172. บทที่ 170 อาจารย์ปู่อยู่ระหว่างทาง
เขตปกครองต้าเซี่ย คลื่นลมปั่นป่วน
แต่ซูอวี่ในยามนี้ เป็นเพียงเกลียวคลื่นเล็กๆ ในท้องทะเล คลื่นลูกเล็กๆ เพียงลูกเดียวก็อาจซัดเขาจนตายได้
ซูอวี่ไม่สนใจว่าโลกภายนอกจะเป็นอย่างไร การบ่มเพาะคือรากฐาน
ส่วนเรื่องแผนการร้าย หรือการคำนวณแผนการใดๆ ล้วนมีไว้เพื่อรับใช้ความแข็งแกร่ง
หากนายไม่แข็งแกร่ง ต่อให้วางแผนเก่งกาจแค่ไหนก็เท่านั้น มีชะตาต้องถูกคนตบตายด้วยฝ่ามือเดียวอยู่ดี
เคล็ดอักษรพื้นฐาน คือภารกิจหลักต่อไปของเขา
แม้ว่าโลหิตแก่นแท้เผ่าเบญจธาตุที่ฝากเซี่ยหู่โหยวซื้อจะยังมาไม่ถึง แต่ก่อนหน้านี้เซี่ยหู่โหยวก็แลกเปลี่ยนโลหิตแก่นแท้ให้เขามา 60 หยด ซึ่งพอใช้ชั่วคราวแล้ว
ในห้องเศษชิ้นส่วน
ซูอวี่กลับมามีท่าทีเหมือนตอนเพิ่งเข้าสถาบันใหม่ๆ อีกครั้ง พยายามฝึกฝนอย่างหนัก เขาพัฒนาช้าเกินไป ถึงกับเอาชนะสามสิบอันดับแรกในทำเนียบร้อยอันดับไม่ได้เลย เขามักจะรู้สึกว่าไม่ควรเป็นเช่นนี้
ส่วนเรื่องที่เพิ่งเข้าเรียนได้แค่สองเดือน... นั่นไม่สำคัญ!
สิ่งสำคัญคือ ไม่เห็นหรือว่าฉันไปล่วงเกินกระทั่งระดับซานไห่จุดสูงสุดแล้ว?
...
ในทะเลเจตจำนง โลหิตแก่นแท้ถูกย่อยสลาย
จุดทวารเทวะชั่วคราว 36 จุดถูกเปิดออก!
จุดทวารเหล่านี้ถูกเปิดออก ก่อตัวเป็นระบบที่สมบูรณ์อย่างรวดเร็ว ราวกับกำลังหายใจ ดูดกลืนและพ่นเจตจำนงอันกระจัดกระจายภายในห้องเศษชิ้นส่วนออกมา
"ไม่ค่อยบริสุทธิ์เท่าไหร่!"
จู่ๆ ซูอวี่ก็มีความรู้สึกบางอย่าง!
เจตจำนงที่กระจัดกระจายเช่นนี้ ไม่บริสุทธิ์พอ ดูดซับได้ยากมาก ต่อให้เปิดจุดทวารได้ 36 จุด ความเร็วก็ยังไม่มากพอ
"แต่ก็ไม่เลวแล้ว!"
ซูอวี่ไม่ได้ช่างเลือก เขาไม่ได้ทำให้เจตจำนงของตัวเองแข็งแกร่งขึ้น แต่ใช้เจตจำนงที่ดูดซับมาขัดเกลาจุดทวารเทวะของเขา โดยเริ่มจากจุดทวารเทวะแรก ขัดเกลาไปทีละนิด
เปิดจุดทวารเทวะ!
รอจนเปิดจุดทวารเทวะได้ 36 จุด เขาก็จะสามารถริเริ่มฝึกฝนเจตจำนงได้
ความเร็วเชื่องช้ามาก!
จุดทวารเทวะเปิดได้ยากกว่าจุดทวารร่างกาย ซูอวี่ฝึกฝนมาหลายครั้งเมื่อหลายวันก่อน แต่ก็ยังเปิดไม่สำเร็จสักที ยามนี้ ซูอวี่อาศัยพลังของโลหิตแก่นแท้ ดูดซับเจตจำนงทีละน้อยเพื่อขัดเกลาจุดทวาร
ค่อยๆ ปรากฏลางบอกเหตุว่าจุดทวารเทวะแรกกำลังจะเปิดออก
เดิมทีเพราะเป็นการเปิดชั่วคราว จุดทวารเทวะจึงค่อนข้างหม่นหมอง แต่ตอนนี้ มันค่อยๆ สว่างขึ้นมาแล้ว
โลหิตแก่นแท้หยดหนึ่งหมดลง!
ซูอวี่ไม่รอช้า รีบกลืนกินหยดที่สองทันที
เมื่อหยดที่สองหมดลง จุดทวารเทวะก็ถูกขัดเกลาจนสว่างไสวเจิดจ้า วินาทีต่อมา ทะเลเจตจำนงก็สั่นไหวเล็กน้อย เสียงดังครืน!
วิญญาณของซูอวี่ราวกับหลุดออกจากร่าง!
วินาทีนี้ เขาราวกับได้เห็นโลกที่กว้างใหญ่ไพศาลยิ่งขึ้น วิญญาณหรือก็คือเจตจำนงกำลังล่องลอย
จุดทวารเทวะเปิดแล้ว!
จุดทวารเทวะแรก เปิดออกอย่างเป็นทางการแล้ว!
ซูอวี่มองเห็นร่างกายของตัวเอง มีความรู้สึกเหมือนวิญญาณหลุดออกจากร่างเล็กน้อย
วิญญาณหลุดออกจากร่าง!
ซูอวี่ฉุกคิดขึ้นมา ใช่สิ จุดทวารเทวะเปิดออก ก็คือวิญญาณเบิกทวารไม่ใช่หรือไง?
เจตจำนง ก็สามารถเข้าใจได้ว่าเป็นวิญญาณ
"เจตจำนงก่อรูป... เจตจำนงเบิกทวาร..."
วินาทีนี้ ในความเลื่อนลอย ซูอวี่ราวกับตระหนักรู้อะไรบางอย่างได้
เหตุใดต้องรอก่อรูปก่อน จึงจะเบิกทวารได้?
เพราะมีเพียงก่อรูปแล้วเท่านั้น ผู้ฝึกตนจึงจะค้นพบว่าเจตจำนงของตัวเองมีอยู่จริง ถึงจะรู้ว่าจุดทวารอยู่ที่ไหน เป็นแบบนี้ใช่ไหม?
หากไม่มีประสบการณ์การเปิดเคล็ดอักษร จะรู้ได้อย่างไรว่าจุดทวารของทะเลเจตจำนงอยู่ที่ไหน?
แค่มองก็ยังมองไม่เห็นเลย!
'ดังนั้นต่อให้คิดค้นเคล็ดอักษรออกมาได้ แล้วเอาไปให้คนอื่นฝึกฝน คนอื่นไม่มีประสบการณ์ เกรงว่าคงยากที่จะเปิดได้จริงๆ จำเป็นต้องใช้เวลาและพลังงานมหาศาล...'
ซูอวี่คิดในใจ วินาทีต่อมา วิญญาณก็กลับเข้าร่าง!
ลืมตาขึ้นมา รู้สึกว่าทุกอย่างแตกต่างไปจากเดิม!
ก่อนหน้านี้ เขามองไม่เห็นเจตจำนง มันก็เหมือนกับอากาศ นายรู้ว่ามันมีอยู่จริง แต่นายมองไม่เห็น
แต่วินาทีนี้ เขาสามารถมองเห็นอะไรบางอย่างได้ลางๆ
พื้นที่โดยรอบ เต็มไปด้วยสิ่งที่มีลักษณะคล้ายหมอกควัน
นั่นคือเจตจำนง!
ราวกับหมอกบางๆ เขาสามารถสัมผัสถึงเจตจำนงได้ และในเวลานี้ เขาก็สามารถมองเห็นได้เล็กน้อย นี่คือความสามารถที่คนขั้นทะยานฟ้าเท่านั้นที่จะมีได้
มิน่าล่ะ ถึงมีเพียงขั้นทะยานฟ้า จึงจะมองออกว่าระดับความเต็มเปี่ยมของเจตจำนงของคนอื่นมีมากน้อยแค่ไหน
เพราะพวกเขามองเห็นได้จริงๆ!
ซูอวี่ดีใจอยู่ลึกๆ กลุ่มหมอกเหล่านั้น ตอนนี้กำลังหลั่งไหลเข้ามาหาเขา แต่รู้สึกว่ามันสกปรกและปะปนกันมั่วไปหมด
'ไม่มีเจตจำนงที่บริสุทธิ์กว่านี้บ้างเลยหรือ?'
วินาทีนี้ จู่ๆ ซูอวี่ก็นึกถึงสถานที่แห่งหนึ่งขึ้นมาได้!
ห้องวิจัยเล็กๆ ของไป๋เฟิงนั่นไง!
ข้างในนั้นล้วนเป็นเจตจำนงที่ถูกชำระล้างมาแล้ว เจตจำนงข้างในนั้นจะแตกต่างออกไปหรือไม่?
เมื่อคิดได้เช่นนี้ ซูอวี่ก็ลุกขึ้นยืนทันที ไปดูสักหน่อยดีกว่า!
ไปดูสิว่าเจตจำนงที่ชำระล้างแล้ว มีอะไรแตกต่างไปบ้าง!
...
ชั้นใต้ดินที่สาม
ไป๋เฟิงเริ่มทดลองการประกอบอักษรเทวะของเผ่าพันธุ์อื่นอีกครั้ง เขาตั้งใจอย่างมาก ไม่มีกะจิตกะใจจะไปสนใจเรื่องอื่นเลย
ห้องทดลองนี้ คนนอกไม่สามารถเข้ามาได้
คนที่เข้ามาได้ ถ้าไม่ใช่พวกเดียวกัน ก็ต้องเป็นศัตรูที่แข็งแกร่งหาใครเปรียบ เป็นประเภทที่ตบเขาตายได้ในฝ่ามือเดียว ดังนั้นเขาจึงไม่จำเป็นต้องป้องกันตัวเลย หากศัตรูมาจริงๆ ป้องกันไปก็โดนตบตายในฝ่ามือเดียวอยู่ดี
ไป๋เฟิงรู้สึกได้ลางๆ ว่ามีคนเข้ามา น่าจะเป็นซูอวี่ เขาก็คร้านที่จะสนใจ
ก้มหน้าก้มตาวิจัยของของตัวเองต่อไป
แล้วตอนนี้ ซูอวี่กำลังทำอะไรอยู่?
กำลังน้ำลายสอ!
สีขาวขุ่น!
ใช่แล้ว ในสายตาของเขา ยามนี้ภายในห้องทดลองเต็มไปด้วยหมอกสีขาวขุ่น ดูแล้วน่าจะอร่อยมาก!
บริสุทธิ์มาก!
นี่มันเหมือนกับปราณต้นกำเนิดของเขาเลย หากเจตจำนงในห้องเศษชิ้นส่วนคือปราณต้นกำเนิดก่อนที่เขาจะชำระล้าง เช่นนั้นของที่นี่ก็คือปราณต้นกำเนิดที่ผ่านการชำระล้างแล้ว
ความบริสุทธิ์เทียบกันไม่ติดเลย!
ตอนนี้ จุดทวารเทวะเพียงหนึ่งเดียวที่เปิดออก กำลังค่อยๆ ดูดซับหมอกสีขาวขุ่นเหล่านั้นโดยอัตโนมัติ
ซูอวี่สั่นสะท้านไปทั้งตัว!
สบายจัง!
เขาแทบอยากจะร้องตะโกนออกมา!
ให้ตายเถอะ ความแตกต่างนี้มันมากเกินไปแล้ว ตอนอยู่ข้างบน เขาดูดซับอย่างยากลำบาก แถมยังรู้สึกคลื่นไส้นิดหน่อยด้วย
แต่ที่นี่ พอดูดซับแล้วมันรู้สึกฟินมากจริงๆ!
จุดทวารเทวะหนึ่งจุด ดูดซับไปไม่มากนัก ซูอวี่ชำเลืองมองไป๋เฟิงทางฝั่งนั้นด้วยความรู้สึกผิด อาจารย์คงไม่สังเกตเห็นหรอกใช่ไหม?
ผมก็แค่ลองชิมรสชาติดูเท่านั้นแหละ!
แค่สัมผัสดูว่า เจตจำนงที่บริสุทธิ์กับเจตจำนงที่กระจัดกระจายมันต่างกันยังไง ตอนนี้ดูแล้วแตกต่างกันมากจริงๆ
...
ไป๋เฟิงไม่ได้สังเกตเรื่องนี้จริงๆ ซูอวี่ก็ดูดซับไม่ได้ แล้วจะไปสังเกตทำไม
แต่เขาก็สัมผัสได้ว่า ซูอวี่ยังไม่ไปไหน คิดว่าซูอวี่กำลังดูเขาวิจัยอยู่ ในใจก็รู้สึกยินดี เจ้าเด็กคนนี้ ยังรู้จักสนใจผลงานวิจัยของอาจารย์ด้วย
ผ่านไปอีกพักหนึ่ง ไป๋เฟิงจัดการเสร็จพอดี จึงหันไปมองซูอวี่
ก็เห็นซูอวี่ในตอนนี้ กำลังเหม่อลอยพร้อมรอยยิ้ม
"ทำอะไรอยู่น่ะ?"
ไป๋เฟิงส่งเสียงเรียก ซูอวี่สะดุ้งตื่นจากภวังค์!
ลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก โชคดี เมื่อกี้กำลังดูดซับและย่อยเจตจำนงบริสุทธิ์กระจิ๋วหลิวจิ๋วหนึ่ง ไม่ได้ดูดเพิ่มแล้ว ไม่งั้นถ้าอาจารย์จับได้คงแย่แน่
ไม่กล้าบอกว่าตัวเองลงมาลองชิมรสชาติ ซูอวี่ยิ้มแหยพลางกล่าวว่า "อาจารย์ครับ ผมรู้สึกว่าพออยู่ที่นี่ตลอด เจตจำนงรู้สึกสบายมากเลยครับ อยู่ที่นี่จะฝึกฝนได้เร็วขึ้นรึเปล่าครับ?"
"ไม่ต้องมาทำเป็นพูดดี!"
ไป๋เฟิงพูดอย่างหงุดหงิด "สบายอยู่แล้วล่ะ เร็วก็ต้องเร็วขึ้นนิดหน่อยแน่ แต่ห้ามฝึกฝนที่นี่! การฝึกฝนเจตจำนงที่นี่ สังเกตการณ์อักษรเจตจำนง เจตจำนงบนอักษรเจตจำนงที่รั่วไหลออกมา จะทำให้เจตจำนงของที่นี่ไม่บริสุทธิ์อีกต่อไป ไม่เป็นผลดีต่อการเก็บรักษาอักษรเทวะ"
"รับทราบครับ!"
ซูอวี่รีบพยักหน้า จากนั้นก็ถามด้วยความอยากรู้ "อาจารย์ครับ แล้วจะหาเจตจำนงแบบนี้ได้จากที่ไหนล่ะครับ?"
ไป๋เฟิงมองเขาอย่างแปลกใจแล้วกล่าวว่า "ตอนนี้นายยังดูดซับเองไม่ได้ จะไปสนใจทำไมตั้งมากมาย! ดูดซับเองไม่ได้ อยู่ที่ไหนก็เหมือนกัน มีเจตจำนงให้ต่อต้านก็พอแล้ว"
"ไม่ใช่ครับอาจารย์ ผมก็แค่อยากรู้ เลยลองถามดู อาจารย์อย่าเอาแต่พูดว่าผมไม่จำเป็นต้องรู้สิครับ!"
ก็จริง!
ไป๋เฟิงพยักหน้า คนเป็นอาจารย์ มีหน้าที่ถ่ายทอดวิชา สอนสั่ง และไขข้อข้องใจ ตัวเขาเองก็ควรไขข้อข้องใจ
"แบบนี้หาที่ไหนไม่ได้หรอก ต้องชำระล้างเอา! แน่นอนว่าแต่ละที่ ความบริสุทธิ์ของเจตจำนงก็ไม่เหมือนกัน อย่างห้องเศษชิ้นส่วนของเรา ก็บริสุทธิ์กว่าของหอตำรานิดหน่อย ส่วนทางหอตำรา ก็ยังดีกว่าของห่วยๆ ฝั่งหอสมุดอยู่บ้าง"
ไป๋เฟิงอธิบาย "ถ้าพูดถึงความบริสุทธิ์เป็นเปอร์เซ็นต์ ห้องเศษชิ้นส่วนของเรามีความบริสุทธิ์ 50% หอตำรา 40% หอสมุด 30% แต่ห้องทดลองนี้คือร้อยเปอร์เซ็นต์! แน่นอน สถาบันยังมีดินแดนลับทะเลวิญญาณอีกแห่ง ความบริสุทธิ์ของเจตจำนงข้างในนั้นก็ไม่ต่ำเลย ประมาณ 80% แล้ว นับว่าดีมากแล้วล่ะ!"
"ดินแดนลับทะเลวิญญาณเหรอครับ?"
"อืม"
ไป๋เฟิงตอบส่งๆ "ถือว่าเป็นดินแดนลับระดับค่อนข้างสูง อธิการรุ่นแรกเป็นคนทิ้งเอาไว้! อธิการรุ่นแรกก็เป็นฝ่ายอักษรเทวะหลายสำนักเหมือนกัน ดินแดนลับทะเลวิญญาณค่อนข้างพิเศษ ไม่ได้ประกอบขึ้นจากอักษรเทวะเอกเทศๆ ตัวเดียว แต่ประกอบขึ้นจากอักษรเทวะหลายตัว"
"ถึงขั้นพูดได้ว่า ความจริงแล้วนั่นก็คือทะเลเจตจำนงของอธิการรุ่นแรก แต่อักษรเทวะมีมาก เวลาเปิดใช้งานก็ยุ่งยาก ของที่สิ้นเปลืองไปก็มีมากเช่นกัน"
ซูอวี่พยักหน้า ถามอย่างคาดหวังเล็กน้อย "พวกเราเข้าไปได้ไหมครับ?"
"ได้สิ!"
ไป๋เฟิงพูดอย่างไม่ใส่ใจ "มีเงินก็พอ เปิดครั้งหนึ่งน่าจะ... ฉันขอคำนวณก่อน น่าจะประมาณเจ็ดแปดหมื่นแต้มผลงาน ไม่นับว่าเยอะเท่าไหร่! เข้าไปครั้งหนึ่ง ได้ประมาณ 50 คน นายจะเก็บเงินค่าเปิดก็ได้ เก็บคนละ 1,000 แต้มผลงาน ลองดูสิ!"
ซูอวี่พูดไม่ออก!
อาจารย์ครับ อย่าล้อเล่นสิครับ
ไป๋เฟิงหัวเราะเยาะ "ยังจะเข้าไปอีก! เข้าไปกับผีน่ะสิ แถมสถานที่แบบนี้ เวลาเปิดยังต้องมีระดับซานไห่หลายคนคอยรักษาสภาพเอาไว้ นายคิดว่าเปิดได้ง่ายๆ หรือไง? มีแค่เงินก็ไม่ได้หรอก เลิกฝันเถอะ!"
ซูอวี่หดหู่ อาจารย์จะมาทำลายความหวังผมทำไม ผมก็แค่ถามดูเท่านั้นเอง
"อาจารย์ครับ แล้วการชำระล้างแบบนี้มันยากไหมครับ?"
ไป๋เฟิงเหลือบมองเขา พูดอย่างหงุดหงิดว่า "อย่าทะเยอทะยานให้มันมากนัก! การชำระล้างน่ะไม่ยาก ก็แค่ใช้เงินเยอะหน่อย อย่างเช่นบดขยี้อักษรเจตจำนงสักหลายร้อยเล่ม สกัดเจตจำนงออกมา แล้วกำจัดสิ่งเจือปนออกครั้งแล้วครั้งเล่าก็พอ เท่านี้ก็น่าจะเหลือเจตจำนงที่บริสุทธิ์อยู่บ้างแล้ว"
ซูอวี่เดาะลิ้น!
ฟุ่มเฟือยจริงๆ!
หรือว่าที่นี่จะสร้างมาด้วยวิธีนี้กัน?
ผลาญเงินชัดๆ!
"อาจารย์ครับ แล้วจุดทวารเทวะจาก 'คัมภีร์หมื่นอักษร' ของอาจารย์เปิดออกหมดแล้วเหรอครับ?"
ไป๋เฟิงอยากจะบ่นลูกศิษย์คนนี้ น่ารำคาญจริงๆ นายไม่ใช่ขั้นทะยานฟ้าสักหน่อย เอาแต่ถามเรื่องไร้ประโยชน์พวกนี้ไปทำไม?
เจ้าเด็กบ้าเอ๊ย!
ด่าก็ส่วนด่า แต่เขาก็ยังคงเอ่ยปาก "คัมภีร์หมื่นอักษรเปิดจุดทวารเทวะ 72 จุด การเปิดจุดทวารเทวะนั้นยากอยู่นิดหน่อย ปรมาจารย์อารยธรรมอย่างพวกเราในขั้นทะยานฟ้า โดยทั่วไปเปิด 36 จุดก็พอแล้ว สร้างให้เป็นหนึ่งวงจรใหญ่ พอถึงขั้นหลิงอวิ๋น ค่อยเปิด 36 จุดที่เหลือ สร้างให้เป็นวงจรที่ใหญ่ยิ่งขึ้นไปอีก"
"เปิด 36 จุดก็พอแล้วเหรอครับ?"
ซูอวี่ค่อนข้างประหลาดใจ อดไม่ได้ที่จะถาม "ถ้าอย่างนั้นการแบ่งระดับปรมาจารย์อารยธรรมในขั้นทะยานฟ้า ก็ต้องคำนวณตามจำนวนจุดทวารเทวะที่เปิดด้วยเหรอครับ?"
"ทำนองนั้นแหละ แล้วก็มีระดับเจตจำนงด้วย"
ไป๋เฟิงพูดอย่างสบายๆ "อย่างเช่น ถ้านายเปิดจุดทวารเทวะได้ 4 จุด ระดับเจตจำนงถึงระดับสองขั้นล่าง มีอักษรเทวะเข้าสู่ระดับสอง นี่ถือเป็นปรมาจารย์อารยธรรมที่ได้มาตรฐานที่สุด ขั้นทะยานฟ้าระดับหนึ่ง!"
ซูอวี่กะพริบตาตาปริบๆ แค่นี้เองเหรอ?
"แล้วถ้ายังไม่ก่อรูปล่ะครับ นับไหม?"
"ไร้สาระ!"
คราวนี้ไป๋เฟิงค่อนข้างโมโห "ไม่ก่อรูป แล้วจะนับได้ยังไง? ถ้าไม่ก่อรูป เจตจำนงของนายก็ไม่ถึงระดับสอง ไม่มีวิธีเปิดจุดทวารเทวะ แล้วจะนับว่าเป็นปรมาจารย์อารยธรรมได้ยังไง?"
เขาสงสัยว่าลูกศิษย์คนนี้ของตัวเองโดนสลับตัวมาแน่ๆ!
ก็ไม่ได้โง่นี่นา ทำไมถึงถามคำถามโง่ๆ แบบนี้ออกมาได้
ซูอวี่จนปัญญา พูดอ้อมแอ้มว่า "แต่ผมรู้สึกว่าเจตจำนงของผมแข็งแกร่งมากเลยนะครับ ถึงระดับหนึ่งจุดสูงสุดแล้ว อักษรเทวะระดับสองก็มีแล้ว ขาดแค่จุดทวารเทวะ วันไหนที่ผมเปิดจุดทวารเทวะได้ แบบนั้นก็จะนับว่าเป็นขั้นทะยานฟ้าเหรอครับ?"
"เปิดบ้าอะไรล่ะ!"
ไป๋เฟิงมองบน "ถ้านายมีเจตจำนงถึงระดับสองจริงๆ นั่นก็ก่อรูปได้แล้ว..."
ซูอวี่ชะงัก "อาจารย์ครับ ถ้าอย่างนั้นก็ถือเป็นขั้นทะยานฟ้าแล้วใช่ไหมครับ? แต่ถ้าอักษรเทวะของผมยังวาดไม่เสร็จ แล้วไปถึงระดับสองล่ะครับ จะทำยังไง?"
ไป๋เฟิงก็ชะงักไปเล็กน้อยเช่นกัน!
นั่นสิ เจตจำนงของเจ้าเด็กซูอวี่คนนี้ก็นับว่าแข็งแกร่งมาก!
คิดไปคิดมา จู่ๆ ก็ส่ายหน้า "ไม่มีทางหรอก นายยังสะสมทะเลเจตจำนงไม่เต็ม ไม่มีทางที่จะล้นออกมาก่อรูปได้ อย่างมากความแข็งแกร่งก็แค่เทียบเท่าระดับสอง แต่จะไม่ก้าวเข้าสู่ระดับสองจริงๆ หรอก เว้นแต่ทะเลเจตจำนงของนายจะเต็มเปี่ยมแล้ว เจตจำนงล้นออกมาถึงจะนับว่าก่อรูป!"
ซูอวี่ถอนหายใจด้วยความโล่งอกทันที!
แบบนั้นก็ดี!
ไป๋เฟิงจนใจมาก เจ้าหมอนี่ รู้สึกเหมือนยังกังวลว่าตัวเองจะก้าวเข้าสู่ขั้นทะยานฟ้าก่อนกำหนดซะงั้น นายทำได้เหรอ?
ระดับความเต็มเปี่ยมกระจ้อยร่อยของนายน่ะ...
เพิ่งจะคิดอยู่ พอหันไปมองซูอวี่อีกครั้ง ก็ถึงกับเหม่อลอยเล็กน้อย "นายไปทำอะไรมา ทำไมฉันรู้สึกว่าระดับความเต็มเปี่ยมของเจตจำนงของนายมันเพิ่มขึ้นมาอีกนิดแล้วล่ะ!"
ซูอวี่ยิ้มซื่อๆ "เมื่อกี้ฝึกฝนอยู่ในห้องเศษชิ้นส่วน ก็เลยก้าวหน้าขึ้นมานิดหน่อยครับ"
พูดจบ เขาก็ทำตัวลึกลับ "อาจารย์ครับ ช่วงนี้ผมสื่อสารกับมนุษย์น้ำอยู่ในห้องใต้ดิน เคล็ดวิชาของเผ่าเบญจธาตุ ถึงกับสามารถเปิดจุดทวารเทวะในขั้นบ่มเพาะจิตได้ด้วย! อาจารย์ครับ อาจารย์ว่าถ้าผมเรียนรู้สำเร็จ มันจะเจ๋งสุดๆ ไปเลยไหมครับ?"
"..."
ไป๋เฟิงปวดหัวไม่หยุด "เรียนบ้าอะไรล่ะ! เคล็ดวิชาของเผ่าเบญจธาตุสามารถเปิดจุดทวารในขั้นบ่มเพาะจิตได้ ใครบ้างจะไม่รู้? ฉันก็รู้! แถมฉันยังรู้จัก 'เคล็ดวิถีวารี' ของจริงด้วยซ้ำ สถาบันก็มีต้นฉบับ 'เคล็ดวิถีวารี' อยู่ กระทั่งเคล็ดวิชาอีกสี่ธาตุก็มี นายไปเรียนสิ! ถ้านายเรียนสำเร็จ ฉันจะกราบไหว้นายเป็นอาจารย์เลย เอาไหมล่ะ?"
เรียนบ้าเรียนบออะไร!
รีบไสหัวไปเลย!
เจ้าเด็กบ้าคนนี้ ตอนนี้เหลิงใหญ่แล้ว วันๆ เอาแต่ฝันเฟื่องถึงเรื่องดีๆ พวกนี้
เพิ่งจะคิดไป จู่ๆ ก็ชะงัก หันไปมองเขา พึมพำว่า "นี่นายเรียนรู้ทักษะพรสวรรค์ของพวกมันสำเร็จ เปิดจุดทวารอะไรได้ แล้วรู้สึกว่าสามารถคิดค้นวิชาต่อได้ใช่ไหม?"
การปูทางที่ควรมี ก็ยังต้องมี
ซูอวี่พยักหน้า พูดเสียงเบา "ผมเคยกลืนกินโลหิตแก่นแท้เผ่าเบญจธาตุมาแล้ว ทักษะพรสวรรค์ของพวกมันพิเศษมาก อะไรที่เปลี่ยนร่างเป็นน้ำ เปลี่ยนเป็นทองคำ เผ่ามนุษย์ใช้ได้ยากมาก ร่างกายแทบจะใช้ไม่ได้เลย แต่เจตจำนงสามารถอาศัยสิ่งนี้มาเปลี่ยนแปลงรูปลักษณ์ของเจตจำนงได้ครับ"
ซูอวี่ทำตัวลึกลับยิ่งขึ้น ลดเสียงเบาลงไปอีก "ดังนั้นผมก็เลยคิดว่า สามารถคิดค้นเคล็ดเบญจธาตุต่อยอดดูได้ไหม อาจารย์คิดว่ามีความเป็นไปได้ไหมครับ?"
"ไม่ต้องทำเสียงเบาขนาดนั้น!"
ไป๋เฟิงพูดไม่ออก ทำอะไรของนายเนี่ย!
อย่างกับพวกโจรขโมย!
คิดดูแล้วก็ส่ายหน้าพูดว่า "ไม่เหมือนกันหรอก! ช่างเถอะ เธออยากลองก็ลองดูแล้วกัน ถึงจะอนุมานออกมาได้จริงๆ ก็ใช่ว่าจะเปิดได้ ฉันบอกเธอไว้ก่อนนะ ห้ามทำอะไรบ้าๆ เคล็ดอักษรนั้นเชื่อมโยงกับทะเลเจตจำนง สิ่งนี้ฟื้นฟูยากกว่าร่างกายมากนัก"
"ศิษย์พี่เจียเจียของเธอก็ทะเลเจตจำนงได้รับความเสียหาย ผ่านไปตั้งหลายเดือนยังไม่หายดี เธอคงไม่อยากเสียเวลาไปเปล่าๆ หลายเดือนหรอกนะ?"
ซูอวี่พยักหน้าอย่างว่าง่าย ก่อนจะถามอีกว่า "อาจารย์ครับ แล้วถ้าผมอนุมานออกมาได้จริงๆ จะถ่ายทอดให้ศิษย์พี่ได้ไหมครับ?"
"ไม่ได้!"
ไป๋เฟิงพูดโดยไม่ทันได้คิดด้วยซ้ำ "ถ่ายทอดบ้าอะไรล่ะ ของพรรค์นี้ถึงจะทำออกมาได้จริงๆ ก็ต้องเก็บเป็นความลับ! การเก็บเป็นความลับอาจจะไม่ใช่เรื่องแย่ แต่ถ้าแพร่งพรายออกไปก็ใช่ว่าจะเป็นเรื่องดี ฉันบอกเธอเลยนะ ขั้นบ่มเพาะจิตของหมื่นเผ่าพันธุ์พันธุ์มีเยอะกว่าเผ่ามนุษย์มากนัก เธอลองคิดดูสิ ถ้าตกไปอยู่ในมือของหมื่นเผ่าพันธุ์ล่ะก็ หึๆ... เธอจบเห่แน่!"
"แล้วเคล็ดวิชากลืนวิญญาณล่ะครับ?"
ซูอวี่ถามขึ้นมา นี่ก็เป็นเคล็ดวิชาที่ร้ายกาจมากเหมือนกัน!
ไป๋เฟิงส่ายหน้าตอบ "ไม่เหมือนกัน เคล็ดวิชากลืนวิญญาณเป็นทักษะต่อสู้ เชื่อมโยงกับจุดชีพจรของเผ่ามนุษย์..."
"แล้วเคล็ดอักษรไม่ใช่เหรอครับ?"
ไป๋เฟิงชะงักไปเล็กน้อย ยกมือเกาหัว คิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วพูดว่า "มันก็ใช่นะ ทะเลเจตจำนงความจริงก็ไม่เหมือนกันนี่หว่า! แต่ว่า... ห้ามถ่ายทอดส่งเดชเด็ดขาด!"
พูดจบ ตัวเขาเองก็ยังชะงักไป
เขายังไม่ได้วิจัย ไม่ได้อนุมานออกมาเลย แล้วฉันจะพูดแบบนี้ทำไมเนี่ย!
ทำเหมือนเชื่อว่าเขาจะอนุมานออกมาได้จริงๆ อย่างนั้นแหละ!
ตกลงฉันเป็นอาจารย์หรือเขาเป็นกันแน่?
ปัดโธ่เอ๊ย!
ไป๋เฟิงสะบัดหัวไปมา รู้สึกว่าตัวเองถูกหมอนี่ทำให้สับสนไปหมดแล้ว เขาพูดอย่างหงุดหงิดว่า "เลิกพูดมากได้แล้ว! ถึงจะอนุมานออกมาได้จริงๆ ก็ห้ามเผยแพร่ออกไป เว้นแต่เธอจะมั่นใจว่าถ่ายทอดออกไปแล้วจะไม่มีปัญหา ไม่มีใครมาหาเรื่องเธอ หรือถ้ามีเรื่องเธอต้องรับมือไหว!"
ซูอวี่ยิ้มเจื่อน ช่างเถอะ ผมรับมือไม่ไหวหรอก
แต่เขาก็ยังพูดด้วยความเสียดายเล็กน้อย "น่าเสียดายจังเลยนะครับ เผ่ามนุษย์ต้องมีเคล็ดวิชาทรงพลังอยู่บ้างแน่ๆ แต่เพราะเหตุผลหลายๆ อย่างเลยไม่กล้าเปิดเผยออกไป น่าเสียดายจริงๆ"
"ก็ไม่ถือว่าน่าเสียดายหรอก!"
ไป๋เฟิงพูดพลางหัวเราะ "ถ้าเธอไปถึงขั้นนั้นจริงๆ ย่อมมีคนถ่ายทอดให้เธอเองนั่นแหละ! รอดูผลงานของเธอแล้วกัน! อย่างเช่นฝ่ายอักษรเทวะหลายสำนักของเรา ความจริงก็มีเคล็ดวิชาอยู่แขนงหนึ่ง ถือว่าค่อนข้างร้ายกาจเลยล่ะ แต่ตอนนี้ยังถ่ายทอดให้เธอไม่ได้"
"เคล็ดวิชาอะไรหรือครับ?"
ซูอวี่เกิดความสนใจขึ้นมาทันที!
"《เคล็ดบำรุงเทวะ》 ใช้สำหรับบ่มเพาะอักษรเทวะโดยเฉพาะ ไม่อย่างนั้นอักษรเทวะของเรามีตั้งเยอะ จะทำให้อักษรเทวะแข็งแกร่งขึ้นอย่างรวดเร็วได้ยังไง? ส่วนเธอตอนนี้ช่างมันไปก่อน รอร่างทักษะการต่อสู้อักษรเทวะของตัวเองให้สมบูรณ์แล้วค่อยว่ากัน ถ้าถ่ายทอดให้ตอนนี้ เธอคงเอาไปบ่มเพาะจนกลายเป็นอักษรเทวะระดับสองหมด ฉันล่ะอยากรู้จริงๆ ว่าเธอจะยังอยากร่างทักษะการต่อสู้อักษรเทวะให้เสร็จอีกไหม"
ซูอวี่รู้สึกตื่นเต้นขึ้นมาเล็กน้อย มีเคล็ดวิชาที่ใช้บ่มเพาะอักษรเทวะโดยเฉพาะด้วยหรือ?
"อาจารย์ครับ ว่านหมิงเจ๋อก็มีอักษรเทวะระดับสองตั้งสามตัว ผมยังมีไม่เท่าเขาเลย"
"สามตัว?"
ไป๋เฟิงชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะพูดช้าๆ ว่า "อักษรเทวะระดับสองสามตัว... ว่านหมิงเจ๋อ... คนของครอบครัวอธิการว่านเหรอ?"
"เหมือนว่าจะเป็นหลานชายของพี่ชายเขานะครับ"
ไป๋เฟิงขมวดคิ้วเล็กน้อย "ขั้นบ่มเพาะจิต บ่มเพาะอักษรเทวะระดับสองได้หนึ่งตัวยังพอมี สองตัวก็มี เธอนี่ไงล่ะ แต่สามตัว... อักษรเทวะระดับสองสามตัว... ระวังตัวไว้หน่อย อยู่ห่างๆ เขาไว้!"
"ทำไมล่ะครับ?"
"ดีไม่ดีอาจจะเป็นคนหน้าเนื้อใจเสือก็ได้!" ไป๋เฟิงอธิบาย "การที่อยากจะบ่มเพาะอักษรเทวะระดับสองถึงสามตัวได้ แสดงว่าความจริงเจตจำนงของเขามีความหวังที่จะเลื่อนระดับสู่ขั้นเหินเวหามาตั้งนานแล้ว แต่เพื่อกดข่มตัวเองเอาไว้ เลยยอมผลาญเจตจำนงจำนวนมากไปกับการบ่มเพาะอักษรเทวะ!"
"คนประเภทนี้ กดข่มตัวเองไม่ยอมเลื่อนระดับ ถ้าไม่ใช่เพราะอยากไร้เทียมทานในระดับเดียวกัน ก็ต้องเตรียมแผนการร้ายไว้เล่นงานใครสักคน"
ไป๋เฟิงไม่ได้ใส่ใจมากนัก พูดส่งๆ ไปว่า "ไร้เทียมทานในระดับเดียวกัน ไร้เทียมทานในขั้นบ่มเพาะจิต ฉันรู้สึกว่ามันไม่เห็นจะจำเป็นตรงไหน แน่นอนว่าไม่ตัดความเป็นไปได้ที่ไอ้เด็กนี่จะมีความทะเยอทะยานสูง แต่ความเป็นไปได้มากที่สุดก็คือเตรียมไว้ลอบกัดคน"
"ลอบกัดใครครับ?"
"ก็เธอน่ะสิ!" ไป๋เฟิงตอบอย่างเป็นเรื่องปกติ "เธอยังไม่ถึงขั้นเหินเวหา ขั้นเหินเวหาของสถาบันย่อมจัดการเธอไม่ได้ เขาก็ยังไม่ถึงขั้นเหินเวหาเหมือนกัน เขาจัดการเธอได้ไง! ระวังตัวไว้หน่อย คนพวกนี้ส่วนใหญ่ถูกปั้นมาเพื่อจัดการกับพวกที่ยังไม่ถึงขั้นเหินเวหาโดยเฉพาะ ดีไม่ดีอาจจะเป็นฝีมือของคนแซ่ว่าน เตรียมไว้ใช้จัดการใครสักคน"
"งั้นก็คงไม่ใช่ผมหรอกมั้งครับ?"
"ใครจะรู้ล่ะ!"
ไป๋เฟิงเริ่มพูดจาปัดความรับผิดชอบอีกแล้ว เขาพูดอย่างไม่ใส่ใจว่า "ถ้าไม่ใช่เธอ หรือว่าจะเอาไว้จัดการพวกเด็กสถาบันสงคราม? หรือว่าพวกสารเลวหมื่นเผ่าพันธุ์พันธุ์? ต้องมีเหตุผลพวกนี้อยู่แน่ ไม่อย่างนั้น ว่านอะไรนั่น คงมีหวังได้เลื่อนระดับสู่ขั้นเหินเวหาไปแล้ว!"
ซูอวี่เดาะลิ้น มีเรื่องแบบนี้ด้วยเหรอเนี่ย?
ว่านหมิงเจ๋ออาจจะบรรลุถึงขั้นบ่มเพาะจิตจุดสูงสุดมาตั้งนานแล้ว แต่เพื่อบ่มเพาะอักษรเทวะระดับสองพวกนั้น เจตจำนงจึงถูกผลาญไปมากเกินไปจนร่วงหล่นจากระดับงั้นหรือ?
ไป๋เฟิงพูดต่อ "รุ่นพวกเธอนี่มีตัวประหลาดอะไรก็ไม่รู้เต็มไปหมด ไม่ค่อยปกติกันสักคน! คราวก่อนก็พวกใช้ชื่อปลอมอะไรนั่น ก็ไม่ค่อยปกติ แถมไอ้เด็กตระกูลเจิ้งก็ไม่ใช่ย่อย ดีไม่ดีอาจจะซ่อนอะไรไว้อีก แล้วก็ไอ้เด็กตระกูลว่านนี่ด้วย เออใช่ ทางฝั่งตระกูลเซี่ย..."
ไป๋เฟิงพูดอย่างเคลือบแคลงใจ "เซี่ยฉานของตระกูลเซี่ย ตอนแรกฉันนึกว่าเป็นหมากที่โจวหมิงเหรินส่งมาจัดการเธอซะอีก แต่ตอนนี้ดูแล้วไม่น่าใช่ เซี่ยฉาน... คราวก่อนฉันเคยเห็นครั้งหนึ่ง ฝีมือก็พอใช้ได้ แต่ก็แค่นั้นแหละ รุ่นนี้ตระกูลเซี่ยดันไม่มียอดอัจฉริยะที่เก่งกาจเป็นพิเศษเลยแฮะ..."
ไป๋เฟิงส่ายหน้า ขี้เกียจสนใจ ใครจะไปรู้ว่าตระกูลเซี่ยมีสถานการณ์อะไรกันแน่
ซูอวี่กลับนึกถึงเซี่ยหู่โหยวขึ้นมา
หมอนี่... เขารู้สึกว่าเซี่ยหู่โหยวแข็งแกร่งกว่าเซี่ยฉานเสียอีก มันเป็นแค่ความรู้สึกน่ะนะ
"อาจารย์ครับ อาจารย์เคยได้ยินชื่อเซี่ยหู่โหยวไหมครับ?"
"ไม่เคย"
"ตระกูลเซี่ยมีคนชื่อนี้ไหมครับ?"
"ฉันจะไปรู้ได้ไง ฉันก็ไม่ได้สนิทกับพวกเขาสักหน่อย ฉันรู้จักแค่เซี่ยหลงอู่ เซี่ยฉางชิง เซี่ยซินอี เซี่ยอวี้เหวิน..."
เอาเถอะ ถามไปก็เปล่าประโยชน์
"แล้วท่านเจ้าเขตปกครองมีทายาทไหมครับ?"
"น่าจะมีลูกชายอยู่คนหนึ่งมั้ง?"
ไป๋เฟิงตอบอย่างไม่แน่ใจ "เขาเป็นถึงบุคคลสำคัญ อาจารย์ปู่ของเธออาจจะรู้ แต่ฉันไม่ได้สนใจเรื่องพวกนี้หรอก พวกสายเลือดตรงของตระกูลเซี่ยปกติก็มักจะซ่อนตัวค่อนข้างมิดชิดอยู่แล้ว กลัวว่าศัตรูจะพุ่งเป้ามาเล่นงาน ถึงยังไงถ้าจัดการท่านเจ้าเขตปกครองไม่ได้ หันมาจัดการลูกชายของเขาก็ไม่เลวเหมือนกัน"
"ถ้าให้พูดจริงๆ ว่าใครจะรู้บ้าง ปกติก็คงต้องเป็นระดับภูผาสมุทรขึ้นไปโน่นแหละ อาจารย์ของเธอไม่ได้อยู่ขั้นภูผาสมุทรสักหน่อย"
ซูอวี่พยักหน้าอีกครั้ง ในใจยังคงไม่ค่อยแน่ใจนัก เซี่ยหู่โหยวเป็นลูกชายของเซี่ยหลงอู่อย่างนั้นหรือ?
ไม่เห็นเหมือนเลย!
เซี่ยหลงอู่ทั้งปราดเปรื่อง สง่างามดุจเทพนักรบ รูปร่างสูงใหญ่ น่าเกรงขาม เด็ดเดี่ยวเด็ดขาด พละกำลังแข็งแกร่ง...
ลูกชายของเขากลับมีสภาพทุเรศทุรังแบบเซี่ยหู่โหยวงั้นเหรอ?
ผมไม่เชื่อหรอก!
ศิษย์อาจารย์คุยกันอยู่สองสามประโยค ซูอวี่ก็วิ่งขึ้นไปฝึกฝนต่อ เปิดจุดชีพจรเทวะ!
นอกจากเปิดจุดชีพจรเทวะแล้ว เขายังต้องเปิดจุดชีพจรร่างกายอื่นๆ อีก อย่างเช่นจุดชีพจรของ 《เคล็ดกลืนวิญญาณ》 คราวก่อนก็เพราะยังเรียนไม่สำเร็จ ไม่อย่างนั้นถ้าเปิดจุดชีพจรนี้ได้ พลังปราณก่อกำเนิดแปรสภาพแล้วไปเกาะติดอยู่รอบนอกเจตจำนง ตอนสู้กับหวังเฮ่อคนนั้นคงไม่ต้องลำบากขนาดนี้
คงซัดแกจนร้องจ๊าก กระโดดเตะก้านคอให้ตายไปเลย!
คราวก่อนซูอวี่ทุ่มสุดตัวไปแล้ว ทุกคนรู้ถึงฝีมือของเขาแล้ว หากมีใครมาหาเรื่องอีก ย่อมต้องแข็งแกร่งกว่าเดิมแน่
เขาต้องเสริมความแข็งแกร่งให้ตัวเอง!
ไม่เจอกันแค่สามวัน ตัวเขาก็มีไพ่ตายเพิ่มมาอีกใบ ใครที่ยังคิดว่าเขามีฝีมือเท่าเดิม ตายยังไงก็คงไม่รู้ตัว
'ตราบใดที่ฉันแข็งแกร่งขึ้นเร็วพอ พวกแกรู้ข้อมูลของฉันไปก็ไม่มีประโยชน์หรอก!'
'ทางฝั่งเซี่ยหู่โหยว ยังติดหนี้ฉันอยู่ 4000 แต้มผลงาน ศิษย์ลุงก็จะโอนให้ฉันอีก 5000 แต้มผลงาน รวมเป็น 9000 แต้มผลงาน'
ซูอวี่ครุ่นคิดอยู่ว่า ตัวเองควรจะเข้าไปในดินแดนลับอีกสักรอบดีหรือไม่
เปิดทั้งจุดชีพจรเทวะ และเปิดทั้งจุดชีพจรร่างกาย
อีกอย่าง หากเปิดจุดชีพจรร่างกายเพิ่มได้อีกนิด ตัวเขาก็ต้องพิจารณาเรื่องการหลอมรวมจุดชีพจรแล้ว เลื่อนระดับสู่ขั้นศิลาหมื่นชั่งก็ไม่เลวเหมือนกัน
'ทางด้านทักษะต่อสู้ มี 《กาลเวลา》 《สังหารทลายฟ้า》 《ดาบปราณอัสนี》 แต่ทักษะต่อสู้ด้านเจตจำนงฉันยังทำไม่เป็น'
ซูอวี่นึกถึงเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้ ตัวเขาเองอาจจะต้องหาทักษะทางด้านเจตจำนงมาฝึกฝนบ้างแล้ว
ไม่อย่างนั้น หากพึ่งพาแต่อักษรเทวะกับเจตจำนงในการรับมือกับศัตรูอย่างที่เป็นอยู่ในตอนนี้ ก็คงไม่ได้เปรียบอะไรมากนัก
'ฉันเปิดสมุดภาพมาตั้งเยอะตั้งแยะ น่าจะมีทักษะพรสวรรค์ทางด้านเจตจำนงอยู่บ้างสิ? ถ้าเปิดจุดชีพจรเทวะได้เยอะขึ้น บางทีอาจจะเอามาใช้ได้ ถ้าเจตจำนงสามารถใช้ทักษะต่อสู้ได้ พลังทำลายล้างก็คงพุ่งพรวดแน่!'
ซูอวี่รู้สึกปวดหัวเล็กน้อย รู้สึกอยู่เสมอว่าเวลาไม่พอใช้!
มีเรื่องต้องทำเยอะแยะไปหมด!
ช่วงหลายวันนี้ แม้แต่วิชาพื้นฐานก็ไม่ค่อยได้เข้าเรียน ไม่รู้ว่าเดือนหน้าจะยังได้รับแต้มผลงานจากตำแหน่งหัวหน้าชั้นเรียนอยู่อีกไหม ถึงยังไงก็ตั้ง 3 แต้มผลงานเชียวนะ
'แถมยังมีการฝึกฝนเจตจำนงอีก ต่อให้ทะเลเจตจำนงอิ่มตัวแล้ว ฉันก็อาจจะยังรับอักษรเทวะ 99 ตัวไม่ไหว เคล็ดขยายเทวะ...'
ซูอวี่นึกถึงจ้าวลี่ขึ้นมา หรือว่าจะไปหาอาจารย์จ้าวให้ช่วยทุบอีกสักหลายๆ ค้อนดี?
รู้สึกว่าหลังจากถูกทุบไปเมื่อคราวก่อน ทะเลเจตจำนงก็ขยายใหญ่ขึ้นเล็กน้อย มีความเหนียวแน่นมากขึ้น พลังระเบิดก็รุนแรงมากขึ้นด้วย
ซูอวี่ฝึกฝนไปพลาง ขบคิดถึงเป้าหมายต่อไปของตนเองไปพลาง
ระดับความแข็งแกร่งสามสิบอันดับแรกในทำเนียบร้อยอันดับ!
ทางที่ดีควรจะมีฝีมือติดหนึ่งในสิบอันดับแรกของทำเนียบร้อยอันดับ จะได้สามารถประมือกับพวกเหินเวหาได้
ส่วนระดับเหินเวหา... อันนั้นยังเร็วเกินไป อักษรเทวะทั้ง 99 ตัว ช่วงนี้ไม่ค่อยมีความเคลื่อนไหวเลย ดูท่าตัวเองคงต้องปลีกเวลาไปอ่านพวกอักษรเจตจำนงให้มากๆ ซื้อมาตั้งเยอะแยะถ้าไม่อ่านก็เสียของแย่
...
ค่ำคืนนี้ผ่านไปโดยไม่มีอะไรเกิดขึ้น
พริบตาเดียวก็ถึงวันที่ 7 ตุลาคม
ในเวลานี้ รถบรรทุกเก่าๆ คันหนึ่ง กำลังแล่นกระฉึกกระฉักมุ่งหน้ามาทางเขตปกครองต้าเซี่ย
...
เวลาเดียวกัน
สนามรบพหุภพ ทางเข้าแดนมนุษย์
หงถานเดินตรงไปยังทางเข้าด้วยความตื่นเต้น เมื่อไปถึงทางเข้า เขาก็หยิบป้ายประจำตัวออกมาเตรียมตัวจะจากไป ยอดฝีมือขั้นภูผาสมุทรที่เฝ้าทางเข้าผู้หนึ่งกล่าวเสียงขรึม "นักวิจัยระดับสูงแห่งสถาบันอารยธรรมต้าเซี่ย หงถานใช่หรือไม่?"
หงถานปรายตามองเขาแวบหนึ่ง ไม่ค่อยคุ้นหน้าเท่าไรนัก คงเพิ่งจะสับเปลี่ยนเวรยามมา เขาจึงไม่ได้ใส่ใจและพยักหน้ารับ
"ในพื้นที่ของเผ่าเทพเนตรสวรรค์ เกิดสงครามครั้งใหญ่ขึ้น ตามคำสั่งทางทหารของสนามรบ ตอนนี้นักวิจัยหงจำเป็นต้องเดินทางไปสนับสนุนการรบ..."
หงถานถามด้วยความประหลาดใจ "ทางฝั่งเผ่าเทพเนตรสวรรค์งั้นหรือ? ตอนนี้ฝั่งนั้นไม่ได้ให้เขตปกครองต้าโจวเป็นคนดูแลหรอกหรือ? ฉันเป็นนักวิจัยของเขตปกครองต้าเซี่ยนะ..."
"คำสั่งทางทหารส่งมาจากแนวหน้า ขั้นภูผาสมุทรทุกคนล้วนต้องไปสนับสนุนการรบ!"
หงถานเกาหัว คำสั่งทหาร... เอาเถอะ งั้นก็ต้องไป
ถ้าไม่ไป ตาเฒ่าไร้เทียมทานที่เฝ้าอยู่แนวหน้าคงได้ฟาดเขาตายแน่
"เอาล่ะ จริงสิ ช่วยตรวจสอบให้ฉันหน่อย ช่วงนี้ทางฝั่งเขตปกครองต้าเซี่ยมีข่าวอะไรส่งมาบ้างไหม มีใครมาหาฉันบ้างหรือเปล่า..."
"ไม่มีข่าวคราวใดๆ ทั้งสิ้น..."
คนผู้นั้นเพิ่งจะพูดจบ หงถานก็ชะงักไปเล็กน้อย
นายตรวจสอบแล้วหรือ?
ยอดฝีมือขั้นภูผาสมุทรที่เฝ้าอยู่ที่นี่ตอบกลับอย่างสงบนิ่ง "ฉันคอยจับตาดูอยู่ตลอด ไม่จำเป็นต้องไปตรวจสอบหรอก!"
หงถานขมวดคิ้วมองอีกฝ่าย จู่ๆ ก็พูดขึ้นว่า "แล้วคำสั่งระดมพลจากแนวหน้าล่ะ!"
ยอดฝีมือขั้นภูผาสมุทรไม่ได้พูดอะไรมากนัก เพียงหยิบคำสั่งทหารฉบับหนึ่งออกมาให้ดู
หงถานกวาดตามองแวบหนึ่ง ก่อนจะสบถด่าลั่น "ไสหัวไป! นี่ไม่ใช่คำสั่งของขั้นไร้เทียมทานสักหน่อย! นี่มันเป็นคำสั่งของแม่ทัพกองทัพต้าโจว แล้วมันเกี่ยวบ้าอะไรกับฉันวะ! แม่งเอ๊ย หมายความว่ายังไง? ถ้าแม่ทัพของกองทัพปราบมารเรียกระดมพลขั้นภูผาสมุทรของเขตปกครองต้าโจว แล้วภูผาสมุทรของเขตปกครองต้าโจวต้องไปไหมล่ะ!"
หงถานมีสีหน้าเดือดดาล!
ตกใจแทบตาย!
ฉันก็นึกว่าเป็นคำสั่งของขั้นไร้เทียมทาน ที่แท้ก็เป็นแค่คำสั่งของกองทัพต้าโจว แล้วมันไปเกี่ยวอะไรกับเขาด้วยวะ แต่ละเขตปกครองก็ไม่ได้ขึ้นตรงต่อกันสักหน่อย เว้นแต่จะเป็นคำสั่งของขั้นไร้เทียมทาน ถ้าเป็นอย่างนั้น เมื่ออยู่บนสนามรบ กองกำลังทั้งหมดของเผ่ามนุษย์ถึงจะต้องปฏิบัติตาม
ส่วนคำสั่งของกองทัพต้าโจวน่ะ ด้วยมนุษยธรรม ฉันจะไปช่วยก็ได้ แต่ถ้าไม่อยากไป... ก็ไม่มีใครมาบังคับได้โว้ย!
หงถานถลึงตาใส่ยอดฝีมือขั้นภูผาสมุทรผู้นี้ ขมวดคิ้วแล้วแค่นเสียงเย็นชาว่า "ฉันจะบอกแกให้นะ อย่ามาเล่นตุกติกกับฉัน! เอาคำสั่งของกองทัพต้าโจวมาเกณฑ์ฉันไป แกไปบอกให้เจ้านั่นเลื่อนระดับเป็นขั้นไร้เทียมทานให้ได้ก่อนค่อยว่ากัน ถ้ายังไม่ถึงขั้นนั้น ก็ไม่มีสิทธิ์มาระดมพลฉัน หรือว่าเจ้านั่นอยากจะหาเรื่อง?"
ยอดฝีมือขั้นภูผาสมุทรฝั่งตรงข้ามไม่ต่อล้อต่อเถียง เพียงพูดอย่างราบเรียบ "ถึงแม้จะไม่ใช่คำสั่งของขั้นไร้เทียมทาน แต่นักวิจัยหงคิดจะเมินเฉยต่อความเป็นความตายของผู้อื่นอย่างนั้นหรือ?"
"ไสหัวไป อย่ามาใช้ไม้นี้กับฉัน!"
หงถานไม่หลงกลไม้นี้หรอก หรือว่าเขตปกครองต้าเซี่ยจะเกิดเรื่องขึ้น?
"คนที่เขตปกครองต้าเซี่ยส่งมาประจำการอยู่ที่นี่ไปไหนซะล่ะ?"
หงถานตวาดลั่น ไม่นานนักก็มีร่างร่างหนึ่งปรากฏตัวขึ้น
หงถานกวาดตามองอีกฝ่าย ปั้นหน้าบึ้งตึงพูดว่า "คนแซ่หม่า แกรอยู่นี่เอง! ฉันก็นึกว่าแกตายไปแล้วซะอีก! เขตปกครองต้าโจวจะมาระดมพลฉันแกรู้เรื่องไหมเนี่ย? แกทำหน้าตาของเขตปกครองต้าเซี่ยป่นปี้ไปหมดแล้ว กลับไปฉันจะฟ้องแกแน่! โจวหมิงเหรินแอบไปเล่นตุกติกอะไรในสถาบันอีกแล้วใช่ไหม ถึงคิดจะถ่วงเวลาฉันเอาไว้?"
ผู้อาวุโสหอหม่ายิ้มพลางปฏิเสธ "จะเป็นไปได้ยังไง ทางฝั่งเขตปกครองต้าโจวเกิดเรื่องยุ่งยากขึ้นมาจริงๆ ถึงต้องการให้แกไปช่วย แกนี่นะ... ทำไมถึงไม่มีความเห็นอกเห็นใจบ้างเลย"
"ไสหัวไปเลย แกยิ้มซะหน้าบานขนาดนี้ ฉันล่ะสงสัยจริงๆ ว่าแกกำลังสะใจอยู่บนความทุกข์คนอื่น!"
หงถานขี้เกียจสนใจอีกฝ่าย หมอนี่ก็เป็นผู้อาวุโสหอของสถาบันอารยธรรมต้าเซี่ยเหมือนกัน แต่เป็นยอดฝีมือของสายอักษรเทวะเดี่ยว
ทั้งสองคนไม่ถูกกันมาหลายปีแล้ว!
ในใจพอจะคาดเดาอะไรบางอย่างได้ลางๆ เขาจึงขี้เกียจจะพูดอะไรอีก ก้าวเท้าเตรียมจะจากไป
ผู้อาวุโสหอหม่าหัวเราะกล่าวว่า "หงถาน ทางเข้าแดนมนุษย์จำเป็นต้องซ่อมแซมอีกหลายวัน รอไปก่อนสักสองสามวันค่อยกลับเถอะ ไหนๆ แกก็ว่างอยู่แล้ว สู้ไปดูทางนั้นหน่อยไม่ดีกว่ารึ ช่วยชีวิตคนได้บุญยิ่งกว่าสร้างเจดีย์เจ็ดชั้นนะ..."
ปัง!
หงถานตบฝ่ามือลงไปเต็มแรง!
ตูมมม เสียงดังกึกก้อง ผู้อาวุโสหอหม่าถูกยอดเขาขนาดมหึมากดทับลงไปกับพื้น นอนจมกองเลือดลุกไม่ขึ้น
บริเวณโดยรอบ ยอดฝีมือขั้นภูผาสมุทรปรากฏตัวขึ้นทีละคน แต่ไม่มีใครปริปากพูดอะไรออกมา
หงถานบันดาลโทสะ "อย่าคิดว่าฉันจะยอมให้รังแกกันง่ายๆ นะโว้ย! ซ่อมแซมบ้าบออะไร จะมาหลอกใครวะ? ถึงฉันจะฆ่าไอ้คนแซ่โจวไม่ตาย แต่ฉันจะสู้คนแซ่หม่าอย่างแกไม่ได้งั้นรึ? เห็นขั้นภูผาสมุทรระดับแปดอย่างฉันเป็นลูกพลับนิ่มรึไง? เชื่อไหมว่าตอนนี้ฉันจะไปลากตัวขั้นไร้เทียมทานมาคุยกันให้รู้เรื่อง! พวกแกกล้าขวางฉันเรอะ? รนหาที่ตายแล้วสิ!"
พูดจบ เขาก็เตะอัดผู้อาวุโสหอหม่าที่โดนภูเขามายากดทับอยู่จนปลิวละลิ่ว!
เขาปรายตามองคนที่เอาคำสั่งมาให้เมื่อครู่ แผดเสียงเย็นชาในลำคอ พร้อมกับด่าทอไม่หยุด "เขตปกครองต้าโจวอย่ามารังแกกันให้มากนัก ถ้าทนไม่ไหวจริงๆ ฉันจะไปร้องเรียนกับอ๋องต้าเซี่ยที่วิหารเทพสงคราม รังแกพวกฉันมาตั้งหลายปีมันก็น่าจะพอได้แล้ว จะเอาให้ตายกันไปข้างเลยหรือไง! อุตส่าห์ขี้เกียจจะถือสาหาความ พวกแกก็ยิ่งได้ใจใช่ไหม! หลายปีมานี้ฉันยังเห็นแก่ความสัมพันธ์เก่าๆ เลยไม่อยากจะเอาความอะไร แต่พวกแกกลับมารังแกฉันซ้ำแล้วซ้ำเล่าใช่ไหม!"
หงถานมีสีหน้าเกรี้ยวกราด!
"ฉันบอกพวกแกไว้เลยนะ ถ้าฉันกลับไปช้า แล้วลูกศิษย์ฉันเป็นอะไรไปล่ะก็ พวกแกได้เห็นดีกับฉันแน่!"
"เออใช่ แล้วก็เรื่องทางฝั่งศิษย์พี่ฉันด้วย ฉันขอเตือนพวกแกเลยนะ อย่ามาเล่นตุกติกกับฉัน! ขั้นไร้เทียมทานก็ต้องมีพวกที่รักหน้าตาตัวเองอยู่บ้าง ตระกูลหลิวช่วยคนไว้ตั้งมากมาย ขั้นไร้เทียมทานจะไม่นึกถึงความสัมพันธ์บ้างเลยรึไง? ปกติไม่สนใจก็ช่างมันเถอะ แต่ถ้าศิษย์พี่ของฉันเป็นอะไรไป ฉันจะทุ่มสุดตัว ป่าวประกาศไปทั่วแดนมนุษย์ให้รู้กันไปเลยว่าพวกแกมันเป็นพวกสารเลวที่เห็นคนตายแล้วไม่ยอมช่วย เนรคุณคน ตีสองหน้า เพื่อหวังจะฮุบอักษรเทวะของอาจารย์ฉัน ถึงกับลอบกัดวีรบุรุษของแดนมนุษย์..."
เสียงปังดังสนั่น!
หงถานหายวับไปแล้ว!
เขาถูกฝ่ามือซัดจนปลิวกระเด็น กระเด็นทะลุทางเข้าแดนมนุษย์ เข้าไปในแดนมนุษย์
วินาทีถัดมา ฝ่ามือขนาดยักษ์ก็ตกลงมาอีกครั้ง!
ยอดฝีมือขั้นภูผาสมุทรคนที่หยิบคำสั่งออกมาเมื่อครู่ ถูกซัดจนร่างแหลกเป็นชิ้นๆ ในทันที!
ฝ่ามือตกลงมาอีกครั้ง ร่างกายของผู้อาวุโสหอหม่าระเบิดออกเป็นเสี่ยงๆ อักษรเทวะปลิวว่อนไปทั่ว
"หนวกหู!"
"อยู่บนสนามรบพหุภพ จะมาเอะอะโวยวายอะไรกันนักหนา! ถ้ามีคราวหน้าอีก สถาบันอารยธรรมต้าโจวได้ล่มสลายแน่!"
เสียงแค่นเย็นชาดังขึ้นสะเทือนไปทั่วสารทิศ!
ครู่ต่อมา มีเสียงคนเอ่ยขึ้นอย่างเยียบเย็น "อ๋องต้าโจว ช่วยอบรมคนของท่านหน่อย จะไปโวยวายที่แนวหลังก็ไปเถอะ แต่ถ้าเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นที่แนวหน้าอีก กองทัพของเขตปกครองต้าโจวก็ถอยกลับไปได้เลย แล้วเตรียมตัวถูกปิดล้อมเขตปกครองต้าโจวไปอีกร้อยปี!"
สิ้นคำพูดนี้ ทุกคนต่างเงียบกริบราวกับจักจั่นในฤดูหนาว
ปิดล้อมเขตปกครองต้าโจวหนึ่งร้อยปี... หากไม่มีแหล่งที่มา หรือทรัพยากรใดๆ เข้าออกได้ เขตปกครองต้าโจวก็คงได้ประกาศล่มสลายแล้ว
"เข้าใจแล้ว!"
เสียงถอนหายใจดังขึ้น ยอดฝีมือขั้นภูผาสมุทรสองคนที่เพิ่งถูกซัดจนร่างแหลกไปเมื่อครู่ วินาทีต่อมาร่างกายก็ฟื้นฟูคืนสภาพเดิม ใบหน้าซีดเผือด จากนั้นฝ่ามือก็ตกลงมาอีกครั้ง คว้าตัวทั้งสองคนโยนเข้าไปยังส่วนลึกของสนามรบพหุภพ!
"สังหารขั้นภูผาสมุทรหนึ่งคน ถือเป็นการชดเชยความผิด!"
ทั้งสองคนหายวับไปจากจุดนั้นในพริบตา!
ทุกอย่างกลับสู่ความสงบ บริเวณโดยรอบ มียอดฝีมือขั้นภูผาสมุทรและยอดฝีมือขั้นสุริยันจันทราอีกสองสามคน เผยแววตาอิจฉาริษยาออกมา
ยอดฝีมือขั้นไร้เทียมทาน!
ขั้นนิรันดร์!
ส่วนขั้นภูผาสมุทรสองคนที่ถูกโยนเข้าไปในค่ายกองหน้า... ไม่มีใครสนใจพวกเขา และขี้เกียจจะสนใจด้วย
เป็นเรื่องปกติ หงถานไม่โวยวายก็แล้วไป แต่พอโวยวายขึ้นมา สองคนนี้ต้องซวยแน่
ที่นี่คือสนามรบพหุภพนะ ไม่ใช่เขตปกครองต้าโจวหรือต้าเซี่ย
ที่นี่มีขั้นไร้เทียมทานคอยลาดตระเวนไปทั่วอยู่ตลอดเวลา มาหาเรื่องที่นี่ ขั้นไร้เทียมทานยังขี้เกียจจะมานั่งไกล่เกลี่ยเลย โยนทิ้งไปที่แนวหน้า ถ้าไม่ตายค่อยว่ากัน ถ้าตายก็จบเห่กันไป
ตัวแทนของสถาบันอารยธรรมต้าโจวผู้นั้นก็ยังไม่ใช่ขั้นไร้เทียมทานสักหน่อย ต่อให้เป็นก็ไม่มีสิทธิ์สอดมือเข้ามายุ่งที่นี่อยู่ดี
แต่ว่าหงถานเจ้านี่... ไม่ใช่ว่าบอกว่าเป็นคนซื่อๆ หรอกหรือ?
ทำไมจู่ๆ ถึงได้ระเบิดอารมณ์ขึ้นมาล่ะ?
แถมยังกล้าด่าแม้กระทั่งขั้นไร้เทียมทาน พอดีเลย อารมณ์โกรธเลยมาลงที่หัวของไอ้สองคนนี้แทน







