แตกต่างจากการไปออสเตรเลียครั้งที่แล้ว การไปฟิลาเดลเฟียครั้งนี้เฉียวอวี้รู้สึกสบายดีทีเดียว
สาเหตุหลักเป็นเพราะการเดินทางกว่าเก้าสิบเปอร์เซ็นต์คือการนั่งชั้นธุรกิจของเครื่องบินโดยสารลำตัวกว้าง นอกจากราคาจะแพงไปสักหน่อย อย่างอื่นก็ล้วนเป็นข้อดี
เวลานอนบนเครื่องบินไม่เพียงเหยียดตัวได้ตรงเท่านั้น แต่ยังพลิกตัวไปมาได้ตามสบายด้วย หากเบื่อก็ยังดูหนังได้ น่าเสียดายเพียงอย่างเดียวคือเมืองหลวงไม่มีเที่ยวบินตรงไปฟิลาเดลเฟีย ดังนั้นจึงต้องไปต่อเครื่องที่ชิคาโก
แน่นอนว่าพอบวกค่าต่อเครื่องเข้าไป ราคาก็ยิ่งแพงขึ้นไปอีก
แต่เฉียวอวี้ก็ไม่ต้องพิจารณาถึงปัจจัยเรื่องราคา เพราะถึงอย่างไรเขาก็ไม่ได้เป็นคนซื้อตั๋วเครื่องบินอยู่แล้ว อันที่จริงนี่ก็สมเหตุสมผลดี ท้ายที่สุดแล้วผู้ติดตามการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ของเขาก็นั่งชั้นธุรกิจเช่นกัน
ตามกฎของการประชุมนักคณิตศาสตร์โลก โดยทั่วไปผู้ติดตามการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ก็คือนักเรียนหรือผู้ช่วยของผู้ยิ่งใหญ่ที่ได้รับเชิญ
เพราะโดยทั่วไปการมาร่วมงานต้องเสียเงิน ศาสตราจารย์และนักศึกษาจำนวนมากไม่ได้รับคำเชิญ การที่พวกเขามาร่วมงานจึงต้องเสียค่าใช้จ่าย
แต่สำหรับผู้รายงานรับเชิญพิเศษอย่างเฉียวอวี้ การยินดีมาร่วมงานก็เทียบเท่ากับการให้เกียรติคณะกรรมการจัดงาน ดังนั้นจึงไม่ต้องจ่ายค่าที่พักและค่าอาหาร แม้แต่ค่าเดินทางไปกลับก็ยังเบิกได้
โดยทั่วไปผู้รายงานรับเชิญพิเศษก็ล้วนเป็นผู้ยิ่งใหญ่ในวงการคณิตศาสตร์โลก เวลาผู้ยิ่งใหญ่เดินทาง ย่อมต้องมีคนถือกระเป๋าให้
ดังนั้นการลงทะเบียนในนามผู้ติดตามการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ จึงสามารถเข้าร่วมงานได้โดยไม่ต้องเสียเงิน หรืออาจเสียค่าใช้จ่ายน้อยกว่า
ผู้รายงานรับเชิญพิเศษที่เดินทางพร้อมผู้ช่วยสองคนอย่างเฉียวอวี้ ถือว่าไม่มากเกินไปเลยสักนิด
เวลาท้องถิ่นหกโมงเย็น หลังจากเดินออกจากสนามบินนานาชาติฟิลาเดลเฟีย เถียนเหยียนเจินก็ได้จัดเตรียมคนมารับพวกเขาที่สนามบินเรียบร้อยแล้ว
เถียนเหยียนเจินเดินทางมาถึงอเมริกาล่วงหน้าเฉียวอวี้หนึ่งสัปดาห์ ไม่ใช่เพื่อมาเตรียมการล่วงหน้า แต่สาเหตุหลักคือเขาต้องไปเข้าร่วม IMU หรือก็คือการประชุมสหภาพคณิตศาสตร์นานาชาติที่จัดขึ้นที่รัฐแคลิฟอร์เนีย นิวยอร์กก่อน
พูดง่ายๆ ก็คือการประชุมที่จัดโดยหน่วยงานระดับสูงกว่าของการประชุมนักคณิตศาสตร์โลก
การประชุมนี้มักจะจัดขึ้นก่อนการประชุมนักคณิตศาสตร์โลก ในการประชุมส่วนใหญ่จะสรุปผลการทำงานสี่ปีของสหภาพคณิตศาสตร์นานาชาติ จัดเตรียมแผนการทำงานในระยะต่อไป และถือโอกาสตัดสินใจเลือกสถานที่จัดการประชุม IMU และ ICM ในอีกสี่ปีข้างหน้า
ผู้นำทีมมารับเฉียวอวี้คือศาสตราจารย์ซูจากคณะคณิตศาสตร์เยียนเป่ย โดยรวมแล้วขับรถมาทั้งหมดสามคัน
อันที่จริงเมื่อเทียบกันแล้ว เฉียวอวี้หวังว่าจะได้ไปสถานที่จัดประชุม ซึ่งก็คือศูนย์การประชุมเพนซิลเวเนียในฟิลาเดลเฟียด้วยตัวเองพร้อมกับเจิ้งซีเหวินและจางหมิงอวี่มากกว่า
ท้ายที่สุดอุตส่าห์ได้เดินทางออกต่างประเทศทั้งที หากไม่ได้เดินเที่ยวไปรอบๆ ก็คงน่าเสียดายไปบ้าง แม้ว่าเหล่าเจิ้งจะเล่าความรู้เกี่ยวกับการรักษาความปลอดภัยให้เขาฟังมากมาย ทว่าเฉียวอวี้รู้สึกว่าต้องให้เหล่าเจิ้งและเสี่ยวจางได้แสดงฝีมือบ้าง
อย่างน้อยการนั่งรถวนรอบฟิลาเดลเฟียหนึ่งรอบ แล้วเดินเล่นในสถานที่ที่ค่อนข้างปลอดภัย ก็ไม่น่าจะมีอันตรายอะไร
ดังนั้นหลังจากขึ้นรถ เฉียวอวี้ที่กำลังอารมณ์ดีก็เอ่ยขอศาสตราจารย์ซูทันที
“ศาสตราจารย์ซูครับ ไม่สู้พาพวกเราไปขับรถเล่นในฟิลาเดลเฟียหน่อยล่ะครับ พอไปถึงศูนย์การประชุมแล้ว ผมคงออกไปข้างนอกยากแล้วละครับ”
ศาสตราจารย์ซูเหลือบมองเฉียวอวี้แวบหนึ่ง ก่อนตอบพร้อมรอยยิ้ม “นายเลิกคิดไปได้เลย มืดค่ำป่านนี้แล้ว ฉันรับผิดชอบไม่ไหวหรอกนะ ฉันแค่มาทำหน้าที่รับนายบังหน้าเท่านั้น ตั้งแต่คนขับรถไปจนถึงทุกคนฉันก็ควบคุมไม่ได้ทั้งนั้นแหละ”
“อีกอย่างฉันขอแนะนำให้นายไปนอนพักที่โรงแรมก่อนเพื่อปรับเวลา พรุ่งนี้ยังมีเรื่องอีกกองพะเนินรอนายอยู่นะ เท่าที่ฉันรู้ อาจารย์เถียนก็ตอบตกลงเข้าร่วมการประชุมย่อยสองงานแทนนายไปแล้วด้วย”
เฉียวอวี้กะพริบตา เอ่ยถาม “พิธีเปิดการประชุมนักคณิตศาสตร์โลกไม่ใช่มะรืนนี้เหรอครับ ก่อนหน้านี้ยังมีการประชุมอีกเหรอครับ”
“อืม สมาชิกคณะกรรมการโครงสร้างอยากร่วมพูดคุยปรึกษาหารือทางวิชาการกับนายก่อนเริ่มงาน แล้วก็ยังมีการประชุมกลุ่มคณิตศาสตร์เล็กๆ อีกบางส่วน นักวิชาการในต่างประเทศที่วิจัยระบบสัจพจน์โมดัลทั่วไปก็มีไม่น้อย การมาของนายในครั้งนี้จึงได้รับความสนใจมากเลยทีเดียวละ”
“นอกจากนี้นายเลิกคิดเรื่องออกไปเที่ยวเล่นได้เลย นายอาจจะยังไม่รู้ว่าเมื่อวาน BBC ของอังกฤษเพิ่งสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญด้านคณิตศาสตร์คนหนึ่ง นายลองเดาสิว่าพวกเขาคุยเรื่องอะไรกัน” ศาสตราจารย์ซูพูดพลางขมวดคิ้ว
“อะไรเหรอครับ” เฉียวอวี้ยกมือเกาหัว เอ่ยถาม
ศาสตราจารย์ซูยังไม่ทันได้ตอบ เจิ้งซีเหวินที่นั่งอยู่ด้านข้างก็ตอบแทนศาสตราจารย์ซูด้วยรอยยิ้มไปแล้ว “อันที่จริงก็ไม่มีอะไรหรอกครับ แค่บอกว่างานวิจัยของคุณอาจเปลี่ยนแปลงโครงสร้างวิทยาการรหัสลับทั่วโลก”
“พวกเขาเชื่อว่าการเข้ารหัสของตลาดการเงินโลกในอนาคตอาจเกิดความเปลี่ยนแปลงอย่างพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดินเพราะคุณ และอาจถึงขั้นคุกคามความปลอดภัยของตลาดการเงินโลกได้เลย เป็นการเน้นย้ำถึงความสำคัญของคุณครับ”
เฉียวอวี้กะพริบตา ความคิดแล่นผ่านสมองไปรอบหนึ่ง พลันรู้สึกตกตะลึงกับความสามารถของประเทศอังกฤษ
สมแล้วที่เป็นประเทศที่สามารถสร้างซีรีส์เรื่อง 'Yes, Prime Minister' และยังได้รับการยกย่องว่าเป็นประเทศแห่งการสร้างความวุ่นวาย ฝีมือในการก่อเรื่องไม่เคยหายไปไหนเลยตลอดหลายปีที่ผ่านมา
การเลือกเผยแพร่บทความแบบนี้ในช่วงเวลานี้ เป็นการยุยงส่งเสริมอะไรหรือเปล่า น่าเสียดายเพียงอย่างเดียวคือ ถึงแม้เป้าหมายในการวิจัยจำนวนเฉพาะของเขาจะเป็นเรื่องนี้ แต่พิจารณาจากสถานการณ์ปัจจุบัน เขายังไม่ได้คิดค้นอัลกอริทึมที่ยอดเยี่ยมพอที่จะนำภัยคุกคามมาสู่ตลาดการเงินโลกได้เลย
แต่ในเมื่อ BBC ออกอากาศรายการนี้ไปแล้ว เฉียวอวี้รู้สึกว่าพอกลับไปคงต้องนำปัญหานี้มาพิจารณาแล้วละ
ท้ายที่สุดแล้วเวลาที่คนอื่นบอกว่าคุณมีวิธีการที่ร้ายกาจอะไร ทางที่ดีก็ควรจะมีสิ่งนั้นจริงๆ
ทว่าสิ่งที่ทำให้เฉียวอวี้สงสัยมากที่สุดในตอนนี้ก็คือ ตั้งแต่ขึ้นเครื่องบิน เจิ้งซีเหวินก็อยู่กับเขามาตลอด หมอนี่รับข่าวสารได้เร็วขนาดนี้เลยเหรอ
เวลาครึ่งเดือนทำให้พวกเขาทั้งสองคนสร้างความเข้าขากันขึ้นมาได้จริงๆ ทันทีที่สายตาแห่งความสงสัยของเฉียวอวี้ตกลงบนตัวเขา เจิ้งซีเหวินก็รู้ทันทีว่าเฉียวอวี้อยากพูดอะไร จึงหัวเราะพลางพูดว่า “พอลงจากเครื่องปุ๊บก็ติดต่อกับทีมที่มาก่อนหน้านี้ได้ทันทีเลยครับ พวกเรามีแผนกที่ทำหน้าที่รวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลต่างๆ โดยเฉพาะ”
“แต่คุณไม่ต้องกังวลไปเลยครับ มีคนไปเจรจาเรียบร้อยแล้ว รายการสัมภาษณ์ที่ขาดความรับผิดชอบนั้นไม่อาจสร้างคลื่นลมอะไรได้หรอกครับ นักคณิตศาสตร์หลายคนก็ออกมาแก้ข่าวกันหมดแล้ว แถมยังตั้งข้อสงสัยถึงระดับความเชี่ยวชาญของศาสตราจารย์จากอิมพีเรียลคอลเลจท่านนั้นด้วยครับ”
อืม เฉียวอวี้พอจะเข้าใจแล้วว่าประโยคที่อาจารย์เถียนบอกว่ามีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยล่องหนอยู่นั้นหมายความว่าอย่างไร
ไม่เพียงแต่มีคนคอยคุ้มกันอย่างใกล้ชิดเท่านั้น แต่ยังมีทีมงานที่รับผิดชอบเรื่องการรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลโดยเฉพาะ หรือแม้แต่การเปิดศึกสงครามความคิดเห็นสาธารณะเวลาว่างๆ นี่คงจะเป็นการปกป้องคุ้มครองแบบรอบด้านในตำนานสินะ
เฉียวอวี้รู้สึกหมดความสนใจไปชั่วขณะ เมื่อมีประเทศอังกฤษที่คอยสร้างความวุ่นวายและฉวยโอกาสแบบนี้ ความหวังที่เขาจะได้ออกไปข้างนอกก็คงจะล้มเหลวอย่างแน่นอน
เพียงแต่เขาได้จดบัญชีแค้นประเทศอังกฤษเอาไว้ในใจแล้ว ชอบสร้างความวุ่นวายนักใช่ไหม ว่ากันว่าลอนดอนก็เป็นศูนย์กลางทางการเงินของยุโรปเหมือนกัน รอให้เขาจัดการเรื่องนี้สำเร็จเมื่อไหร่ เขาจะไปเก็บค่าคุ้มครองจากลอนดอนเป็นที่แรกเลย!
จะทำให้พวกเขารู้ว่าคนที่ชอบกวนอุจจาระ อุจจาระก็ต้องกระเด็นเปื้อนตัว ไม่สิ เขาก็ไม่ใช่อุจจาระสักหน่อย น่าโมโหชะมัด!
โชคดีที่เฉียวอวี้ก็ขี้เกียจใส่ใจกับหัวข้อนี้แล้ว จึงหันไปมองศาสตราจารย์ซูและถามว่า “จริงสิครับ เมื่อกี้ที่คุณบอกว่าคณะกรรมการโครงสร้างอะไรนั่น มันคืออะไรเหรอครับ”
ศาสตราจารย์ซูอธิบายทันที “ก็คือคณะกรรมการที่ IMU เพิ่งก่อตั้งขึ้นใหม่ หน้าที่หลักคือรับผิดชอบในการเลือกผู้รายงานและเนื้อหาการรายงานในสภา ICM การได้ขึ้นรายงานบนการประชุมนักคณิตศาสตร์โลกถือเป็นเกียรติยศอย่างหนึ่ง”
“ดังนั้นเมื่อก่อนตอนที่เลือกผู้รายงานจึงมักจะได้รับอิทธิพลจากภายนอก สมาชิกของหน่วยงานที่เพิ่งก่อตั้งใหม่นี้จะถูกเก็บสถานะไว้เป็นความลับก่อนเริ่มการประชุม IMU เพื่อปกป้องให้สมาชิกคณะกรรมการสามารถเลือกผู้ที่มีคุณสมบัติเหมาะสมที่จะรายงานบนสภาได้อย่างอิสระ”
ศาสตราจารย์ซูอธิบายอย่างละเอียด ท้ายที่สุดแล้วที่เขามารับเฉียวอวี้ก็เพื่อทำหน้าที่นี้แหละ ไม่อย่างนั้นเขาก็ไม่จำเป็นต้องมาให้เสียเที่ยว
เจิ้งซีเหวินและจางหมิงอวี่ที่ติดตามอยู่ข้างกายเฉียวอวี้ แม้จะบอกว่าเป็นผู้ติดตามการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ ทว่าก็รับผิดชอบแค่ความปลอดภัยของเฉียวอวี้เท่านั้น
เรื่องราวต่างๆ ในการเข้าร่วมการประชุม เขายังคงต้องเป็นคนอธิบายให้เฉียวอวี้ฟังอยู่ดี
เมื่อเห็นเฉียวอวี้พยักหน้าไม่หยุด ศาสตราจารย์ซูก็พูดต่อ “แล้วก็ยังมีการพบปะกับทีมเล็กๆ อีกบางส่วน พวกเขาล้วนเป็นนักคณิตศาสตร์กระแสหลักของวงการคณิตศาสตร์โลกในปัจจุบัน”
“การได้พูดคุยแลกเปลี่ยนอย่างเพียงพอก่อนเริ่มการประชุมจะเป็นประโยชน์ต่อนายมาก สรุปก็คือตารางงานพรุ่งนี้ของนายแน่นมาก ดังนั้นวันนี้นายเลิกคิดเรื่องออกไปเดินเล่นได้เลย รีบกลับโรงแรมไปพักผ่อนให้เต็มที่ถึงจะถูกต้อง”
เฉียวอวี้พยักหน้าอย่างจนใจ
เขาพูดคุยสัพเพเหระกับศาสตราจารย์ซูไปเรื่อยเปื่อยแบบนั้น ผ่านไปไม่ถึงครึ่งชั่วโมง รถก็ขับเข้าไปในลานจอดรถแห่งหนึ่ง
ทั้งสามคนตามศาสตราจารย์ซูไปจัดการเรื่องเช็คอินเข้าที่พักโดยตรง คงเพราะคำนึงถึงความสะดวกของเฉียวอวี้ในการรับรองแขก จึงได้จัดเตรียมห้องสวีทให้เขาโดยเฉพาะ ศาสตราจารย์ซูส่งเฉียวอวี้ไปที่ห้องโดยตรง จากนั้นก็เอื้อมมือไปดึงผ้าม่านให้เปิดออก
“ข้อดีที่ใหญ่ที่สุดของโรงแรมเดส์อินน์แห่งนี้ก็คือ ฝั่งตรงข้ามคือศูนย์การประชุมเพนซิลเวเนียที่จะใช้จัดการประชุมในครั้งนี้ ห้องของนายสามารถมองเห็นตัวอาคารหลักได้พอดีเลย”
เฉียวอวี้มองทะลุหน้าต่างไปยังฝั่งตรงข้าม ต้องยอมรับเลยว่าทิวทัศน์ของห้องนี้ไม่เลวเลยทีเดียว
เวลานี้ท้องฟ้ายังไม่มืดสนิทนัก จึงสามารถมองเห็นแสงอาทิตย์ยามเย็นที่สะท้อนกับผนังกระจกของอาคารฝั่งตรงข้ามได้
ดูแล้วเป็นอาคารที่ทันสมัยมาก ทว่าอาคารแบบนี้ในเมืองหลวงก็เห็นจนชินตาแล้ว กลับเป็นอาคารหลายแห่งข้างศูนย์การประชุมที่ดูมีกลิ่นอายของประวัติศาสตร์เสียมากกว่าที่ทำให้เฉียวอวี้รู้สึกสนใจ
แต่หลังจากชำเลืองมองเพิ่มอีกไม่กี่ที เฉียวอวี้ก็หมดความสนใจเช่นกัน เขาเอ่ยถามขึ้นมาลอยๆ “เดี๋ยวอาจารย์เถียนจะมาไหมครับ”
“อืม วันนี้นักวิชาการเถียนยังคงพูดคุยกับเพื่อนเก่าอยู่ เขาให้นายพักผ่อนเร็วหน่อย คาดว่าคืนนี้คงจะไม่...มาแล้วละ”
ศาสตราจารย์ซูยังพูดไม่ทันจบ ก็มีคนชะโงกหน้าเข้ามาครึ่งหัว
“ศิษย์น้อง”
“เอ๊ะ ศิษย์พี่เฉิน คุณรู้ได้ยังไงครับว่าผมมาถึงแล้ว”
“อาจารย์เถียนบอกฉันน่ะสิ”
การได้เห็นคนกันเองในต่างบ้านต่างเมือง ทำให้เฉียวอวี้รู้สึกคุ้นเคยมากขึ้น เขาโบกมือให้เฉินจัวหยาง
เฉินจัวหยางเดินเข้ามาในห้องของเฉียวอวี้ เขามองเจิ้งซีเหวินและจางหมิงอวี่ที่ติดตามอยู่ข้างกายเฉียวอวี้ด้วยความสงสัย ทว่าทั้งสองคนไม่ได้สนใจเขา เขาจึงไม่ได้สงสัยอะไรมากนัก เพียงแค่เอ่ยทักทายศาสตราจารย์ซู
“ศาสตราจารย์ซู”
“จัวหยางมาแล้วเหรอ งั้นก็ตกลงตามนี้ มีเรื่องอะไรนายก็คุยกับเฉียวอวี้เอาเองก็แล้วกัน ฉันยังมีธุระอีกบางส่วน ขอตัวไปจัดการก่อนนะ”
“ลำบากคุณแล้วครับศาสตราจารย์ซู”
“ไม่ลำบากหรอก ฉันไปก่อนล่ะ เฉียวอวี้อย่าลืมพักผ่อนให้เต็มที่ล่ะ”
“เฉียวอวี้ พวกเราจะพักอยู่ห้องข้างๆ คุณนะ ถ้ามีสถานการณ์อะไรก็จำเรื่องที่ผมเคยสั่งเสียคุณไว้ก่อนหน้านี้ให้ดีล่ะ”
เมื่อรู้ว่าเฉียวอวี้ต้องการจะคุยกับเฉินจัวหยาง เจิ้งซีเหวินก็พาจางหมิงอวี่เอ่ยลาโดยตรงเช่นกัน
ระยะเวลาครึ่งเดือนในการปรับตัวเข้าหากัน ทำให้ทั้งสองฝ่ายมีความเข้าขากันมากแล้ว แม้จะไม่ได้เข้าเรียนอย่างเป็นทางการ ทว่าหากเกิดสถานการณ์ฉุกเฉินขึ้นมา ควรจะจัดการอย่างไรก็ล้วนมีแผนการรับมือที่สมบูรณ์แบบ และได้บอกเฉียวอวี้ไปหมดแล้ว
ถึงขั้นจำลองสถานการณ์มาแล้วหลายครั้ง ด้วยระดับความฉลาดของเฉียวอวี้ ปฏิกิริยาตอบสนองเฉพาะหน้าก็แทบจะหาที่ติไม่ได้แล้ว
อีกทั้งภายในโรงแรมโดยพื้นฐานแล้วก็เป็นไปไม่ได้เลยที่จะมีสถานการณ์ฉุกเฉินใดๆ เกิดขึ้น งานรักษาความปลอดภัยไม่เคยขึ้นอยู่กับความรวดเร็วในการจัดการเมื่อเผชิญกับสถานการณ์ฉุกเฉินถึงจะเรียกว่าดี ทว่าเป็นงานที่ต้องป้องกันไว้ก่อนเหตุจะเกิด
การกำจัดความอันตรายก่อนที่มันจะเกิดขึ้นต่างหาก ถึงจะเป็นการรักษาความปลอดภัยที่สมบูรณ์แบบที่สุด
“ครั้งนี้มากับอาจารย์เถียนสนุกไหมครับ” หลังจากคนอื่นจากไปแล้ว เฉียวอวี้ก็เอ่ยถามขึ้นทันที
เฉินจัวหยางฝืนยิ้ม “สนุกอะไรกันล่ะ อาจารย์เถียนเอาแต่ประชุมอยู่ที่แมนฮัตตันตลอดเลย ฉันก็แค่ตามมาเปิดหูเปิดตาเท่านั้นเอง”
“แมนฮัตตันก็ดีออกนี่ครับ มหานครระดับนานาชาติ คุณได้ไปดูที่วอลล์สตรีตมาหรือเปล่า สนุกไหมครับ” เฉียวอวี้เอ่ยถามด้วยความสงสัย
“ก็แค่มองดูผ่านๆ ตอนอยู่บนรถน่ะ ไม่มีอะไรแปลกใหม่หรอก ก็แค่ตึกสูงๆ กองหนึ่งนั่นแหละ รู้สึกว่าไม่เห็นจะมีอะไรเลย อีกอย่างถนนก็ยังแคบมากด้วย ตอนขับผ่านตรงนั้นยังต้องขับอ้อมไปอ้อมมาอีกต่างหาก”
เฉินจัวหยางคิดทบทวนอย่างละเอียดแล้วตอบ เขารู้สึกว่ามันน่าเบื่อจริงๆ ตึกสูงในเมืองหลวงกับหมิงจูก็สร้างได้ไม่ด้อยไปกว่าตึกในวอลล์สตรีตเลย แถมยังดูใหม่กว่าด้วยซ้ำ
เฉียวอวี้มองศิษย์พี่ด้วยสายตาดูแคลน พลางกล่าว “ใครใช้ให้คุณพูดถึงเรื่องสถาปัตยกรรมล่ะครับ สถานที่แบบนั้นก็ต้องดูคนสิครับ ได้ยินมาว่าพวกนายหน้าค้าหุ้นบ้าคลั่งกันเป็นพิเศษเลยนี่ครับ”
“เอ๋ ฉันนั่งรถผ่านตรงนั้นตั้งสองรอบ จะไปเห็นนายหน้าอะไรนั่นได้ยังไงล่ะ” เฉินจัวหยางเอ่ยอย่างน้อยใจ
คงพูดได้แค่ว่าความคิดของเฉียวอวี้กระโดดข้ามไปข้ามมาเร็วเกินไป เขาตามไม่ทันเลยจริงๆ
“ช่างเถอะครับ ดูเหมือนว่าการมาอเมริกาครั้งนี้จะไม่มีเวลาออกไปเที่ยวเล่นเลยจริงๆ นะครับ” เฉียวอวี้โบกมืออย่างหมดอารมณ์
อุตส่าห์ได้ออกมาทั้งที เดิมทีเฉียวอวี้ตั้งใจว่าจะมาเปิดหูเปิดตาดูสักหน่อยว่าชีวิตของคนที่นี่จะฟอนเฟะได้ขนาดไหน...
“ไม่ใช่สิ พวกเรามาประชุมกันไม่ใช่เหรอ” เฉินจัวหยางเอ่ยอย่างระมัดระวัง
“ก็ได้ครับ งานของคุณไปถึงไหนแล้วล่ะครับ ต้องรีบหน่อยนะครับ พิสูจน์สมมติฐานของรีมันน์อีกรอบ ผมตั้งใจจะให้คุณเป็นผู้เขียนคนแรก ถึงตอนนั้นคุณก็จะได้สร้างชื่อเสียงในวงการคณิตศาสตร์แล้วนะครับ”
เฉียวอวี้กลอกตาไปมา เขาไม่พูดเรื่องจะไปเที่ยวเล่นที่ไหนแล้ว แต่เปลี่ยนมาฉีดเลือดไก่กระตุ้นให้กำลังใจศิษย์พี่เฉินต่อ
กระตุ้นแรงผลักดันของศิษย์พี่เฉินอย่างเต็มที่
“เอ๊ะ”
เมื่อได้ยินคำพูดนี้ของเฉียวอวี้ เฉินจัวหยางก็ชะงักงันไปทั้งตัว หลังจากตั้งสติได้ เขาก็เริ่มส่ายหน้าอย่างบ้าคลั่งทันที “อย่าเลยศิษย์น้อง ถ้านายเป็นวิทยานิพนธ์เรื่องอื่นแล้วนายให้ฉันเป็นผู้เขียนคนแรก ฉันจะขอบคุณนายจริงๆ นะ”
“แต่วิทยานิพนธ์เรื่องนี้ฉันแค่ทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยเล็กๆ น้อยๆ ให้เป็นผู้เขียนร่วมอันดับสองก็พอแล้ว จะเป็นผู้เขียนร่วมอันดับสามก็ได้! ผู้เขียนคนแรกยังคงต้องเป็นชื่อของนาย เรื่องนี้นายห้ามเอาแต่ใจเด็ดขาดนะ! ฉันรับไม่ไหวจริงๆ ฉันไม่มีความสามารถขนาดนั้นหรอก!”
เฉียวอวี้มองศิษย์พี่เฉินด้วยความประหลาดใจ เมื่อก่อนหมอนี่ออกจะกระตือรือร้นนี่นา ทำไมครั้งนี้ถึงได้ขี้ขลาดเหมือนเหล่าเซวียไปได้ล่ะ
“ไม่ใช่ครับ ผมไม่ได้กำลังหยั่งเชิงคุณหรอกนะ ถ้าหากผมเป็นคนใช้วิธีที่แตกต่างออกไปในการพิสูจน์ซ้ำอีกรอบ มันก็ไม่มีความหมายอะไรสำหรับผมเลยนะครับ”
เฉินจัวหยางฝืนยิ้มพลางกล่าว “มันไม่ใช่ปัญหาว่ามีความหมายหรือไม่หรอก แต่มันเป็นเพราะฉันรับไม่ไหวจริงๆ! อีกอย่างกฎของวงการวิชาการก็ไม่ได้บอกว่าผลงานที่นายเป็นคนวิจัย นายอยากจะยกให้ใครก็ยกให้ได้เลยสักหน่อย”
“อีกอย่างนักคณิตศาสตร์ทั่วโลกก็รู้กันหมดว่าฉันไม่มีความสามารถที่จะทำงานวิจัยชิ้นนี้นะ! นายให้ฉันเป็นผู้เขียนคนแรก ขืนแพร่งพรายออกไปว่าฉันใช้วิธีอื่นพิสูจน์สมมติฐานของรีมันน์ ฉันคงถูกคนหัวเราะเยาะตายแน่!”
“ถอยกลับมาสักหมื่นก้าว ต่อให้ฉันไร้ยางอาย นายก็ต้องคำนึงถึงตัวเองด้วยนะ! เรื่องแบบนี้ในแวดวงวิชาการถือเป็นเรื่องต้องห้ามมากเลยนะ อีกอย่างฉันลองคิดดูแล้ว ต่อไปการจะใช้ชีวิตอยู่ในวงการวิชาการ อย่างน้อยก็ต้องรักษาหน้าบ้างแหละ!”
“พูดง่ายๆ ก็คือ วิทยานิพนธ์เรื่องนี้ถ้าฉันกล้าลงชื่อเป็นผู้เขียนคนแรก อาจารย์เถียนจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน หยวนเหล่าก็คงต้องเรียกฉันไปไล่ออกจากสำนักแล้วล่ะ สรุปก็คือ เรื่องนี้นายห้ามพูดถึงอีกเด็ดขาดนะ!”
“การที่ฉันได้มีชื่อเป็นผู้เขียนร่วมอันดับสอง ก็ถือว่าหลุมศพบรรพบุรุษจุดธูปดอกใหญ่มากแล้ว ต่อให้ไม่ลงชื่อ นายก็แค่เขียนขอบคุณฉันเหมือนที่ขอบคุณศาสตราจารย์เซวียในวิทยานิพนธ์เรื่องแรกก็พอแล้ว ส่วนตำแหน่งผู้เขียนคนแรกก็ปล่อยให้เป็นชื่อของนายไปเถอะ จะเปลี่ยนเป็นใครก็ไม่ได้ผลทั้งนั้นแหละ”
คำพูดของเฉินจัวหยางประโยคนี้พูดออกมาด้วยความเร็วมาก ความหมายที่ต้องการสื่อก็ชัดเจนมากเช่นกัน ตำแหน่งผู้เขียนคนแรกนี้ต่อให้ตายเขาก็ไม่ขอรับไว้เด็ดขาด
หลังจากพูดจบ เขาก็ชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนที่เฉินจัวหยางจะรีบเอ่ยถามต่อด้วยความตึงเครียด “จริงสิ เรื่องนี้นายยังไม่ได้เอาไปพูดกับคนอื่นใช่ไหม”
เฉียวอวี้พอจะเข้าใจสถานการณ์แล้ว การตัดสินใจโดยไม่ได้ไตร่ตรองให้ดีของเขามันออกจะเอาแต่ใจตัวเองมากเกินไปจริงๆ
“วางใจเถอะครับ ยังไม่ได้บอกใครเลย ผมก็แค่เปรยๆ กับเหล่าเซวียประโยคหนึ่ง ถามเขาว่าเขาสนใจจะเปลี่ยนไปใช้วิธีอื่นแก้ปัญหาสมมติฐานของรีมันน์ไหม เขาก็บอกว่าไม่สนใจครับ” เฉียวอวี้เอ่ยอย่างหมดความสนใจ
“งั้นก็ดีแล้ว งั้นก็ดีแล้ว ขืนคนนอกรู้เข้า คงคิดว่าฉันคอยยุยงให้นายทำเรื่องผิดจรรยาบรรณทางวิชาการทุกวันแน่! ถ้าเป็นแบบนั้นต่อไปฉันคงซวยแน่!” เฉินจัวหยางเอ่ยด้วยสีหน้าหวาดกลัวย้อนหลัง
เฉียวอวี้เบ้ปาก พลันตระหนักได้ว่าคนรอบข้างดูเหมือนจะรักหน้าตากันมากเกินไปหน่อย...
หากเอาตัวเองเป็นบรรทัดฐาน เปลี่ยนเป็นเขาที่มีโอกาสแบบนี้ แน่นอนว่าเขาคงไม่ลังเลเลยสักนิด
“งั้นคุณก็ห้ามผ่อนปรนนะครับ ศิษย์พี่เฉิน ถึงแม้คุณจะได้เป็นแค่ผู้เขียนร่วมอันดับสอง แต่ผมก็ได้วิทยานิพนธ์ที่ผมเป็นผู้เขียนคนแรกเพิ่มมาอีกเรื่องเลยนะครับ! อีกอย่างคุณต้องรีบจัดการเรื่องนี้ให้เสร็จ จะได้มีเวลาไปทำอย่างอื่นบ้างไงครับ”
“วางใจเถอะ ใกล้จะเสร็จแล้วล่ะ! กะว่าอีกสักสองสามเดือนก็น่าจะเรียบร้อยแล้ว”
เฉียวอวี้พยักหน้า พอจะเข้าใจแล้วว่าหลังจากนี้ควรใช้วิธีการไหนในการทำงาน งานวิจัยหลักยังคงต้องกระจายอำนาจลงไป แบบนั้นพวกเขาถึงจะกล้าลงชื่อเป็นผู้เขียนคนแรก
“จริงสิ คุณบอกว่าถ้าใช้สองวิธีที่ต่างกันมาพิสูจน์สมมติฐานของรีมันน์ สถาบันเคลย์จะแจกเงินรางวัลให้สองรอบได้ไหมครับ”
“เอ่อ... ศิษย์น้อง ตอนที่เขาตั้งเงินรางวัล เขาระบุไว้อย่างชัดเจนว่าเงินรางวัลจะมอบให้กับคนแรกที่เสนอวิธีแก้ปัญหาที่ถูกต้องได้ อย่าว่าแต่การพิสูจน์สองวิธีอาจจะมีระยะห่างกันตั้งครึ่งค่อนปีเลย ต่อให้แก้ปัญหาได้พร้อมกัน เขาก็ต้องมอบเงินรางวัลให้กับคนที่คณะกรรมการตัดสินยอมรับก่อนอยู่ดีแหละ!”
เฉียวอวี้พยักหน้าอย่างผิดหวังเล็กน้อย สมกับเป็นเงินรางวัลที่ประกาศโดยกลุ่มนักคณิตศาสตร์จริงๆ ไม่มีช่องโหว่ให้มุดเลยสักนิด ทำซะเหมือนสลากกินแบ่งหัวเซี่ยไม่มีผิด
“เอาล่ะ ศิษย์น้อง ที่ฉันมาก็เพื่อจะมาดูนายเป็นหลักแหละ ไม่มีอะไรแล้วฉันขอตัวกลับก่อนนะ อาจารย์เถียนฝากฉันมากำชับนายว่าต้องพักผ่อนให้เร็ว ปรับเวลาการใช้ชีวิต และดูแลสภาพจิตใจให้ดี”
“พรุ่งนี้เช้าเจ็ดโมงครึ่งฉันจะมาเรียกนายไปกินข้าวนะ ตอนแปดโมงจะมีการประชุมกลุ่มเล็กๆ เฮ้อ สรุปคือนายเตรียมตัวให้พร้อมก็แล้วกัน ไม่กี่วันหลังจากนี้นายคงยุ่งจนเท้าไม่ติดพื้นแน่”
เฉินจัวหยางรู้สึกว่าวันนี้ศิษย์น้องเพิ่งมาถึงฟิลาเดลเฟีย เห็นได้ชัดว่าเขาตื่นเต้นเกินไปหน่อย เขารับมือไม่ไหวแล้วจริงๆ
แน่นอนว่านอกจากจะคำนึงถึงเรื่องความต่างของเวลาแล้ว เฉียวอวี้ก็จำเป็นต้องพักผ่อนจริงๆ ไม่ว่าจะเป็นในฐานะผู้ยุติสมมติฐานของรีมันน์ หรือผู้รายงานรับเชิญพิเศษในการบรรยายเปิดของสภา ไม่กี่วันต่อจากนี้เฉียวอวี้คงยุ่งมากแน่ๆ
ยิ่งไปกว่านั้นเฉินจัวหยางยังรู้ดีกว่าใครว่าเฉียวอวี้จะยุ่งแค่ไหน การที่ครั้งนี้เถียนเหยียนเจินพาเขามาเข้าร่วมการประชุมสหภาพคณิตศาสตร์นานาชาติด้วย สาเหตุหลักก็เป็นเพราะเขาได้เข้าไปมีส่วนร่วมในการวิจัยระบบสัจพจน์โมดัลทั่วไปด้วย
และด้วยเหตุนี้เอง ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมาเฉินจัวหยางจึงได้รับเชิญให้ไปพูดคุยกับผู้ยิ่งใหญ่ในวงการคณิตศาสตร์โลกตั้งหลายท่าน ขนาดเขายังได้รับสิทธิพิเศษขนาดนี้ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเฉียวอวี้เลย
ในสายตาของเฉินจัวหยาง งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับระบบสัจพจน์โมดัลทั่วไปในต่างประเทศหลายชิ้นนั้นก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็วมาก คำถามหลายข้อที่พวกเขาเสนอมา เขาไม่สามารถรับมือได้เลยสักนิด จินตนาการได้เลยว่าไม่กี่วันต่อจากนี้เฉียวอวี้จะต้องสูญเสียพลังสมองไปมากขนาดไหน
“อ๋อ เจ็ดโมงครึ่งก็ต้องตื่นแล้วเหรอครับ งั้นก็ได้ครับ เดี๋ยวผมอาบน้ำแล้วก็นอนเลย ว่าแต่อาจารย์เถียนได้บอกไหมครับว่าเข้าร่วมการประชุมกลุ่มเล็กๆ แบบนี้จะจัดเตรียมค่าล่วงเวลาให้ผมบ้างไหมครับ”
“เอ่อ...” เฉินจัวหยางทำหน้าลำบากใจ ท้ายที่สุดแล้วคนที่เข้าร่วมการประชุมก็ล้วนเป็นผู้ยิ่งใหญ่ในวงการคณิตศาสตร์โลก อย่าว่าแต่เรื่องให้เงินเลย ต่อให้ต้องจ่ายเงินเอง ก็ยังมีนักคณิตศาสตร์อีกเป็นกองทัพที่อยากจะแย่งกันเข้าร่วม
“ฮ่าๆ ศิษย์พี่เฉิน ผมล้อเล่นน่ะครับ ผมไม่ได้หน้าเงินขนาดนั้นสักหน่อย” เฉียวอวี้หัวเราะแห้งๆ พลางกล่าว
เฉินจัวหยางเหลือบมองเฉียวอวี้แวบหนึ่ง เขารู้สึกว่าเฉียวอวี้พูดแบบนั้นเพราะอ่านสีหน้าของเขาออก
เฮ้อ...
ศิษย์น้องคนนี้ดีทุกอย่าง เสียอย่างเดียวคือหน้าเงินเกินไปหน่อย หลังจากลองคิดดูอย่างละเอียดแล้ว จู่ๆ เขาก็ตัดสินใจว่ารอให้กลับไปถึงหัวเซี่ยก่อน เขาคงต้องคำนวณเงินที่หามาได้จากการทำงานในปีแรก แล้วโอนให้เฉียวอวี้ทั้งหมดซะแล้วละ
ถึงแม้เฉียวอวี้จะบอกว่าไม่เอาแล้ว และให้ถือซะว่าเป็นค่าล่วงเวลาของเขาก็เถอะ แต่เฉินจัวหยางรู้สึกว่าค่าล่วงเวลาครั้งนี้เขาจะรับไว้ไม่ได้เด็ดขาด
ถึงยังไงเขาก็ไม่ได้ขัดสนเงินในปีแรกนี้อยู่แล้ว แต่การรักษาสัญญาเป็นเรื่องสำคัญมาก! โดยเฉพาะการรักษาสิ่งที่เคยรับปากศิษย์น้องเอาไว้ก่อนหน้านี้ สำคัญมากจริงๆ โดยเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวกับเงิน...
แน่นอนว่าเฉินจัวหยางไม่มีทางคาดคิดว่า เฉียวอวี้ยังแอบรังเกียจที่เงินที่เขาหามาได้เป็นแค่เงินหยวนด้วยซ้ำ...







