โจวเจี๋ยเป็นคนประหลาดมากจริงๆ
นับตั้งแต่เขาตกม้าครั้งที่สองจนถึงตอนนี้ เขาพักไปแล้วถึงยี่สิบวัน แผลเล็กน้อยแค่นั้นหายดีตั้งนานแล้ว แต่พอได้ยินว่าจะต้องขี่ม้าอีก เขาก็ยังอกสั่นขวัญแขวน หัวเด็ดตีนขาดก็ไม่ยอมกลับมากองถ่าย
ไม่เพียงแต่หัวใจเปราะบาง ร่างกายก็ยังเปราะบางอีกด้วย!
เหอซิ่วฉงและซุนซูเผยนำทีมงานกลุ่มใหญ่ถ่ายทำฉากที่ป้าซ่างจนเสร็จสิ้นอย่างทุลักทุเล พอพากันกลับมายังสถานที่ตากอากาศบนภูเขา ก็ต้องตกอยู่ในสถานการณ์ที่น่าอึดอัดใจอย่างยิ่ง
เดิมทีมีนักแสดงนำสี่คน ชายสองหญิงสอง ตอนนี้หายไปคนหนึ่งแล้วจะถ่ายทำกันอย่างไร
ทำได้เพียงข้ามฉากของโจวเจี๋ยไปก่อน แต่ตัวละครเอ่อคังในฐานะตัวเอกของเรื่อง แทบจะมีความเกี่ยวข้องกับตัวละครทุกตัว การข้ามบทของเขาไปก็เท่ากับต้องเรียบเรียงบทละครใหม่ทั้งหมด โดยเฉพาะหลินซินหรูที่มีฉากเข้าคู่กับเขามากที่สุด อุตส่าห์ผ่านมรสุมการเปลี่ยนตัวนักแสดงมาได้อย่างยากลำบาก ผลสุดท้ายตอนนี้กลับขาดโจวเจี๋ยไป ก็ยังคงเกิดสถานการณ์ที่เธอไม่มีคิวถ่ายทำติดต่อกันหลายวันอยู่ดี
ซุนซูเผยกลุ้มใจจนผมหงอกไปหลายเส้น ตอนนี้ในหัวของเขาสับสนวุ่นวายไปหมด บทละครเดิมขาดตอนไปแล้ว ตอนนี้เขาไม่มีแนวความคิดเรื่องโครงเรื่องที่ชัดเจนและลื่นไหลเลยแม้แต่น้อย
ยิ่งไปกว่านั้นยังมีทีมช่างภาพที่คอยสร้างความวุ่นวาย พวกเขาเขม่นกันมาตั้งแต่เริ่มถ่ายทำ ดูผิวเผินเหมือนเป็นการโต้เถียงที่เกิดจากแนวคิดการถ่ายทำที่ไม่ตรงกัน แต่แท้จริงแล้วก็คือการแย่งชิงอำนาจกันนั่นแหละ
ซุนซูเผยเป็นคนที่ฝ่ายผลิตหามา แท้จริงแล้วก็คือลูกจ้าง แต่ทีมช่างภาพเป็นคนภายในของฝ่ายนักลงทุน คนนอกย่อมสู้ลูกในไส้ไม่ได้อยู่แล้ว คนในทีมช่างภาพเหล่านั้นก็ชอบหาเรื่อง มักจะอยากกดหัวซุนซูเผยไว้ เพื่อสร้างสถานะความเป็นใหญ่ของตัวเอง
จะว่าไปซุนซูเผยก็ไม่อยากจะสนใจเรื่องบ้าบอพวกนี้หรอก ตัวเขาเป็นแค่คนทำละครโทรทัศน์ ไม่ได้มาทำสงครามการเมือง แต่ไม่สู้ก็ไม่ได้ ในฐานะผู้กำกับเขาจำเป็นต้องรักษาอำนาจของตัวเองเอาไว้ หากยอมให้ช่างภาพคนหนึ่งมากดหัวได้ คนในกองถ่ายใครจะยังเชื่อถือเขา สั่งการอะไรไปก็ไม่มีใครฟัง
“เฮ้อ…”
หลี่หมิงฉี่ถอนหายใจไปแล้วสามรอบในสิบนาที รอยย่นบนใบหน้าดูเหมือนจะลึกขึ้นอีกหลายส่วน
“ผมว่านะย่าหลี่ ถึงกับต้องกลุ้มใจขนาดนี้เลยเหรอครับ” ฉู่ชิงไม่เข้าใจ
“นายจะไปรู้อะไร ฉันก็ถ่ายละครมาไม่ใช่น้อย แต่ไม่เคยเจอกองถ่ายที่น่าปวดหัวขนาดนี้มาก่อนเลย” หลี่หมิงฉี่พูด
“กองถ่ายจะดีหรือไม่ดีมันเกี่ยวอะไรกับพวกเราล่ะครับ” ฉู่ชิงพูดอย่างไม่ใส่ใจ
สีหน้าของหลี่หมิงฉี่จริงจังขึ้นมา เธอกล่าวว่า “ชิงจื่อ นายพูดแบบนี้ไม่ถูกนะ นายคิดว่าถึงยังไงก็ได้เงินแล้ว ละครจะออกมาเป็นยังไงก็ไม่เกี่ยวอะไรกับตัวเองงั้นเหรอ คิดแบบนี้ไม่ได้นะ! พวกเราเป็นนักแสดง หาเงินน่ะก็เพื่อเลี้ยงชีพ แต่การแสดง มันคือการแสวงหาความหมายของชีวิต”
“อะไรนะครับ การแสวงหาความหมาย?” ฉู่ชิงถามด้วยความแปลกใจ
เขาเห็นดาราที่ถ่ายละครร้องเพลงพวกนั้น ก็ล้วนทำไปเพื่อหาเงินกันทั้งนั้น มันจะไปเกี่ยวโยงกับคำที่ดูหรูหราอย่างการแสวงหาความหมายของชีวิตได้ยังไง
“ใช่! นายลองคิดดูสิ คนเราเกิดมาชาตินี้ จะมีโอกาสได้สัมผัสกับบทบาทที่หลากหลาย ได้สวมบทบาทเป็นชีวิตแบบต่างๆ โอกาสแบบนี้ นอกจากนักแสดงแล้ว อาชีพอื่นทำไม่ได้หรอกนะ”
ดวงตาที่ดูค่อนข้างชราของหลี่หมิงฉี่ พลันเปล่งประกายเจิดจ้าขึ้นมา เธอพูดว่า “นายประสบการณ์ยังน้อย อาจจะยังสัมผัสไม่ได้ วันข้างหน้านายลองได้เจอกับบทบาทสักบทหนึ่งดูสิ ไม่ต้องพูดถึงอย่างอื่นเลย แค่มองแวบเดียว นายก็จะรู้เลยว่าบทนี้ มันเตรียมไว้สำหรับนาย! ความรู้สึกแบบนั้น จะพูดยังไงดีล่ะ ก็เหมือนเต่ามองถั่วเขียวนั่นแหละ มองยังไงก็ถูกใจไปหมด พอตัวเองได้ลองแสดงปุ๊บ พลังก็มาเต็มเปี่ยม แทบอยากจะมุดเข้าไปในบทละครเลยล่ะ แบบนั้นแหละถึงจะเรียกว่าสะใจ!”
เธอถอนหายใจยาวๆ ออกมา แล้วรำพึงว่า “นักแสดงทั้งชีวิตถ้าได้เจอกับบทบาทแบบนี้สักบท ตายไปก็คุ้มค่าแล้ว”
ฉู่ชิงฟังจนอึ้งไปเลย และก็นึกถึงเสี่ยวอู่ขึ้นมาอีกครั้ง
ตอนแสดงมันก็สนุกดีอยู่หรอก แต่ถ้าจะให้เรียกว่าสะใจ หรือไปถึงขั้นการแสวงหาความหมายของชีวิตอะไรนั่น มันยังห่างไกลกันมาก อาจเป็นเพราะว่า มันไม่ใช่บทบาทที่สวรรค์ลิขิตมาให้เขาอย่างที่ยายเฒ่าบอกล่ะมั้ง
“ละครเรื่องนี้ก็ถือว่าดีมากเลยนะ ถ้าต้องมาถูกทำลายป่นปี้แบบนี้ น่าเสียดายแย่!”
หลี่หมิงฉี่วกกลับมาที่หัวข้อสนทนาตอนแรก แล้วก็เริ่มถอนหายใจอีกครั้ง
“ถูกทำลายป่นปี้ยังไงกันครับ นี่ก็ยังถ่ายทำกันอยู่ทุกวันไม่ใช่เหรอครับ” ฉู่ชิงกล่าว
“เฮ้ย! ถ่ายก็ส่วนถ่าย! นายรู้ไหมว่าวันหนึ่งถ่ายได้กี่ฉาก” หลี่หมิงฉี่ถาม
ฉู่ชิงส่ายหน้า
หลี่หมิงฉี่ยื่นมือออกมาข้างหนึ่งแล้วพูดว่า “อย่างมากก็ห้าฉาก!”
สำหรับคำศัพท์เฉพาะทางแบบนี้ ฉู่ชิงไม่มีความรู้เลยสักนิด ดังนั้นจึงไม่รู้ว่ามันเยอะหรือน้อย
หลี่หมิงฉี่เห็นสายตางุนงงของเขา จึงอธิบายว่า “ฉากหนึ่งเนี่ย ไม่มีเวลาตายตัวหรอก ต้องดูที่บทละครและการจัดแจงของผู้กำกับ บางทีแค่นายขยับตัวทีหนึ่งหรือแสดงสีหน้าทีหนึ่ง ก็ถือเป็นหนึ่งฉากแล้ว บางทีก็ซับซ้อนขึ้นหน่อย ฉากหนึ่งอาจจะต้องเล่นอยู่นานเลย”
ฉู่ชิงเริ่มเข้าใจขึ้นมานิดหน่อย จึงถามว่า “แล้วของพวกเราล่ะครับนับยังไง”
“พูดแบบนี้กับนายละกัน ละครโทรทัศน์ตอนหนึ่งความยาวสี่สิบกว่านาที วันหนึ่งพวกเราถ่ายได้อย่างมากก็แค่เจ็ดแปดนาที” หลี่หมิงฉี่พูด
คำพูดนี้เข้าใจง่ายมาก ฉู่ชิงถึงกับตกใจไปในทันที
เขาจำได้ว่าองค์หญิงกำมะลอมี 24 ตอน คิดตอนละสี่สิบห้านาที รวมทั้งหมดก็พันกว่านาที แต่นี่คือภาพที่ออกอากาศในท้ายที่สุด ภาพที่ถ่ายทำจริงยังต้องเพิ่มขึ้นอีกเท่าตัวหรืออาจจะมากกว่านั้นเสียอีก
พอลองคำนวณคร่าวๆ ดูแล้ว เวรเอ๊ย!
“แบบนั้นไม่ต้องถ่ายกันเป็นปีเลยเหรอครับ!”
“นั่นน่ะสิ แต่คงถ่ายกันถึงปีจริงๆ ไม่ได้หรอก ก็เหมือนอย่างที่ฉันเพิ่งพูดไปนั่นแหละ ล่มแน่!” หลี่หมิงฉี่พูด
พอฉู่ชิงได้ยินดังนั้น ก็ถอนหายใจตามไปด้วย
ยายเฒ่าพูดมาเยอะแล้ว เริ่มรู้สึกเหนื่อย จึงพักไปครู่หนึ่ง ถึงเพิ่งนึกขึ้นได้แล้วถามว่า “เอ๊ะ? ยายหนูปิงปิงล่ะ”
ฉู่ชิงก็สงสัยเช่นกัน จึงตอบว่า “ผมก็ไม่รู้เหมือนกันครับ ไม่เห็นมาตั้งแต่เช้าแล้ว แต่คนอย่างเธอพูดถึงไม่ได้หรอก เดี๋ยวก็โผล่มาจากไหนก็ไม่รู้แล้ว”
หลี่หมิงฉี่หัวเราะฮ่าๆ ออกมา แล้วพูดว่า “ขลุกอยู่กับพวกเธอทั้งวัน ฉันรู้สึกว่าตัวเองเด็กลงไปเยอะเลย”
ฉู่ชิงก็หัวเราะเช่นกัน แล้วบอกว่า “ที่คุณคอยดูแลพวกเรา นั่นก็เพราะคุณเอ็นดูพวกเราไงครับ”
“เอ็นดงเอ็นดูอะไรกัน ฉันก็ไม่ใช่ดาราดังซะหน่อย” หลี่หมิงฉี่พูดยิ้มๆ “เด็กอย่างพวกเธอสองคน ฉันก็แค่ชอบ ถูกชะตา นิสัยเข้ากันได้ก็เท่านั้น”
“คนเลวนั่นมีอะไรให้ชอบกันล่ะคะ!”
เสียงใสแจ๋วออดอ้อนเสียงหนึ่งแทรกเข้ามา
หลี่หมิงฉี่ยิ้มให้ฉู่ชิงพลางกล่าว “แหม พูดถึงไม่ได้จริงๆ ด้วยแฮะ”
คุณหนูฟ่านทิ้งตัวนั่งลงข้างๆ คล้องแขนยายเฒ่าเอาไว้ แล้วถามว่า “เขานินทาอะไรหนูเหรอคะ”
หลี่หมิงฉี่ตบมือเล็กๆ ของเธอเบาๆ แล้วตอบว่า “เขาบอกว่าเธอสวย น่ารัก ฉลาดแถมยังเก่งด้วย”
“หนูไม่เชื่อหรอก!” คุณหนูฟ่านเชิดหน้าขึ้นอย่างแสนงอน
“เธอวิ่งไปไหนมาเนี่ย” ฉู่ชิงถามยิ้มๆ
“อ้อใช่ๆ พูดเรื่องจริงจังกันดีกว่า” คุณหนูฟ่านทำท่าทางมีลับลมคมนัยแล้วพูดว่า “เมื่อกี้ฉันเห็นพี่ฉงกับผู้กำกับซุนคุยกันอยู่ ก็เลยแอบฟังมานิดหน่อย”
ฉู่ชิงถาม “ได้ยินว่าอะไรล่ะ”
“ไม่ได้ยินรายละเอียดหรอก ทั้งสองคนดูเหมือนจะอารมณ์ไม่ดีเอามากๆ ฉันได้ยินแค่ประโยคเดียว บอกว่าเดี๋ยวจะเรียกพวกเราประชุม” คุณหนูฟ่านตอบ
หลี่หมิงฉี่ขมวดคิ้ว “เรียกพวกเราเนี่ยนะ”
“อื้อ พนักงานทุกคนเลยแหละ”
…………
โรงแรม ห้องประชุมใหญ่
ตรงกลางเป็นโต๊ะทรงกลม มีเก้าอี้วางอยู่สิบกว่าตัว รอบๆ ชิดกำแพงก็มีม้านั่งเรียงรายอยู่เป็นแถว
คนเกือบร้อยเบียดเสียดกันอยู่ในห้อง ทั้งกองถ่ายนอกจากพวกที่ไม่มีบทบาทสำคัญจริงๆ แล้ว คนที่มีชื่อมีตำแหน่งก็มากันครบทุกคน
พวกที่สามารถไปนั่งตรงกลางได้ต่างก็ยังไม่มา ฉู่ชิงนั่งอยู่ติดกับคุณหนูฟ่าน หลบอยู่ตรงมุมห้อง ฟังผู้คนซุบซิบนินทากัน
ในห้องมีแอร์ ก็เลยไม่ได้ร้อนมากนัก แต่สิ่งที่ฉู่ชิงรำคาญที่สุดก็คือการประชุม โดยเฉพาะการประชุมที่มีคนเยอะๆ แบบนี้ เขารู้สึกเหมือนตัวเองถูกจับยัดไว้ในโหลที่เต็มไปด้วยแมลงวัน
สักพัก ประตูก็ถูกผลักออก มีคนสามคนเดินเข้ามา
สองคนแรกนั้นรู้จักกันดี เหอซิ่วฉงกับซุนซูเผย ส่วนคนที่ตามหลังมานั้นเป็นชายวัยกลางคน สวมสูทตัดผมสั้น ท่าทางทะมัดทะแมง
ฉู่ชิงไม่รู้จักเขา แต่เขาก็สังเกตเห็นอย่างรวดเร็วว่า วินาทีที่ชายคนนี้เดินเข้ามา หัวหน้าทีมช่างภาพคนนั้นก็หน้าซีดเผือดไปทันที
ทั้งสามคนนั่งลงข้างโต๊ะ ชายวัยกลางคนคนนั้นกวาดสายตามองไปรอบๆ แล้วเอ่ยขึ้น “พวกคุณกี่คนก็มานั่งด้วยสิ”
เป็นการพูดกับทีมช่างภาพนั่นเอง ดังนั้นคนเหล่านั้นจึงค่อยๆ เดินย่องเข้าไปใกล้โต๊ะทรงกลม
เหอซิ่วฉงเป็นคนเริ่มแนะนำก่อน “ท่านนี้คือผู้อำนวยการสถานีโอวหยางค่ะ”
พอเธอพูดแบบนี้ฉู่ชิงก็รู้ได้ทันที ไม่ใช่ใครอื่น แต่เป็นผู้อำนวยการสถานีโทรทัศน์เศรษฐกิจหมางกั่ว โอวหยางนั่นเอง และเขาก็ยังเป็นหนึ่งในผู้สร้างขององค์หญิงกำมะลอด้วย
ละครเรื่องนี้ผลิตและร่วมลงทุนโดยบริษัทของคุณย่าฉยงเหยากับสถานีโทรทัศน์หมางกั่ว โอวหยางในฐานะบิ๊กบอสคนหนึ่ง ก็เหมือนกับฉงเหยาที่ไม่ยอมปรากฏตัวให้เห็นง่ายๆ ตอนนี้ถึงกับอุตส่าห์เดินทางไกลมาถึงที่นี่ เกรงว่าคงจะมีเรื่องใหญ่เกิดขึ้นเป็นแน่
เป็นไปตามคาด รอจนทุกคนเงียบลง เหอซิ่วฉงก็พูดขึ้นว่า “เมื่อสักครู่นี้อาจารย์ฉงเหยาโทรหาฉัน บอกเรื่องหนึ่งกับฉัน พูดตามตรงเลยนะ ฉันเองก็ตกใจกับการตัดสินใจของเธอเหมือนกัน…”
เธอหยุดไปชั่วครู่ แล้วพูดต่อ “อาจารย์ฉงเหยาตัดสินใจที่จะสั่งพักการถ่ายทำละครเรื่องนี้ค่ะ!”
ถ้าฉู่ชิงยังจำสไตล์การเขียนเรียงความตอนสมัยเรียนได้ เขาจะต้องเขียนอย่างแน่นอนว่า ประโยคนี้ก็เหมือนกับการโยนก้อนหินลงไปในทะเลสาบที่สงบนิ่ง ทำให้เกิดระลอกคลื่นกระเพื่อมเป็นชั้นๆ
เขาไม่ได้ฟังคนอื่นวิพากษ์วิจารณ์ว่าอย่างไร หรือแสดงสีหน้าท่าทางกันแบบไหน เขาเพียงแต่มองไปที่หลี่หมิงฉี่ ประจวบเหมาะกับที่ยายเฒ่าก็กำลังมองเขาอยู่เช่นกัน ทั้งสองคนแอบถอนหายใจออกมาพร้อมกันอย่างรู้ใจ
คุณหนูฟ่านเตรียมใจไว้แล้ว จึงไม่ได้เป็นอะไรมาก แต่สำหรับซูโหย่วเผิง เฉินจื้อเผิง และหลินซินหรู ทั้งสามคนนี้ ราวกับกลายเป็นหินไปในพริบตา
ในจำนวนนี้คนหนึ่งเป็นนักแสดงหน้าใหม่ที่อยากจะแจ้งเกิด ส่วนอีกสองคนเคยโด่งดังมาแล้ว และอยากจะกลับมามีชื่อเสียงอีกครั้ง ล้วนตั้งความหวังไว้กับละครเรื่องนี้อย่างมาก ไม่คิดเลยว่าผลลัพธ์จะออกมาเป็นเช่นนี้ ชั่วขณะนั้นต่างก็รับไม่ได้
เวลานี้โอวหยางก็เอ่ยปากพูดขึ้นบ้าง “ทุกคนก็รู้กันดีว่า ละครเรื่องนี้เป็นการร่วมกันถ่ายทำของสองฝั่งช่องแคบไต้หวัน อีกทั้งทีมงานส่วนใหญ่ก็เป็นคนในสถานีโทรทัศน์ของเรา หลายคนในที่นี้ผมก็ยังรู้จัก อาจารย์ฉงเหยาตัดสินใจแบบนี้จะต้องมีเหตุผลของเธอแน่ เราอย่าเพิ่งไปหาเหตุผลจากปัจจัยภายนอกเลย ลองหาเหตุผลจากตัวเองก่อน พวกคุณน่ะแหละ!”
เขาระบุชื่อคนในทีมช่างภาพพวกนั้น แล้วก็เรียกชื่อทีมงานที่รับผิดชอบตำแหน่งสำคัญอีกหลายคน พลางกล่าวว่า “ยังมีพวกคุณ พวกคุณด้วย ลองพิจารณาตัวเองดูก่อนสิว่า มีข้อบกพร่องตรงไหน มีจุดไหนที่ไม่รับผิดชอบบ้างไหม!”
น้ำเสียงของโอวหยางพลันแปรเปลี่ยนเป็นแข็งกร้าวขึ้นมา เขากล่าวว่า “โอกาสที่เราจะได้ร่วมงานกับพี่น้องชาวไต้หวันนั้นหาได้ยาก หากปัญหาเกิดจากทีมงานของเราจริงๆ จะต้องถูกลงโทษอย่างเด็ดขาด! ที่ผมถ่อมาจากสถานีโทรทัศน์จนถึงที่นี่ ก็เพื่อจะมาเตือนพวกคุณ ก่อนหน้านี้เคยทำอะไรไว้ถือซะว่าแล้วไป แต่หลังจากนี้ต้องปรับทัศนคติให้ถูกต้อง และให้ความร่วมมือกับการทำงานของผู้กำกับอย่างจริงจัง!”
ทีมช่างภาพที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามถึงกับสะดุ้งโหยง ก้มหน้าเงียบกริบ
การแบ่งหน้าที่ของเหอซิ่วฉงกับเขาเห็นได้ชัดเลยว่าคนหนึ่งเล่นบทตบหัวอีกคนเล่นบทลูบหลัง เธอพูดต่อว่า “ทุกคนก็ไม่ต้องกังวลไปนะคะ แม้อาจารย์ฉงเหยาจะตัดสินใจแบบนี้ แต่ก็ยังมีโอกาสกอบกู้สถานการณ์อยู่ สำคัญตรงที่ว่าเราจะสามารถทำให้เธอเปลี่ยนใจได้หรือเปล่า”
โอวหยางกล่าวว่า “ผมกับประธานเหอ แล้วก็ผู้กำกับซุน จะช่วยกันโทรหาอาจารย์ฉงเหยา พยายามเกลี้ยกล่อมให้เธอเปลี่ยนการตัดสินใจให้ได้ ถึงยังไงพวกเราก็เหน็ดเหนื่อยกันมาตั้งนานขนาดนี้แล้ว ทุกคนต่างก็พยายามกันมาก การหยุดถ่ายทำมันสร้างความเสียหายมากเกินไปครับ”
ซุนซูเผยที่ไม่ได้ส่งเสียงมาโดยตลอด ก็อ้าปากแสดงท่าทีออกมาบ้าง
“ช่วงไม่กี่วันนี้เราจะขอหยุดการถ่ายทำไว้ชั่วคราวก่อน รอให้พวกเราสื่อสารกับอาจารย์เรียบร้อยแล้ว จะมาบอกให้ทุกคนทราบอีกที เอาล่ะ ทุกคนไม่ต้องเป็นกังวลมากเกินไปนะ พวกเราจะต้องได้ผลลัพธ์ที่น่าพอใจอย่างแน่นอน”
สุดท้ายเหอซิ่วฉงก็เป็นคนกล่าวสรุป และประกาศเลิกประชุม







