“ไม่ตื่นตระหนก ไม่ตาย กระดานหมากยังอยู่”
ซินจั๋วนิ่งเงียบไปเนิ่นนาน ยิ้มออกมา แล้วเอ่ยถามอีกว่า “ซูเมี่ยวจิ่นไปตั้งแต่เมื่อใด”
“โอย! โชคดีที่ได้แม่นางซู”
หานชีเหนียงดวงตากลมโตเป็นประกาย บนใบหน้าเต็มไปด้วยความเลื่อมใส “แม่นางซูดูแลประมุขใหญ่โดยเสื้อผ้าหลุดลุ่ย อย่างระแวดระวังใส่ใจมาตลอดสิบแปดวันเต็ม เพิ่งจะลงเขาไปเมื่อครู่นี้ ก่อนไป ยังทิ้งจดหมายน้อยไว้ด้วยเจ้าค่ะ”
“บอกให้เจ้าอ่านหนังสือให้มากเข้าไว้ นั่นเรียกว่าไม่ยอมถอดเสื้อผ้าหลับนอน ดูแลเอาใจใส่อย่างหาที่ติไม่ได้ต่างหากเล่า”
มู่หรงซิวแก้ไขการใช้คำที่ผิดพลาดของหานชีเหนียง หยิบจดหมายน้อยที่อยู่ด้านข้างส่งให้ซินจั๋ว พลางทอดถอนใจ “ผู้ใดจะคิดว่าซูเมี่ยวจิ่นผู้นั้นจะเก่งกาจถึงเพียงนี้ ทั้งยังตอบแทนความแค้นด้วยความดี ช่างสมกับที่เป็นบุตรีตระกูลใหญ่ ชาติกำเนิดไม่ธรรมดาจริงๆ องค์หญิงแม่ชีผู้มีจิตใจอำมหิตต่ำช้าผู้นั้นจะเทียบเคียงได้อย่างไร”
ลืมเลือนไปเสียสนิทว่าแต่แรกเป็นผู้ใดที่ยุยงให้ประมุขใหญ่จัดการนาง
ซินจั๋วไอรุนแรงอยู่พักหนึ่ง รับจดหมายน้อยมา เห็นเพียงอักษรตัวเล็กๆ งดงามเป็นระเบียบแถวหนึ่ง ‘เส้นชีพจรขาดสะบั้น ไร้กำลังช่วยเหลือ หวังว่าจะรักษาตัวให้ดี!’
ไม่มีความหมายลึกซึ้งอันใดมากนัก กระทั่งไม่ได้พูดถึงหนี้บุญคุณสามข้อที่เคยรับปากไว้ก่อนหน้านี้ เพียงแต่...
บุญคุณครั้งนี้ช่างยากจะตอบแทนจริงๆ ถึงขั้นทำให้รู้สึกละอายใจต่อการกระทำในอดีต
“ประคองข้าลุกขึ้น! ลงเขาไปส่งนางเสียหน่อย!”
ซินจั๋วออกแรงไออีกสองสามที หยัดกายลุกขึ้นนั่งอย่างยากลำบาก
“ประมุขใหญ่ ร่างกายของท่าน...”
ชุยอิงเอ๋อร์เดิมทีต้องการเอ่ยปฏิเสธอย่างเด็ดขาด แต่เมื่อเห็นสีหน้าที่ไม่อนุญาตให้โต้แย้งของซินจั๋ว ก็ทำได้เพียงถอนหายใจ ประคองเขาให้ลุกขึ้น
ให้หวงต้ากุ้ยแบกซินจั๋วไว้บนหลัง คนกลุ่มหนึ่งรีบร้อนมุ่งหน้าลงเขาไป
เมื่อถึงตีนเขา เป็นเวลาที่แสงอรุณแรกเพิ่งสาดส่อง ท่ามกลางฟ้าดินเป็นสีเทาขาว รถม้าคันใหญ่โตโอ่อ่าบนทางหลวง ค่อยๆ เคลื่อนตัวออกไปภายใต้การห้อมล้อมของทหารผ่านศึกหนานหลีนับสิบคน
ซินจั๋วลงจากตัวหวงต้ากุ้ยอย่างดื้อดึง เดินโซเซหันหน้าไปทางรถม้า โค้งคำนับอย่างจริงจังหนึ่งที
ภายในรถม้าดูเหมือนจะรับรู้ได้ จึงชะลอความเร็วลงเล็กน้อย ม่านรถถูกเลิกขึ้นมุมหนึ่ง เผยให้เห็นใบหน้างดงาม มุมปากประดับด้วยรอยยิ้ม อบอุ่นและจริงใจเป็นอย่างยิ่ง
รถม้าค่อยๆ ห่างออกไป จนกระทั่งหายลับไปที่สุดปลายทางหลวงท่ามกลางทิวทัศน์ภูเขาสีเหลืองแห้งแล้งในแสงยามเช้า
“แค่กๆ ...”
ซินจั๋วไอรุนแรง จนกระทั่งไอจนใบหน้าแดงก่ำ แล้วกลายเป็นขาวซีด
“ประมุขใหญ่!”
ทุกคนรีบอุ้มเขาขึ้นมา พากลับค่ายพิชิตมังกรอย่างเร่งรีบ
เพิ่งจะเข้าค่าย คนกลุ่มหนึ่งก็อดชะงักไม่ได้ รีบนำซินจั๋วไปบังไว้ด้านหลังทันที
เห็นเพียงในลานเรือนมีคนยืนอยู่ยี่สิบคน ล้วนสวมชุดบัณฑิตหอสารทสถานสีเดียวกันทั้งหมด เป็นไป๋เสวียนจี เฮ่อเหลียนเซิ่ง หลี่ซีเยวี่ย และเฝิงซานเป่า เป็นต้น รวมบัณฑิตเรือนอี่ขุยทั้งหมด
เมื่อเห็นทุกคนกลับมา กลุ่มบัณฑิตก็โค้งกายทำความเคารพทันที “ฟูจื่อซิน! ร่างกายเป็นอย่างไรบ้างขอรับ”
“แค่กๆ ...ก็แค่พิการเท่านั้น...แค่กๆ ...”
ซินจั๋วไอไม่หยุดอีกครั้ง มองไปยังคนกลุ่มนั้นอย่างอ่อนแรง “มี มีธุระอันใดหรือ”
ไป๋เสวียนจีก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าวด้วยความกังวลใจ ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง “มีสองเรื่องเจ้าค่ะ เรื่องแรกคือมอบของกำนัลฝากตัวเป็นศิษย์อย่างเป็นทางการแก่ฟูจื่อ...”
‘ของกำนัลฝากตัว’ คือธรรมเนียมการฝากตัวเป็นศิษย์อย่างเป็นทางการ แม้พวกตนจะติดตามซินจั๋วได้ไม่นาน ทว่าไม่ว่าจะเป็น ‘คัมภีร์เต้าเต๋อจิง’ หรือ ‘พิชัยสงครามซุนวู’ ล้วนทำให้พวกตนได้รับประโยชน์อย่างเหลือคณานับ ฟูจื่อซินคู่ควรกับคำว่า ‘อาจารย์’ สองคำนี้อย่างแน่นอน
ขณะที่พูด บัณฑิตสี่คนที่อยู่ด้านหลังก็ยกหีบใบใหญ่ใบหนึ่งมาวางไว้ด้านข้างแล้ว
“เรื่องที่สอง...” เฮ่อเหลียนเซิ่งโค้งตัวกล่าวว่า “พวกเรามาเพื่ออำลาฟูจื่อซินขอรับ”
“พวกเจ้า...แค่กๆ ล้วนต้องไปหรือ” ซินจั๋วเอ่ยถามด้วยความประหลาดใจ
เฮ่อเหลียนเซิ่งมีสีหน้าหนักอึ้งกล่าวว่า “มีข่าวลือมาจากเมืองหลวง ฝ่าบาททรงประชวรหนัก เหล่าฟูจื่อกล่าวว่าเรื่องราวที่นี่จบสิ้นลงแล้ว อีกไม่กี่วันนี้หอสารทสถานรวมถึงอารามจันทราวารีจะต้องเดินทางไปเมืองหลวงกันทั้งหมด หอสารทสถานจะยุบรวมเข้ากับสำนักศึกษาวายุสารท อารามจันทราวารีจะยุบรวมเข้ากับอารามต้าฝอขอรับ
ถึงเวลานั้นบัณฑิตปีสามอย่างพวกเราต้องเข้าราชสำนักเพื่อรับราชการ หรือเข้ากองทัพเป็นขุนพลแล้ว ส่วนบัณฑิตใหม่จะไปเรียนที่สำนักศึกษาวายุสารท ดังนั้น...”
“นำพู่กัน หมึก กระดาษ และแท่นฝนหมึกมา!”
ซินจั๋วไม่สนคำทัดทานของพวกชุยอิงเอ๋อร์ ดิ้นรนลงมา แม้เส้นชีพจรจะขาดสะบั้น ร่างกายอ่อนแอถึงขีดสุด แต่แขนขายังพอขยับเขยื้อนได้อย่างฝืนทน
มู่หรงซิวและหานชีเหนียงไม่เข้าใจต้นสายปลายเหตุ รีบยกโต๊ะเก้าอี้มา นำพู่กัน หมึก กระดาษ และแท่นฝนหมึกออกมา
ท่ามกลางสายตาอยากรู้อยากเห็นของบัณฑิตทั้งหมดและเหล่าโจรภูเขา ซินจั๋วนั่งลงอย่างยากลำบาก ไอรุนแรงอยู่พักหนึ่ง นำพู่กันจุ่มหมึก แล้วตวัดพู่กันเขียนอย่างรวดเร็ว
พวกไป๋เสวียนจีไม่เข้าใจ จึงเดินเข้าไปใกล้เพื่อมองดูโดยสัญชาตญาณ พอได้เห็นก็ไม่อาจละสายตาได้อีก สีหน้ามีทั้งเคร่งเครียด ตื่นเต้น และดีใจปะปนกันไป
เห็นเพียงบนหน้ากระดาษคือม้วนที่เหลือของ ‘พิชัยสงครามซุนวู’ อย่างชัดเจน
“แค่กๆ ...”
ซินจั๋วไออีกครั้ง ไอจนทำให้คนรู้สึกใจสั่น
“ประมุขใหญ่ เขียนต่อไปไม่ได้แล้วเจ้าค่ะ! ร่างกายของท่าน...” ชุยอิงเอ๋อร์และหานชีเหนียงรีบเอ่ยห้ามทันที
พวกไป๋เสวียนจีก็มีใจอยากจะขัดขวาง ทว่าในใจก็มีความคาดหวัง ไม่รู้ว่าควรทำเช่นไรดี
ซินจั๋วผลักชุยอิงเอ๋อร์สองคนออกอย่างแรง โดยไม่สนใจสิ่งใด ยังคงตั้งหน้าตั้งตาเขียนต่อไป
หนึ่งหน้า สองหน้า สามหน้า...
หนึ่งชั่วยาม สองชั่วยาม...
จนกระทั่งยามพลบค่ำ หน้ากระดาษถูกเขียนไปแล้วเกือบร้อยแผ่น พู่กันขนบานไปแล้วสามด้าม น้ำหมึกก็แทบจะหมดเกลี้ยง สีหน้าของซินจั๋วก็ขาวซีดจนน่าตกใจเช่นกัน
กลุ่มของชุยอิงเอ๋อร์และบัณฑิตเรือนอี่ขุยทั้งหมด คอยอยู่เป็นเพื่อนเขาเกือบหนึ่งวันเต็ม
เวลานี้ เนื้อหาที่เหลือของ ‘คัมภีร์เต้าเต๋อจิง’ เนื้อหาที่เหลือของ ‘พิชัยสงครามซุนวู’ รวมถึง ‘กลยุทธ์สามสิบหกประการ’ ทั้งฉบับ เท่าที่ยังจำได้ ล้วนถูกเขียนจนจบครบถ้วนแล้ว
“พรวด ”
ซินจั๋วเขียนอักษรตัวสุดท้ายเสร็จ โลหิตก็พ่นออกมาเต็มปาก ย้อมหน้ากระดาษหนาๆ ที่พับซ้อนกันอยู่จนเป็นสีแดง แม้จะไม่กระทบต่อการอ่าน ทว่ากลับสะดุดตาและดูน่าเวทนาเป็นอย่างยิ่ง
“ประมุขใหญ่!”
“ฟูจื่อ!”
คนเต็มลานเรือนรีบรุดเข้าไปหา
ซินจั๋วโบกมือห้าม จ้องมองไปยังบัณฑิตเรือนอี่ขุยทั้งยี่สิบคนอย่างเอาเป็นเอาตาย “รวมกับ ‘กลยุทธ์สามสิบหกประการ’ แล้ว คัมภีร์และพิชัยสงครามทั้งสามบทนี้ พวกเจ้าจงคัดลอกและนำไปอ่านร่วมกัน ทำความเข้าใจอย่างระมัดระวัง ในวันข้างหน้ามันมากพอที่จะทำให้พวกเจ้าอยู่เหนือผู้อื่น ล้วนสามารถเป็นยอดคนได้ ไม่ว่าจะเป็นการปกครองแผ่นดิน หรือการเดินทัพทำศึก ควบม้าตะลุยแดนสงคราม ย่อมไม่ใช่เรื่องยากอันใด
แค่กๆๆ ...นี่คือสิ่งที่ข้าทุ่มเทมาทั้งชีวิต ข้าถ่ายทอดให้เพียงพวกเจ้ายี่สิบคน ไม่เกี่ยวข้องกับหอสารทสถาน แค่กๆ ไม่อนุญาตให้ถ่ายทอดแก่บุคคลที่ยี่สิบเอ็ด เมื่อจดจำได้แล้ว ให้ทำลายต้นฉบับทิ้งเสีย ทำได้หรือไม่”
“ขอน้อมรับคำสอนขอรับ!”
ทุกคนมองดูคนที่ร่างกายอ่อนแอถึงขีดสุดตรงหน้า แต่จู่ๆ กลับแผ่กลิ่นอายอันทรงพลังที่ไม่อาจเทียบเทียมได้ออกมา ในใจไม่เพียงยำเกรง ทว่ายังซาบซึ้งใจยิ่งนัก
ประชวรหนักแต่ยังเร่งเขียน ฝากฝังคัมภีร์สามเล่มที่สามารถปกครองแผ่นดินได้ โลหิตบาดตาที่ล้างไม่ออกบนอักษรต้นฉบับ ล้วนกระชากความรู้สึกของพวกตน
ฟูจื่อซินมีพรสวรรค์ตื่นฟ้าสะเทือนดิน ไร้ผู้ใดเปรียบปราน!
ชาตินี้มิอาจลืมเลือน!
เหล่าบัณฑิตโค้งทำความเคารพอีกครั้ง ขอบตาแดงระเรื่อไปหมดแล้ว
“ดี ดี ดี พรวด ”
ซินจั๋วพ่นเลือดเก่าออกมาเต็มปากอีกครั้ง แล้วหงายหลังหมดสติไป
“ฟูจื่อ!”
กลุ่มบัณฑิตสีหน้าเปลี่ยนไป รีบเข้าไปหาอีกครั้ง
ในตอนนั้นเอง ก็มีเสียงระฆังทุ้มหนักดังกังวานมาจากทั้งทิศตะวันออกและทิศตะวันตกพร้อมกัน ดังขึ้นทีละครั้ง ทีละครั้ง อย่างไม่หยุดหย่อน
กลุ่มบัณฑิตชะงักฝีเท้าโดยสัญชาตญาณ เอียงหูรับฟัง สีหน้าพลันเปลี่ยนไปอย่างรุนแรง
“เกรงว่าจะมีข่าวส่งมา ฝ่าบาทสวรรคตแล้ว!”
เฮ่อเหลียนเซิ่งมีสีหน้าย่ำแย่ถึงขีดสุด รีบหยิบต้นฉบับที่เปื้อนเลือดขึ้นมาด้วยความเคารพทันที มองซินจั๋วที่หมดสติไป แล้วกล่าวกับพวกชุยอิงเอ๋อร์ว่า “พวกเราต้องไปแล้ว คำสอนของฟูจื่อมิกล้าลืมเลือน พวกเจ้าดูแลฟูจื่อให้ดีด้วย!”
...
กลุ่มบัณฑิตจากไปแล้ว
เสียงระฆังแต่ไกลยังไม่หยุดดัง
ซินจั๋วที่ถูกอุ้มกลับมานอนบนเตียง พลันลืมตาขึ้น เรียกบ่อชมจันทร์ออกมาเป็นอันดับแรก
ถูกต้องแล้ว แม้ชั่วคราวเส้นชีพจรจะขาดสะบั้น ไม่อาจใช้วิทยายุทธ์ได้ แต่บ่อชมจันทร์ยังสามารถเรียกออกมาได้
เมื่อมองวิชาแพทย์ ‘xxxx’ ในบ่อ กับหนี้สินของบัณฑิตยี่สิบคนที่พุ่งพรวดขึ้นถึงห้าสิบจนถึงร้อยที่ไม่เท่ากัน มุมปากก็เผยรอยยิ้มบางๆ ออกมา พึมพำประโยคหนึ่ง:
“แม่งเอ๊ย เมล็ดพันธุ์ถูกหว่านลงไปแล้ว ยอมสละเนื้อหนังมังสา ก็กล้าดึงฮ่องเต้ลงจากหลังม้าได้ ชั่วชีวิตซินจั๋วของข้า จะต้องสังหารคนของอารามจันทราวารีกับหอสารทสถานให้สิ้นซาก เอาผู้ฝึกยุทธ์ทั่วหล้ามาเป็นวิญญาณสังเวย แล้วมาคุยด้วยเหตุผลกับแผ่นดินต้าโจวบัดซบของพวกเจ้าเสียหน่อย!”







