หลังจากที่ภาพยนตร์เรื่อง 'จ้านไถ' เริ่มถ่ายทำเฟสที่สอง ความคืบหน้าก็เป็นไปอย่างเชื่องช้า แผนงานของแทบทุกวันล้วนสำเร็จลุล่วงไปอย่างทุลักทุเล บางครั้งก็ถึงขั้นยกเลิกไปเสียดื้อๆ
อาการบ้าคลั่งของเจี่ยจางเคอนั้นรุนแรงมากแล้ว เขาจมดิ่งอยู่ในอาณาจักรแห่งความบ้าคลั่งของตัวเองอย่างสมบูรณ์ โดยไม่สนใจปัจจัยภายนอกเลยแม้แต่น้อย เหล่าโปรดิวเซอร์ที่มาจากฮ่องกง ญี่ปุ่น และฝรั่งเศสแทบจะถูกปั่นหัวจนตาย ที่ยอมบ้าจี้ตามเขาต่อไปก็เป็นเพียงเพราะต้องทำภารกิจของบริษัทให้เสร็จสิ้นเท่านั้น
การทำตามอำเภอใจอย่างหนักหน่วงเช่นนี้ ประกอบกับการแก้บทกะทันหันอยู่ตลอดเวลา ทำให้ฉู่ชิงเองก็ชักจะทนไม่ไหว เขาเหนื่อยจนแม้แต่เวลาที่จะคุยโทรศัพท์กับคุณหนูฟ่านก็ยังน้อยลงเรื่อยๆ
เขาอดไม่ได้ที่จะเกิดความรู้สึกขุ่นเคืองเหล่าเจี่ยขึ้นมาบ้าง ต่อให้ในใจจะเข้าใจแค่ไหนก็ตาม แต่หากทิ้งความรู้สึกฉันเพื่อนไป แล้วมองจากมุมมองของนักแสดงล้วนๆ การต้องมาเจอผู้กำกับที่ไม่เอาไหนแบบนี้ มันก็คือการหาเรื่องใส่ตัวชัดๆ
ความสามารถในการควบคุมตัวเองของฉู่ชิงยังถือว่าดีเยี่ยม ถึงแม้จะถูกปั่นหัวจนแทบเป็นแทบตาย เขาก็ไม่เคยแสดงออกให้ใครเห็นเลย ทว่าผลสุดท้าย ในช่วงบ่ายของวันที่ 4 เมษายน ลฺหวี่เล่อก็มาบอกข่าวที่ทำให้เขาว้าวุ่นใจอีกเรื่องหนึ่ง
'ยุคแห่งกวีนิพนธ์' ตัดต่อคร่าวๆ เสร็จตั้งแต่เดือนที่แล้ว และได้จัดฉายรอบทดลองที่บริษัทผู้สร้างที่สังกัดอยู่ ซึ่งก็คือบริษัทภาพยนตร์จื่อจิ้นเฉิงไปแล้วหนึ่งรอบ นอกจากผู้บริหารระดับสูงแล้ว ก็ยังมีผู้อำนวยการสถานีโทรทัศน์อีกหลายแห่งและสื่อมวลชนอาวุโสมาร่วมชมด้วย
ผลตอบรับออกมาไม่ดีเอามากๆ พวกเขาชินกับการดูนักแสดงหน้าตาจิ้มลิ้มเดินเข้าเดินออกและโพสท่าทางอยู่บนหน้าจอ พอเปิดเรื่องมากลับมีเหล่านักเขียนตัวจริงเสียงจริงที่มีชื่อเสียงโผล่พรวดออกมา จึงทำให้คนกลุ่มนี้รู้สึกตะขิดตะขวงใจเป็นพิเศษ พอดูจบ พวกเขาก็พูดอย่างรักษาน้ำใจว่า ครึ่งหลังคุณถ่ายทำได้ดีนะ แต่ครึ่งแรกต้องถ่ายซ่อม ไม่อย่างนั้นพวกเราคงต้องขอคิดดูก่อน
พอขอคิดดู ก็ปาเข้าไปหนึ่งเดือน ลฺหวี่เล่อโทรศัพท์ไปถามถึงสองครั้ง แต่คำตอบที่ได้กลับมาก็คือ "รอไปก่อน" เขารู้ดีว่าแบบนี้คือโดนสั่งพับโปรเจกต์ กรมภาพยนตร์ยังไม่ทันได้ดูด้วยซ้ำ ทางบริษัทผู้สร้างก็ชิงสั่งพับโปรเจกต์ไปเองเสียแล้ว
ฉู่ชิงฟังแล้วก็ยิ่งกลุ้มใจหนักกว่าเดิม แต่ยังต้องแกล้งทำเป็นไม่มีอะไรเกิดขึ้น แล้วหันไปปลอบใจลฺหวี่เล่อแทน พร้อมกับเสนอไอเดียว่า ลองเอาไปประกวดในงานเทศกาลต่างประเทศดูสิ
ผู้กำกับหลายคนที่เขาเคยร่วมงานด้วยล้วนเดินเส้นทางนี้ ไม่มีอะไรน่าแปลกใจ แต่ลฺหวี่เล่อกลับไม่มีความคิดแบบนั้น เขาบอกว่าหนังของผมไม่ได้ทำมาให้ฝรั่งดู ฝรั่งดูก็ไม่เข้าใจหรอก ผมทำมาเพื่อ 'วัยรุ่นสายวรรณกรรมที่เมื่อก่อนรักการอ่าน แต่เดี๋ยวนี้ไม่มีหนังสือให้หนอนหนังสืออย่างพวกเราอ่าน' ต่างหาก
หมอนี่กลับมองโลกในแง่ดี เขาบอกฉู่ชิงว่า ตอนที่เพิ่งเริ่มถ่ายทำก็คิดไว้อยู่แล้วว่าคงไม่ได้ฉาย แผนในตอนนั้นคือ จะออกเป็นแผ่น DVD โดยตรง แล้วเอาไปขายให้พวกวัยรุ่นสายวรรณกรรมตามโรงเรียน ขายให้คนละแผ่น ต่อให้ขายถูกหน่อย ก็คงทำเงินได้ไม่น้อยแล้ว
เขาปลงตกแล้ว จึงพูดพลางหัวเราะว่า "ไม่ต้องไปคิดหรอก มันก็เป็นแค่ช่วงชีวิตหนึ่ง จบแล้วก็จบกันไป"
แต่ฉู่ชิงไม่สามารถปล่อยวางได้แบบนั้น ถ้าเป็นหนังเรื่องอื่นก็คงไม่เท่าไหร่ แต่นี่คือหนังที่เขาเล่นคู่กับหวังถง เขาหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะได้เห็นหนังเรื่องนี้ในโรงภาพยนตร์ ฉากในร้านทำผม ที่ชุยหมิงเลี่ยงกับพวกได้ยินเพลงของเติ้งลี่จวินเป็นครั้งแรก ประตูสู่โลกภายนอกกำลังค่อยๆ เปิดออกต้อนรับพวกเขา
เดิมทีมันเป็นฉากที่ค่อนข้างเรียบง่าย แต่เจี่ยจางเคอกลับหาเรื่องปวดหัวอีกแล้ว เขาจู้จี้กับรายละเอียดในฉากถึงขีดสุด ทว่าร้านทำผมสไตล์เวินโจวแบบเก่าๆ เช่นนั้นหาได้ยากมากแล้ว ยิ่งไปกว่านั้น เขายังดึงดันที่จะเอาคนเวินโจวแท้ๆ มาแสดงเป็นเถ้าแก่ให้ได้
ทีนี้ก็ยิ่งพังไม่เป็นท่า ถ่ายทำไปหลายรอบก็ยังไม่เป็นที่พอใจ จึงทำได้เพียงหยุดพักไปก่อน
ฉู่ชิงนั่งอยู่บนม้านั่งแคบๆ เตาไฟกลางห้องกำลังต้มน้ำเดือดปุดๆ ที่หน้าร้านทำผม เหล่าเจี่ยกำลังบ่นกับผู้ช่วยผู้กำกับว่า หาคนเวินโจวที่เล่นละครเป็นไม่ได้เลยสักคน
ผู้ช่วยผู้กำกับถูกบีบจนหมดหนทาง ทำได้เพียงบอกว่าจะกลับไปควานหาที่เฟินหยางดู เผื่อจะมีคนที่ตรงตามเงื่อนไข
เพียงเพื่อฉากนี้ฉากเดียว พวกเขามาถึงผิงเหยาเกือบวันหนึ่งแล้วก็ยังจัดการไม่เสร็จ ทุกคนต่างกำลังรอ รอว่าผู้กำกับจะพอใจเมื่อไหร่
ฉู่ชิงรู้สึกหงุดหงิดใจมาก เสียงต้มน้ำ เสียงเจี๊ยวจ๊าวของเพื่อนร่วมงาน เสียงบ่นของเหล่าเจี่ย และยังมีเสียงลมพัดประตูกระจอกๆ จนสั่นดังโครมคราม ทุกอย่างประดังประเดเข้ามาในหัวพร้อมกัน จนเบียดเสียดแทบจะระเบิด
รอไปอีกพักหนึ่ง ก็ยังไม่ได้ถ่ายทำ เขาจึงล้วงเอาโทรศัพท์มือถือออกมา ลุกขึ้นเดินออกไปนอกประตู แล้วชูโทรศัพท์ให้เจี่ยจางเคอดูพลางกล่าว "ผมขอไปโทรศัพท์หน่อยนะ"
เหล่าเจี่ยชะงักไปเล็กน้อย นี่เป็นครั้งแรกที่เห็นเขาแสดงท่าทีที่ค่อนข้างเสียมารยาทแบบนี้ จึงกะพริบตาปริบๆ และไม่ได้ว่าอะไร กู้เจิ้งที่ยืนดูอยู่ข้างๆ รีบตบแขนเขาพลางบอกว่า "ชิงจื่อน่าจะมีเรื่องไม่สบายใจ เดี๋ยวผมตามไปดูหน่อยนะ"
"อืม" เหล่าเจี่ยตบแขนเขากลับไปเช่นกัน แล้วกำชับว่า "ถ้ามีเรื่องอะไรจริงๆ ก็บอกฉันด้วยล่ะ"
พอออกจากร้านไปทางขวา จะเป็นเนินดินเล็กๆ ที่อยู่ติดกับเสาไฟฟ้าเอียงๆ ฉู่ชิงยืนอยู่บนเนินดินนั้น กำลังโทรศัพท์หาหวังถง ลมพัดเส้นผมของเขาจนยุ่งเหยิงปรกใบหน้า
หวังถงได้รับข่าวนี้ก่อนเขาเสียอีก เธอก็มีท่าทีเสียดายมากเช่นกัน เมื่อสัมผัสได้ว่าอารมณ์ของเขามีปัญหา จึงค่อยๆ พูดปลอบใจไปสองสามประโยค
ฉู่ชิงรู้ตัวว่าสภาพจิตใจของตัวเองไม่ค่อยปกตินัก เขาพยายามสงบสติอารมณ์ ย่ำไปมาบนพื้นดินแข็งที่ยังคงเย็นเฉียบ และใช้ปลายรองเท้าเตะเศษดินกระเด็นเป็นระยะๆ
เมื่อแนบโทรศัพท์มือถือเข้ากับหู ไออุ่นที่ส่งผ่านมาตามสายราวกับแสงแดดในฤดูหนาว ที่ไม่ได้เจิดจ้า ไม่ได้ร้อนแรง แต่ค่อยๆ ซึมซาบเข้าไปละลายน้ำแข็งและความหนาวเหน็บ ความหงุดหงิดในใจจึงมลายหายไปมาก
เขาฟังไปฟังมา จู่ๆ ก็เกิดความรู้สึกซาบซึ้งใจขึ้นมา ซาบซึ้งใจที่ชาตินี้ตัวเองได้มารู้จักกับเธอ
กู้เจิ้งยืนอยู่ด้านหลัง รออย่างเงียบๆ โดยไม่ปริปากพูดอะไร เมื่อเห็นเขาคุยโทรศัพท์เสร็จแล้วหันกลับมา จึงเดินเข้าไปถาม "เกิดเรื่องอะไรขึ้นน่ะ"
"อ้อ หนังที่ฉายไม่ได้โผล่มาอีกเรื่องแล้วน่ะสิ"
ฉู่ชิงเดินโงนเงนลงมา แล้วพูดว่า "รวมเรื่องนี้ก็เป็นเรื่องที่สี่แล้ว ทางฝั่ง 'ปีศาจมาแล้ว' ก็ยังไม่มีข่าวคราวเลย เหล่ากู้ พี่ว่าผมต้องไปหาคนมาดูดวงให้หน่อยไหมเนี่ย"
"ดูว่าดวงนายแข็งมาก เกิดมาเพื่อเป็นกาลกิณีกับผู้กำกับโดยเฉพาะงั้นเหรอ" กู้เจิ้งพูดพลางหัวเราะ
"จิ๊!" ฉู่ชิงกำลังจะแย้ง แต่กลับพบว่าไม่มีเหตุผลอะไรให้แย้งได้เลย จึงส่ายหน้าพลางกล่าว "ไม่รู้เหมือนกันว่าเป็นผมชงพวกเขา หรือพวกเขาชงผมกันแน่"
กู้เจิ้งโอบไหล่เขา แล้วพูดว่า "จะไปคิดอะไรให้มากความ นายก็แค่ถ่ายทำในส่วนของนายให้ดีก็พอแล้ว กลับกันเถอะ เหล่าเจี่ยยังรออยู่นะ"
"เอ่อ ผมต้องไปขอโทษอะไรเขาหรือเปล่า" พอพูดถึงเรื่องนี้ เขาก็เกาหัว รู้สึกกระดากใจอยู่บ้าง
"ไม่ต้องหรอก เป็นพี่น้องกันมาตั้งหลายปี จะมาใส่ใจกับเรื่องพรรค์นี้ทำไม"
…………
"นี่ ตัวนี้เป็นไงบ้าง" คุณชายโจวชูชุดกระโปรงสีแดงตัวหนึ่งขึ้นมาพลางถาม
"ฉันขอดูหน่อย"
ล่ามที่กำลังเลือกของอยู่อีกราวหนึ่ง รับชุดกระโปรงมาทาบลงบนตัวเธอ แล้วขมวดคิ้วพลางวิจารณ์ว่า "ชุดนี้เป็นสายเดี่ยว แถมคอยังหลวมอีก เธอใส่แล้ว เอ่อ... มันไม่ค่อยเวิร์กหรอกนะ"
คุณชายโจวกลอกตามองบน รังเกียจที่ฉันหน้าอกเล็กก็พูดมาตรงๆ เถอะ...
ช่วงสองวันที่อยู่ในงานเทศกาลภาพยนตร์ เธอตั้งใจมาในโหมดนักท่องเที่ยวล้วนๆ เดินเที่ยวไปทั่ว กินไปทั่ว เพราะมาแบบกะทันหัน ข้าวของบางอย่างจึงเตรียมมาไม่ครบ ต้องมาหาซื้อเอาดาบหน้า สรุปก็คือยุ่งวุ่นวายเอาการ
มีดารามาสร้างสีสันในงานเทศกาลภาพยนตร์ไม่น้อย ส่วนใหญ่เป็นดาราท้องถิ่นของฝรั่งเศส ซึ่งเธอไม่รู้จักเลยแม้แต่น้อย มีเพียงนักแสดงจากอเมริกาที่ได้รับเชิญเป็นพิเศษไม่กี่คนเท่านั้นที่พอจะมีชื่อเสียงอยู่บ้าง เมื่อวานนี้เธอเพิ่งเจอนักแสดงชายที่เธอชื่นชอบมากๆ อย่างคริสเตียน สเลเตอร์ พระเอกเรื่อง 'Broken Arrow' และยังพุ่งเข้าไปขอถ่ายรูปด้วยความตื่นเต้นดีใจ
ขั้นตอนของงานเทศกาลภาพยนตร์นี้ค่อนข้างแปลกประหลาด ปกติแล้วมักจะมอบรางวัลพร้อมกันในวันพิธีปิด แต่งานนี้ไม่ใช่ พรุ่งนี้ถึงจะเป็นวันปิดงาน แต่วันนี้กลับมีพิธีมอบรางวัลแล้ว
เมื่อตอนบ่าย ขณะที่เธอกำลังเข้าร่วมงานเลี้ยงเล็กๆ งานหนึ่ง จู่ๆ ก็มีชายชาวฝรั่งเศสคนหนึ่งเดินเข้ามาทักทาย ชวนคุยเรื่อง 'ซูโจวเหอ' ก่อนจะปิดท้ายด้วยการถามเธอว่าได้เอาชุดกระโปรงมาด้วยหรือเปล่า
ล่ามแนะนำว่า นี่คือประธานคณะกรรมการจัดงาน
เธอคิดว่าเป็นสไตล์การแต่งตัวที่จำเป็นสำหรับงานประกาศรางวัล จึงรีบวิ่งไปซื้อที่ร้านเล็กๆ ริมถนนนอกสถานที่จัดงาน ทั้งสองคนเลือกอยู่สิบกว่านาทีก็ยังไม่มีตัวไหนถูกใจ จึงเปลี่ยนไปอีกร้านหนึ่ง พอเพิ่งก้าวเข้าประตู เธอก็ถูกใจชุดกระโปรงตัวหนึ่งที่แขวนอยู่ด้านนอกสุดทันที
สีส้ม เป็นชุดกระโปรงผ้าลินินแบบชิ้นเดียว บนชุดปักลายสตรีในสมัยราชวงศ์ถัง ดูมีกลิ่นอายความเป็นจีนมากๆ เธอพอลองสวมดู พอเดินออกจากห้องลองชุด ดวงตาของล่ามถึงกับทอประกายวาววับ
ราคา 199 ฟรังก์ คิดเป็นเงินหยวนก็แค่สองร้อยกว่าหยวน ถือว่าราคาถูกทีเดียว
พอตกค่ำ งานประกาศรางวัลก็เริ่มต้นขึ้น คุณชายโจวจับชายกระโปรงไว้เบาๆ เดินลัดเลาะผ่านฝูงชนอย่างระมัดระวัง จนกระทั่งหาที่นั่งที่ติดป้ายชื่อของตัวเองเจอ คนที่เดินผ่านไปมาต่างก็พูดกับเธอว่า "Good luck" แถมยังมีรอยยิ้มที่เป็นมิตรอีกด้วย
เรื่องนี้ทำให้เธอรู้สึกแปลกใจมาก พอหันไปถามล่าม ยัยนั่นกลับส่ายหน้าแกล้งทำเป็นไม่รู้เรื่อง
ความจริงแล้วเมื่อสองชั่วโมงก่อน ล่ามได้ทราบข่าวว่าเธอได้รับรางวัลแล้ว แต่ทุกคนไม่ยอมบอก เพราะอยากจะเซอร์ไพรส์ครั้งใหญ่
ชาวฝรั่งเศสนั้นเป็นกันเองและมีอารมณ์ขันมาก แม้ว่าดาราในงานเลี้ยงคืนนี้จะมีน้ำหนักชื่อเสียงไม่มากนัก แต่บรรยากาศกลับดีเยี่ยม โจวซวิ่นฟังไม่รู้เรื่อง แต่ก็พลอยยิ้มร่าไปกับเขาด้วย พร้อมกับใช้โอกาสนี้เหลือบมองนักแสดงต่างชาติที่อยู่ข้างๆ ไปพลางๆ
จนกระทั่งคริสเตียน สเลเตอร์ เดินขึ้นไปบนเวที ความสนใจของเธอจึงกลับมาที่เวทีอีกครั้ง พ่อหนุ่มคนนี้ร่าเริงสุดๆ เอาแต่พูดคุยรับส่งมุกกับพิธีกรเป็นต่อยหอย
หลังจากเล่นมุกตลกไปยกหนึ่ง เขาก็เพิ่งนึกขึ้นได้ว่าต้องเข้าเรื่องสำคัญ "ผมเกลียดผู้จัดงานจัง พวกเขาบังคับให้ผมประกาศรางวัลเป็นภาษาฝรั่งเศส ชื่อของคนคนนี้ออกเสียงยากมาก ผมอุตส่าห์ไปซ้อมอยู่หลังเวทีตั้งครึ่งชั่วโมงแน่ะ โอเค ต่อไปเรามาดูกันเลยครับว่า ผู้ที่ได้รับรางวัลนักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยมคือ..."
เขาฉีกซองจดหมายออก แล้วอ่านด้วยน้ำเสียงที่ยังไม่ค่อยคุ้นชินนักว่า "ซูซาน"
ด้านล่างเวทีเริ่มมีเสียงปรบมือดังเกรียวกราว คุณชายโจวยังคงไม่รู้สึกตัว เอาแต่ปรบมือตามคนอื่น ล่ามปวดหัวจนต้องกระทุ้งสีข้างเธอพลางบอกว่า "รีบขึ้นไปสิ เขาเรียกเธออยู่นะ!"
เธอหันหน้ามา กะพริบตาปริบๆ อ้าปากค้างเล็กน้อย ด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความเด๋อด๋าจิ้มลิ้ม ในตอนนั้นเอง แสงไฟสปอตไลต์ก็สาดส่องลงมา อาบไล้ร่างเล็กๆ ของเธอ ภาพตรงหน้าพร่ามัว เธอถึงได้ลุกขึ้นยืนตามสัญชาตญาณ
เธอเดินขึ้นเวทีไปด้วยอาการสั่นเทา รับถ้วยรางวัลมาถือไว้ พอจับไมโครโฟน คำพูดก็ยิ่งติดอ่าง "เอ่อ ฉัน... ฉันรู้สึกตื่นเต้นนิดหน่อยค่ะ เพราะ... ฉัน... ฉันเพิ่งเคยเข้าร่วมงานเทศกาลภาพยนตร์เป็นครั้งแรก"
เธอเผยรอยยิ้มเขินอาย ถอยหลังไปก้าวเล็กๆ แล้วสูดหายใจเข้าลึกๆ รอจนล่ามแปลเสร็จ อารมณ์ก็เหมือนจะผ่อนคลายลงบ้าง จึงพูดต่ออย่างคล่องแคล่วว่า "ณ ที่แห่งนี้ ฉันขอขอบคุณเพื่อนๆ ทุกคนที่ให้ความสนใจภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นอย่างมากค่ะ ฉันหวังว่าจะได้นำรางวัลนี้กลับไป และแบ่งปันความยินดีร่วมกับเพื่อนของฉันทุกคน ขอบคุณค่ะ"
ผลลัพธ์นี้ไม่ได้เหนือความคาดหมายเลยแม้แต่น้อย แขกผู้มีเกียรติทั้งฮอลล์ต่างร่วมแสดงความยินดีด้วยท่าทีที่สงบเยือกเย็นสุดๆ
พอกลับมาถึงที่นั่ง คุณชายโจวถึงเพิ่งจะรู้สึกตื่นเต้นขึ้นมาจริงๆ และรู้สึกว่ามันเป็นความจริงอย่างหาที่เปรียบไม่ได้ เธอพิจารณาถ้วยรางวัลนี้อย่างละเอียด ตัวถ้วยหลักคือหอไอเฟล ตรงกลางเป็นม้วนฟิล์มภาพยนตร์ที่ม้วนตัวอยู่ มันสูงมาก เธอลองเอามาเทียบดู มันมีความสูงประมาณตั้งแต่ช่วงหน้าอกจนถึงกระหม่อมของเธอเลยทีเดียว
รางวัลนักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยมเป็นรางวัลรองสุดท้ายอันดับสาม หลังจากนั้นก็คือรางวัลนักแสดงนำชายยอดเยี่ยม
ผู้ประกาศรางวัลเปลี่ยนเป็นดาราสาวตัวแม่ของท้องถิ่น ว่ากันว่าเป็นคนดังมีระดับ คุณชายโจวมองแล้วรู้สึกคุ้นหน้าอยู่บ้าง เพียงแต่เรียกชื่อไม่ถูก เห็นเธอสวมชุดราตรีสีดำโชว์เนื้อหนัง แล้วพูดด้วยท่าทีโอเวอร์ว่า "โอ้ ฉันกลุ้มใจยิ่งกว่าสเลเตอร์เสียอีก ฉันซ้อมมาตั้งชั่วโมงหนึ่งแน่ะ เพราะชื่อนี้ออกเสียงยากยิ่งกว่า ถึงแม้ฉันจะเป็นคนฝรั่งเศสแท้ๆ ก็เถอะ"
เธอชี้ไปที่หน้าอกของตัวเอง แล้วพูดพลางหัวเราะว่า "โอเค ผู้ที่ได้รับรางวัลนักแสดงนำชายยอดเยี่ยมก็คือ..." จากนั้น เธอก็พ่นคำศัพท์ที่ฟังดูแปลกประหลาดมากๆ ออกมาสองคำ
ผู้คนที่นั่งอยู่เงียบกริบไปหนึ่งวินาที จากนั้นถึงได้เริ่มปรบมือกันเกรียวกราว เมื่อเทียบกับรางวัลนักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยมที่ไร้ข้อกังขาแล้ว รางวัลนี้ค่อนข้างจะเซอร์ไพรส์อยู่บ้าง แต่คนส่วนใหญ่ก็ยังยอมรับได้
คุณชายโจวฟังไม่รู้เรื่อง แต่จู่ๆ หัวใจของเธอก็เต้นแรงขึ้นมา แผ่นหลังค่อยๆ รู้สึกชาหนึบๆ คันยุบยิบ ลามไปจนถึงโคนหู ยิ่งกว่าความรู้สึกตอนที่ตัวเองได้รับรางวัลเมื่อครู่นี้เสียอีก เธออดไม่ได้ที่จะกัดริมฝีปากพลางถาม "เธอพูดว่าอะไรนะ"
ล่ามเองก็กำลังยืนอึ้งอยู่ เพราะก่อนหน้านี้ไม่ได้รับข่าวนี้มาก่อนเลย จึงตอบกลับไปอย่างเหม่อลอยว่า "ฉู่ชิง"
)







