หลิวเฉิงตกตะลึง หวังหยางเองก็ตกตะลึงเช่นกัน เขาคิดในใจว่า 'เรื่องนี้ไม่ถูกสิ หลิวเจาบอกชัดเจนว่าไม่ได้รายงานไปยังจวนว่าการมณฑล แล้วทางจวนว่าการมณฑลจะมีเอกสารเก็บไว้ได้อย่างไร หรือว่าตอนหลังหลิวเจาไปหาคนมาทำเอกสารให้ครบถ้วน เพียงแต่ยังไม่ทันได้บอกฉัน?'
"เป็นไปไม่ได้! เป็นไปไม่ได้!"
หลิวเฉิงไม่อาจรักษามาดสำรวมเอาไว้ได้อีกต่อไป ร้องเสียงหลงออกมา
อ๋องปาตงไม่สนใจหลิวเฉิง หันไปกล่าวกับหลิวถานว่า "เหวินทง เจ้าจะว่าอย่างไร"
หลิวถานมีความเป็นผู้ใหญ่กว่าหลิวเฉิงมาก เขารีบขอรับผิดชอบทันที "เรื่องนี้ล้วนเกิดจากการที่ข้าน้อยมองเรื่องราวไม่กระจ่าง ยินดีรับโทษขอรับ"
จากนั้นก็ประสานมือคารวะขออภัยหวังหยาง วางท่าทีต่ำต้อย น้ำเสียงจริงใจ อีกทั้งยังเรียกให้หลิวเฉิงมาขออภัยด้วยกัน
หลิวเฉิงหน้าแดงก่ำส่ายหน้า "แม้ทางมณฑลจะเคยตรวจสอบซ้ำ แต่ก็ใช่ว่าจะเป็นหลักฐานดิ้นไม่หลุด..."
"อาเซิน!" หลิวถานส่งเสียงดุ พยายามขัดขวางไม่ให้น้องชายพูดต่อไป
หลิวเฉิงตัดใจเด็ดขาด ประสานมือกล่าวว่า "ขอท่านอ๋องโปรดส่งหนังสือราชการไปสอบถามที่เมืองอี้ซิงขอรับ!"
หวังหยางหรี่ตาลงเล็กน้อย ปรายตามองหลิวเฉิง
เสียงกังวานใสสงบเยือกเย็นดังแว่วมา "ไม่ต้องถามแล้ว ข้าเคยพบคุณชายหวังที่อี้ซิง"
หวังหยางสะดุ้งตกใจ หันมองตามเสียง
เห็นเพียงเซี่ยซิงหานในชุดชาววังหรูหรางดงาม ก้าวเดินพลิ้วไหวเข้ามาในตำหนัก
นัยน์ตาประกายดั่งดวงดาวงดงามราวกุ้ยอวี้ คิ้วเรียวยาวดั่งปลายพู่กัน บนศีรษะปักปิ่นระย้า ติ่งหูประดับต่างหูมุกจันทรากระจ่าง
การแต่งหน้าโฉมใหม่ช่างงดงาม ความงามเปล่งประกายกรุ่นกลิ่นหอม ทำเอานางกำนัลแห่งวังรุ่ยจูยังต้องอับอาย
เซี่ยซิงหานที่แต่งหน้าด้วยรูปแบบใหม่ทันสมัยดูสง่างามสูงศักดิ์กว่าวันวาน อีกทั้งยังเพิ่มความเย้ายวนชวนมองยิ่งขึ้น
อ๋องปาตงทราบว่าเซี่ยซิงหานช่วยหวังหยางจัดการเรื่อง "ขนถ่ายเสบียงลงจากเรือ" ดังนั้นจึงไม่รู้สึกแปลกใจเลยที่นางมาช้า
มีผู้รับใช้คอยนำทางเซี่ยซิงหานไปนั่งที่โต๊ะอยู่ก่อนแล้ว
หลิวเฉิงมองดูเซี่ยซิงหานนั่งลงอย่างสง่างาม ในใจหวนนึกถึงคำพูดของนางเมื่อครู่ รู้สึกราวกับมีก้างติดคอ
อ๋องปาตงถามขึ้น "แม่หนูเซี่ย เจ้ากับหวังหยางเคยพบกันที่อี้ซิงมาก่อนหรือ"
"เจ้าค่ะ ก่อนหน้านี้บิดาของข้าดำรงตำแหน่งเจ้าเมืองอี้ซิง ข้าติดตามท่านพ่อไปที่นั่น จึงเคยพบคุณชายหวังครั้งหนึ่ง"
สีหน้าของหวังหยางขยับเปลี่ยนไป
ทุกคนคิดในใจว่าที่แท้ก็เป็นเช่นนี้
เซี่ยเฝ่ยบิดาของเซี่ยซิงหานเคยดำรงตำแหน่งเจ้าเมืองอี้ซิงอยู่สามปีก่อนที่จะมาเป็นขุนนางจงซูลิ่ง เรื่องนี้เป็นที่ทราบกันดีโดยทั่วไป ประกอบกับฐานะของเซี่ยซิงหาน ในเมื่อนางบอกว่าเคยพบหวังหยาง ย่อมไม่มีใครไม่เชื่อ
"ที่แท้พวกเขาก็รู้จักกันมาก่อนแล้ว" หลิวเฉิงรู้สึกเพียงว่าเรี่ยวแรงทั่วร่างเหือดหาย ในใจปั่นป่วนว้าวุ่นไม่หยุด
อ๋องปาตงหัวเราะพลางกล่าว "ข้าก็บอกแล้ว ตระกูลหวังแห่งหลางหยาจะมีตัวปลอมได้อย่างไร"
ไต้จื้อเกาเห็นท่าทางสิ้นหวังของหลิวเฉิง ก็รู้ว่าสถานการณ์จบสิ้นแล้ว การที่ตนใส่ร้ายตระกูลบัณฑิตต่อหน้าบัณฑิตชั้นสูงมากมายเช่นนี้ ทั้งยังล่วงเกินตระกูลหวังแห่งหลางหยา จุดจบเกรงว่าคงจะน่าอนาถยิ่งนัก เขารีบหันไปทางหวังหยาง โขกศีรษะเสียงดังปังปังปัง
"ผู้น้อยเลอะเลือน! ผู้น้อยเลอะเลือนไปแล้ว! ขอคุณชายหวังโปรดอภัย! ขอคุณชายหวังโปรดอภัยด้วย!"
อ๋องปาตงรู้สึกรังเกียจภาพเช่นนี้อยู่บ้าง จึงกล่าวออกไปตรงๆ "ลากตัวออกไป โบยด้วยไม้ฉื้อจ้างห้าสิบไม้ แล้วขับไล่ออกจากเมืองจิงโจว"
แคว้นฉีสืบทอดกฎหมายจากราชวงศ์จิ้น โทษโบยแบ่งออกเป็นโบยด้วยไม้ฉื้อจ้าง ไม้ฝ่าจ้าง และไม้เสี่ยวจ้าง
ในบรรดานี้ไม้ฉื้อจ้างถือเป็นโทษหนักที่สุด โดยใช้ไม้จิงหนายาวหกฟุต ส่วนหัวหนาหนึ่งนิ้ว ตีลงบนกระดูกต้นขา ซึ่งก็คือบริเวณหน้าขา แต่หากที่หน้าขามีแผล ก็จะเปลี่ยนไปตีที่ก้นแทน
สิ้นเสียงของอ๋องปาตง ทหารสวมเกราะสองนายก็ก้าวเข้ามา หิ้วปีกไต้จื้อเกาออกไปทันที!
สองเท้าของไต้จื้อเกาลากไปกับพื้น เขาร้องโหยหวนขอความเมตตาไม่หยุดหย่อน ทั้งยังตะโกนลั่น "คุณชายหลิวช่วยข้าด้วย" หลิวเฉิงหน้าซีดเผือดราวกับขี้เถ้า นั่งนิ่งงันไม่ตอบรับ
อ๋องปาตงมองไปทางหลิวถาน "เหวินทง ก่อนหน้านี้ตกลงกันไว้แล้ว หากตรวจสอบผิดพลาดต้องรับผิดชอบ ข้าจะสั่งริบเบี้ยหวัดเจ้าสองเดือน เจ้าจะยอมรับหรือไม่"
หลิวถานยังคงสงบนิ่งเช่นเคย "ท่านอ๋องเที่ยงธรรมชัดเจน ข้าน้อยขอยอมรับโทษขอรับ"
"ส่วนซื่อหลางนั้น..."
หลิวถานรีบกล่าว "ท่านอ๋อง น้องชายของข้าน้อยยังเด็กนัก การกระทำย่อมหลีกเลี่ยงความใจร้อนไม่ได้ หวังว่าท่านอ๋องจะโปรดปรานีสักครั้งเถิดขอรับ!"
อ๋องปาตงยิ้ม "เขาก็ไม่ได้เป็นขุนนาง ทะเบียนสำมะโนครัวก็ไม่ได้อยู่ในจิงโจว ข้ายุ่งกับเขาไม่ได้หรอก เจ้าเป็นพี่ชายก็อบรมสั่งสอนเขาให้ดีแล้วกัน"
"ขอรับ! ขอบพระทัยท่านอ๋อง!" หลิวถานรู้ว่านี่คือการที่อ๋องปาตงจงใจปล่อยหลิวเฉิงไป เรื่องนี้เกิดขึ้นในจิงโจว ลักษณะความผิดจะว่าเบาก็เบา จะว่าหนักก็หนัก หากอ๋องปาตงคิดจะเอาผิดเขาจริงๆ จะมีเหตุผลว่า 'ยุ่งไม่ได้' ได้อย่างไรกัน
เขาสะกิดเตือนให้หลิวเฉิงขอบพระทัยอ๋องปาตง แต่หลิวเฉิงกลับเอาแต่นิ่งอึ้งราวกับรูปปั้นไม้แกะสลัก ไม่มีปฏิกิริยาตอบสนองใดๆ
หลิวถานรู้ดีว่าน้องชายเป็นคนเย่อหยิ่งจองหองมาแต่ไหนแต่ไร วันนี้ต้องมาเสียหน้าครั้งใหญ่ต่อหน้าผู้คนมากมาย ช่วงเวลาสั้นๆ คงยากจะทำใจยอมรับได้ จึงทำได้เพียงดึงเขากลับไปที่นั่งก่อน รอให้กลับถึงบ้านแล้วค่อยเกลี้ยกล่อมอีกที
อ๋องปาตงถามหวังหยางด้วยรอยยิ้มว่า "เปิ่นอ๋องจัดการเช่นนี้ เจ้าพอใจหรือไม่"
หวังหยางประสานมือ "ขอบพระทัยท่านอ๋องที่ให้ความเป็นธรรมขอรับ!"
"ดี!" อ๋องปาตงตบมือ อารมณ์เบิกบานอย่างยิ่ง ชูจอกสุราขึ้นกล่าวกับคนในงานว่า "ทุกท่าน วันนี้ดื่มด่ำกันให้เต็มที่ ไม่เมาไม่เลิกรา!"
ทุกคนในงานต่างลุกขึ้นพร้อมกับชูจอกสุรา "จะกล้าไม่เมาได้อย่างไร!"
หวังหยางไม่ค่อยพอใจกับการจัดการของอ๋องปาตงนัก
ไต้จื้อเกาคนนั้นเห็นได้ชัดว่าถูกหลอกใช้เป็นเครื่องมือ การลงโทษหนักเกินไป โบยสักยกก็พอแล้ว นี่ถึงกับต้องไล่ออกจากเมืองจิงโจว ไม่ใช่เพราะเห็นว่าเขาไม่มีฐานะอะไรหรอกหรือ
แต่หลิวเฉิงกับหลิวถานนั้นต่างออกไป พวกเขาเป็นตระกูลสูงส่งอันดับหนึ่ง อีกทั้งยังเป็นบุตรชายของกั๋วกง อำนาจของตระกูลไม่ธรรมดา ดังนั้นจึงลงโทษหลิวถานเพียงผิวเผิน ด้วยชาติตระกูลของเขา เบี้ยหวัดจะได้หรือไม่ได้ก็คงไม่สำคัญอะไรนัก ส่วนตัวการอย่างหลิวเฉิงกลับไม่ถูกลงโทษเลย ท่านอ๋องผู้เอาแน่เอานอนไม่ได้ผู้นี้แม้มักจะชอบเล่นสนุก แต่ในใจก็ใช่ว่าจะไม่มีตาชั่งความเที่ยงตรงซ่อนอยู่
ทว่าไม่ว่าอ๋องปาตงจะจัดการอย่างไร ก็ไม่ใช่สิ่งที่หวังหยางจะควบคุมได้ สิ่งที่เขาคิดในใจตอนนี้คือเรื่องของเอกสารสำมะโนครัวและเหตุผลว่าทำไมเซี่ยซิงหานถึงพูดเช่นนั้น
'หรือว่านางรู้แล้วว่าฉันคือคนของตระกูลหวังแห่งหลางหยาตัวปลอม เลยตั้งใจจะช่วยพูดปดให้? ไม่น่าใช่ ถึงนางจะสงสัยแต่ก็ไม่มีหลักฐานแน่ชัดนี่นา! แต่... แต่ทำไมนางถึงบอกว่าเคยพบฉันที่อี้ซิงล่ะ? หรือว่านางไม่กลัวโดนหางเลขไปด้วย? หรือว่านางเคยเจอจริงๆ?!'
ขณะนั้นแขกเหรื่อทุกคนต่างยืนขึ้นคารวะสุราแด่ท่านอ๋อง หวังหยางที่กำลังสงสัยในใจก็ยกจอกขึ้นพลางลอบมองเซี่ยซิงหานไปด้วย และพบว่าเซี่ยซิงหานก็กำลังมองมาทางนี้พอดิบพอดี นัยน์ตาสีดำขลับกะพริบลงเบาๆ เปล่งประกายเจิดจรัสดั่งดวงดาว...
.......
สายลมกรุ่นกลิ่นหอมพัดพากลิ่นอายผ้าแพรพรรณ งานเลี้ยงสุราบรรเลงบทเพลงมโหรี
หญิงงามสวมเสื้อแขนยาวสิบสองคนกำลังร่ายรำอย่างพลิ้วไหวอยู่กลางตำหนัก
พวกนางสวมเสื้อผ้าโปร่งบางที่เนื้อผ้าบางเบาดั่งเกลียวคลื่น สีสันขาวผ่องดุจเงินยวง กรีดกรายนุ่มนวลราวกับหมู่เมฆสีขาว
นี่คือระบำที่กำลังเป็นที่นิยมอย่างมากในเวลานั้น มีชื่อเรียกว่า "ระบำไป๋จู้"
หวังหยางคิดหาเหตุผลไม่ออก ประกอบกับก่อนหน้านี้เพิ่งผ่านการเอาตัวรอดมาได้ติดๆ กัน ประสาทตึงเครียดมากเกินไปและใช้ความคิดหนักหน่วง ตอนนี้จึงตัดสินใจละทิ้งความสงสัยไว้ข้างกายก่อน แล้วจดจ่อกับการดื่มสุราชมการร่ายรำ รู้สึกเพียงว่าจิตใจปลอดโปร่งเบิกบาน เจริญตาเจริญใจยิ่งนัก!
แขนเสื้อสีขาวที่สะบัดร่ายรำ สายลมโชยกลิ่นหอมจางๆ ปะทะใบหน้า รอยยิ้มพริ้มพรายของนางรำผู้นำแถวที่สะกดริมฝีปากสีแดงระเรื่อ ตลอดจนท่าทางการร่ายรำที่แปรเปลี่ยนของนิ้วมือเรียวงาม ล้วนปรากฏชัดเจนอยู่เบื้องหน้าของหวังหยาง
การรับชมแบบใกล้ชิดและสมจริงเช่นนี้ไม่เหมือนกับการดูผ่านหน้าจอเลยแม้แต่น้อย มันยิ่งกว่าการนั่งดูในแถวหน้าสุดของโรงละครใหญ่เสียอีก!
เวทีของโรงละครมักจะออกแบบให้ยกสูงขึ้นเพื่อคำนึงถึงผู้ชมที่นั่งอยู่ไกลๆ ดังนั้นต่อให้นั่งใกล้ ก็ยังคงมีความรู้สึกห่างเหินอยู่ดี
ทว่าตอนนี้พวกนางกำลังร่ายรำอยู่ตรงหน้าจริงๆ สายรัดเอวไม่คลายตัวเพราะการร่ายรำ มวยผมที่เอียงซ้ายขวากลับเชิญชวนให้จ้องมองจนตาค้าง!
ห่างกันเพียงแค่ไม่กี่ก้าวเท่านั้น
หวังหยางในฐานะผู้ทะลุมิติเพิ่งจะเคยสัมผัสถึงเสน่ห์ของการร่ายรำโบราณอย่างแท้จริงเป็นครั้งแรก และถูกดึงดูดเข้าอย่างจัง!
มิน่าเล่าบรรดากษัตริย์ทั้งหลายถึงได้ชอบดูการร่ายรำนัก!
ขับร้องอ้อยอิ่งร่ายรำแช่มช้อยผสานเสียงมโหรี กษัตริย์ทอดพระเนตรทั้งวันก็ยังไม่รู้เบื่อ
ของแบบนี้ในซีรีส์โทรทัศน์ไม่มีทางแสดงออกมาได้เลยจริงๆ!!!
ฉากแบบที่กษัตริย์ยังคงทอดพระเนตรอย่างเอร็ดอร่อยแม้ว่ารูปร่างหน้าตาหรือท่าทางการร่ายรำจะดูจืดชืดธรรมดาสุดๆ ทำให้คนได้แต่สงสัยว่ากษัตริย์องค์นั้นคงไม่เคยเห็นของดีมีราคามาก่อนกระมัง...
เมื่อเห็นท่าทางสนุกสนานเพลิดเพลินของหวังหยาง เซี่ยซิงหานก็ขมวดคิ้วติดต่อกันหลายครั้ง
หลิวเฉิงช่างแตกต่างกับความสุขของหวังหยางอย่างสิ้นเชิง เขาไม่ดูการแสดงร่ายรำและไม่พูดคุยกับใคร ความคึกคักและเสียงหัวเราะรอบตัวดูเหมือนจะไม่เกี่ยวข้องกับเขาเลย เขาเอาแต่ดื่มสุราไม่หยุด จอกแล้วจอกเล่า หลิวถานจะห้ามอย่างไรก็ห้ามไม่อยู่
เมื่อเพลงจบลง นางรำแขนยาวก็ถอยกลับไป 'เมฆสีขาว' แต่ละก้อนเพิ่งจะก้าวออกจากตำหนัก เสียงร้องที่นุ่มนวลเย้ายวนใจก็ดังขึ้นทันที "หนุนหมอนเอนกายอิงหน้าต่างทิศอุดร พี่ชายเข้ามาหยอกเย้าข้า..."
เสียงนั้นประดุจสายน้ำสายเล็กๆ ที่ไหลรินในฤดูใบไม้ผลิ แฝงความอ่อนหวานและละมุนละไมอันเป็นเอกลักษณ์ของดินแดนแห่งสายน้ำเจียงหนาน ไหลรินอยู่ข้างหูของทุกคน
หวังหยางถูกดึงดูดด้วยเสียงร้องเพลงเปล่าภาษาถิ่นแคว้นอู๋อันอ่อนหวานสองประโยคนี้ จึงหันไปมอง เห็นเพียงหญิงขับร้องร่างเล็กบอบบางคนหนึ่งค่อยๆ ก้าวเดินมา ในตอนนั้นเองก็มีเด็กสาวหน้าตาสะสวยอีกคนเดินอ้อมมาจากหลังเสา ร้องรับด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลว่า "ชื่นชมเพียงชั่วครู่ช่างวู่วาม ความรักใคร่จะจีรังได้สักกี่ครา"
แล้วหญิงขับร้องคนที่สามก็โผล่มาจากไหนไม่รู้ น้ำเสียงไพเราะราวกับนกไนติงเกล "พี่ทุกข์ข้าก็ตรมใจ พี่แย้มยิ้มข้าก็ยินดี"
หญิงขับร้องคนที่สี่ปรากฏตัวที่มุมทิศตะวันออกเฉียงใต้ของตำหนัก ค่อยๆ กรีดกรายย่างก้าวเข้ามากลางตำหนักด้วยน้ำเสียงกังวานใส "มิเห็นต้นไม้ร่วมกิ่ง ต่างรากกำเนิดแต่เชื่อมชูใจ!"
ขณะนั้นเอง เสียงฉิน เจิง ฉือ และตี๋ ก็พลันดังขึ้นพร้อมกัน!
หญิงทั้งสี่ร้องประสานเสียงคลอไปกับเสียงดนตรีที่ทำให้ผู้คนใจสั่นไหว "ค่ำคืนล่วงเลยมิได้สางผม เส้นผมสยายตกลงสองบ่า..."
หวังหยางฟังแล้วรู้สึกเสียวซ่านไปทั้งตัว ขนลุกซู่ไปหมด ขณะที่กำลังเคลิบเคลิ้มอยู่นั้น จู่ๆ ก็ได้ยินเสียงอ๋องปาตงตวาดลั่น "หยุด! หยุดเดี๋ยวนี้!"







