หลิวเจาเห็นว่าสถานการณ์กำลังจะกลายเป็นการตะลุมบอน จึงรีบตะโกนขึ้นทันที “นั่งลงให้หมด! อย่าเสียกระบวน! ห้ามใครออกไปทั้งนั้น!”
หวังหยางก้าวไปข้างหน้าแล้วกล่าว “ท่านอาจารย์ ”
หลิวเจาทำท่าทีขึงขังเต็มไปด้วยความมั่นใจ “จือเหยียน เจ้าไม่ต้องสนใจ ทุกอย่างข้าจัดการเอง!”
บรรดาศิษย์กลับส่งเสียงเซ็งแซ่เดือดดาล
“ท่านอาจารย์ พวกเขายกพวกมาตีถึงหน้าประตูแล้ว! เรื่องนี้ทนได้ก็ไม่ใช่คนแล้วขอรับ!”
“ต้องเฝ้าประตูไว้! พวกเขามีคนเยอะ ถ้าถูกบุกเข้ามาได้พวกเราจะตกเป็นรอง!”
“ตอนนี้คนของเราอยู่ครบพอดี สู้ตายกับพวกมันไปเลย! จะได้ระบายความแค้นเสียที!”
หลิวเจารู้ดีว่ายามนี้ผู้คนกำลังโกรธแค้น ประกายไฟเพียงนิดเดียวก็อาจลุกลามเป็นไฟลามทุ่งได้ หากปล่อยเด็กหนุ่มเลือดร้อนกลุ่มนี้ออกไป เกรงว่าสถานการณ์จะไม่อาจกู้กลับคืนมาได้อีก เขาจึงลุกขึ้นยืนด้วยสีหน้าเคร่งเครียดและน้ำเสียงเฉียบขาด “ศิษย์ในสำนักของข้าทุกคนจงนั่งอยู่ที่เดิม ผู้ใดไม่นับถือข้าเป็นอาจารย์ก็จงออกไปจากประตูบานนี้ได้เลย!”
พอคำพูดนี้หลุดออกไป บรรดาศิษย์แม้จะยังคงขุ่นเคืองจนยากจะสงบใจ ทว่าต่างก็ยอมนั่งกลับเข้าที่
หลังจากหลิวเจาสยบศิษย์ทุกคนได้แล้ว จึงกล่าวว่า “พวกเจ้าฟังบรรยายต่อไป ข้าไปประเดี๋ยวเดียวก็กลับมา”
“ท่านอาจารย์ไปไม่ได้นะขอรับ!”
“ข้าจะไปกับท่านอาจารย์!”
“ปกป้องท่านอาจารย์ จะไปก็ต้องไปด้วยกัน!”
บรรดาศิษย์พอได้ยินว่าหลิวเจาจะออกไปคนเดียว ก็พากันโวยวายขึ้นมาทันที
หลิวเจาหน้าตึง “ข้าไม่ได้จะไปชกต่อย พวกเจ้าจะตามไปทำไม! ไปสร้างความวุ่นวายหรือ? วิญญูชนเปรียบคุณธรรมดั่งหยก ถกเถียงแต่ไม่วิวาท วางตัวมีขอบเขต เคลื่อนไหวหยุดนิ่งตามครรลองธรรม! เอาแต่บ้าบิ่นชอบการต่อสู้ จนลืมตัวและทำให้คนใกล้ชิดต้องเดือดร้อน นั่นใช่วิสัยของวิญญูชนหรือ? ห้ามใครขยับเขยื้อนทั้งนั้น! ข้าจะออกไปเจรจาสักหน่อย ไม่เป็นอะไรหรอก”
จงเช่อยกมือขึ้นกุมขมับ พลางกลอกตาบนวงใหญ่
หวังหยางกล่าว “ท่านอาจารย์ พวกเขามาหาข้า ข้าไปเองขอรับ”
หลิวเจารีบกล่าว “จือเหยียน เจ้าไปไม่ได้เด็ดขาด! มันจะยิ่งทำให้ความขัดแย้งบานปลาย! หากถูกคนฉวยโอกาสหาเรื่อง ปลุกปั่นความแค้นให้เกิดความวุ่นวายล่ะก็ แย่แน่! ข้าไปเพียงเพื่อชี้แจงเหตุผล ว่ากันไปตามเนื้อผ้า รอให้ข้าคุยกับพวกเขาจนรู้เรื่อง อารมณ์สงบลงแล้ว เจ้าค่อยออกไปก็ยังไม่สาย”
หลิวเจาคิดในใจ นี่เป็นคราวเคราะห์ที่จือเหยียนไม่ได้ก่อแท้ๆ หากไม่ใช่เพราะเขารับคำไหว้วานจากตน เป็นตัวแทนสำนักศึกษาประจำจวิ้นออกไปสู้ศึก มีหรือที่จะไปผูกใจเจ็บกับฝ่ายอักษรโบราณ และมีเรื่องบาดหมางกับตระกูลหลิวได้?
อีกทั้งต้นไม้ที่สูงเด่นกลางป่า ย่อมถูกลมพัดจนหักโค่น คนที่ทำตัวโดดเด่นกว่าผู้อื่น ย่อมถูกผู้คนครหา จือเหยียนเป็นอัจฉริยะที่โดดเด่นเป็นพิเศษ หลุดพ้นจากกรอบเดิมๆ อย่างหาตัวจับยาก ย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะถูกคนริษยา ได้ยินว่าก่อนหน้านี้ในงานเลี้ยงของท่านอ๋อง ก็ถูกคนหยิบยกเรื่องทะเบียนราษฎร์มาเล่นงาน ครั้งนี้มีคนมารวมตัวกันที่นี่มากมายขนาดนี้ คิดว่าคงมีการไตร่ตรองไว้ก่อนแล้ว หากตั้งใจมาหาเรื่องและมีเจตนาร้าย การที่จือเหยียนออกไปเช่นนี้ จะมิใช่การเดินเข้าทางของคนอื่นหรอกหรือ?
ไม่ได้! ต้องปกป้องจือเหยียนให้ดี!
หวังหยางคิดในใจ 'ท่านอาจารย์มีเจตนาดี แต่ไม่สันทัดเรื่องการพลิกแพลงตามสถานการณ์ เขาคิดว่าฝั่งตรงข้ามล้วนเป็นนักปราชญ์ จึงจะสามารถพูดคุยด้วยเหตุผลได้ ทว่ามนุษย์เราเมื่อตกอยู่ในสถานการณ์หมู่มาก ย่อมง่ายต่อการคล้อยตามและทำอะไรบุ่มบ่าม นี่ก็คือสิ่งที่เลอบงเรียกว่าฝูงชนวิกลจริต หากมีผู้มีเจตนาแอบแฝงโผล่มาอีกสักสองสามคน คอยฉวยโอกาสยุยงปลุกปั่น สถานการณ์นั้นคงไม่ใช่สิ่งที่เขาจะควบคุมได้อีกต่อไป ตาเฒ่าอายุปูนนี้แล้ว หากต้องมาโดนรุมกระทืบเพราะเรื่องนี้ล่ะก็... ไม่ได้การ!'
“ท่านอาจารย์วางใจเถิด ข้าเองก็จะไปคุยด้วยเหตุผลกับพวกเขา คนไม่ล่วงเกินข้า ข้าก็ไม่ล่วงเกินใคร ทุกคนมาสนทนาเรื่องคัมภีร์ ถกเถียงหลักวิชา ทำความเข้าใจหลักธรรม ย่อมไม่มีปัญหาอันใด แต่หากมีพวกสวะกล้าฉวยโอกาสก่อความวุ่นวาย...”
เซี่ยซิงหานยืดตัวตรงทันที สองมือเล็กกำแน่น คิดในใจ 'มาแล้วๆ!'
แววตาของหวังหยางเย็นเยียบ พัดพับในมือถูกหุบฉับอย่างคล่องแคล่ว “เช่นนั้นกระบี่ของข้าก็มิเคยไร้ความคม!”
เขาเอามือซ้ายไพล่หลัง มือขวาใช้ปลายพัดชี้ไป กล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย “ชิงซาน ตามข้าไปพบแขก!”
พูดจบก็เดินไปที่ประตูด้วยท่วงท่าสง่าผ่าเผย
ทุกคนเห็นท่วงท่าอันองอาจของหวังหยาง นัยน์ตาแฝงประกายคมกล้า อาภรณ์พลิ้วไหว สีหน้าเยือกเย็น ท่วงท่าการขยับเขยื้อนล้วนแฝงไว้ด้วยกลิ่นอายความห้าวหาญที่ทำให้ผู้คนมิกล้าดูแคลน อดไม่ได้ที่จะรู้สึกเลื่อมใส!
กว่าจะตั้งสติได้ หวังหยางก็ก้าวออกไปนอกประตูแล้ว
หลิวเจากำชับบรรดาศิษย์อีกครั้งว่าห้ามวู่วาม จากนั้นก็รีบตามออกไป
เล่อจ้านมองแผ่นหลังของหวังหยาง พลางพึมพำทอดถอนใจ “มีบุตรสมควรให้ได้อย่างหวังจือเหยียน...”
เล่อเสี่ยวพั่ง: ???
“ท่านพ่อ หรือพวกเราจะ...” เล่อเสี่ยวพั่งเผยสีหน้ากระวนกระวายแทบทนไม่ไหวอยากจะพูดออกมาเต็มแก่
เล่อจ้านลุกขึ้นยืน “พวกเราก็ไป สำนักศึกษาประจำจวิ้นเป็นสถานศึกษาของทางการเมืองจิงโจว เป็นสถานที่ของผู้มีอารยธรรม ข้าอยากจะเห็นนัก ว่าใครเป็นคนก่อเรื่อง?”
เล่อเสี่ยวพั่งดีใจยิ่งนัก รีบซอยเท้าตามบิดาไป “มีความกล้าหาญ สมกับเป็นลูกพี่ใหญ่จริงๆ!”
“ลูกพี่ใหญ่เด็กใหม่อะไรกัน? วันๆ เจ้าเอาแต่พ่นคำแปลกๆ ออกมา! ไปเรียนมาจากใครกัน!”
“ก็เรียนมาจากจือเหยียนไงขอรับ”
“หากใส่ความจือเหยียนอีก ข้าจะตีขาเจ้าให้หัก!”
สองพ่อลูกพูดคุยพลางเดินจากไป
เซี่ยซิงหานใช้พัดพับเคาะฝ่ามือ เดินออกไปนอกประตู “เสี่ยวหนิง ไปกัน!”
เสี่ยวหนิงวิ่งตามเจ้านาย กางร่มออก พลางกล่าวด้วยความกังวล “คุณหนูเจ้าคะ แบบนี้อันตรายเกินไปแล้ว! คนเยอะขนาดนี้ หากตีกันขึ้นมาจริงๆ ไม่ใช่เรื่องล้อเล่นเลยนะเจ้าคะ นายท่านก็กำชับไว้เป็นพิเศษว่า ”
“อย่ามัวแต่พูดมาก เรียกบ่าวทั้งสี่มา ”
เสี่ยวหนิงค่อยเบาใจลงบ้าง “ใช่เจ้าค่ะ! แบบนี้ดีเลย! ให้พวกเขาคอยคุ้มกัน ”
“ให้พวกเขาคอยคุ้มกันคุณชายหวัง ”
เสี่ยวหนิง: ......
ในลานกว้าง บ่าวทั้งสี่มาสมทบกับเซี่ยซิงหาน แต่ละคนถือกระบองสั้นไว้ในมือ
เซี่ยซิงหานเหยียบย่ำแอ่งน้ำ ฝีเท้าไม่หยุดชะงัก ปากก็ออกคำสั่ง “ต้องคุ้มครองความปลอดภัยของคุณชายหวังให้จงได้ หากมีคนกล้าทำร้าย ” นัยน์ตาดุจดวงดาราของนางเย็นชา ราวกับสระน้ำเย็นเยียบ นางเลียนแบบท่าทางของหวังหยาง หุบพัดดังฉับ “ลงมือไม่ต้องยั้ง!”
“ขอรับ!” บ่าวทั้งสี่รับคำพร้อมเพรียง
บรรยากาศภายในห้องเรียนตึงเครียด บรรดาศิษย์ราวกับนั่งอยู่บนเข็ม ทุกคนอยากออกไปปกป้องหลิวเจาและหวังหยาง ทว่าก็ติดที่คำสั่งอันเข้มงวดของอาจารย์ จึงมิกล้าลุกขึ้น ได้แต่กัดฟันอดทน หูฟังเสียงสายฝนที่สาดซัดอยู่นอกหน้าต่าง จิตใจก็ยิ่งว้าวุ่น
จงเช่อบิดขี้เกียจ พลางตะโกนว่า “ตามข้ามาให้หมด!”
เขาลุกขึ้นยืน ท่ามกลางสายตาประหลาดใจของทุกคน เขาแบกโต๊ะเรียนขึ้นบ่า เดินไปที่ประตู หันขวับกลับมามอง ปรากฏว่าไม่มีใครตามมาแม้แต่คนเดียว! จึงเร่งเร้าว่า “ไปสิ! ยังจะมัวยืนบื้ออยู่ทำไม?”
มีศิษย์สองสามคนขยับตัว ทำท่าจะลุกขึ้นทันที แต่พอคิดถึงคำพูดของอาจารย์ ก็ต้องฝืนกลั้นเอาไว้
ศิษย์คนหนึ่งกล่าวด้วยน้ำเสียงหวาดกลัว “ท่านอาจารย์บอกว่า ศิษย์ในสำนักทุกคนต้องนั่งอยู่ที่เดิม ผู้ใดไม่นับถือท่านอาจารย์เป็นอาจารย์ก็จงออกไปจากประตูบานนี้ได้...”
จงเช่อพูดไม่ออก “ความคิดของคน วันหนึ่งเปลี่ยนไปเป็นร้อยแปด เขาพูดพวกเจ้าก็เชื่อหรือ! อีกอย่าง เจ้าจะไปสนทำไมว่าเขาพูดอย่างไร เจ้าก็นับถือเขาเป็นอาจารย์ต่อไปก็สิ้นเรื่อง!”
บรรดาศิษย์ก็ยังคงไม่กล้าขยับ
จงเช่อเปลี่ยนความคิด แล้วกล่าวว่า “พวกเจ้าล้วนร่ำเรียนลัทธิขงจื๊อ ข้าขอถามพวกเจ้าข้อหนึ่ง สมมติว่าขงจื๊อรู้สึกว่าจื่อลู่ชอบความรุนแรงและวิวาท จึงบอกกับเขาว่า หากวันหน้าไปลงไม้ลงมือกับใครอีก จะไล่เขาออกจากสำนัก วันหนึ่งขงจื๊อถูกคนรุมสกรัม จื่อลู่อยู่ข้างๆ หากออกไปช่วยอาจารย์ ก็จะถูกไล่ออกจากสำนัก หากนั่งดูอยู่เฉยๆ ก็จะปลอดภัยไร้เรื่องราว พวกเจ้าว่าจื่อลู่จะช่วยหรือไม่ช่วย?”
ศิษย์คนหนึ่งถามขึ้น “เรื่องนี้มาจากตำราเล่มใด?”
จงเช่อตวาดด้วยความโมโห “ข้าบอกว่าสมมติ! ตำราบ้าบออะไรของเจ้า!”
ศิษย์อีกคนขมวดคิ้วกล่าว “ต่อให้เป็นเรื่องสมมติ แต่ขงจื๊อจะถูกรุมสกรัมได้อย่างไร?”
“เจ้าโง่! ขงจื๊อเคยประสบภัยที่เมืองควง ถูกล้อมที่เฉินไช่ ต้องหลบหนีภัยจากหวนทุย ล้วนเป็นช่วงเวลาเป็นตายเท่ากัน ถูกรุมสกรัมมันแปลกตรงไหน! นี่ พวกเจ้าไม่มีใครตอบคำถามข้าได้เลยหรือ?”
อวี่อวี๋หลิงกล่าวทีละถ้อยทีละคำ “ย่อมต้องช่วย!”
จงเช่อถาม “เพราะเหตุใด?”
น้ำเสียงของอวี่อวี๋หลิงหนักแน่นและดังกังวาน “บ้าบิ่นชอบใช้กำลัง ถูกอาจารย์ไล่ออกจากสำนัก นับเป็นศิษย์ทรยศ ทว่าหากนิ่งดูดาย นั่งดูอาจารย์ถูกรุมซ้อม เช่นนั้นก็เลวทรามยิ่งกว่าศิษย์ทรยศเสียอีก!”
จงเช่อหัวเราะร่วน “ดี! เจ้าหนูนี่ยังไม่ถือว่าคร่ำครึ! คนที่เหลือล่ะ! ใครอยากเป็นศิษย์ทรยศตามข้ามา! เกิดเรื่องอะไรข้ารับหน้าเอง! ใครอยากเป็นคนเลวทรามยิ่งกว่าศิษย์ทรยศก็นั่งต่อไปเถอะ!”
พรึ่บ,
บรรดาศิษย์พากันลุกพรวด!
......
ภายนอกสำนักศึกษาประจำจวิ้น ม่านฝนโปรยปรายราวกับทอผ้า ร่มกางเรียงรายเป็นแผ่นผืน
ฝูงชนดำทะมึนยืนนิ่งเงียบงัน ปล่อยให้หยาดฝนตกกระทบจนเกิดเป็นแอ่งน้ำที่ปลายเท้า
หยาดฝนเม็ดเท่าเมล็ดถั่วตกกระทบลงบนร่ม เกิดเสียงดังเปาะแปะ ยิ่งเพิ่มความตึงเครียดให้กับบรรยากาศในที่นั้น
เฉินชิงซานมือหนึ่งถือร่มให้หวังหยาง อีกมือหนึ่งกุมด้ามกระบี่ สีหน้าระแวดระวัง
หลิวเจา เซี่ยซิงหาน เล่อจ้าน เล่อผัง และคนอื่นๆ ยืนอยู่เคียงข้างหวังหยาง แม้จะมีเสี่ยวหนิงและบรรดาบ่าวรับใช้คอยล้อมรอบ แต่เมื่อเทียบกับฝ่ายตรงข้ามแล้ว ก็ยังดูอ่อนด้อยกว่ามาก
หวังหยางประสานมืออย่างใจเย็น ร้องถามเสียงดัง “ทุกท่านที่มาเยือน มีธุระอันใดหรือ?”
ไม่มีใครตอบ ฝูงชนค่อยๆ แหวกทางออก ชายชราสองคนถูกคนประคองก้าวเดินมาหาหวังหยางทีละก้าว
คือลู่ฮวนและสวีปั๋วเจิน!
เล่อจ้านพอเห็นว่าเป็นพวกเขา ก็คิดในใจว่าเรื่องนี้รับมือไม่ง่ายเสียแล้ว
ทั้งสองท่านนี้ล้วนเป็นผู้อาวุโสในแวดวงวิชาการ ได้รับความเคารพนับถืออย่างสูง จะให้เจ้าหน้าที่บ้านเมืองมาขับไล่ไปก็คงดูไม่งามนัก ทว่าในเมื่อมีพวกเขาอยู่ที่นี่ ก็คงไม่ถึงขั้นปล่อยให้บรรดาศิษย์ลงไม้ลงมือกันหรอกกระมัง
คงไม่หรอกมั้ง...
แม้ว่าเหนือศีรษะของทั้งสองคนจะมีคนคอยกางร่มให้ ทว่าบนพื้นดินมีน้ำขังตื้นลึกคาดเดายาก ผนวกกับสายฝนที่เทกระหน่ำลงมาอย่างหนัก เสื้อผ้าบนร่างก็อดที่จะเปียกปอนมิได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งลู่ฮวนที่มีอายุมากกว่า กาลเวลาได้กัดกร่อนพละกำลังของเขาไปนานแล้ว เขาเดินด้วยก้าวที่โซเซ ย่ำตื้นย่ำลึก ราวกับว่าทุกย่างก้าวที่เดินออกไป ต้องใช้เรี่ยวแรงทั้งหมดที่มีในร่างกาย
ร่างกายของสวีปั๋วเจินแข็งแรงกว่าลู่ฮวนมาก ทว่าเพื่อไม่ให้เดินแซงหน้าลู่ฮวน เขาจึงจงใจชะลอฝีเท้าลง เมื่อเผชิญกับแอ่งน้ำที่อยู่ตรงหน้าทีละบ่อ เขาไม่มีทีท่าว่าจะหลบเลี่ยงเลยแม้แต่น้อย เดินตรงไปข้างหน้า เหยียบเป็นเหยียบ รองเท้า ถุงเท้า และขากางเกงล้วนเปียกชุ่ม ทว่าเขากลับไม่แม้แต่จะขมวดคิ้ว ระยะทางที่ไม่ไกลนักนี้ เขากลับเดินออกมาจนเผยให้เห็นถึงความเด็ดเดี่ยวและทรหด
ทั้งสองคนเดินมาหยุดอยู่ในระยะห่างจากหวังหยางไม่กี่ก้าว โบกมือคราหนึ่ง ร่มสองคันบนศีรษะก็ถูกถอนออกไป ผมหงอกขาวเปียกชุ่มไปด้วยน้ำฝนในชั่วพริบตา แนบติดกับหนังศีรษะและแก้มเป็นปอยๆ
หวังหยางรู้สึกหวั่นไหวอยู่บ้าง “ท่านผู้อาวุโสทั้งสอง พวกท่านทำเช่นนี้...”
ลู่ฮวนและสวีปั๋วเจินยืนตระหง่านอยู่ท่ามกลางสายฝน โดยไม่มีสิ่งใดกำบัง ฝ่ายอักษรโบราณที่อยู่ในเหตุการณ์ ผู้ใดจะกล้ากางร่มอีก? ได้ยินเพียงเสียงสวบสาบ ร่มทีละคันพากันหุบลง ทุกคนยอมตากฝนโดยไม่หลบเลี่ยง
ท่ามกลางสายตาตื่นตะลึงของหลิวเจา เซี่ยซิงหาน และคนอื่นๆ ลู่ฮวนรวบแขนเสื้อค้อมตัวลง ประสานมือคารวะจนป้ายหยกห้อยต่ำ น้ำเสียงนอบน้อม “ขอคุณชายโปรดใช้คัมภีร์ซ่างซูชี้แนะข้าด้วย”
สวีปั๋วเจินประสานมือคารวะลึก น้ำเสียงก้องกังวานชัดเจน “ขอคุณชายโปรดใช้คัมภีร์ซ่างซูชี้แนะข้าด้วย!”
บรรดาบัณฑิตหันหน้าไปทางหวังหยาง พากันโค้งคำนับ เสียงดังระงมขึ้นอย่างต่อเนื่อง “ขอคุณชายโปรดใช้คัมภีร์ซ่างซูชี้แนะข้าด้วย!” “ขอคุณชายโปรดใช้คัมภีร์ซ่างซูชี้แนะข้าด้วย!!”
เสียงแล้วเสียงเล่าพุ่งทะลวงฝ่าม่านฝน หลอมรวมกลายเป็นสายน้ำ! ดังกึกก้องต่อเนื่องไม่ขาดสาย!
หลิวเจาได้สติกลับมา ปาดน้ำตาบนใบหน้า รีบหลบฉากออกไป ไม่กล้ารับการคารวะร่วมกับหวังหยาง
เซี่ยซิงหาน เล่อจ้าน และคนอื่นๆ ก็พากันถอยไปอยู่ด้านข้าง ทิ้งให้หวังหยางยืนอยู่ตรงนั้นเพียงลำพัง โดยมีเฉินชิงซานคอยกางร่มให้อยู่ข้างๆ
หวังหยางก้าวออกไปนอกร่ม เฉินชิงซานรีบตามไปทันที หมายจะกางร่มให้หวังหยางต่อไป
หวังหยางโบกมือ ปล่อยให้สายฝนสาดรดร่าง จัดเสื้อผ้าให้เข้าที่และทำสีหน้าเคร่งขรึม โค้งคำนับตอบ “หวังหยางไร้ความสามารถ ยินดีเรียนรู้และก้าวหน้าไปพร้อมกับทุกท่าน ร่วมกันศึกษาหลักธรรมอันลึกซึ้ง!”
แขนเสื้อพลิ้วไหวไปมาท่ามกลางสายฝนเล็กน้อย ราวกับกำลังเริงระบำไปพร้อมกับพายุฝน
ภาพอันน่าสะเทือนใจนี้ จะสลักฝังรากลึกอยู่ในใจของผู้เห็นเหตุการณ์ทุกคนตลอดไป!
ดังนั้นตอนที่จงเช่อหิ้วโต๊ะเรียน นำพาบรรดาศิษย์บุกฝ่าออกมา ภาพที่เห็น ก็เป็นเช่นนี้เหมือนกัน...
......
จากนั้นภายในสำนักศึกษาประจำจวิ้นก็ปรากฏภาพอันแปลกประหลาดที่ร้อยปีจะมีให้เห็นสักครั้ง นักวิชาการและลูกศิษย์ของคัมภีร์ซ่างซูทั้งฝ่ายอักษรปัจจุบันและฝ่ายอักษรโบราณ นั่งปะปนกัน เสื้อผ้าหลุดลุ่ย หยาดฝนไหลรินตามร่างกาย แต่ละคนเปียกโชกราวกับลูกนกตกน้ำ สถานการณ์ดูสับสนวุ่นวาย ทว่ากลับไม่มีใครสนใจ ทุกคนล้วนจดจ่อ ตั้งใจฟังอย่างใจจดใจจ่อ
“...เมื่อครู่นี้ข้าได้กล่าวไปแล้วว่าปัญญาชนคือสิ่งใด ชนชั้นปัญญาชนคือสิ่งใด ทว่าข้าคิดว่า ปัญญาชนทุกคน ย่อมต้องมีความเชื่อมั่นในการแสวงหาความรู้เสียก่อน จึงจะเรียกได้ว่าเป็นปัญญาชน ชนชั้นปัญญาชนทุกคน ย่อมต้องมีความรู้สึกที่อยู่เหนือความเป็นจริงเสียก่อน จึงจะกลายเป็นชนชั้นปัญญาชนได้ มีเพียงการทำเช่นนี้เท่านั้น จึงจะสามารถสลัดทิ้งพันธนาการทางจิตใจ และยึดมั่นแต่เพียงความจริงแท้ วิชาการคือสิ่งที่เชื่อมโยงกับภูมิปัญญาและวัฒนธรรมของชาติ ย่อมต้องมีจุดมุ่งหมายในการเผยแพร่ความจริงแท้ ก้าวไปสู่ความยิ่งใหญ่และเจาะลึกถึงแก่นแท้ จากนั้นจึงจะเรียกได้ว่าเป็นแบบแผน เรียกได้ว่าลึกซึ้งกว้างไกล
หากถามถึงอุดมการณ์กลับมีเพียงเรื่องบ้านและรถ เอ่ยถึงสิ่งที่ปรารถนากลับพูดถึงเพียงความร่ำรวย ทำให้สถานศึกษาชั้นนำระดับประเทศกลายเป็นสถานที่กอบโกยผลประโยชน์ การศึกษาเล่าเรียนอย่างลึกซึ้งกลายเป็นเพียงบันไดสู่ความก้าวหน้า เช่นนั้นก็มิใช่ปัญญาชนที่แท้จริง หากปัญญาชนของชาติมิอาจโอบกอดอุดมการณ์อันสว่างไสวที่มิได้หยุดอยู่เพียงผลประโยชน์ของตนเองและครอบครัวได้ เช่นนั้นก็ยิ่งไม่อาจเรียกร้องสิ่งใดจากประชาชน ไม่อาจเรียกร้องให้ชาติตระกูลพัฒนาไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองได้...”







