้ามาช่วย กลับเห็นนายพรานที่เดินเข้าไปในหุบเขาเลือดเนื้อละลายหายไปในพริบตา เหลือเพียงโครงกระดูกขาวโพลน บนโครงกระดูกมีหนวดเลือดเนื้อที่กำลังฝังตัวคืบคลานพันธนาการอยู่!
ประกายกระบี่อีกสายหนึ่งพุ่งทะยานมา ฟาดฟันหนวดเลือดเนื้อบนโครงกระดูกจนขาดสะบั้น
เหล่านายพรานเห็นภาพนั้นก็หวาดกลัวสุดขีด วิ่งหนีล้มลุกคลุกคลานออกจากที่แห่งนี้ ไม่กล้าเหยียบย่างเข้ามาในหุบเขานี้อีก
พวกเขาหนีไปจนถึงที่ไกลๆ ทันใดนั้นท้องฟ้าก็มืดครึ้ม เหนือหุบเขาก่อตัวเป็นกลุ่มเมฆดำทะมึน ไอมารวมตัวกัน จากนั้นก็เกิดเป็นพายุฝนฟ้าคะนอง
สายฟ้าฟาดนับไม่ถ้วนสาดซัดลงมาในหุบเขาราวกับห่าฝน ฟาดฟันปฐพีจนยับเยิน เลือดเนื้อของเทพนอกรีตเทียนซู่ที่ซ่อนอยู่ในหุบเขาถูกสายฟ้าฟาดจนต้องจำใจพุ่งพรวดขึ้นมาจากใต้ดิน
ในขณะเดียวกัน บนหน้าผาภูเขาทั้งแปดด้าน อักขระวิถีกระบี่ก็สว่างวาบ เปลี่ยนหุบเขาให้กลายเป็นมหาสมุทรแห่งกระบี่!
ด้านหลังเมฆดำบนท้องฟ้า ใบหน้าของเทพสวรรค์แต่ละองค์ปรากฏขึ้น เลือนรางจนมองเห็นไม่ชัดเจนนัก
เทพสวรรค์เหล่านี้จ้องมองเลือดเนื้อของเทพนอกรีตเทียนซู่ที่กำลังดิ้นรนอยู่ในมหาสมุทรแห่งวิถีกระบี่ จนกระทั่งมันถูกฟันเลือดเนื้อเส้นสุดท้ายขาดสะบั้น ดับสูญทั้งรูปและนาม ถึงได้เผยรอยยิ้มพึงพอใจและค่อยๆ เลือนหายไป
"ในที่สุดก็ได้แก้แค้นให้วิหารเทพสวรรค์เสียที" บนท้องฟ้ามีเสียงแว่วมาอย่างแผ่วเบา
เหล่านายพรานมองดูฉากนี้ด้วยความหวาดกลัว วิ่งล้มลุกคลุกคลานกลับไปยังหมู่บ้าน เล่าเรื่องประหลาดนี้ให้คนอื่นๆ ในหมู่บ้านฟัง
เรื่องนี้ค่อยๆ แพร่สะพัดออกไปในที่ต่างๆ หน้าผาแปดด้านกลายเป็นตำนานของท้องถิ่น เพียงแต่ตัวอักษรประหลาดบนหน้าผาแปดด้านกลับไม่ได้ระเบิดประกายกระบี่ออกมาอีก ราวกับว่าหวนคืนสู่ความธรรมดาสามัญ
บนท้องฟ้า งูยักษ์ยาวสองถึงสามร้อยจ้างแหวกว่าย รอบกายมีปราณกระบี่บินวนเป็นกลุ่มก้อน บนหัวของงูยักษ์มีเขาสองเขา สีดำหนึ่งสีขาวหนึ่ง เขาทั้งสองแตกแขนงออก
ระหว่างเขาทั้งสองมีปราณหยินหยางไหลเวียน ทำให้ความเร็วของมันค่อยๆ เพิ่มขึ้น
สวี่อิงยืนอยู่ระหว่างเขาทั้งสอง มองตรงไปเบื้องหน้า
พวกเขามุ่งหน้าไปทางทิศตะวันตกตลอดทาง ก้าวเข้าสู่การเดินทางตามหาเขาคุนหลุน หยวนชีเดินทางวันละแสนลี้ บินต่อเนื่องสิบกว่าวัน แต่ก็ยังไม่เห็นวี่แววของเขาคุนหลุน
เบื้องล่างคือเขตไร้ผู้คนที่ทอดยาวนับหมื่นลี้ ทุ่งกว้างอันไพศาล มีสัตว์ยักษ์อาศัยอยู่ภายในนั้น
สายเลือดสัตว์ยักษ์บรรพกาลของหยวนชีแข็งแกร่งอย่างยิ่ง กดทับจนสัตว์ยักษ์บนทุ่งกว้างพากันวิ่งเตลิดเป็นฝูง ทิ้งฝุ่นควันหนาทึบไว้เบื้องหลังราวกับเมฆหมอกที่ตามหลังฝูงสัตว์
สวี่อิงชะเง้อมองไปข้างหน้า ทิวเขาแต่ละลูกทอดยาวสลับซับซ้อน เก่าแก่และยิ่งใหญ่ตระการตา บนภูเขายังสามารถมองเห็นวิหารเทพขนาดมหึมา ซึ่งกราบไหว้บูชาเทพเจ้าที่เก่าแก่หาใดเปรียบ
"ที่นี่มีเทพเจ้า! หากมีเทพเจ้า ก็ต้องมีคน!"
เขาประหลาดใจในใจ ให้หยวนชีชะลอความเร็ว ว่ายผ่านข้างเขาศักดิ์สิทธิ์ลูกหนึ่ง สังเกตเทพเจ้าในวิหารบนยอดเขาอย่างละเอียด
เทพเจ้าที่นี่คือเทพกายาทองคำองค์หนึ่ง มีสามใบหน้า สี่กร กลิ่นอายแข็งแกร่งอย่างยิ่ง ยืนตระหง่านอยู่ในวิหารจ้องมองพวกเขา
รอบกายของมัน มีสายรัดธูปเทียนที่งดงามตระการตา สายรัดนั้นก่อตัวเป็นเส้นโค้งที่ด้านหลังศีรษะของมัน ในเส้นโค้งนั้นมีระฆังใหญ่ที่ควบแน่นจากพลังศักดิ์สิทธิ์แห่งควันธูป
ระฆังใบนั้นดูเรียบง่ายและเก่าแก่อย่างยิ่ง ด้านบนมีตัวอักษรประหลาดต่างๆ แตกต่างจากอักษรนกและหนอน ดูคล้ายคลึงกับอักขระวิถีสวรรค์อยู่บ้าง
"ระฆังใหญ่ที่ควบแน่นจากไอควันธูปใบนั้น คือของวิเศษวิถีสวรรค์อย่างนั้นหรือ?"
สวี่อิงตื่นตระหนกและสงสัย เทพเจ้าองค์นี้เก่าแก่เกินไปแล้ว ไอควันธูปของมันสามารถควบแน่นจนกลายเป็นของวิเศษได้ เหนือล้ำกว่าเทพเจ้าที่เขาเคยเห็นมาในอดีตไม่รู้กี่เท่า!
"ไอควันธูปบนร่างของมัน เกรงว่าคงก่อตัวมานานนับหมื่นปีแล้ว!"
สวี่อิงพึมพำ "เทพเจ้าที่มีตบะนับหมื่นปี พลังฝีมือเกรงว่าคงไล่เลี่ยกับผู้บำเพ็ญเพียรขั้นทะยานขึ้นเป็นเซียนแล้วกระมัง?"
ไอควันธูปบนร่างของโอรสสวรรค์แห่งสภายมโลกก็เข้มข้นอย่างยิ่งเช่นกัน แต่ก็ยังไม่ถึงขั้นที่สามารถควบแน่นเป็นของวิเศษได้ พระองค์กลายเป็นโอรสสวรรค์แห่งสภายมโลกเมื่อสามพันปีก่อน ได้รับการกราบไหว้บูชาด้วยควันธูปจากราษฎร
ทุกครั้งที่ถึงเทศกาลเช็งเม้ง สารทจีน และเทศกาลอื่นๆ ยามที่ผู้คนเผากระดาษเงินกระดาษทองให้ญาติพี่น้อง ไอควันธูปส่วนหนึ่งจะถูกส่งขึ้นไปตกเป็นของผู้ตัดสินและราชันผีในแต่ละจวน ราชันผีและผู้ตัดสินจะเก็บไว้ส่วนหนึ่ง แล้วจึงส่งขึ้นไปถวายแด่โอรสสวรรค์แห่งสภายมโลกอีกทอดหนึ่ง
โอรสสวรรค์แห่งสภายมโลกจึงรวบรวมไอควันธูปไว้ได้อย่างมหาศาลหาใดเปรียบ สามารถต่อกรกับตัวตนระดับหลี่เซียวเค่อได้ ทว่าการนำไอควันธูปมาควบแน่นเป็นของวิเศษ พระองค์กลับไม่อาจทำได้
สวี่อิงให้หยวนชีชะลอความเร็ว ย่อขนาดตัวลง และร่อนลงบนเขาศักดิ์สิทธิ์ลูกนั้นอย่างช้าๆ ระฆังใหญ่ลอยอยู่เหนือศีรษะของสวี่อิง ติดตามเขามายังหน้าวิหารอันโอ่อ่า
สวี่อิงเคาะประตูหน้าวิหาร บานประตูเปิดออกเสียงดังเอี๊ยดอ๊าด ชายหนุ่มพางูยักษ์เดินเข้าไปในวิหาร
เมื่อเข้าใกล้เทพเจ้าผู้ยิ่งใหญ่องค์นั้น ถึงขั้นได้ยินเสียงเซ่นไหว้ที่จอแจสารพัด เสียงสวดภาวนาของราษฎร ทำให้ผู้คนยากจะรักษาสติสัมปชัญญะของตนไว้ได้และตกอยู่ในความบ้าคลั่ง!
เทพเจ้าองค์นี้ ถึงกับมีกลิ่นอายของเทพเจ้าแห่งวิถีสวรรค์อยู่หลายส่วน!
เทพเจ้าสามหน้าสี่กรดูออกถึงความไม่ธรรมดาของเขา จึงมาต้อนรับเขาด้วยตนเอง และเชิญเขาเข้าไปในตำหนัก
สวี่อิงเอ่ยถาม "สหายเต๋าเสพรับการเซ่นไหว้บนเขาศักดิ์สิทธิ์มานานเท่าใดแล้ว?"
เทพเจ้าองค์นั้นมีสามใบหน้า ได้แก่ ยินดี โกรธเกรี้ยว และใจสงบ ใบหน้าฝั่งใจสงบกล่าวว่า "สี่หมื่นกว่าปีแล้ว ข้าเก่าแก่เกินไป จำไม่ได้แล้วว่าปีนั้นตนเองเป็นวิญญาณของใคร และเหตุใดจึงถูกแต่งตั้งให้เป็นเทพเจ้าพิทักษ์เขาศักดิ์สิทธิ์ลูกนี้ ภูเขาลูกนี้มีชื่อว่าเขาเซียงอู๋ ดังนั้นผู้คนจึงเรียกข้าว่าเทพขุนเขาเซียงอู๋"
"สี่หมื่นกว่าปี! อาอิ้ง แก่กว่าท่านอีก!" หยวนชีและระฆังใหญ่อุทานด้วยความทึ่ง
สวี่อิงกล่าว "สหายเต๋า ข้ามองดูรอบๆ ไร้ซึ่งผู้คน แล้วผู้ใดเล่าที่เซ่นไหว้ท่าน?"
เทพขุนเขาเซียงอู๋กล่าว "ระหว่างฟ้าดินไม่ได้มีเพียงมนุษย์ที่มีจิตวิญญาณ แต่ยังมีสรรพชีวิตอื่นๆ ภูตพรายดอกไม้ใบหญ้าและต้นไม้ในบริเวณใกล้เคียง สิงสาราสัตว์ในป่า สัตว์ยักษ์ที่เดินอยู่ในทุ่งหญ้า พวกมันล้วนสามารถกราบไหว้ข้าได้ พวกท่านคือผู้บำเพ็ญเพียรที่ตามหาคุนหลุนใช่หรือไม่?"
สวี่อิงตอบรับ
เทพขุนเขาเซียงอู๋กล่าว "ข้าเคยพบผู้บำเพ็ญเพียรเช่นท่าน พวกเขาก็กำลังตามหาเขาคุนหลุนเช่นกัน พวกเขาไปทางนั้นแล้ว"
มันยกมือขึ้นชี้ไปทางทิศของเขาคุนหลุน
สวี่อิงกล่าวขอบคุณ กำลังจะจากไป ก็สังเกตเห็นว่าบนร่างของเทพเจ้าองค์นี้มีอักขระประหลาดสายหนึ่ง ดูเหมือนเกิดขึ้นตามธรรมชาติ แทบจะเหมือนกับอักขระวิถีสวรรค์ทุกประการ จึงหยุดเท้าลงกะทันหันแล้วสอบถาม "สหายเต๋า เทพเจ้าก็สามารถทะยานขึ้นเป็นเทพสวรรค์ได้เช่นกันหรือ?"
เทพขุนเขาเซียงอู๋กล่าว "มีสิ่งใดที่ไม่ได้เล่า? ข้ามักจะสัมผัสได้ถึงลางบอกเหตุแห่งการทะยานขึ้นเป็นเซียนอยู่บ่อยครั้ง รู้สึกว่าบนสวรรค์เบื้องบนมีวิถีสวรรค์กำลังเพรียกหาข้า ให้ข้าเดินทางไป"
สวี่อิงยิ้มกล่าว "ยินดีด้วยสหายเต๋า"
เขาพลันกระจ่างแจ้ง
เมื่อก่อนเขาไม่รู้ว่าเทพสวรรค์มาจากที่ใด การปรากฏตัวของเทพขุนเขาเซียงอู๋ผู้นี้ ในที่สุดก็ช่วยไขข้อสงสัยให้เขาได้ข้อหนึ่ง ที่แท้เทพเจ้าได้รับการเซ่นไหว้จากราษฎร นานวันเข้า ก็จะดำรงอยู่คู่ฟ้าดิน บนร่างกายจะค่อยๆ มีอักขระวิถีสวรรค์เกิดขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ
เทพเจ้าเช่นนี้เมื่อทะยานขึ้นสู่โลกแห่งวิถีสวรรค์ ก็คือเทพสวรรค์ของที่นั่นนั่นเอง
เทพขุนเขาเซียงอู๋ส่ายหน้ากล่าว "ข้าไม่อยากทะยานขึ้นเป็นเซียน ด้านหนึ่งคือตัดใจทิ้งขุนเขาเขียวขจีผืนนี้และราษฎรที่กราบไหว้ข้าไม่ลง อีกด้านหนึ่งคือข้ามีความหวาดกลัวอย่างใหญ่หลวงต่อการทะยานขึ้นไป ข้าเคยเห็นผู้อาวุโสหลายท่านที่เก่าแก่กว่าข้าเสียอีก บนร่างของพวกท่านเกิดอักขระที่ควบแน่นจากมรรคาวิถีฟ้าดิน หลอมรวมของวิเศษ ทะยานขึ้นไปยังอีกโลกหนึ่ง จากนั้นก็ถูกสังหาร"
สวี่อิงชะงัก "ถูกสังหารหรือ?"
เทพขุนเขาเซียงอู๋กล่าว "โลกที่พวกเราทะยานขึ้นไปนั้น มีเทพจอมปลอมกลุ่มหนึ่งยึดครองอยู่ที่นั่น หากพวกเราสัมผัสถึงฟ้าดินจนเกิดลางบอกเหตุแห่งการทะยานขึ้นไป ก็จะยากที่จะรอดพ้นจากเงื้อมมืออันโหดเหี้ยมของพวกมัน ดังนั้นหลายปีมานี้ข้าจึงอกสั่นขวัญแขวน มักจะปิดกั้นการสัมผัสกับโลกใบนั้นอยู่เสมอ"
มันชะงักไปครู่หนึ่งแล้วกล่าว "ข้าเคยพบผู้บำเพ็ญเพียรในหมู่มนุษย์เช่นพวกท่าน อยู่ในขั้นทะยานขึ้นเป็นเซียนเช่นกัน มีพลังไม่ด้อยไปกว่าข้า พวกเขาก็ไม่กล้าทะยานขึ้นไป หรือว่าจะเป็นเช่นเดียวกับข้า?"
หยวนชีกล่าวอย่างตรงไปตรงมาว่า "พวกเราถูกทัณฑ์สวรรค์ขั้นสุดยอดขัดขวางความฝันในการผ่านด่านเคราะห์ทะยานขึ้นเป็นเซียนต่างหาก ไม่ได้ถูกเทพสวรรค์สังหาร"
เทพขุนเขาเซียงอู๋หัวเราะกล่าว "ก็เหมือนกันไม่ใช่หรือ? ล้วนเป็นทวยเทพที่ทะยานขึ้นไปก่อนหน้านี้ ไม่อยากให้ผู้มาทีหลังทะยานขึ้นไปแย่งชิงทรัพยากรของพวกเขา ดังนั้นจึงต้องปิดกั้นเส้นทางการทะยานขึ้นไป เพื่อรักษากลประโยชน์ของพวกตน"
สวี่อิงเลื่อมใส ยิ้มกล่าว "สหายเต๋ามองทะลุปรุโปร่งยิ่งนัก"
เขาบอกลาเทพขุนเขาเซียงอู๋ พาหยวนชีและระฆังใหญ่จากไปด้วยกัน
หยวนชีสอบถาม "อาอิ้ง ระฆังของเทพขุนเขาเซียงอู๋ใบนั้นร้ายกาจยิ่งนัก ถึงกับมีอานุภาพวิถีสวรรค์อยู่หลายส่วน หรือว่าจะเป็นของวิเศษวิถีสวรรค์?"
สวี่อิงคาดเดา "ยังไม่ใช่ หากมันทะยานขึ้นสู่แดนสวรรค์ ระฆังเซียงอู๋ใบนั้นก็น่าจะสามารถวิวัฒนาการเป็นของวิเศษวิถีสวรรค์ได้ แต่มันไม่ยอมทะยานขึ้นไป จึงไม่อาจกลายเป็นวิถีสวรรค์อย่างแท้จริงได้เสียที"
บนร่างของเทพขุนเขาเซียงอู๋มีอักขระวิถีสวรรค์ดั้งเดิมอยู่มากมายที่กำลังก่อตัวขึ้น เห็นได้ชัดว่าหากต้องการกลายเป็นอักขระวิถีสวรรค์อย่างสมบูรณ์ ยังคงต้องการวาสนาครั้งใหญ่อีกสักครา
สิ่งที่สามารถนำมาซึ่งการผลัดเปลี่ยนให้แก่มันได้ มีเพียงการทะยานขึ้นเป็นเซียนเท่านั้น!
"ทว่ายังมีจุดหนึ่งที่ประหลาดมาก เมื่อดูจากอักขระวิถีสวรรค์ที่กำลังก่อตัวบนร่างของเทพขุนเขาเซียงอู๋แล้ว น่าจะเป็นอักขระวิถีสวรรค์ที่ถูกต้อง"
สวี่อิงเงยหน้ามองฟ้า พึมพำว่า "หากกลายเป็นเทพจากการเซ่นไหว้ตามปกติ เช่นนั้นอักขระบนร่างของเทพสวรรค์ในโลกแห่งวิถีสวรรค์ก็น่าจะเป็นอักขระวิถีสวรรค์ที่ถูกต้องด้วย แต่ไฉนอักขระบนร่างของพวกมันถึงมีข้อบกพร่องและข้อผิดพลาดมากมายเพียงนั้น?"
"ต้องเป็นสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นอย่างแน่นอน ไม่ใช่เทพสวรรค์ที่ถือกำเนิดจากการสัมผัสถึงมรรคาวิถีฟ้าดิน" ระฆังใหญ่กล่าว
สวี่อิงพยักหน้าเบาๆ กล่าวว่า "เช่นนั้น เทพสวรรค์ที่ถือกำเนิดจากการสัมผัสถึงมรรคาวิถีฟ้าดินหายไปไหนแล้วเล่า?"
คำถามนี้ระฆังใหญ่ก็ไม่อาจตอบได้
เวลานี้ หยวนชีก็เอ่ยปากว่า "อาบา อาบาอาบา!"
ระฆังใหญ่ฟังแล้วงุนงง ไม่เข้าใจความหมาย
สวี่อิงราวกับฟังเข้าใจ จึงสอบถามว่า "เจ้าหมายความว่า เมิ่งผอก็คือเทพสวรรค์ดั้งเดิมองค์หนึ่งอย่างนั้นหรือ?"
บนหัวของหยวนชีมีใบหญ้าสีม่วงปลิวไสว กล่าวว่า "อาบาอาบา อาบา!"
สวี่อิงขมวดคิ้ว กล่าวว่า "ตงเยว่ก็อาจจะเป็นเทพสวรรค์ดั้งเดิมด้วย?"
หยวนชีพยักหน้า "อาบาอาบา"
สวี่อิงคิดครู่หนึ่ง จำต้องยอมรับ กล่าวว่า "ท่านหญ้าพูดมีเหตุผลมาก เทพสวรรค์ดั้งเดิมสัมผัสถึงมรรคาวิถีฟ้าดิน เชื่อฟังคำสั่งของวิถีสวรรค์ ไม่ฟังคำสั่งของเซียน พวกมันมีโอกาสสูงมากที่จะพ่ายแพ้ในการต่อสู้ จึงถูกเซียนไล่ออกจากโลกแห่งวิถีสวรรค์ แล้วเปลี่ยนเอาพวกที่เชื่อฟังขึ้นมาแทน เทพดั้งเดิมไม่เชื่อฟัง เช่นนั้นก็สร้างเทพจอมปลอมขึ้นมากลุ่มหนึ่ง เทพดั้งเดิมอยากทะยานขึ้นไป เช่นนั้นก็กำจัดเทพดั้งเดิมทิ้งเสีย"
หญ้าเซียนสีม่วงได้ใจเต็มประดา กล่าวว่า "อาบาอาบา"
ระฆังใหญ่หัวเราะกล่าว "ประโยคนี้ข้าฟังเข้าใจ หมายความว่าเด็กน้อยพอจะสอนได้"
สวี่อิงแค่นเสียงฮึดฮัด คิดในใจว่า "ท่านตงเยว่ให้ข้าไปคุนหลุน ตักน้ำเซียนสระเหยาฉือกระบวยหนึ่งมาให้เขา ตกลงแล้วคิดจะทำอะไรกันแน่?"
พวกเขาบินไปข้างหน้าอีกหลายวัน ในที่สุดก็พบกับผู้บำเพ็ญเพียรและหมอผีคนอื่นๆ สวี่อิงแหงนหน้ามองไป เห็นเพียงเมฆหมอกขาวโพลนบดบังทัศนวิสัยของพวกเขา
ผ่านไปครู่หนึ่ง เขาถึงสัมผัสได้ถึงความผิดปกติบางอย่าง
นั่นไม่ใช่เมฆหมอกที่บดบังท้องฟ้า แต่เป็นภูเขาหิมะลูกหนึ่ง
แรงกดดันที่ยากจะบรรยายสายหนึ่งพุ่งปะทะหน้ามา
ในที่สุดก็ถึงคุนหลุนซวีแล้ว







