ท็อปสตาร์เมาแล้วเพี้ยน ป่วนจนวงการบันเทิงฮาลั่น! · khram
ตอนที่ 12
บทที่ 12 Hurry Up, Brother เมื่อวานเพิ่งล้างท้อง วันนี้กล้าทำตัวพังขนาดนี้ ไม่อยากมีชีวิตแล้วรึไง?!
** รีไรท์ ตั้งแต่ตอนแรกจนถึงตอนที่ 11 แล้วนะครับ **
ซ่งเจ๋อ: "…"
เขาทนปากเสียๆ ของเจ้าเด็กเวรนี่ไม่ไหวจริงๆ!
แต่สถานการณ์กลับตาลปัตร เขาเพิ่งออกไปไม่นานก็ได้รับโทรศัพท์จากหัวหน้า พอนึกถึงข้อเสนอสุดงามที่กีวีให้มา เขาก็จำใจต้องวางอคติ เลือกเป็นทาสเงินไปสักหน
ซ่งเจ๋อฝืนยิ้มปลอมๆ: "เสี่ยวหมิง พี่ยอมรับว่าก่อนหน้านี้พี่พูดจาแรงไป พี่ขอโทษที่เมื่อกี้เสียมารยาทใส่นาย"
"ดูสิ พี่ตั้งใจซื้อกระเช้าผลไม้มาฝาก ทั้งหมดก็เป็นของที่เมื่อก่อนนายชอบกิน!"
"อ้อ วางของไว้ แล้วเชิญคุณออกไปได้เลย"
ซ่งเจ๋อ: "…"
ทั้งโกรธทั้งอัดอั้นอยู่ในใจ เขาหันไปมองเสี่ยวหย่า ส่งสัญญาณด้วยสายตา
เสี่ยวหย่าหันหน้าหนี แกล้งทำเป็นไม่เห็น
ซ่งเจ๋อถลึงตาใส่เด็กสาว จากนั้นพยายามทำเสียงให้ดูเป็นมิตรที่สุด: "เสี่ยวหมิง…"
"เสี่ยวหมิง? พ่องมึงสิ แกกล้าเรียกชื่อนี้เหรอ?" ลวี่หมิงขึ้นเสียง: "เรียกพี่หมิง!"
ซ่งเจ๋อ: "???"
"ดาราตกกระแส! อย่าหน้าด้านเกินไปนัก!"
"ที่นี่บ้านฉัน เชิญออกไปจากบ้านฉันทันทีเดี๋ยวนี้!"
ซ่งเจ๋อหัวเราะเยาะ: "นี่คืออพาร์ตเมนต์ที่บริษัทจัดให้ เป็นทรัพย์สินของบริษัท!"
"อ้อ งั้นเชิญคุณออกไปจากอพาร์ตเมนต์ที่บริษัทจัดให้ฉันด้วย!"
ซ่งเจ๋อ: "…"
แม่งนัก! ฟังภาษาคนไม่รู้เรื่องใช่ไหม!
เขาสูดหายใจลึกติดๆ กันหลายครั้ง บังคับตัวเองวางอารมณ์ส่วนตัว รักษาสติ: "หมิง…พี่หมิง ตอนนี้มีงานหนึ่งที่มีอนาคตมากกก เป็นงานที่พี่อุตส่าห์หืดขึ้นคอถึงจะคว้ามาให้ได้ แค่นายไปรายการนี้ พี่รับประกันว่านายจะกลับมาดังแน่นอน!"
"งานไม่เอา ไม่สนใจ" ลวี่หมิงโบกมือไล่ "แล้วดูแกสภาพกระจอกๆ แบบนี้ ยังกล้าแม่งเรียกพี่หมิงๆ อีก แกแก่ปูนนี้แล้วยังมาเรียกฉันว่าพี่อีก มันไม่น่าเกลียดไปหน่อยเหรอ?"
"อยากสาปให้ฉันตายเร็วหรือไง?"
ซ่งเจ๋อ: "!!!"
แม่งเอ๊ย คิดว่ากูเป็นแฟนเก่ามึงหรือไง!
"ช่วยกลับไปเป็นเหมือนเดิมได้ไหม? ฉันชอบที่นายเคยแสบซ่าเหมือนก่อนหน้านั้นมากกว่า!" ลวี่หมิงแขวะเสียงประชด
ซ่งเจ๋อหน้าแดงก่ำ ตัวแทบเดือด เขาทำท่าจะเดิน: "ลวี่หมิง ฉันเตือนนะ พลาดโอกาสนี้ไป ชาตินี้แกไม่มีวันผงาด!"
"ฉันไม่เคยคิดจะผงาด ตอนนี้ก็ดีอยู่แล้ว"
"อย่ามาเสียใจทีหลัง!"
"ไม่เสียใจ เชิญไสหัวไป!"
"อะไร ยังไม่ไปอีก? จะให้ฉันไล่ไหม?"
"เอากระเช้าผลไม้ของคุณไปด้วย ไล่ไปพร้อมกัน!"
เสี่ยวหย่ารีบคว้ากระเช้าผลไม้ไว้ เพราะข้างในมีผลไม้ที่เธอชอบกิน: "พี่หมิง ไม่ถึงขนาดนั้นหรอก…"
ลวี่หมิง: "ถึง! ฉันกลัวไอ้เวรนี่อิจฉาความสามารถฉัน แล้วแอบวางยาพิษไว้ข้างใน!"
ซ่งเจ๋อเกือบช็อกตายคาอพาร์ตเมนต์
เขาอยากระเบิดใส่ อยากเผ่นหนีไปให้รู้แล้วรู้รอด แต่ด่าก็สู้ไม่ได้ ต่อยก็ไม่ไหว อีกฝ่ายทำท่าไม่หวั่นไหวต่อเงินทองเหมือนก้อนหินในส้วม ทั้งเหม็นทั้งแข็ง จะเริ่มยังไงก็ตัน ที่สำคัญ ลวี่หมิงเป็นแขกรับเชิญพิเศษที่กีวีระบุชื่อมาเอง เขาจะกล้าทำพังได้ยังไงกันล่ะ?
"มีเงื่อนไขอะไรก็ว่ามาได้…" ซ่งเจ๋อบีบคำพูดลอดไรฟัน
ลวี่หมิง: "ฉันจะขอยกเลิกสัญญา"
"ไม่มีทาง!" เสียงซ่งเจ๋อแหลมทันที
"งั้นเชิญไป"
"นอกจากยกเลิกสัญญา เงื่อนไขอื่นๆ นายเสนอมาได้เลย บริษัทจะพยายามจัดให้!" ซ่งเจ๋อเห็นลวี่หมิงไม่สะทกสะท้าน ก็เปลี่ยนมุม "ไม่ใช่ว่านายติดเรื่องเงินกู้จนบ้านถูกยึดขายทอดตลาดไปแล้วเหรอ? บริษัทช่วยไถ่บ้านคืนให้นายได้"
"ไถ่บ้านฉันคืน แล้วโอนไปเป็นทรัพย์สินของบริษัทใช่ไหม?" ลวี่หมิงทำหน้าไม่แยแส
ซ่งเจ๋อเองก็ไม่คิดว่ากลเม็ดการพูดของตัวเองจะโดนจับได้ ค้างคำพูดไปชั่วขณะ
"ฉันต้องการค่าตัวงานทั้งหมดที่บริษัทค้างจ่ายฉัน!"
ทวงค่าจ้างของตัวเอง เป็นเรื่องปกติสุดๆ แต่ในวงการบันเทิงจีน โดยเฉพาะกับหัวเยว่ที่ชื่อเหม็นไปไกล เรื่องนี้กลับดูไม่เข้าท่าเอาเสียเลย
เขาเคยเป็นท็อปสตาร์อยู่ช่วงหนึ่งก็จริง แต่ก็เป็นช่วงช่องว่างของตลาดวงการแฟนคลับในวงการบันเทิงจีนก่อนที่สี่หนุ่มคืนถิ่นจะระเบิดความดัง พอสี่หนุ่มคืนถิ่นดังเปรี้ยงกันต่อเนื่อง วงการแฟนคลับก็กลายเป็นศึกแย่งชิงสี่เส้า คนอย่างเขาที่ถูกบริษัทสลัดทิ้งกลายเป็นดาราตกกระแส ก็ยากจะเบียดเข้าไปช่วงชิงทรัพยากรได้อีก
ทว่าต่อให้เป็นอย่างนั้น ในช่วงที่เขาพีกที่สุด เขาตะลุยรับงานทั่วสารทิศ อาศัยหน้าตาระดับเทพ กวาดเงินแบบขุดกันสุดลิ่มทิ่มประตู!
ค่าตัวงานของเขาในหนึ่งปี เฉพาะยอดที่วิ่งผ่านบัญชีบริษัทอย่างเดียวก็ทะลุเป้าหมายเล็กไปแล้ว
ร่างเดิมตอนแรกก็แค่บัณฑิตจบใหม่ธรรมดา ถูกแมวมองเจอเข้า แล้วก็ถูกจับเซ็นเข้าหัวเยว่แบบงงๆ แถมพอเซ็นก็ยาว 20 ปี แบ่งรายได้ 9:1 ว่าใครได้ 9 นี่ไม่ต้องพูดก็คงเดาออก แต่ถึงอย่างนั้น ค่าตัวงานการันตีขั้นต่ำของเขาก็มีถึงสิบล้านหยวน!
ถ้าเอาค่าตัวงานก้อนนี้คืนมาได้ กระเป๋าเงินเขาก็จะตุงขึ้น และเตรียมตัวแยกเดี่ยวในอนาคตได้ล่วงหน้า
ยังไงๆ มีสกิลโกงเมาแล้วเก่งอยู่ทั้งที จะเป็นราชานักร้อง ราชานักแสดง ก็แค่เรื่องของเวลา ไม่มีเหตุผลอะไรต้องทนทำงานฟรีๆ ภายใต้สัญญาเอาเปรียบให้หัวเยว่
ซ่งเจ๋อก็รู้ว่าลวี่หมิงไม่เห็นกระต่ายไม่ปล่อยเหยี่ยว เขาบอกว่าจะขอไปรายงานหัวหน้า
ไม่นาน ซ่งเจ๋อกลับมาพูดว่า:
"ค่าตัวงานเราสามารถจ่ายให้นายก่อน 30% นายไปรันงานนี้ให้จบ แล้วค่อยๆ ทยอยเคลียร์ให้ทีละขั้น พี่อ้อนวอนสารพัดกว่าจะช่วยแย่งข้อตกลงนี้มาให้ได้!"
ลวี่หมิงหัวเราะเย็น:
"งั้นฉันยังต้องขอบคุณแกด้วยสินะ? สมกับเป็นบริษัทเบี้ยวหนี้อันดับหนึ่งของวงการบันเทิงจริงๆ ไม่ก็อ้างสวยหรูเพื่อยื้อค่าจ้าง ไม่ก็ทยอยจ่ายเป็นงวดๆ อะไร ยังไง บริษัทจนจนถึงขั้นจะหุงข้าวไม่สุก เตรียมยื่นล้มละลายแล้วหรือไง?"
"ปีนี้ผลประกอบการบริษัทไม่ดี นายก็ต้องเข้าอกเข้าใจบ้างสิ…"
"หลอกผีเถอะ! บริษัทยักษ์ใหญ่ของวงการบันเทิงจีน บริษัทหน้าเลือดอันดับหนึ่ง แค่เอาเงินที่รีดมาจากแรงงานทาสใต้สังกัดกองพะเนิน ก็พอจะถมฝังบรรพบุรุษแกได้แปดชั้นแล้ว ยังจะบอกว่าผลประกอบการไม่ดี?" ลวี่หมิงหัวเราะเยาะพร้อมโบกมือ "ช่างแม่ง แบนวงการ! แบนกูไปเลย! กูไม่ทำแล้ว!"
ซ่งเจ๋อ: "…"
โธ่เวร!
ปกติมีแต่บริษัทเอาศิลปินมาเวนคืนด้วยการขู่แบนวงการ แบบที่ศิลปินเป็นฝ่ายร้องขอให้แบนเอง แถมยังเอาเหตุนี้กลับไปขู่บริษัทอีก โคตรประหลาดที่ไม่เคยมีในประวัติศาสตร์วงการบันเทิงจีน!
ทำไงได้ล่ะ ตอนนี้ทั้งหัวเยว่เล่นเอากลัวไอ้หนูนี่จะทิ้งงานไม่ทำจริงๆ
หลังจากซ่งเจ๋อเจรจาอีกรอบ เรื่องก็สำเร็จลงได้ในที่สุด
ค่าตัวงานรวมทั้งสิ้น 11 ล้านหยวน จะเข้าบัญชีก่อนเช้าวันถัดไป
ซ่งเจ๋อกำชับ: "อีกสามวัน นายต้องไปรายงานตัวที่เจียงเจ๋อไถ รายการวาไรตี้นี้ชื่อ Hurry Up, Brother."
พอส่งซ่งเจ๋อเสร็จ ลวี่หมิงอารมณ์ดีเป็นพิเศษ
ในแง่หนึ่ง เขาควรจะขอบคุณพวกสามหนุ่มบ้านเห็ดนั่นด้วย
ถ้าไม่ใช่พวกเขาออกมาช่วยปั่นความร้อนแรงให้สองระลอกติดๆ กัน ลวี่หมิงจริงๆ ก็เดาอยู่ลึกๆ แล้วว่าหัวเยว่คงไม่คิดจะจ่ายค่าตัวงานให้เขา อย่างไรเสียสำหรับบริษัท เขาที่เป็นดาราตกกระแส ก็หมดค่าให้ใช้งานไปแล้ว
สำหรับบริษัทหน้าเลือดที่ชื่อเหม็นโฉ่ในวงการบันเทิงจีนแห่งนี้ พวกเขามีกลเม็ดสารพัดที่จะบีบคั้นคนธรรมดา การไปทวงค่าตัวงาน ต่อให้ตัวเองมีเหตุผล แต่แค่ฝ่ายโน้นใช้มุกยื้อเวลา ก็ถีบเรื่องไปอีกสามห้าปีได้สบายๆ พอครบเวลา ก็ 2-2-3-4 แล้ววนซ้ำอีกรอบ คนธรรมดาแทบไม่มีเวลามานั่งอดทนสู้ยื้อกับพวกเขาได้หรอก
ก็เพราะตอนนี้กระแสของเขากำลังระเบิดถึงขีดสุด เขาถึงมีทุนจะนั่งโต๊ะต่อรองกับบริษัท บีบให้ฝ่ายนั้นจำใจยอมถอยให้
แม้เขาจะบอกคนนอกมาตลอดว่าบ้านที่ถูกยึดขายทอดตลาดก็ยังไม่พอไปโปะเงินกู้สิบล้านหยวนที่เคยช่วยกู้ให้เจิ้งเจี่ย แต่เอาเข้าจริง เงินจากการขายทอดตลาดบ้านแทบจะพออุดรูรั่วได้อยู่แล้ว
ตอนนี้ตัวเขาแม้จะดูเหมือนไม่เหลืออะไร แต่พอค่าตัวงานถูกโอนเข้าบัญชี สถานการณ์ก็จะพลิกทันที!
ข้อแรก ตอนนี้เขาติดหนี้อยู่แค่ไม่กี่แสนหยวน พอได้เงินพรุ่งนี้ แค่เศษเงินก็พอใช้หนี้หมด ข้อสอง พอมีเงินก้อนในมือ เขาก็เริ่มลองทำอัลบั้ม เดินหน้าสร้างงานของตัวเองได้แล้ว
ส่วนเรื่องยกเลิกสัญญา ลวี่หมิงวางแผนไว้เรียบร้อย
บริษัทหน้าเลือดชอบเล่นงานด้วยการล็อกสัญญา นี่เรื่องจริง ตราบใดที่ยังขูดรีดมูลค่าจากศิลปินได้ไม่หมด เขาไม่มีวันยอมปล่อยง่ายๆ จะให้ใช้วิธีทางการไปเลิกสัญญาดูท่าเป็นไปไม่ได้
แต่ทุกเรื่องย่อมมีทางพลิกแพลงได้
บริษัทหน้าเลือดอาจไม่มีเมตตาธรรม แต่ก็มี “หลักการ” ของพวกเขาเอง นั่นคือไม่เสียเวลาไปล็อกสัญญากับพวกหน้าใหม่กระจอก
เมื่อไหร่ที่ความเสียหายของบริษัทมากกว่ามูลค่าที่ตัวเขาสร้างได้ เมื่อนั้นต่อให้เขาไม่เอ่ยปากขอยกเลิกสัญญา ฝ่ายโน้นก็อยากตัดเชือกแยกขาดกับเขาเองด้วยซ้ำ กลัวว่าเขาจะก่อเรื่องแล้วเลือดสาดมาถึงตัว
ลวี่หมิงตั้งแต่เด็กก็ชอบก่อเรื่องให้คนในบ้านเดือดร้อน เกี่ยวกับวิธีทำให้ครอบครัวต้องอับอายขายหน้าล่ะก็ เขาเชี่ยวชาญนัก!
“เสี่ยวหย่า อีกไม่นานเราก็จะเห็นแสงสว่างแล้ว!” ลวี่หมิงพูดด้วยความตื่นเต้น
“จริงค่ะพี่หมิง ได้เงินสิบล้านก้อนนี้มา พี่ก็ไม่ต้องรีบไปทวงหนี้จากเจิ้งเจี่ยเพราะแบกเงินกู้อีกต่อไป อนาคตต้องยิ่งๆ ขึ้นแน่นอน!” เสี่ยวหย่าดีใจกับเขา
“ไม่หรอก หนี้ก็ต้องตามทวงอยู่ดี พูดถึงเรื่องนี้ เดี๋ยวฉันไปโพสต์เว่ยป๋ออีกสักโพสต์ ระดมชาวเน็ตให้ช่วยถล่มไล่บี้แฟนเก่าลูกหนี้เบี้ยวหนี้ของฉันคนนั้นต่อ!”
เสี่ยวหย่า: “…”
…
คืนนั้น
บ้านเห็ดก็ยังคงไลฟ์สดตามปกติ
เพราะแฮชแท็ก #เหตุวุ่นวายในบ้านเห็ด# ทำให้ความสนใจในเทปนี้พุ่งขึ้นสู่จุดที่ไม่เคยมีมาก่อน บวกกับการที่ลวี่หมิงหายไป เหล่าดาวดังทั่ววงการบันเทิงจีนต่างก็แย่งกันจะเข้ามา เกาะกระแสให้ทันลูกนี้
วันนี้บ้านเห็ดต้อนรับแขกรับเชิญเสริมทัพสองคน คือ เฉินชือชือ และ เติ้งเฉา
ทั้งคู่ถือโอกาสนี้มาโปรโมตวาไรตี้โชว์ที่กำลังจะเปิดอัดรายการของตัวเอง Hurry Up, Brother
พอมีหน้าใหม่มา แถมดีกรีและแบ็กกราวด์ก็ไม่ธรรมดา อาจารย์หวงแม้จะยังอับอายในใจ แต่ก็ต้องฝืนยิ้ม เดินเข้าครัวเริ่มลุยงาน ส่วนอู๋เชียนกับหลี่ชางเฟิงก็นั่งคุยกับรุ่นพี่ทั้งสองอยู่ในลานบ้าน ยามอาทิตย์อัสดง เพื่อนๆ มานั่งล้อมวงพูดคุยหัวเราะกันในเรือนไร่ชนบท บรรยากาศอบอุ่นชวนให้โหยหาไม่น้อย
ไม่นาน อาจารย์หวงก็ยกอาหารจานแล้วจานเล่าออกมาเสิร์ฟ
“ถั่วแขกผัดมะเขือยาวมาแล้ว!”
“คากิตุ๋นเหล้าหอมมาแล้ว!”
“จานเด็ดที่สุดของคืนนี้ หม้อเห็ดมาแล้ว!”
พออาหารลงโต๊ะครบ ทุกคนก็นั่งพร้อมหน้าพร้อมตา
อาจารย์หวงเชิญชวนอย่างอบอุ่น: “มาๆๆ พวกคุณสองคนอุตส่าห์ดั้นด้นมา ไกลแถมเหนื่อย ต้องให้รางวัลตัวเองกันหน่อย”
“นี่เป็นเห็ดที่เก็บมาจากภูเขาเมื่อเที่ยงวันนี้ สดอร่อยแน่นอน!”
“ชิมกันเลย”
อู๋เชียนรีบอวดผลงาน:
“ใช่ครับ วันนี้ผมเก็บเห็ดมาเพียบ หม้อใหญ่ๆ นี่หลายดอกผมดึงขึ้นมาจากดินกับมือเลย ได้กินวัตถุดิบที่ตัวเองเก็บมาเองนี่มันสุขจริงๆ โดยเฉพาะพอนึกว่าหม้อโตนี้อาจารย์หวงเป็นคนทำ ความสุขยิ่งทวีคูณ!”
“ผมก็เก็บมาไม่น้อยนะ” หลี่ชางเฟิงเออออ แล้วชี้ไปที่เห็ดสีม่วงในหม้อ “เจ้าพ่อเห็ดดอกนี้ผมจำได้ขึ้นใจ ตอนนั้นผมเห็นมันโผล่อยู่ตรงเชิงผาชายเขาจากด้านข้าง คนอื่นเห็นว่าอันตรายไม่กล้าไปเก็บ ผมนี่แหละผูกเชือกห้อยตัวจากริมหน้าผาไปเก็บกลับมาเอง”
พอได้ยินดังนั้น รุ่นพี่อย่างเติ้งเฉาและเฉินชือชือก็ซาบซึ้งขึ้นมาทันที
“นี่มันไม่ง่ายเลยจริงๆ นะ”
“ดูสิ ผมนี่ถ่อมาซะไกล ยังไม่ได้เตรียมของฝากติดมือมาให้พวกคุณเลย ให้พวกคุณต้องคอยต้อนรับอยู่ฝ่ายเดียว เกรงใจจริงๆ นะครับ”
อาจารย์เหอเห็นว่าทุกคนเริ่มชมกันไปชมกันมา เขาก็หยิบทัพพีและถ้วยเล็กบนโต๊ะ ตักซุปเห็ดร้อนๆ แจกให้ทุกคนคนละถ้วย ต้อนรับอย่างอบอุ่น: “มาๆๆ อย่าเกรงใจกัน ซุปต้องรีบดื่มตอนร้อนๆ รีบชิมฝีมืออาจารย์หวงกันเลย”
อู๋เชียนยกถ้วยขึ้นดม สีหน้าท่าทางเคลิบเคลิ้ม: “เอิ่มมม... หอม! หอมมาก! แค่อดใจดมก็ยังหอมขนาดนี้ ถ้าได้เข้าปากจะหอมขนาดไหนกันนะ?”
“ฝีมือทำกับข้าวของอาจารย์หวงสุดยอดจริงๆ!”
หลี่ชางเฟิงเห็นว่าอู๋เชียนเล่นใหญ่เหลือเกิน แถมเขาเองก็รู้ว่าความร้อนแรงของรายการตอนนี้กำลังระเบิด เลยไม่ยอมแพ้ ยกถ้วยขึ้นซดอึกใหญ่ เดิมทีเขาเตรียมใจไว้แล้วว่า ต่อให้ได้รสชาติแปลกประหลาดแค่ไหนก็ต้องเก็บอาการ แต่เกินคาด สถานการณ์ที่คิดไว้ว่าจะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกกลับไม่เกิดขึ้น ซุปเห็ดถ้วยนี้กลับหอมหวานกลมกล่อมอย่างเหลือเชื่อ!
ดวงตาหลี่ชางเฟิงลุกวาว: “สด! สดมากๆ!”
“เห็ดที่เพิ่งเก็บมาจากเขาตอนเที่ยงนี่มันคนละเรื่องกันเลย ซุปเห็ดถ้วยนี้เรียกได้ว่าเป็นซุปเห็ดที่อร่อยที่สุดในชีวิตผม!”
อู๋เชียนทำหน้าตกตะลึงเต็มจอ!
เพื่อนเอ๊ย เราแค่ทำท่าให้ดูพอเป็นพิธีได้แล้ว นายเล่นยกซดจริงจังแบบนี้มันยังไงกัน?!
เมื่อวานนี้เองที่เพราะแฮชแท็ก #ตะวันตกอสรพิษโอวหยางหมิง# ทำให้ต้องไปโรงพยาบาลล้างท้อง วันนี้ยังกล้าอาละวาดต่อหน้าตะวันออกพิษหวงเย่าซือแบบนี้ นายไม่อยากมีชีวิตแล้วรึไง?!
หลี่ชางเฟิงไม่สนสายตาตกตะลึงของอู๋เชียน เขายกถ้วยขึ้นแล้วกระดกซุปเห็ดในถ้วยจนหมดในรวดเดียว!
“อร่อย อร่อยมาก อาจารย์เหอ ขอผมอีกถ้วย!”
อาจารย์เหอ: “…”
เขากรอกตา มองหลี่ชางเฟิงที่กำลังคึกคักอย่างทำตัวไม่ถูกเล็กน้อย
ลูกเอ๊ย ฝีมือทำกับข้าวของอาจารย์หวงนี่มันระดับไหน คนอื่นอาจไม่รู้ แต่ฉันจะไม่รู้ได้ยังไงล่ะ? นายเล่นเยอะไปหน่อยแล้วนะ!
ถึงจะคิดในใจแบบนั้น แต่อาจารย์เหอก็ยังยิ้มแย้มตักเพิ่มให้อีกถ้วยหนึ่ง
【พรืด ฮ่าฮ่าฮ่า!】
【สีหน้าตกตะลึงของอู๋เชียนทำฉันขำตาย】
【เกอเกอเล่นคอมโบชุดนี้ใส่มา อาจารย์เหอยังไปไม่เป็นเลย】
【ดาราเก๋าที่คลุกคลีในวงการบันเทิงจีนมาหลายปี เกือบรับมุกเขาไม่ทัน นี่แหละฝีมือการแสดงของตัวเต็ง “สี่เส้าหนุ่ม” ปีนี้!】
【ฝีมือการแสดงยอมรับเลย แต่ใครกล้าให้ความกล้านายไปกินดื่มเอร็ดอร่อยต่อหน้าอาจารย์หวงกันห๊ะ?】
【ไม่อยากมีชีวิตแล้วมั้ง!】
【เฟิงเฟิง ถ้านายถูกขู่ให้ทำ กะพริบตาหน่อย!】
【ฉันสงสัยว่าเมื่อคืนเขาฆ่าคนแล้วโยนศพทิ้ง แล้วโดนอาจารย์หวงเห็นเข้า】
【ไม่ขนาดนั้นมั้ง เมื่อคืนกินของเน่ากันเข้าไปทั้งบ้าน แล้วพากันยกทีมไปโรงพยาบาลล้างท้อง ฉันเห็นในห้องไลฟ์สดชัดเจนแจ่มแจ้ง!】
【ฮ่าฮ่าฮ่า พอคุณพิมพ์ของเน่า ฉันก็นึกถึงฉากตะวันตกอสรพิษโอวหยางหมิงถล่มบ้านเห็ดขึ้นมาอีกแล้ว】
【……】
ท่ามกลางเสียงขำของชาวเน็ต
หลี่ชางเฟิงรับซุปเห็ดจากอาจารย์เหอแล้วกระดกหมดถ้วยในรวดเดียว จากนั้นก็ยื่นถ้วยคืนไปอย่างไม่เขินอาย: “อร่อยล้ำ! อร่อยมากๆ! ขอผมอีกถ้วยนะ!”
อู๋เชียน: “???”
อาจารย์เหอ: “!!!”
ของจริงหรือหลอกกันแน่เนี่ย!
แม้แต่อาจารย์หวงเย่าซือเชฟเจ้าของครัว ยังทำหน้าแปลกใจ วันนี้เราทำได้ดีขนาดนั้นเลยหรือ?







