185. บทที่ 185 รูปแบบที่สมมาตร
"สถานการณ์ทางทะเลเป็นยังไงบ้าง? มีผลลัพธ์หรือยัง?" ครู่ต่อมาเกอเวยก็เอ่ยถามขึ้น
"ศัตรูรับมือยากกว่าที่คิดไว้มาก พวกเขาไม่สามารถควบคุมเรือเทพธิดาหรรษาไว้ได้ ยังดีที่ส่วนใหญ่กระโดดลงทะเลหนีรอดมาได้"
นักบวชหญิงไม่ค่อยแน่ใจถึงการจัดเตรียมอย่างเป็นรูปธรรมของฝ่ายดินแดนหรรษานัก รู้แค่ว่าพวกเขาเคลื่อนพลไปหกคน ดังนั้นเฉาหยางจึงไม่จำเป็นต้องบอกความจริงเรื่องที่ถูกกวาดล้างทั้งกองทัพออกไปตามตรง "แต่พวกเขาก็ได้รับข้อมูลเกี่ยวกับเทพนอกรีตองค์ที่เจ็ดมามากมาย อย่างเช่นทูตเทพของมันเรียกตัวเองว่า..."
พูดไปได้ครึ่งหนึ่งเสียงของเขาก็เบาลงกะทันหัน
ทุกคนที่อยู่ในเหตุการณ์ล้วนสังเกตเห็นความผิดปกติของเขา
"เป็นอะไรไป?" อ้ายลั่วตี้ถาม
เฉาหยางมองไปทางประตูห้องหนังสือ ขยับไปทางซ้ายสองก้าว แล้วค่อยๆ ยื่นเท้าข้างหนึ่งเข้าไปในโคมไฟระย้าขนาดใหญ่ที่หล่นลงมา
"คุณลองมายืนดูข้างหลังผมสิ"
ทูตสวรรค์เดินไปข้างหลังเขาด้วยความสงสัย "...นอกจากซากปรักหักพังก็มีแต่แผ่นหลังของนาย นายอยากให้ฉันดูอะไร?"
"อ้อ จริงสิ ลืมไปว่าคุณค่อนข้างเตี้ย คุณถอยไปข้างหลังอีกสักสองสามก้าวสิ"
อ้ายลั่วตี้กลอกตาใส่เขา แล้วเดินถอยไปอีกสองสามก้าว คราวนี้ภาพตรงหน้าชัดเจนขึ้นมาก เฉาหยางยืนหันหน้าตรงไปทางประตูห้องหนังสือ และทั้งสองข้างของเขามีชั้นหนังสือตั้งอยู่ แม้ว่าหนังสือบนนั้นจะถูกฟันจนกระจุยกระจาย แต่โครงสร้างโดยรวมก็ไม่ได้ถูกทำลาย เมื่อมองออกไปจากชั้นหนังสือ ด้านหนึ่งมีรูปภาพ แต่อีกด้านไม่มี สุดท้ายที่มุมกำแพงด้านซ้ายมือคือแท่นหินสำหรับวางงานศิลปะ ในขณะที่กำแพงอิฐอีกด้านพังทลายลงมาแล้ว เศษอิฐที่แตกหักกองเป็นเนินเล็กๆ
"ชั้นหนังสือ รูปภาพ แท่นหิน ชั้นหนังสือ ความว่างเปล่า ซากปรักหักพัง?"
"ไม่ใช่ความว่างเปล่า กรอบรูปถูกฟันจนแตกละเอียดต่างหาก บนกำแพงยังมีตะปูแขวนรูปตอกอยู่เลย" เฉาหยางเตือน "และการโจมตีนี้ก็ลากยาวไปจนถึงมุมกำแพง ทำให้กำแพงอิฐพังทลายลงมา"
"นายอยากจะบอกว่า...การจัดวางนี้มันสมมาตรกัน" อ้ายลั่วตี้อดไม่ได้ที่จะพึมพำออกมา "ถ้าที่มุมกำแพงด้านขวามีแท่นหินวางอยู่อีกอันหนึ่งล่ะก็"
"พวกคุณกำลังพูดเรื่องอะไรกันแน่? ช่วยอธิบายให้ฉันฟังหน่อยได้ไหม?" เกอเวยที่อยู่ด้านข้างมีเครื่องหมายคำถามเต็มหัว
"ลำดับแห่งเหตุและผล นี่คือฉายาที่มิสเตอร์เอ็กซ์ตั้งให้กับเทพมาร" เฉาหยางเล่าข้อมูลที่ได้จากบนเรืออย่างรวดเร็วรอบหนึ่ง "และหนึ่งในพฤติกรรมการบูชาเทพมารของเขาก็คือความสมมาตร"
ราวกับมีสายฟ้าฟาดเปรี้ยงลงกลางใจเกอเวย!
สีหน้าของเธอเปลี่ยนไป ในดวงตาที่มองไปยังเฉาหยางก็มีความระแวดระวังเพิ่มขึ้นมาเล็กน้อย "หรือว่าความหมายของคุณก็คือ..."
"เป็นแค่การคาดเดาเท่านั้น ห้องหนังสือถูกทำลายหนักเกินไป เรายังต้องการหลักฐานอื่นอีก"
"แล้วศพบนพื้นล่ะ? จะอธิบายเรื่องนี้ยังไง!?"
"อ้ายปู้เหวยฉีเองก็ตายไปแล้วไม่ใช่หรือ? คนของผมยังเห็นเขาบนเรือเลย แน่นอนว่าพวกเรายืนยันแล้ว นั่นต้องไม่ใช่อ้ายปู้เหวยฉีแน่"
"แต่เรื่องนี้มันไม่สมเหตุสมผลเลย ฉันนึกหาเหตุผลใดๆ ที่จะดึงพวกเขามาเกี่ยวข้องกันไม่ได้เลย! สาวกลัทธินอกรีตส่วนใหญ่มักจะวิกลจริต ไม่ใช่เพราะอะไรอื่น แต่เพราะคนบ้าเท่านั้นถึงจะทนรับอิทธิพลของเทพมารได้ และคิดไปเองว่าตนได้รับการยอมรับจากเทพมาร ส่วนพวกที่ทนไม่ไหว นั่นเรียกว่าผู้ป่วยฮิสทีเรีย คุณคิดว่าท่านเอิร์ลบ้าอย่างนั้นหรือ? เขาไม่ได้ตกอยู่ในสถานการณ์จนตรอกเสียหน่อย ทำไมต้องไปทำเรื่องที่มีความเสี่ยงสูงขนาดนั้น แถมยังไม่ได้ประโยชน์อะไรกับตัวเองเลยด้วย? เพียงแค่ความสมมาตรที่ดูเหมือนจะมีหรือไม่มีแค่นี้ ก็คิดจะกล่าวหาว่าเอิร์ลหลี่ฉีอ๋าง ออร่า เกี่ยวข้องกับเทพมารองค์ใหม่แล้วหรือ? คนทั้งโลกไม่มีใครเชื่อคุณหรอก"
ไม่ว่าใครก็มองออกถึงความตื่นเต้นของเกอเวย
นี่เป็นครั้งแรกที่เธอพูดมากมายขนาดนี้ต่อหน้าพวกเขาสองคน
แม้กระทั่งตอนที่พบว่าลอร์ดถูกสิ่งชั่วร้ายฆ่าตายในห้องหนังสือ เธอยังไม่เคยตื่นเต้นขนาดนี้มาก่อน
เพราะถึงอย่างไรลอร์ดตายไปหนึ่งคน ก็จะมีลอร์ดคนใหม่มาแทนที่เขา
แต่คนๆ นี้กลับไปพัวพันกับลัทธินอกรีต แถมสถานะในลัทธิก็อาจจะไม่ต่ำเสียด้วย?
ต่อให้เปลี่ยนเป็นมหาปุโรหิตคนอื่นก็คงไม่เต็มใจที่จะเข้ามาพัวพันกับเรื่องนี้
"คุณใจเย็นๆ ก่อน ผมก็แค่พูดไปเรื่อยเปื่อยตามทิศทางนี้" น้ำเสียงของเฉาหยางดูผ่อนคลายไม่น้อย "อีกอย่างถ้าเขาเป็นสาวกลัทธินอกรีตล่ะก็ หลายๆ ข้อสงสัยก็จะมีคำตอบ อย่างเช่นทำไมในหมู่ขุนนางและเศรษฐีถึงมีสาวกลัทธินอกรีตแฝงตัวอยู่มากมายขนาดนี้ แต่โลกภายนอกกลับไม่มีปฏิกิริยาตอบสนองใดๆ เลย หรืออย่างเช่นทำไมอดีตผู้บัญชาการกองกำลังพิทักษ์เมืองถึงถูกลอบทำร้ายได้ง่ายดายนัก...บางทีแม้แต่การที่คุณถูกส่งมาที่ป้อมรุ่งโรจน์ ก็อาจจะเป็นเพียงกับดักที่อีกฝ่ายวางไว้เพื่อกวาดล้างผู้ต่อต้านให้สิ้นซากเท่านั้น"
"..." เกอเวยจ้องมองเขาอยู่นาน ก่อนจะถอนหายใจออกมา "ฉันนึกว่าตัวเองน่ารำคาญพอแล้วเสียอีก ไม่คิดเลยว่าคุณจะไม่ใส่ใจกฎเกณฑ์ของโลกใบนี้ยิ่งกว่าฉันเสียอีก แน่นอน...ความสามารถของคุณเอื้อให้คุณทำแบบนั้นได้ แต่บางเรื่องหากลงมือทำไปแล้ว สถานการณ์ที่คุณสร้างขึ้นบนโลกก็จะพังทลายลงไม่เป็นท่า"
"ทำไมถึงพูดแบบนั้นล่ะ?" เฉาหยางไม่เข้าใจ
"ไม่มีใครสามารถใส่ร้ายขุนนางที่มีบรรดาศักดิ์แล้วหนีรอดไปได้ เพราะชื่อเสียงผูกติดอยู่กับผลประโยชน์ และผลประโยชน์ก็คือสิ่งที่ขุนนางทุกคนไม่อาจละทิ้งได้ ในแง่นี้ เรียกได้ว่าพวกเขามีความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันยิ่งกว่าสาวกลัทธินอกรีตเสียอีก"
"ฉันเดาว่าความหมายของเธอคือการจะกล่าวหาเอิร์ลคนหนึ่งต้องระมัดระวังอย่างมาก ต่อให้เขาจะตายไปแล้ว ตระกูลของเขาและขุนนางคนอื่นๆ ก็จะไม่ปล่อยผ่านเรื่องที่คุณไปใส่ร้ายเขาหรอกนะ" อ้ายลั่วตี้พูดแทรกขึ้นมา "ดังนั้นถ้านายกล่าวหาโดยไม่มีหลักฐาน ก็แทบจะเท่ากับเป็นศัตรูกับคนทั้งโลกนั่นแหละ"
ถึงกระนั้น เฉาหยางก็ยังคงไม่มีท่าทีว่าจะเปลี่ยนความคิด "ผมไม่ได้ถามคนทั้งโลกเสียหน่อย ผมก็แค่ถามคุณเท่านั้น ถ้ามีหลักฐานชี้ไปที่ลอร์ดมากขึ้น คุณจะแกล้งทำเป็นมองไม่เห็น หรือว่าจะร่วมมือกับผมบีบเขาให้จนมุมล่ะ?"
เกอเวยสูดลมหายใจเข้าลึก หางคิ้วเลิกขึ้น ก่อนจะเผยรอยยิ้มบ้าคลั่งออกมา "เอาสิ ให้ฉันดูหน่อยว่าเขาเป็นสาวกลัทธินอกรีตจริงหรือเปล่า"
"ดีมาก พวกเราจะไปหาซานไต้ลากันเดี๋ยวนี้เลย"
เฉาหยางพยักหน้าด้วยความพึงพอใจ
"คุณจะเปิดไพ่กับเธอหรือ? เธอจะฆ่าคุณเอานะ"
"ผมไปหาเธอเพราะต้องการหาหลักฐานต่างหาก" เฉาหยางแก้ความเข้าใจผิด "เพราะคนที่คุ้นเคยกับจวนลอร์ดที่สุดนอกจากพ่อบ้านและคนรับใช้แล้ว ก็ต้องเป็นเธอนี่แหละ เหลยซือเค่อ พวกเราไปกันเถอะ"
"เหลยซือเค่อ?" จนกระทั่งตอนนี้ เกอเวยถึงเพิ่งตระหนักได้ว่าในห้องยังมีอีกคนอยู่ "คนๆ นี้คือ "
"อ้อ ลืมแนะนำไปเลย" เขากุมขมับส่ายหน้า "เขาชื่อเหลยซือเค่อ สาวกนิกายหมอกเร้นลับ น่าจะนับได้ว่าเป็นทูตเทพครึ่งตัวล่ะมั้ง..."
"สาวกลัทธิเร้นหมอก?"
ในดวงตาของเกอเวยปะทุจิตสังหารออกมาในพริบตา
งูอูโรโบรอสขู่ฟ่อพร้อมกับแยกตัวออก แล้วกัดเข้าที่แขนของเธอ!
"เดี๋ยวก่อน นิกายหมอกเร้นลับไม่ใช่นิกายเทพมาร มันก็เหมือนกับเทพจักรกล ล้วนแต่เป็นทวยเทพยุคหลังทั้งนั้น!"
เฉาหยางรีบเข้าไปขวางเธอไว้
"คุณพูดอะไรนะ? นิกายหมอกเร้นลับคือเทพเที่ยงแท้อย่างนั้นหรือ?" ปฏิกิริยาของเกอเวยรุนแรงกว่าเมื่อครู่เสียอีก ราวกับจะเขียนคำว่า 'เป็นไปไม่ได้' ไว้บนใบหน้า แม้แต่คำลงท้ายสุภาพก็ยังลืมใช้ "พวกมันคือตัวการที่ทำลายเมืองเว่ยเฉิงเชียวนะ!"
"อย่าเพิ่งใจร้อน เรื่องนี้มันยาวหน่อย เดี๋ยวพวกเราขึ้นรถไปค่อยคุยกัน"
"ไม่มีประโยชน์หรอก" เหลยซือเค่อดูเหมือนจะชินกับเรื่องแบบนี้ตั้งนานแล้ว "เธอถูกกำหนดมาแล้วว่าจะจำไม่ได้"
"ถ้าอย่างนั้นผมก็พูดบ่อยขึ้นหน่อยทุกวันก็แล้วกัน" เฉาหยางยิ้ม "หลังจากนั้นค่อยให้นักข่าวเขียนประวัติศาสตร์เรื่องนี้ลงบนหนังสือพิมพ์ รอจนเรื่องราวในอดีตของนิกายหมอกเร้นลับแพร่หลายออกไป ถึงจะมีคนลืม ก็จะสามารถรับรู้ขึ้นมาใหม่ได้อย่างรวดเร็ว"
เขาไม่ได้พูดอะไรต่อ
เมื่ออ้ายลั่วตี้ขับรถพาทั้งสามคนมาถึงค่ายกองกำลังพิทักษ์เมือง เฉาหยางก็เล่าเรื่องราวความเป็นมาของนิกายหมอกเร้นลับจบพอดี
"ดังนั้นตอนนี้คุณคงเข้าใจแล้วสินะ...ว่าทำไมทูตเร้นหมอกถึงต้องปกคลุมทวีปใหม่ไว้ด้วยหมอกหนา?"
เกอเวยกะพริบตา ราวกับเพิ่งได้สติกลับมาจากอาการเหม่อลอย
"อ้อ คุณพูดต่อสิ"
"พูดจบไปแล้วต่างหาก" เขาตบไหล่คนนั่งเบาะหน้าข้างคนขับ "ดังนั้นเด็กชายที่ชื่อเหลยซือเค่อคนนี้..."
"เดี๋ยวก่อน คนๆ นี้คือใคร?" จู่ๆ เกอเวยก็เผยสีหน้าประหลาดใจ มือข้างหนึ่งจับไม้กางเขนไว้ "เขาขึ้นรถมาตั้งแต่เมื่อไหร่!?"
เฉาหยางและอ้ายลั่วตี้ถึงกับอึ้งไป
"ผมเคยบอกแล้วใช่ไหม?" ในรอยยิ้มบางๆ ของเหลยซือเค่อมีความอ้างว้างแฝงอยู่เล็กน้อย "อย่าเอ่ยถึงพระนามองค์เหนือหัวของผม โดยเฉพาะในเวลาที่เกี่ยวข้องกับความจริง"
เฉาหยางหลับตาลงอย่างแทบไม่สังเกตเห็น เมื่อลืมตาขึ้นมาอีกครั้งก็เปลี่ยนเป็นสีหน้ายิ้มแย้มแล้ว "คุณจำไม่ได้หรือ? เขาชื่อเหลยซือเค่อ เป็นสาวกของเจ้าแห่งดินแดนหรรษา"







