ผ่านไปพักใหญ่ ไป๋เฟิงก็เดินลงมาจากชั้นบน
เขากลับมาสงบเยือกเย็นอีกครั้ง
ราวกับว่าคนที่เพิ่งตะโกนอย่างเกรี้ยวกราดเมื่อครู่ไม่ใช่เขา
ไป๋เฟิงปรายตามองซูอวี่ แล้วกล่าวเสียงขรึม "เรื่องการฝึกตน นอกเหนือจากอาจารย์แล้ว ห้ามแพร่งพรายให้คนนอกรู้เด็ดขาด! ไม่ว่าจะเป็นอักษรเทวะหรือวิชาบ่มเพาะ หากไม่ได้ไปขอคำชี้แนะจากใคร ก็ไม่จำเป็นต้องรายงานให้ใครหน้าไหนรู้ทั้งนั้น!"
ซูอวี่พยักหน้า
ไป๋เฟิงกำชับ "เพราะที่นี่คือสถาบันอารยธรรม ผู้เชี่ยวชาญอารยธรรมครอบครองสิ่งต่างๆ ไว้มากมาย หากประมาทเพียงนิดก็อาจเป็นการเผยแพร่ความลับ เมื่อถูกคนเพ่งเล็งเข้า ถึงตอนนั้นนายอาจจะตายโดยไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ!"
พูดจบ ไป๋เฟิงก็มองเขาแวบหนึ่งแล้วพูดอย่างรวดเร็ว "เก็บของซะ แล้วตามฉันมา!"
ซูอวี่ไม่มีอะไรให้เก็บมากนัก เขาหยิบดาบระดับหวงของตัวเองขึ้นมา แล้วเดินตามไป๋เฟิงออกจากศูนย์วิจัยไป
...
ด้านนอก ท้องฟ้าโปร่งอากาศสดใส
วันนี้อากาศดีทีเดียว
ไป๋เฟิงเดินพลางกล่าว "ช่วงสองสามวันนี้ตั้งใจฝึกฝนให้ดี หากทะเลเจตจำนงมีความผิดปกติเมื่อไหร่ ให้หยุดทันที!"
"ทราบแล้วครับ"
"เทื่อนายถึงขั้นบ่มเพาะจิตแล้ว อย่าลืมมาบอกฉันด้วย"
"ครับ"
ซูอวี่ไม่ได้พูดอะไรมาก เดินไปได้สักพัก เขาก็เอ่ยเสียงเบา "อาจารย์ครับ แล้ว เคล็ดวิชาจ้านเสิน ฉบับก้าวหน้า..."
"ไม่ต้องรีบ ถ้าราบรื่นดี ช่วงบ่ายก็น่าจะได้มาแล้ว"
ไป๋เฟิงเดินไป พลางสบถด่าในใจ 'ตัวฉันเองก็ยังไม่มีเหมือนกันโว้ย!'
'ถ้าไม่จัดการหูเหวินเซิง ไอ้งั่งหลิวหงจะยอมจ่ายเงินให้ได้ยังไง?'
'รอจัดการหูเหวินเซิงได้ก่อนเถอะ พวกเราอยากได้อะไรก็ต้องได้!'
อดไม่ได้ที่จะนึกถึงซูอวี่ 'เจ้านี่ร่างอักษรเทวะได้เร็วมาก พลังเจตจำนงก็ก้าวหน้าไว ดูท่าตอนนี้แม้แต่การเปิดทวารก็คงจะเร็วเหมือนกัน...'
'ที่เคยบอกว่าอีกหนึ่งปีค่อยท้าชิงทำเนียบร้อยอันดับ... ค่อยดูกันอีกทีก็แล้วกัน!'
...
ซูอวี่เดินตามไป๋เฟิงลึกเข้าไปในสถาบัน
ผู้คนรอบด้านเริ่มบางตาลงเรื่อยๆ
ที่ห่างออกไป ปรากฏบ้านพักตากอากาศแบบเดี่ยวตั้งเรียงรายเป็นหลังๆ
ซูอวี่รู้ว่าที่นี่คือที่ไหน มันคือเขตที่พักอาศัยของบุคลากร ซึ่งความจริงก็อยู่ไม่ไกลจากสวนบ่มเพาะจิตนัก เพียงแต่สวนบ่มเพาะจิตนั้นกว้างใหญ่มากก็เท่านั้น
ด้านหลังเขตที่พักอาศัยของบุคลากร คือเขตที่พักอาศัยของนักเรียนหมื่นเผ่าพันธุ์
'กลับบ้านงั้นเหรอ?'
ซูอวี่คาดเดาในใจ หรือว่าไป๋เฟิงจะพาเขากลับไปที่พักของเจ้าตัว?
ไป๋เฟิงไม่ได้พูดอะไรและยังคงเดินต่อไป เมื่อผ่านป้อมยามไปแล้ว เขาจึงกล่าวเรียบๆ "ในสถาบันนี้ พวกเรามีศัตรูอยู่สองสามคน แม้จะไม่ได้ถึงขั้นต้องเอาเป็นเอาตาย แต่... ถ้าทำให้พวกมันซวยได้ ก็ทำให้พวกมันซวยซะ! ในทางกลับกัน อีกฝ่ายก็คิดแบบเดียวกันกับพวกเรา!"
"โดยทั่วไปแล้ว จะเป็นการแข่งขันในระดับเดียวกัน ใครข่มใครได้ ก็อาจจะแย่งชิงทรัพยากรมาได้มากขึ้นอีกหน่อย!"
"ของอย่างทรัพยากรน่ะมันมีจำกัด ไม่ได้มีอยู่อย่างไร้ขีดจำกัด บางครั้งเลือดเทพมารสักหยด ฉันอยากได้ เขาก็อยากได้ ต่อให้ทุกคนจะมีแต้มผลงาน มีระดับผลงานเท่ากัน นายน่ะอาจจะซื้อไม่ได้ก็ได้ ขึ้นอยู่กับว่านายจะแย่งชิงสู้เขาได้หรือเปล่า!"
"สายของพวกเรา คนภายนอกเรียกว่าสายอักษรเทวะพหุคูณ คนมีไม่มาก แถมยังแทบจะสูญหายไปแล้ว แต่... พวกเราแข็งแกร่งพอ! แข็งแกร่งด้วยตัวเอง!"
"ตอนนี้นายยังไม่ถึงขั้นบ่มเพาะจิต ดังนั้นถ้ามีคนระดับเหนือกว่าขั้นบ่มเพาะจิตมาแย่งชิงกับนาย ฉันจะช่วยจัดการให้!"
"แต่ถ้านายถึงขั้นบ่มเพาะจิตเมื่อไหร่ แล้วมีคนในระดับบ่มเพาะจิตมาแย่งชิงกับนาย ฉันจะไม่เข้าไปยุ่ง"
ไป๋เฟิงพูดต่อ "นั่นเป็นเรื่องของนาย ตอนนี้ฉันจะไม่พูดอะไร แต่วันหน้านายจะรู้เอง ส่วนตัวฉัน... ในสถาบันนี้ก็มีศัตรูอยู่สองสามคนเหมือนกัน..."
"หลิวหงหรือครับ?"
ซูอวี่เอ่ยถามเสียงเบา
ไป๋เฟิงยิ้มบางๆ "หลิวหงน่ะเหรอ? ก็อาจจะใช่! แต่หลิวหงอันดับต่ำกว่าฉัน คนที่อ่อนแอกว่าฉัน นับเป็นศัตรูไม่ได้หรอก คู่ปรับของฉันไม่ใช่หมอนั่น นายรู้จักหูเหวินเซิงไหม?"
"เคยเห็นในการแนะนำอันดับครับ"
ซูอวี่พยักหน้า
"เขานั่นแหละ ขั้นทะยานเวหาระดับเก้า เป็นนักเรียนของรองผู้อำนวยการ เมื่อก่อนเรียนรุ่นเดียวกับฉัน อยู่อันดับสองในทำเนียบร้อยอันดับ อันดับหนึ่งในปีนั้นถูกเซี่ยอวี้เหวินยึดครองมาตลอด ตอนนั้นฉันอยู่อันดับสี่ ส่วนอันดับสามคืออู๋ฉี"
ไป๋เฟิงสูดหายใจลึก "ฉันกับเขาแย่งชิงกันมาหลายปี แย่งโอกาสที่จะได้เป็นผู้ช่วยสอน แย่งชิงเลือดเทพมารมาหล่อหลอมร่างกาย แย่งโอกาสที่จะได้บรรจุเป็นตัวจริง แย่งโอกาสเข้าแดนลับ ต่อสู้กันมานานหลายปี..."
"เดิมทีฉันก็ขี้เกียจจะสู้กับเขาต่อไปแล้ว พูดตามตรง หลายปีมานี้ฉันไม่เคยมองเขาอยู่ในสายตาเลย หมอนั่นมันก็แค่คนธรรมดาๆ ที่เดินตามกรอบ ไม่นับว่าเป็นยอดอัจฉริยะอะไรหรอก"
ซูอวี่เดาะลิ้นในใจ 'ช่างคุยโตโอ้อวดเสียจริง'
'เขาอยู่ตั้งขั้นทะยานเวหาระดับเก้า ส่วนอาจารย์เพิ่งจะขั้นทะยานเวหาระดับเจ็ดแท้ๆ'
'ช่วงที่อยู่ในทำเนียบร้อยอันดับ อาจารย์ก็อยู่อันดับสี่มาตลอด ส่วนเขาอยู่อันดับสองมาตลอด แล้วอาจารย์ยังจะไปดูถูกเขาอีก?'
ไป๋เฟิงราวกับรู้ว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่ จึงยิ้มบางๆ แล้วกล่าว "ถ้าไม่ใช่อันดับหนึ่ง อันดับสองกับอันดับสี่ก็ไม่มีอะไรต่างกันหรอก ฉันไม่ได้ใส่ใจเรื่องพวกนี้เท่าไหร่ ถ้าเป็นอันดับหนึ่ง นั่นต่างหากถึงจะคุ้มค่าให้ลงมือท้าทาย!"
"เมื่อสู้เซี่ยอวี้เหวินไม่ได้ ความจริงฉันก็ขี้เกียจจะไปแย่งชิงอะไรกับพวกเขาแล้ว แค่ยึดตำแหน่งไว้สักที่ อะไรที่ควรได้ก็ถือว่าได้มาแล้ว แค่นั้นก็พอ"
ซูอวี่ไม่รู้ว่าอาจารย์หมายถึงอะไร จึงไม่รู้จะต่อบทสนทนาอย่างไรดี
ไป๋เฟิงกล่าวอีกครั้ง "ถ้าปีนี้ฉันไม่รับนักเรียน ฉันก็ขี้เกียจไปสนใจเขา เต็มที่ก็รอโอกาสบรรจุตัวจริงครั้งหน้ามาถึง พวกเราค่อยสู้กันอีกสักตั้ง..."
ซูอวี่อดไม่ได้ที่จะถาม "อาจารย์ครับ หมายความว่า..."
"ก็ปีนี้ฉันรับนายมาแล้วนี่ไง?"
ไป๋เฟิงถอนหายใจ "ฉันมาถึงขั้นทะยานเวหาระดับเจ็ดแล้ว ความจริงก็ไม่ได้ใส่ใจของบางอย่างในสถาบันแล้วล่ะ แต่นายน่ะไม่ได้ ฉันต้องหาทางแย่งชิงบางอย่างมาให้นายให้ได้ เฮ้อ คงทำได้แค่ไปเสี่ยงดูสักตั้ง ใช้ระดับเจ็ดสู้ระดับเก้า เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระให้นาย ถึงแม้จะแพ้ก็แค่ขายหน้า บาดเจ็บสาหัส นอนพักฟื้นสักครึ่งปีหรือหนึ่งปี..."
ซูอวี่ชะงักงัน 'หมายความว่ายังไงเนี่ย!'
ไป๋เฟิงพูดต่อ "ไม่ต้องคิดมาก ถึงจะบอกว่าที่ฉันออกหน้าก็เพื่อนาย แต่ก็ไม่เป็นไรหรอก นี่คือสิ่งที่อาจารย์สมควรทำ!"
ซูอวี่อยากจะถามสักสองสามประโยค แต่ก็ไม่รู้จะพูดอะไรดี
'ทำไมจู่ๆ ถึงกลายเป็นว่าออกหน้าเพื่อผมไปได้ล่ะ?'
'ผมงงไปหมดแล้ว!'
'ไม่เข้าใจเลยว่าอาจารย์กำลังพูดถึงอะไร!'
ไป๋เฟิงถอนหายใจอีกครั้ง "ภายในหนึ่งปี ถ้านายขึ้นสู่ขั้นทะยานเวหาได้ การเสียเลือดเนื้อของฉันในครั้งนี้ก็ไม่สูญเปล่าแล้ว ต่อให้ต้องบาดเจ็บก็คุ้มค่า!"
"..."
'ตกลงอาจารย์กำลังพูดเรื่องอะไรกันแน่!'
ซูอวี่ทำหน้าเหวอ ปะปนไปด้วยความรู้สึกหดหู่เล็กน้อย
'ทำเหมือน... ทำเหมือนกับว่าผมเป็นตัวถ่วงอาจารย์อย่างนั้นแหละ ทั้งที่ผมยังไม่ได้ทำอะไรเลยนะ'
'ผมมาเรียนที่สถาบัน ก็ทำตัวเงียบๆ ไม่โดดเด่นอะไรเลย'
'ขนาดหลิวเฮ่อมาหาเรื่อง ผมยังไม่ปริปากบ่นสักคำ'
ไป๋เฟิงกลับไม่สนใจเขา เผยสีหน้าดั่งผู้กล้าเตรียมพลีชีพ ใบหน้าเริ่มเคร่งขรึมขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งเดิน กลิ่นอายไร้รูปลักษณ์สายหนึ่งก็แผ่ซ่านออกมาจากตัวเขา
"ซูอวี่ ครั้งนี้อาจารย์จะสู้กับหูเหวินเซิงเพื่อนายสักตั้ง ถ้าชนะ ทุกอย่างก็ง่าย แต่ถ้าแพ้... ก็ไม่เป็นไร อาจารย์มันประเมินตัวเองต่ำไป ไม่เกี่ยวอะไรกับนาย!"
ซูอวี่แทบคลั่ง 'อาจารย์พูดแบบนี้ แต่หน้าตาที่แสดงออกมามันบอกชัดๆ ว่าถ้าแพ้ก็เป็นความผิดผม หมายความว่ายังไงเนี่ย?'
"อีกหนึ่งปีให้หลัง ถ้านายไม่สามารถขึ้นสู่ขั้นทะยานเวหาได้... ก็ไม่เป็นไร เดี๋ยวอาจารย์จะไปท้าสู้กับยอดฝีมือขั้นซานไห่สักตั้ง เพื่อแย่งชิงโอกาสทะยานเวหามาให้นายเอง!"
'เลิกทำตัวน่าเศร้าแบบนี้จะได้ไหม รู้สึกเหมือนอาจารย์กำลังโม้เลย!'
ซูอวี่ทั้งขำทั้งร้องไห้ไม่ออก เขาไม่ค่อยเข้าใจเลยว่าตกลงไป๋เฟิงต้องการจะทำอะไรกันแน่
แต่ความรู้สึกมันบอกว่า... เหมือนอีกฝ่ายพยายามจะสร้างความกดดันให้เขา สร้างภาระให้เขา แล้วก็ทำให้เขารู้สึกติดหนี้บุญคุณไปในตัว แต่ผมยังไม่ได้ทำอะไรเลยจริงๆ นะ!
...
ไป๋เฟิงหาได้สนใจเขาไม่
'พูดให้ฟังแล้ว แกก็ตั้งใจพยายามให้เต็มที่ก็พอ'
'ฉันพูดซะน่ารันทดขนาดนี้แล้ว ถ้าแกไม่พยายาม แกจะไปสู้หน้าใครได้?'
'ส่วนเรื่องขึ้นขั้นทะยานเวหาในหนึ่งปี... อะแฮ่ม ก็แค่พูดไปงั้นแหละ ไม่ได้บังคับว่าแกต้องทะยานเวหาให้ได้จริงๆ สักหน่อย'
'แต่ไอ้เด็กนี่พรสวรรค์สูงมาก อีกหนึ่งปีไปชิงอันดับในทำเนียบร้อยอันดับให้ฉันสักหน่อย คงไม่มีปัญหาหรอกมั้ง?'
คิดส่วนคิด ไป๋เฟิงไม่มีเวลาไปสนใจซูอวี่แล้ว วินาทีต่อมาก็มีบ้านพักตากอากาศหลังหนึ่งปรากฏขึ้นตรงหน้า ไป๋เฟิงแผ่กลิ่นอายฮึกเหิม ก่อนจะตวาดลั่น "หูเหวินเซิง ปู่ไป๋ของแกมาแล้ว ไสหัวออกมาซะ!"
เสียงตวาดดั่งอัสนีบาตกึกก้องไปทั่วเขตที่พักอาศัย!
วินาทีต่อมา ร่างหนึ่งก็ปรากฏขึ้น
ในลานเล็กๆ ของบ้านพัก ชายหนุ่มสวมชุดคลุมยาวสีเขียวคนหนึ่งเดินออกมาจากบ้านพลางมองไปทางไป๋เฟิงที่หน้าประตู
หูเหวินเซิงขมวดคิ้วเล็กน้อย แล้วกล่าวเสียงเย็น "ไป๋เฟิง แกอยากรอนหาที่ตายหรือไง?"
ขณะเดียวกันก็มีเงาร่างหลายสายพุ่งแหวกอากาศมาจากทุกทิศทุกทาง
พวกเขาไม่ได้เข้ามาใกล้ แต่ระเบียงของบ้านพักหลายหลังรอบๆ กลับกลายเป็นที่ยืนของพวกเขา
...
"ไป๋เฟิงมาหาหูเหวินเซิงทำไม?"
"จะมาท้าดวลเหรอ?"
"สองคนนี้สู้กันมาหลายปีแล้ว แต่หูเหวินเซิงขึ้นถึงขั้นทะยานเวหาระดับเก้าแล้ว ทิ้งห่างไป๋เฟิงไปตั้งเยอะ ไป๋เฟิงคงไม่รนหาที่มาแกว่งเท้าหาเสี้ยนเองหรอกมั้ง?"
"..."
นักวิจัยแต่ละคนเริ่มซุบซิบนินทากันเสียงเบา
ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจ เพราะสองคนนี้มักจะห้ำหั่นกันอยู่บ่อยๆ
แต่ก็มีความประหลาดใจอยู่บ้าง ตั้งแต่ที่ไป๋เฟิงติดแหงกอยู่ขั้นทะยานเวหาระดับหกเมื่อสองปีก่อน เขาก็ไม่เคยเป็นฝ่ายมาหาเรื่องก่อนอีกเลย เวลาส่วนใหญ่มักจะเป็นฝ่ายตั้งรับมากกว่า
หูเหวินเซิงก็ขี้เกียจสนใจเขา จึงปล่อยให้หลิวหงออกหน้าแทน
หลิวหงต่างหากที่เป็นกำลังหลักในการรับมือกับไป๋เฟิงในตอนนี้
ตอนนี้หูเหวินเซิงตั้งใจจะทะลวงขึ้นสู่ขั้นหลิงอวิ๋นอย่างเดียว ถ้าไป๋เฟิงไม่มาหาเขา เขาก็ขี้เกียจสนใจไป๋เฟิง วันนี้มันเกิดอะไรขึ้นเนี่ย?
...
บ้านพักตากอากาศหลังข้างๆ หูเหวินเซิง
อู๋ฉีเดินออกมาที่ระเบียง โดยมีหลินชิงและอู๋หลานเดินตามมาอยู่ข้างๆ
เมื่อเห็นคนไม่กี่คนที่กำลังประจันหน้ากันอยู่ไม่ไกล หลินชิงก็เอ่ยเสียงเบา "อาจารย์คะ ผู้ช่วยสอนไป๋มาหาผู้ช่วยสอนหูทำไมเหรอคะ?"
อู๋ฉีไม่ตอบรับ
ส่วนอู๋หลานนั้นจ้องเขม็งไปที่ซูอวี่ซึ่งอยู่ด้านหลังไป๋เฟิงด้วยความเคียดแค้นกัดฟันกรอด!
'เจ้านี่มาที่นี่จริงๆ ด้วย!'
...
ถัดออกไปไกลกว่านั้น หลิวหงยืนกอดอกมองไปทางนั้น บนใบหน้าเผยรอยยิ้ม
ด้านหลังเขา หลิวเฮ่อพูดอย่างหงุดหงิด "พี่ ไป๋เฟิงมันรนหาที่ตายเหรอ?"
หลิวหงปรายตามองเขา แล้วกล่าวเรียบๆ "หุบปาก! ถ้ามันได้ยินแล้วมาหักขาแก อย่าหาว่าฉันไม่เตือนล่ะ!"
"รู้แล้วครับ!"
หลิวเฮ่อถอนหายใจ แต่ก็ยังคงพูดอย่างไม่พอใจอยู่บ้าง "มันมาหาเรื่องผู้ช่วยสอนหูงั้นเหรอ? ผู้ช่วยสอนหูไม่เห็นจะอยากเสียเวลาด้วยเลย ไป๋เฟิงประเมินตัวเองสูงเกินไปแล้ว ถึงจะหาเรื่อง ก็ควรมาหาพี่มากกว่า..."
หลิวหงสบถด่าในใจ!
'ถ้าพูดไม่เป็นก็หุบปากไปซะ!'
'อะไรที่ว่าไป๋เฟิงประเมินตัวเองสูงไป ไม่ควรหาเรื่องหูเหวินเซิง แต่ควรมาหาเรื่องตัวเอง!'
'แบบนี้มันไม่ดูเหมือนฉันด้อยกว่าหรือไง?'
'ฉันแย่กว่าหูเหวินเซิงตรงไหน?'
'ไป๋เฟิงมันมีสิทธิ์อะไรถึงมาหาเรื่องได้แค่ฉัน ทำไมถึงไปคิดบัญชีกับหูเหวินเซิงไม่ได้ล่ะ?'
เขาขี้เกียจสนใจเจ้านี่แล้ว แต่คิดไปคิดมา ก็ยังอดพูดไม่ได้ "แกเองก็ทำตัวให้มันก้าวหน้าหน่อย! อย่าคิดว่าแค่ฝ่าเข้าทำเนียบร้อยอันดับได้แล้วจะเก่งกาจ ระวังจะตกม้าตายตอนจบก็แล้วกัน!"
"ตกม้าตายเหรอพี่?"
หลิวเฮ่อลังเล "พี่หมายถึง... เซี่ยฉานหรือว่าพวกคนอื่นๆ ครับ?"
"..."
หลิวหงขี้เกียจจะพูดอะไรอีก
'ระวังตัวไว้เองก็แล้วกัน!'
เขาทอดสายตาไปที่ซูอวี่ซึ่งอยู่ด้านหลังไป๋เฟิง นี่คือนักเรียนที่ไป๋เฟิงรับเข้ามาในปีนี้งั้นหรือ?
'ซูอวี่...'
'พรสวรรค์สูงมากเหรอ?'
เมื่อสังเกตดูจากไกลๆ กลับรู้สึกว่าไม่มีความโดดเด่นอะไรเลย ไม่มีทั้งความเย่อหยิ่งจองหองเหมือนพวกยอดอัจฉริยะ ไม่มีความอวดดีเหมือนพวกยอดอัจฉริยะเหล่านั้น พอไปยืนอยู่ข้างไป๋เฟิงก็ดูจืดจางไปถนัดตา
...
ผู้คนเริ่มหลั่งไหลมารวมตัวกันจากทุกทิศทุกทางมากขึ้นเรื่อยๆ
ที่หน้าบ้านพักของหูเหวินเซิง
ไป๋เฟิงแค่นเสียงเย็น "หูเหวินเซิง ถ้ามีปัญหาก็มาหาเรื่องฉันเองสิวะ ให้ไอ้ลูกหมาหลิวหงมาจัดการมันหมายความว่าไง? ดูถูกปู่ไป๋คนนี้หรือไง? แข่งขันกันมันก็เรื่องหนึ่ง แต่แกกล้าให้หมาของแกมากัดนักเรียนของฉันเชียวเรอะ!"
ไป๋เฟิงตะคอกอย่างเดือดดาล "กำเริบเสิบสานนัก! ซูอวี่เพิ่งเข้าเรียนปีนี้ ขั้นบ่มเพาะจิตก็ยังไม่ถึง แต่แกกลับกล้าให้น้องชายของหลิวหงมากดขี่เขา! แกคิดว่าฉันเป็นลูกพลับนิ่มที่บีบเล่นได้ตามใจชอบหรือไงฮะ?"
"..."
หูเหวินเซิงขมวดคิ้ว
เรื่องนี้เขาไม่รู้เรื่องเลยสักนิด!
แต่ก็ไม่มีอะไรให้โต้แย้ง สายของพวกเขากับอีกฝ่ายไม่ถูกกันอยู่แล้ว การกดขี่อีกฝ่าย... มันก็เป็นเรื่องปกติไม่ใช่หรือไง?
หลิวเฮ่อไปรังแกนักเรียนของไป๋เฟิงงั้นเหรอ?
เขาไม่ได้ถามเรื่องนี้ ความเป็นไปได้สูงว่าจะเป็นเรื่องจริง แต่เอาเข้าจริงจะจริงหรือเท็จก็ไม่สำคัญหรอก คนพวกนี้เวลาอยากจะหาเรื่อง แค่ดื่มน้ำก็ยังหาเรื่องได้ หาว่าแกวางยาพิษในน้ำซะเลย!
วันนี้ไป๋เฟิงเล่นใหญ่มาหาเรื่องเขาถึงที่ หูเหวินเซิงรู้ว่าคงจะจบลงด้วยดีไม่ได้แน่
เขาไม่พูดพร่ำทำเพลง ถามออกไปตรงๆ "ไป๋เฟิง เลิกพูดเรื่องไร้สาระได้แล้ว! บอกมาตรงๆ วันนี้แกอยากทำอะไรกันแน่?"
"ดี!"
ไป๋เฟิงไม่หาข้ออ้างอีกแล้ว เขาพูดตรงๆ "เปิดอกคุยกันไปเลย! คนของแกรังแกคนของฉัน จ่ายค่าเสียหายมา! ขึ้นเวทีประลอง ถ้าแกชนะ ก็ถือว่าฉันไม่เคยมา! แต่ถ้าฉันชนะ จ่ายโลหิตแก่นแท้ขั้นเชียนจวินของเผ่าพันธุ์ในทำเนียบร้อยอันดับมาหนึ่งพันหยดก็พอ!"
หูเหวินเซิงขมวดคิ้วแน่น ทอดสายตาไปที่ซูอวี่ แล้วกล่าวเรียบๆ "แกมาแย่งชิงโลหิตแก่นแท้ขั้นเชียนจวินไปหล่อหลอมร่างกายให้เจ้านั่นงั้นเหรอ? อย่างนั้นก็ไม่ต้องใช้เยอะขนาดนั้นหรอก หนึ่งร้อยหยดก็พอแล้ว!"
"เรื่องของฉัน แกจะเอาไม่เอา!"
หูเหวินเซิงกล่าวเสียงเย็นชา "ไป๋เฟิง แกคิดว่าฉันเป็นไอ้งั่งหรือไง? ถ้าแกแพ้ ก็ไม่มีเรื่องอะไรเกิดขึ้น แต่ถ้าฉันแพ้ ฉันกลับต้องเสียของให้แก นี่ยังไม่ตื่นอีกเหรอ?"
"แล้วแกอยากได้อะไรล่ะ?"
"ไม่อยากได้อะไรหรอก!" หูเหวินเซิงกล่าวเรียบๆ "ถ้าฉันชนะ โลหิตแก่นแท้ในตำหนักบำเพ็ญใจคราวก่อน ยกให้ฉันหนึ่งร้อยหยด!"
ไป๋เฟิงสีหน้าเปลี่ยน!
เขากล่าวเสียงเย็น "หูเหวินเซิง แกโลภมากเกินไปแล้ว!"
"ไม่ใช่ฉันโลภมากหรอก แต่เป็นแกเองที่แส่มาหาเรื่องถึงที่!" หูเหวินเซิงตอบกลับอย่างสงบ "ไป๋เฟิง สองปีมานี้ฉันเอาแต่ตั้งหน้าตั้งตาฝึกฝน เฝ้ารอโอกาสทะลวงขึ้นขั้นหลิงอวิ๋น ไม่ได้อยากจะสู้รบปรบมืออะไรกับแก แกเองก็ไม่ใช่คู่ต่อสู้ของฉัน..."
"ผู้อ่อนแอท้าทายผู้แข็งแกร่ง ก็ต้องจ่ายค่าตอบแทนกันบ้าง!"
ไป๋เฟิงหัวเราะ "ร้อยหยดไม่มีโว้ย หยดเดียวพอ! ถ้าแกชนะ ฉันให้แกหยดหนึ่งจะเป็นไรไป! ถ้ามีปัญญานักก็เอาไปวิจัยเองสิวะ!"
"พูดจริงหรือเปล่า?"
หูเหวินเซิงเกิดความสนใจขึ้นมาในทันที!
สำหรับไป๋เฟิงที่อยู่แค่ขั้นทะยานเวหาระดับเจ็ด เอาเข้าจริงเขาไม่ได้เห็นอยู่ในสายตาเลย แน่นอนว่าก็ไม่ได้หมายความว่าไม่ให้ความสำคัญเลยสักนิด
การที่เจ้านี่กล้ามา คงจะมั่นใจอยู่บ้างไม่มากก็น้อย
แต่โลหิตแก่นแท้หนึ่งหยดที่แฝงไปด้วยทักษะพรสวรรค์... เขาต้องการของสิ่งนี้!
มูลค่าของมันสูงเกินไปแล้ว!
"ตกลง ส่วนเรื่องโลหิตแก่นแท้หนึ่งพันหยดของเผ่าพันธุ์ในร้อยอันดับก็ลืมไปซะเถอะ ฉันไม่มีเยอะขนาดนั้น ถ้าฉันแพ้ จ่ายเป็นโลหิตแก่นแท้วัวทลายภูผาขั้นเชียนจวินหนึ่งร้อยหยด แกจะว่ายังไง?"
"วัวทลายภูผางั้นเหรอ?"
ไป๋เฟิงดูเหมือนจะไม่ค่อยพอใจนัก "เผ่าพันธุ์อันดับที่ 99 ในทำเนียบร้อยเผ่าพันธุ์เนี่ยนะ แกยังมีหน้าเอามาใช้อีก!"
หูเหวินเซิงขมวดคิ้ว "นี่คือโลหิตแก่นแท้ขั้นเชียนจวินที่เหมาะกับการหล่อหลอมร่างกายมากที่สุดแล้ว ร่างกายของวัวทลายภูผานั้นแข็งแกร่ง โลหิตแก่นแท้ใช้เสริมแกร่งร่างกายได้เหมาะสมที่สุด แกอย่ามาได้คืบจะเอาศอกหน่อยเลย..."
คำพูดของหูเหวินเซิงทำให้สีหน้าของชายหนุ่มอายุน้อยคนหนึ่งที่อยู่ในบ้านพักด้านหลังเปลี่ยนไปทันที
เขาคือนักเรียนของหูเหวินเซิง!
โลหิตแก่นแท้วัวทลายภูผาหนึ่งร้อยหยดนี้ หูเหวินเซิงเตรียมไว้ให้เขาใช้หล่อหลอมร่างกาย
เขาบรรลุถึงขั้นเชียนจวินระดับเจ็ดแล้ว ก่อนที่จะถึงขั้นเชียนจวินระดับเก้า ล้วนยังมีความหวังที่จะได้หล่อหลอมร่างกายใหม่อีกครั้ง
ขนาดหูเหวินเซิงเอง การรวบรวมโลหิตแก่นแท้วัวทลายภูผาขั้นเชียนจวินทั้งร้อยหยดนี้ยังต้องใช้เวลาถึงหนึ่งปี ของพวกนี้หลายๆ ครั้งก็ใช้เงินซื้อไม่ได้ด้วยซ้ำ สาเหตุหลักๆ คือเผ่าพันธุ์ในร้อยอันดับที่มีระดับแค่ขั้นเชียนจวินนั้นมีน้อยเกินไป
พวกที่ปรากฏตัวในสนามรบพหุภพได้ ส่วนใหญ่จะเป็นพวกขั้นทะยานเวหา มีส่วนน้อยเท่านั้นที่ต่ำกว่าขั้นทะยานเวหา
โลหิตแก่นแท้ 100 หยด อย่างน้อยก็ต้องสังหารวัวทลายภูผาขั้นเชียนจวินให้ได้ถึงสิบตัว
มันเป็นของที่พานพบได้แต่ไม่อาจร้องขอ!
ถ้าจะพูดให้ถูก มันหายากยิ่งกว่าโลหิตแก่นแท้ขั้นทะยานเวหาเสียอีก
เดิมทีเขาตื่นเต้นมาก กำลังรอให้อาจารย์ออกจากด่านมาช่วยเขาหล่อหลอมร่างกายใหม่
ใครจะไปรู้ว่า ไป๋เฟิงดันมาหาเรื่องถึงที่!
ไม่นานชายหนุ่มก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก ไม่เป็นไรหรอก อาจารย์อยู่ตั้งขั้นทะยานเวหาระดับเก้า ส่วนไป๋เฟิงเพิ่งจะระดับเจ็ด คงไม่ต้องเป็นห่วงอะไรมากนัก
...
ไป๋เฟิงดูเหมือนจะไม่ค่อยพอใจเท่าไหร่นัก เขาคิดทบทวนอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะกล่าวอย่างเสียไม่ได้ "ก็ได้ ถือว่าปล่อยแกไปง่ายๆ แล้วกัน! ไอ้สารเลวอย่างแก คงไม่มีปัญญาเอาของดีอะไรออกมาได้มากกว่านี้แล้วล่ะ!"
หูเหวินเซิงยังคงสงบนิ่งดุจผิวน้ำ กล่าวเรียบๆ "ความแข็งแกร่งของผู้เชี่ยวชาญอารยธรรม ไม่ได้อยู่ที่ปากหรอกนะ"
"หุบปากไปเลย ฉันก็แค่หมั่นไส้แก!"
ไป๋เฟิงอวดดี แค่นหัวเราะ "เลิกทำตัวเป็นพ่อพระต่อหน้าฉันได้แล้ว โอกาสเข้าแดนลับของฉันคราวก่อน ถ้าไม่ใช่เพราะแกเล่นตุกติกแย่งไปล่ะก็ คิดเหรอว่าแกจะได้มาทำอวดเก่งกับฉันแบบนี้!"
หูเหวินเซิงไม่ได้แก้ตัว เพียงยิ้มบางๆ "ใครมีฝีมือก็งัดออกมาใช้ แกมันโง่เองที่ปล่อยให้โอกาสหลุดมือไป แล้วจะมาโทษฉันได้ยังไง?"
เมื่อปีก่อนๆ พวกเขาอยู่ในระดับเดียวกัน
เพราะโอกาสในการเข้าแดนลับครั้งนั้น ทำให้เขาทะลวงขึ้นสู่ระดับเจ็ด ส่วนไป๋เฟิงต้องติดอยู่แค่ระดับหก
หลังจากนั้น เขาก็พุ่งทะยานสู่ระดับเก้า จนกระทั่งเมื่อไม่นานมานี้ ไป๋เฟิงถึงจะทะลวงกำแพงระดับเจ็ดมาได้อย่างยากลำบาก ช่องว่างความห่างชั้นมักจะถูกดึงให้ห่างออกไปในช่วงเวลาเช่นนี้แหละ
"ก็ถูก... ถ้างั้นก็มาวัดกันที่ฝีมือ!"
ไป๋เฟิงหัวเราะหึๆ วินาทีต่อมาก็เหินร่างขึ้นกลางอากาศ พร้อมกับตะโกนลั่น "ขึ้นมา เวทีประลองไม่ต้องไปแล้ว เพื่อนร่วมงานคนอื่นๆ รบกวนช่วยกางม่านคุ้มกันบ้านพักให้ที ขืนพังขึ้นมาเดี๋ยวจะต้องเสียเงินชดใช้อีก!"
"ฮ่าๆๆ ได้เลย สู้กันให้เต็มที่ พวกเราดูอยู่นี่แหละ!"
ไม่นานก็มีคนขานรับ!
วินาทีต่อมา แสงสีทองหลายสายก็สาดประกาย คุ้มครองบ้านพักแต่ละหลังเอาไว้
ซูอวี่ยังเห็นจ้าวลี่ด้วยซ้ำ ตอนนี้ชายชรากำลังมองดูอย่างสนุกสนาน เขายืนอยู่บนบ้านพักหลังหนึ่งที่อยู่ไม่ไกลนัก ด้วยสีหน้าราวกับกำลังชมละครฉากใหญ่
ราวกับสัมผัสได้ถึงสายตาของซูอวี่ วินาทีต่อมา ดาบยาวสีทองของจ้าวลี่ก็พุ่งทะยานเข้ามา ครอบร่างของซูอวี่เอาไว้โดยตรง ซูอวี่ยังไม่ทันได้ตอบสนอง เพียงพริบตาเดียว เขาก็มาปรากฏตัวอยู่ข้างกายจ้าวลี่แล้ว
จ้าวลี่ยิ้มร่า "ดูละครฉากเด็ด ดูไป๋เฟิงกับหูเหวินเซิงห้ำหั่นกัน สองคนนี้ไม่ได้สู้กันมาหลายปีแล้ว มาดูกันว่าวันนี้ไป๋เฟิงจะงัดของดีอะไรที่ซ่อนไว้ออกมาโชว์บ้าง ไม่อย่างนั้นคงไม่กล้ามาท้าดวลกับหูเหวินเซิงหรอกจริงไหม?"
ซูอวี่มีเรื่องอยากถามมากมาย แต่ตอนนี้ไม่ใช่โอกาสเหมาะ เขาจึงได้แต่หุบปาก แล้วเงยหน้ามองขึ้นไปบนท้องฟ้าเงียบๆ
ฝั่งนั้น หูเหวินเซิงเหินร่างขึ้นไปแล้ว
...
กลางอากาศ ทั้งสองประจันหน้ากัน
รอบตัวหูเหวินเซิงเปล่งประกายแสงสีทองออกมาเป็นชั้นๆ แม้เขาจะรู้สึกว่าไป๋เฟิงไม่ใช่คู่ต่อสู้ของตน แต่เมื่อก่อนพวกเขาก็สู้กันมานับครั้งไม่ถ้วน ถึงไป๋เฟิงจะแพ้มากกว่าชนะ แต่ทุกครั้งก็รับมือได้ยากลำบากยิ่ง
ตอนนี้แม้ระดับจะห่างกันสองขั้น แต่ก็ไม่ใช่ช่องว่างของระดับใหญ่ พวกเขาต่างก็อยู่ในขั้นทะยานเวหาระดับปลายเหมือนกัน เขาจึงไม่กล้าประมาท
แสงสีทองคุ้มกาย!
วินาทีต่อมา ดาบยาวเล่มหนึ่งก็ปรากฏขึ้นในมือเขา
ส่วนไป๋เฟิง ยังคงไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆ
รอจนอีกฝ่ายเตรียมตัวเสร็จ ไป๋เฟิงถึงได้แค่นหัวเราะ "พวกกบในกะลา พวกที่นั่งมองท้องฟ้าจากก้นบ่อ! วันนี้ฉันจะให้พวกแกได้รู้ว่า สายอักษรเทวะพหุคูณ ไม่ใช่สิ่งที่คนธรรมดาอย่างพวกแกจะเทียบชั้นได้!"
สิ้นคำพูดนั้น ผู้คนรอบด้านก็พากันส่งเสียงโห่ร้อง!
ไป๋เฟิงช่างโอหังนัก!
ต้องรู้ว่า สายอักษรเทวะพหุคูณมีอยู่แค่ไม่กี่คนเท่านั้น แต่เจ้านี่กลับด่ากราดคนทั้งสถาบันเลยทีเดียว!
"จะโห่ทำไม ในเมื่อพวกแกมันก็แค่คนธรรมดา ทนรับฟังความจริงไม่ได้หรือไง!"
วินาทีต่อมา เขาก็มองไปทางซูอวี่ พลางตะโกน "ศิษย์เอ๋ย วันนี้อาจารย์จะสอนบทเรียนให้เธอสักบท ในพหุภพหมื่นโลกแห่งนี้ อัจฉริยะก็คืออัจฉริยะวันยังค่ำ ส่วนคนธรรมดา... ต่อให้แขวนป้ายชื่อว่าเป็นอัจฉริยะ มันก็ยังเป็นแค่คนธรรมดาอยู่ดี!"
"ออกไป!"
สิ้นเสียงตวาดลั่น วินาทีต่อมา แสงสีทองกว่าสิบสายก็ระเบิดออกมาจากร่างของเขา
เพียงชั่วพริบตา แสงสีทองก็หลอมรวมเข้าด้วยกัน!
"ไอ้ขยะ ไสหัวไปซะ!"
ตู้มมม เสียงดังสนั่นหวั่นไหวดังกึกก้อง
หูเหวินเซิงก็คำรามต่ำ ดาบยาวสาดประกายแสงเจิดจ้า กลิ่นอายแข็งแกร่งน่าครั่นคร้าม ฟันทะลวงอากาศออกไปหนึ่งดาบ!
ทว่าแสงสีทองที่อยู่เบื้องหน้าไป๋เฟิงกลับทรงพลังอย่างไร้ที่เปรียบ ดังตู้มสนั่น มันฟาดฟันดาบยาวจนแหลกสลายไปโดยตรง!
แหลกละเอียด!
หูเหวินเซิงบังคับดาบพุ่งทะยานออกไป เมื่อดาบยาวแตกสลาย เขาก็กระอักเลือดแก่นแท้ออกมาคำโต ใบหน้าซีดเผือดลงทันตา!
ยังไม่ทันได้ขยับตัว แสงสีทองก็ฉีกกระชากความว่างเปล่าพุ่งเข้ามา!
ฉึก! แสงสีทองที่คุ้มกายหูเหวินเซิงแตกสลายทั้งหมด!
เพียงพริบตา หูเหวินเซิงก็อาบโชกไปด้วยเลือด ร่างร่วงหล่นกระแทกพื้นดังปัง!
เงียบกริบ!
เงียบงันราวกับป่าช้า!
กลางอากาศ ใบหน้าของไป๋เฟิงซีดขาวลง เขาแค่นหัวเราะ ก่อนจะหมุนตัวจากไปอย่างสง่างามไร้ที่เปรียบ พร้อมกับเสียงที่ดังแว่วมา "โลกของอัจฉริยะ ใช่ที่ที่คนธรรมดาจะเข้ามาร่วมวงได้ที่ไหน! เดี๋ยวค่อยส่งของตามมาให้ฉันก็แล้วกัน ถ้าฉันคิดจะฆ่าแก ก็แค่กระบวนท่าเดียวเท่านั้น! ไอ้ขยะ!"
ไร้ซุ่มเสียง!
หูเหวินเซิงที่ตกลงมากระแทกพื้นใบหน้าซีดเผือด ทั่วร่างอาบไปด้วยเลือด เขามองตรงไปข้างหน้าอย่างเหม่อลอย เนิ่นนานก็ยังคงไร้คำพูดใด
...
ทั่วทุกทิศทางเงียบสงัดไปครู่ใหญ่
วินาทีต่อมา ก็มีคนเอ่ยเสียงต่ำ "ผสานอักษรเทวะ! ผสานอักษรเทวะสิบแปดตัว! เขาร่างอักษรเทวะขึ้นมาสิบแปดตัว แล้วผสานมันเข้าด้วยกันทั้งหมดเลย!"
"ให้ตายเถอะ เจ้านี่ไม่ได้ทะลวงขั้นทะยานเวหาระดับเจ็ดสักที ฉันก็นึกว่าเขาไม่มีโอกาสแล้วซะอีก ที่ไหนได้ เขากำลังผสานอักษรเทวะอยู่นี่เอง!"
"น่ากลัวเกินไปแล้ว!"
"หูเหวินเซิงไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเขา อู๋ฉีเองก็สู้เขาไม่ได้เหมือนกัน มีเพียงเซี่ยอวี้เหวินคนเดียวที่มีหวังจะต่อกรกับเขาได้สักตั้ง... เจ้านี่ ช่างอดทนเก่งจริงๆ!"
"ไม่ใช่ว่าอดทนหรอก แต่เขาไม่เคยเห็นหูเหวินเซิงอยู่ในสายตาต่างหาก คู่ต่อสู้ของเขามีแค่เซี่ยอวี้เหวินคนเดียว พอคิดว่าสู้เซี่ยอวี้เหวินไม่ได้ ก็เลยขี้เกียจจะลงมือสู้กับคนพวกนี้ แต่ตอนนี้คงจะมั่นใจแล้วล่ะมั้ง!"
"มีงิ้วโรงโตให้ดูแล้วสิเนี่ย!"
"มีงิ้วให้ดูแน่ๆ เซี่ยอวี้เหวินไปยังสนามรบพหุภพเพื่อหาโอกาสทะลวงขึ้นขั้นหลิงอวิ๋น ถ้าเขายังไม่ทะลวงขั้นกลับมาล่ะก็ คงหนีไม่พ้นต้องประลองกับไป๋เฟิงสักตั้งแน่!"
เสียงวิพากษ์วิจารณ์ดังขึ้นไม่ขาดสาย!
ในวินาทีนี้ ฝีมือของไป๋เฟิงทำให้ทุกคนตกตะลึง!
กระบวนท่าเดียวก็สามารถล้มหูเหวินเซิงในขั้นทะยานเวหาระดับเก้าได้ชั่วพริบตา!
หูเหวินเซิงในขั้นทะยานเวหาระดับเก้า ไม่มีแม้แต่โอกาสจะตอบโต้ คนธรรมดา... อัจฉริยะงั้นหรือ?
หูเหวินเซิงเป็นแค่คนธรรมดางั้นหรือ?
ย่อมไม่ใช่เด็ดขาด!
นี่แสดงให้เห็นว่า ไป๋เฟิงคือยอดอัจฉริยะ ยอดอัจฉริยะตัวจริงเสียงจริง!
...
บ้านพักของหลิวหง
หลิวเฮ่อตกตะลึง อ้าปากค้าง สีหน้าเต็มไปด้วยความช็อก
หลิวหงก็มีสีหน้าเคร่งเครียดเช่นกัน!
"เก่งมากไป๋เฟิง... แม่งเอ๊ย หลายปีมานี้มันปั่นหัวฉันเล่นนี่หว่า!"
หลิวหงสบถด่าในใจ จากนั้นก็อดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้ว แข็งแกร่งขนาดนี้ แล้วข้าจะเอาอะไรไปสู้?
ในเมื่อฉันยังไม่ถึงขั้นทะยานเวหาระดับเก้า ในสายตาทุกคน มันก็เห็นชัดๆ อยู่แล้วว่าฉันไม่มีคุณสมบัติพอจะไปสู้กับแก!
"พี่... เขา... ทำไมเขาถึงได้แข็งแกร่งขนาดนี้..."
หลิวเฮ่อยังคงไม่อยากจะเชื่อ กระบวนท่าเดียวก็คว่ำหูเหวินเซิงได้ เป็นไปได้ยังไง!
หลิวหงสีหน้าเคร่งเครียด เอ่ยขึ้นอย่างรวดเร็ว "ไม่เป็นไรหรอก ก็แค่จู่โจมทีเผลอ หูเหวินเซิงไม่ได้เตรียมตัวให้ดี ประมาทไปหน่อยแค่นั้นแหละ หลังจากใช้กระบวนท่านี้ไปแล้ว ไป๋เฟิงเองก็คงหมดแรงเหมือนกัน อย่าดูแค่ว่าเขาจากไปเร็ว ขืนไม่รีบไป มีหวังได้ขายหน้าแน่!"
เขาพูดจบก็สูดลมหายใจลึก "ยอดฝีมือปะทะกัน ไม่ต้องไปนับจำนวนกระบวนท่าหรอก แพ้ก็คือแพ้ ชนะก็คือชนะ ถ้าไป๋เฟิงพลาดในกระบวนท่าเดียว เขาก็ต้องเป็นฝ่ายแพ้ ถ้าหูเหวินเซิงรู้ว่าเขาสามารถผสานอักษรเทวะสิบแปดตัวได้ และเตรียมรับมือเอาไว้ล่ะก็ คนที่แพ้ก็ต้องเป็นไป๋เฟิง! เพราะงั้นอย่าเพิ่งคิดว่าไป๋เฟิงแข็งแกร่งจริงๆ..."
...
บ้านพักตระกูลอู๋
อู๋ฉียังคงมีสีหน้าสงบเยือกเย็น ส่วนอู๋หลานกับหลินชิงกลับไม่อาจสงบใจได้เลย
หลินชิงกล่าวอย่างเหม่อลอย "อาจารย์คะ เขา... เขาไม่ได้อยู่แค่ขั้นทะยานเวหาระดับเจ็ดหรอกเหรอคะ?"
อู๋ฉีกล่าวเสียงเรียบ "ขั้นทะยานเวหาระดับเจ็ดก็ถือเป็นขั้นทะยานเวหาระดับปลายเหมือนกัน ช่องว่างระหว่างระดับเจ็ดกับระดับเก้าไม่ได้ห่างกันขนาดนั้น! หูเหวินเซิง... ก็แค่คนธรรมดาคนหนึ่ง! ไป๋เฟิงอยู่แค่ระดับเจ็ด เขาก็เลยประมาทไป๋เฟิงจริงๆ ช่างน่าขันนัก!"
ส่วนอู๋หลานไม่ได้มีความเกรงใจอะไรมากมาย ถามออกไปตรงๆ "พี่ พี่สู้เขาชนะไหม?"
อู๋ฉีปรายตามองนาง บนใบหน้าเผยรอยยิ้มบางๆ "ไป๋เฟิง... กล้ามาหาเรื่องฉันเหรอ?"
"..."
อู๋หลานกะพริบตาปริบๆ หมายความว่าไง?
"เขาก็แค่รังแกหูเหวินเซิงได้เท่านั้นแหละ ถ้าเขากล้ามาหาเรื่องฉัน... วันนี้กลับไป คงต้องนอนหยอดน้ำข้าวไปครึ่งปีก่อนล่ะ!"
แม้คำพูดของอู๋ฉีจะฟังดูเรียบง่าย แต่มันกลับโอหังจนน่ากลัว
"หูเหวินเซิง..." อู๋ฉีเผยแววตาดูแคลนออกมาบางๆ ก่อนจะหมุนตัวเดินจากไป พร้อมกับเสียงที่แว่วมา "อันดับสองในทำเนียบร้อยอันดับงั้นเหรอ? เรื่องตลกสิ้นดี! ในเมื่อเซี่ยอวี้เหวินคว้าอันดับหนึ่งไปแล้ว ฉันกับไป๋เฟิงก็ไม่คิดอยากจะแย่งชิงไอ้ตำแหน่งอันดับสองนั่นเลยสักนิด... แทบจะไม่อยากติดหนึ่งในร้อยอันดับด้วยซ้ำ!"
หลังจากอันดับหนึ่งลงมา ล้วนเป็นขยะทั้งสิ้น!
ในเมื่อสู้เซี่ยอวี้เหวินไม่ได้ แล้วจะไปแย่งชิงอะไรกันอีก!
...
ซูอวี่ไม่ได้สนใจเสียงรอบด้านเลยแม้แต่น้อย
ในวินาทีนี้ เขาเอาแต่ตื่นตะลึง ตกใจ เหม่อลอย ไม่อยากจะเชื่อ...
ความรู้สึกมากมายหลากหลายประดังประเดเข้ามาในหัวของเขา!
ไป๋เฟิง... อัจฉริยะงั้นหรือ?
ไม่ นี่คือยอดอัจฉริยะต่างหาก
ต่อสู้ข้ามระดับ ปลิดชีพในกระบวนท่าเดียว!
ระดับเจ็ดสู้ระดับเก้า ใช้เวลาทั้งหมดไม่ถึงสามวินาทีด้วยซ้ำ!
ผสานอักษรเทวะ นำอักษรเทวะสิบแปดตัวมาหลอมรวมเป็นหนึ่ง พลังระเบิดที่ออกมานั้นน่าสะพรึงกลัวยิ่ง โจมตีเพียงครั้งเดียวก็ทำลายทั้งการป้องกันและการโจมตีทั้งหมดของหูเหวินเซิงได้ นี่หรือคือสายอักษรเทวะพหุคูณ?
แข็งแกร่งมากจริงๆ!
ในวินาทีนี้ ซูอวี่ก็เริ่มเข้าใจคำพูดของไป๋เฟิงขึ้นมาทันที อัจฉริยะ... ไม่นับว่าเป็นอะไรเลย!
หูเหวินเซิงได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้ช่วยสอนอัจฉริยะของสถาบัน อยู่อันดับสอง แล้วผลลัพธ์ล่ะ?
มิน่าล่ะไป๋เฟิงถึงพร่ำบอกอยู่ตลอดว่า อัจฉริยะไม่นับว่าเป็นอะไรเลย เขาไม่เคยสนใจมันเลยสักนิด
วันนี้ซูอวี่เข้าใจแล้ว!
ซูอวี่สูดลมหายใจลึก รู้สึกตื่นเต้นอยู่เล็กน้อย ก่อนหน้านี้เขายังรู้สึกว่าไป๋เฟิงละเลยเขาไปบ้าง แต่ตอนนี้ ซูอวี่มีความคิดเพียงอย่างเดียว นั่นคือไป๋เฟิงมีคุณสมบัติมากพอที่จะอวดดี!
ต่อให้ตัวเองจะมีพรสวรรค์ แต่ความแข็งแกร่งยังอ่อนด้อยเกินไป แล้วจะมีคุณสมบัติอะไรไปเรียกร้องให้ไป๋เฟิงมาให้ความสำคัญล่ะ?
"ฉันต้องแข็งแกร่งขึ้น!"
ซูอวี่สูดหายใจลึกอีกครั้ง พลางกำหมัดแน่น ฉันต้องแข็งแกร่งขึ้นให้ได้ เหมือนอย่างไป๋เฟิงในวันนี้ ที่สามารถทำลายอัจฉริยะได้ในกระบวนท่าเดียว ท่ามกลางสถาบันอันกว้างใหญ่แห่งนี้ รวมถึงพวกยอดฝีมือขั้นหลิงอวิ๋นและขั้นซานไห่ ใครหน้าไหนจะกล้าบอกว่าไป๋เฟิงไร้ความสามารถกัน?
มันช่างสง่างามเหลือเกิน!
ชวนให้โหยหาเหลือเกิน!
แต่ว่า... ในเมื่ออาจารย์เก่งกาจขนาดนี้ แล้วไอ้คำพูดที่ทำท่าเหมือนผู้กล้าเตรียมพลีชีพเมื่อกี้นี้ มันหมายความว่ายังไงกันล่ะ?
ซูอวี่ได้แต่หัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออก!







