บนเขตลานประลอง
ซูอวี่ตะโกนยอมแพ้จนชาชินไปหมดแล้ว
เยอะเกินไปแล้ว!
เฮ้อ น่าเสียดาย ตอนนี้ไม่มีใครส่งน้ำชาให้เขาสักแก้วเลย
"ยอมแพ้..."
ซูอวี่เพิ่งตะโกนออกไป จู่ๆ ก็มองไปยังคนที่ส่งเสียงเมื่อครู่ แล้วรีบพูดว่า "เมื่อกี้เธอลงแข่งไปแล้วรอบหนึ่งใช่ไหม?"
ด้านล่างเวที เด็กผู้หญิงคนหนึ่งพูดด้วยท่าทีหวาดกลัวว่า "ไม่ได้บอกว่าห้ามชนะสองครั้งนี่นา! ฉันจ่ายแต้มผลงานไปสามแต้ม เดี๋ยวก็ยังมีอีกรอบนะ!"
"..."
เธอเป็นน้องสาวของเซี่ยหู่โหยวใช่ไหม?
ต้องใช่แน่ๆ!
เลิกเสแสร้งได้แล้ว!
ซูอวี่จำต้องเอ่ยเตือน "ครั้งเดียวก็พอแล้ว เล่มเดียวยังไม่ได้เลย อย่าหวังถึงสองเล่ม เดิมพันแค่หนึ่งแต้มผลงานเพื่อดูว่าใครบางคนจะหน้าด้านไหมก็พอ เพื่อนนักเรียน อย่าสิ้นเปลืองมากเกินไปเลย!"
เด็กผู้หญิงพูดด้วยท่าทีหวาดกลัว "ฉันรู้จ้ะ ขอบใจเพื่อนนักเรียนซูอวี่ที่เตือนนะ! ฉันไม่กลัวหรอก ฉันจะไปทวงคืนมาให้ได้ พ่อฉันเป็นอธิบดีกรมเสริมสร้างความแข็งแกร่ง ถ้าไม่ให้ฉัน ฉันจะให้พ่อถอดถอนตำแหน่งนักวิจัยระดับสูงของเขาซะ!"
"..."
ซูอวี่ชะงักงัน!
บ้าจริง!
อธิบดีกรมเสริมสร้างความแข็งแกร่ง ถือว่าเป็นบุคคลสำคัญเลยทีเดียว
ตำแหน่งนักวิจัยของสถาบัน จำเป็นต้องได้รับการอนุมัติจากกรมเสริมสร้างความแข็งแกร่งจริงๆ
โจวหมิงเหริน...จะให้เธอหรือเปล่า?
ถ้าไม่ให้ พ่อของเธอก็อาจจะถอดถอนคุณสมบัติของคุณได้จริงๆ แน่นอนว่าในสถานการณ์ปกติ การล่วงเกินยอดฝีมือขั้นซานไห่ (ภูผาสมุทร) นั้นไม่จำเป็น ทว่า...ตอนนี้ไม่ใช่แค่คนสองคนเสียหน่อย!
เรื่องราวบานปลายขนาดนี้ หากโจวหมิงเหรินไม่ให้คำตอบที่ชัดเจน เกรงว่าจะต้องเสียเปรียบจริงๆ
ซูอวี่จนด้วยคำพูดและไม่คิดจะเกลี้ยกล่อมอีก เขาคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วเอ่ยว่า "หรือว่าเธอจะจ่ายสักสิบแต้มดี?"
"..."
เด็กสาวมองเขาแต่ไม่สนใจ หันหลังวิ่งกลับไปต่อแถว ไม่เอาหรอก สามครั้งก็พอแล้ว เธอต้องการแค่สามเล่มก็พอ
เคล็ดวิชาจ้านเสิน หนึ่งเล่ม 'เคล็ดสังหารทะลวงฟ้า' หนึ่งเล่ม 'คัมภีร์หมื่นอักษร' หนึ่งเล่ม
เกิดเป็นคนต้องไม่โลภมากเกินไป!
รอบนอก เหล่านักวิจัยที่มุงดูเรื่องสนุกต่างพากันตกตะลึง เรื่องนี้บานปลายใหญ่โตแล้วจริงๆ แถมยังแก้ไขได้ยากด้วย
ลูกสาวของอธิบดีกรมเสริมสร้างความแข็งแกร่ง หลานชายของรองผู้บัญชาการองครักษ์หลงอู่ หลานชายของผู้อำนวยการสถาบันสงคราม คนของตระกูลเซี่ย ลูกหลานของผู้บัญชาการพันคนแห่งกองทัพปราบมาร ทายาทของผู้บัญชาการหมื่นคน ทายาทของแม่ทัพ...
พวกที่ไม่มีฐานะก็แล้วไปเถอะ แต่พวกที่มีฐานะ ไม่ได้สนใจโจวหมิงเหรินเลยสักนิด
คุณเป็นคนรับปากเองนะ!
ไม่ใช่ว่าพวกเราบังคับคุณสักหน่อย!
อย่างไรก็ลองเดิมพันดูสิ หนึ่งแต้มผลงาน ในสถานการณ์ที่คนเยอะแบบนี้ โจวหมิงเหรินก็ต้องยอมเสียเลือดเนื้อบ้างแหละ?
ต้องมีคนกลุ่มหนึ่งที่ได้ของไปแน่ๆ!
พวกที่ไม่มีเบื้องหลังก็หลบไป
พวกที่มีเบื้องหลัง ถ้าไม่ให้...ไม่ช้าก็เร็วคงได้เห็นดีกัน
คนเริ่มเยอะขึ้นเรื่อยๆ นักเรียนจากที่อื่นๆ พอได้ยินข่าวก็พากันเบียดเสียดมาทางนี้
ยอดฝีมือสายอักษรเทวะเดี่ยวบางคนอดไม่ได้ที่จะตวาดว่า "แยกย้ายกันไป! วิธีการยอมแพ้แบบซูอวี่นั้นใช้ไม่ได้ผลหรอก!"
บนเวที ซูอวี่กล่าวเสียงดังว่า "สถาบันยังมีความยุติธรรมอยู่หรือเปล่า? ตอนนี้ผมกำลังประลองอยู่ แต่กลับมียอดฝีมือระดับทะยานเวหาขึ้นไปมาข่มขู่นักเรียนที่ประลอง นี่คือสิ่งที่สถาบันบอกว่าห้ามผู้ใหญ่รังแกผู้น้อยอย่างนั้นหรือ?"
"ตัวอย่างของผู้อาวุโสหอเจิ้ง ดูเหมือนจะไม่ค่อยมีใครจำได้แล้วสิ!"
"กฎของอธิการว่าน ตกลงยังนับอยู่ไหม?"
"นักวิจัยข่มขู่นักเรียน ช่างกล้าหาญชาญชัยนัก เขตปกครองต้าเซี่ยนี้ ยังเป็นเขตปกครองต้าเซี่ยของตระกูลเซี่ยอยู่หรือเปล่า?"
"..."
เสียงตวาดดังขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่า!
นักวิจัยบางคนสีหน้าเปลี่ยนไปอย่างรุนแรง ด้านนั้น เฉินหย่งตวาดว่า "นักวิจัยที่สอดมือเข้ามายุ่งเกี่ยวกับการประลองของนักเรียน ให้ถือว่าเป็นสาวกลัทธิหมื่นเผ่าพันธุ์และประหารทิ้งทั้งหมด! กองกำลังคุ้มกันอยู่ที่ไหน สถาบันยังมีกฎระเบียบอยู่หรือเปล่า?"
ทันทีที่กล่าวจบ กองกำลังคุ้มกันจำนวนร้อยคนก็รีบรุดมาถึงจากที่ไกลๆ
ผู้นำคือผู้บัญชาการร้อยคน มีพลังต่อสู้ระดับหลิงอวิ๋น (ทะยานเมฆา)!
ตอนนี้ผู้บัญชาการร้อยคนผู้นี้มีสีหน้าแปรเปลี่ยนไปมา เฉินหย่งตวาดเสียงเย็น "มองอะไร? เมื่อกี้มีคนสอดมือเข้ายุ่งเกี่ยวกับการประลองของนักเรียน จะเมินเฉยไปเลยอย่างนั้นหรือ หรือว่ากองกำลังคุ้มกันก็จะก่อกบฏด้วย?"
สีหน้าของผู้บัญชาการร้อยคนแห่งกองกำลังคุ้มกันเปลี่ยนไปอีกครั้ง เขาตวาดว่า "จับตัวไป! การประลองของนักเรียน นอกจากกรรมการแล้ว ห้ามผู้ใดก้าวก่าย! จับ!"
"แกกล้า..."
"ฆ่า!"
ผู้ช่วยสอนระดับทะยานเวหาคนหนึ่งเพิ่งจะบันดาลโทสะ พอเอ่ยปากก็ถูกดาบฟันเข้าที่หน้าอกจนกระอักเลือดปลิวถอยหลังไป!
ทางด้านกองกำลังคุ้มกันก็มีคนรีบตามมา ยอดฝีมือระดับหลิงอวิ๋นขั้นเจ็ดคนหนึ่งสีหน้าแปรเปลี่ยนไปมา ในใจสบถด่าอย่างบ้าคลั่ง แม่งเอ๊ย ท่ามกลางสายตาผู้คนมากมาย ต่อให้อยากจะเข้าข้างแก ก็เข้าข้างไม่ได้เว้ย!
กองกำลังคุ้มกันคืออะไร?
คือตัวตนที่รักษาความสงบเรียบร้อยของสถาบัน!
คือตัวตนที่ปกป้องความปลอดภัยของสถาบัน!
อยู่ภายใต้การนำของอธิการและตระกูลเซี่ย ไม่ได้อยู่ภายใต้การบัญชาการของคนอื่นในสถาบัน หากมีคนละเมิดความสงบเรียบร้อย ก็มีสิทธิ์ที่จะสังหารได้
แกแม่งหุบปากไปก็จบแล้ว ยังจะพล่ามอะไรอีก!
การแทรกแซงการประลองของนักเรียน พูดให้เล็กก็ไม่มีอะไร พูดให้ใหญ่ก็คือโทษตาย!
แกไม่ดูเลยว่าตอนนี้ใครเป็นคนพูด ผู้ดูแลหอตำรา ก็ถือว่าเป็นระดับสูงของสถาบันแล้ว พวกแกยังกล้าแก้ตัวอีกหรือ?
นักวิจัยระดับหลิงอวิ๋นหลายคนรีบหุบปากทันที แต่ละคนมีสีหน้าเขียวคล้ำ!
ยุ่งยากใหญ่แล้ว!
เมื่อกี้ไม่ได้คิดอะไรมาก ผลคือถูกพวกของซูอวี่จับจุดอ่อนได้ในพริบตา หากถูกยัดข้อหาละเมิดกฎสถาบัน รังแกนักเรียนจริงๆ ต่อให้ไม่ตาย ก็ต้องถูกทำโทษให้ไปสนามรบพหุภพ!
การถูกทำโทษให้ไป กับการไปเกณฑ์ทหารนั้นไม่เหมือนกัน นั่นมันต้องเข้าไปอยู่ค่ายกองหน้าเลยนะ!
"จับตัวไว้!"
ทางด้านกองกำลังคุ้มกัน ผู้บัญชาการระดับหลิงอวิ๋นตวาดลั่น นักวิจัยหลายคนที่ออกหน้าตวาดนักเรียนก่อนหน้านี้ ไม่ว่าจะเป็นระดับทะยานเวหาหรือหลิงอวิ๋น ล้วนถูกจับกุมตัวทั้งหมดในพริบตา!
ไม่มีใครขัดขืน!
แม้แต่นักวิจัยที่นอนอยู่บนพื้นจากการถูกฟันกระเด็น ตอนนี้ก็ยังได้สติกลับมา
ตัวอย่างของผู้อาวุโสหอเจิ้งยังมีให้เห็นอยู่เลย!
นี่เพิ่งจะผ่านไปกี่วันเอง?
เผลอแป๊บเดียวก็มาท้าทายกฎของสถาบันอีก ไม่รักชีวิตแล้วหรือไง?
บนเวที ซูอวี่มีสีหน้าเรียบเฉย
กฎเกณฑ์...กฎเกณฑ์มีไว้ใช้ประโยชน์ สิ่งที่ปกป้องตัวเองได้ถึงจะเรียกว่ากฎเกณฑ์!
เรื่องที่สายอักษรเทวะเดี่ยวจะเข้าแทรกแซง เขาคิดไว้ตั้งแต่แรกแล้ว กองกำลังคุ้มกันนี่แหละคือเครื่องมือรับมือที่ดีที่สุด
เพราะนี่คือกฎ!
การต่อสู้ของนักเรียน พวกคุณเข้ามายุ่งไม่ได้ ไม่มีคุณสมบัตินั้น!
"การท้าประลองดำเนินต่อไป!"
ซูอวี่กล่าวเสียงดังว่า "ทุกคนรีบหน่อยตอนที่ยังมีเวลา กฎเกณฑ์อยู่ข้างพวกเรา! ถ้ามีคนไม่ยอมรับ ก็ฟ้องเขาเลย! ถ้าไม่ไหวจริงๆ สถาบันจะออกหน้าจัดการให้เอง บางทีอาจจะแจกแต้มผลงานให้ทุกคน หรือให้เข้าดินแดนลับฟรี หรือให้ดูอักษรเจตจำนงฟรีหนึ่งครั้ง ไม่ว่าอย่างไร ก็จะไม่ปล่อยให้นักเรียนต้องกลับไปมือเปล่าแน่!"
"นักวิจัยสายอักษรเทวะเดี่ยวมีเกือบร้อยคน ต่อให้เขียนอักษรเจตจำนงระดับทะยานเวหาคนละบท ก็ได้เป็นร้อยบทแล้ว!"
"ถ้าไม่ได้ระดับซานไห่ ระดับทะยานเวหาก็พอถูไถไปได้!"
"อย่างแย่ที่สุด ก็ให้สายของพวกเขาเปิดสอนวิชาสาธารณะฟรีสักหน่อย คาบหนึ่งอย่างน้อยก็ต้องห้าแต้มผลงานใช่ไหม? เรื่องนี้คงไม่ยากกระมัง? อย่างไรเสีย ก็ไม่มีทางขาดทุนหรอก!"
และในตอนนี้เอง ก็มีคนตะโกนเสียงดังว่า "ถ้าแลกอักษรเจตจำนงไม่ได้จริงๆ เอาโอกาสนี้มาให้ฉันสิ เขียนใบสั่งหนี้ให้ฉัน บอกว่าติดหนี้อักษรเจตจำนงฉันหนึ่งเล่ม แล้วฉันจะเอาแต้มผลงานมาซื้อให้ทุกคนเป็นไง?"
"..."
หลายคนมองดูคนพูดด้วยความประหลาดใจ!
ไม่ค่อยคุ้นหน้าเท่าไหร่!
ไม่ใช่เซี่ยหู่โหยว แต่เป็นนักเรียนที่ไม่ค่อยคุ้นหน้าคนหนึ่ง
แต่คนผู้นี้กลับไม่สนใจและพูดเสียงดังว่า "จริงๆ นะ ฉันจ่ายแต้มซื้อเอง ไม่ต้องกลัวว่าฉันจะเบี้ยว พ่อฉันเป็นผู้บัญชาการพันคนขององครักษ์หลงอู่!"
พอพูดคำนี้ออกไป บางคนก็หน้าถอดสี
ผู้บัญชาการพันคนขององครักษ์หลงอู่!
นี่ไม่ใช่กองทัพปราบมาร แต่เป็นกองทหารองครักษ์ส่วนตัวของเขตปกครองต้าเซี่ย ผู้บัญชาการพันคนที่อ่อนแอที่สุดก็ยังอยู่ระดับทะยานเวหาขั้นเจ็ด ส่วนใหญ่จะอยู่ระดับหลิงอวิ๋นกันทั้งนั้น
แม้จะไม่ใช่ระดับซานไห่ แต่อีกฝ่ายคือกองทหารองครักษ์!
คราวนี้หลายคนชักจะคล้อยตาม คนที่ต่อแถวหน้าอู๋เจียจึงยิ่งมีจำนวนมากขึ้น
ซูอวี่เหลือบมองเซี่ยหู่โหยวแวบหนึ่ง เห็นเซี่ยหู่โหยวยิ้มโดยไม่พูดอะไร ในใจก็ลอบด่า หมอนี่ช่างเจ้าเล่ห์นัก
ตัวเองไม่ออกหน้า แต่ให้คนอื่นออกหน้าแทน
เห็นได้ชัดว่า เซี่ยหู่โหยวไม่อยากให้ตระกูลเซี่ยลงมาพัวพันโดยตรง แต่หาคนกลางมาแทน ต่อให้ภายหลังตระกูลเซี่ยไปทวงหนี้ พวกเขาก็จะอ้างแค่ว่า มีคนเอามาขัดดอกให้ก็เท่านั้น
ซูอวี่คิดหาเหตุผลแทนพวกเขาไว้หมดแล้ว!
ตระกูลเซี่ยไม่ได้ออกหน้าโดยตรง เพราะตระกูลเซี่ยคือตระกูลเซี่ยแห่งเขตปกครองต้าเซี่ย จะเข้าข้างใครมากเกินไปไม่ได้ แบบนั้นจะดูเหมือนตระกูลเซี่ยไม่ยุติธรรม
ซูอวี่รู้สึกเสียดายเล็กน้อย!
ความจริงเขาอยากให้ตระกูลเซี่ยออกหน้าโดยตรงเลยด้วยซ้ำ ทำแบบนี้ ทุกคนจะได้เข้าใจว่าตระกูลเซี่ยสนับสนุนสายอักษรเทวะพหุคูณ แต่ตอนนี้ดูเหมือนว่าตระกูลเซี่ยจะไม่ได้โง่ และไม่เต็มใจที่จะเลือกข้างสายอักษรเทวะพหุคูณในเวลานี้โดยตรง
...
การยอมแพ้ดำเนินต่อไป!
และในตอนนี้ ที่บริเวณตำหนักบำเพ็ญใจ
ยอดฝีมือสายอักษรเทวะเดี่ยวหลายคนรีบรุดมาถึง แต่กลับถูกขวางไว้
ด้านนอกหอตำหนัก
ยอดฝีมือระดับหลิงอวิ๋นคนหนึ่งพูดอย่างร้อนรนว่า "ผู้อำนวยการโจวอยู่ไหม? รบกวนบอกผู้อำนวยการโจวทีว่าเกิดเรื่องแล้ว!"
ยอดฝีมือกองกำลังคุ้มกันที่คุ้มกันตำหนักบำเพ็ญใจขมวดคิ้วเล็กน้อย แล้วเอ่ยเสียงเครียด "เหล่าผู้อาวุโสหอเปิดการประชุมยุทธศาสตร์ระดับสาม เว้นแต่สถาบันจะเกิดวิกฤตถึงแก่ชีวิต มิฉะนั้น ห้ามผู้ใดรบกวนเด็ดขาด!"
นักวิจัยคนนี้พูดอย่างร้อนรน "เรื่องด่วน ด่วนมาก! ถ้าคุณไม่ไปรายงาน ฉันจะตะโกนเรียกอยู่ข้างนอก..."
"สามหาว!"
ผู้บัญชาการกองกำลังคุ้มกันตวาด "นี่คือตำหนักบำเพ็ญใจ แกกล้ามาก่อกวนเหรอ! ผู้อาวุโสหอกำลังประชุมสำคัญ แกฟังไม่เข้าใจหรือไง?"
ชายคนนี้ร้อนรนแล้ว!
หลายคนที่อยู่ข้างๆ ก็ร้อนรนเช่นกัน วินาทีต่อมา คนหนึ่งก็กัดฟันกรอด ฟาดฝ่ามือใส่ตัวเองจนกระอักเลือด แล้วตวาดว่า "ไปรายงาน มีคนตายแล้ว!"
"แก..."
ผู้บัญชาการกองกำลังคุ้มกันผู้นี้หน้าเปลี่ยนสี!
โหดเหี้ยมจริงๆ แบบนี้ถือว่าบาดเจ็บสาหัสแล้ว!
"คุณจะให้ฉันตายที่นี่ให้ได้ใช่ไหม?"
ยอดฝีมือที่ลงมือกับตัวเองพูดอย่างโกรธเกรี้ยว "ถ้าฉันตายที่นี่ คุณรับผิดชอบไหวไหม?"
พูดจบ เขาก็ฟาดฝ่ามือใส่ตัวเองอีกครั้ง!
พรวด!
เลือดสาดกระเซ็น รอบด้าน นักวิจัยสายอักษรเทวะเดี่ยวบางคนที่เห็นภาพนี้ ต่างก็รู้สึกหดหู่ใจ!
ไอ้พวกบัดซบ!
ก่อนหน้านี้ไม่ประชุม ทีหลังไม่ประชุม ดันมาประชุมเอาตอนนี้ ต้องมีแผนการร้ายแน่ๆ!
ระดับซานไห่ไม่อยู่เลยสักคน!
ผู้อาวุโสหอไม่อยู่ พวกเขาเหล่านี้ก็ไม่มีทางหยุดยั้งได้เลย
ประเด็นคือไม่ใช่แค่ผู้อาวุโสหอคนเดียวที่ไม่อยู่ แต่ไม่อยู่กันหมดทุกคน
มิฉะนั้น หากผู้อาวุโสหอสายอื่นเห็นว่าวุ่นวายขนาดนี้ ก็ต้องออกหน้ามาห้ามปราม
แต่ผลคือ ไม่อยู่กันเลย!
กำลังประชุมกันหมด แถมยังเป็นการประชุมยุทธศาสตร์เสียด้วย!
นี่แสดงว่าพวกเขาไม่สามารถไปรายงาน ไม่สามารถไปรบกวนได้ มิฉะนั้นก็จะมีความเป็นไปได้ที่จะลอบขโมยความลับ และจะถูกลงโทษอย่างหนัก
เมื่อเห็นว่านักวิจัยคนนี้ถึงกับลงมือกับตัวเองอย่างหนัก ผู้บัญชาการกองกำลังคุ้มกันก็มีสีหน้าแปรเปลี่ยนเล็กน้อย
จากนั้นก็รีบพูดขึ้น "พอแล้ว! พวกแกอยากทำบ้าอะไรก็เชิญ ฉันจะไปรายงานอธิการให้หมด! เรื่องที่พวกแกทำร้ายตัวเอง ก็รับผิดชอบกันเอาเอง!"
พูดจบ เขาก็หันหลังเดินขึ้นบันไดไป
เรื่องนี้ต้องไปรายงานแล้วล่ะ ไม่อย่างนั้นถ้าอีกฝ่ายตายที่นี่จริงๆ ยอดฝีมือระดับหลิงอวิ๋นมาตายที่หน้าประตูตำหนักบำเพ็ญใจ นั่นก็ถือเป็นเรื่องยุ่งยากใหญ่หลวงเช่นกัน
...
ภายในห้องประชุมขนาดใหญ่
ตอนนี้ยังคงเงียบสงบ
ผู้อาวุโสหอฉีเพื่อที่จะให้ทุกคนประชุมกันอย่างสบายใจ จึงได้เปิดโล่กันเสียง ทุกคนจึงสามารถประชุมได้อย่างวางใจ
ทว่าในตอนนี้ โจวหมิงเหรินกลับกำลังขมวดคิ้ว
เขามองออกไปข้างนอกหลายครั้ง หน้าต่างยังคงเปิดอยู่ แต่ก็มองไม่เห็นอะไร ไม่มีเสียงอะไร เพียงแค่เห็นคนมากมายเดินไปเดินมา
ไปดูเรื่องสนุกกันเหรอ?
ซูอวี่กำลังประลองอยู่ เรื่องนี้เขายังพอรู้อยู่บ้าง
ไปดูเรื่องสนุกกันใช่ไหม?
คนเยอะมาก!
ทำไมถึงรู้สึกกระสับกระส่ายพิกล!
ว่านเทียนเซิ่งสังเกตเห็นผู้คนที่สัญจรไปมาตั้งนานแล้ว ตอนนี้เขาหลับตาสัปหงกอยู่ แต่ในใจกลับกำลังเกิดคลื่นลูกใหญ่!
พวกนาย...พวกนายกำลังทำอะไรกันอยู่เนี่ย?
เขาลืมตา หางตาเหลือบมองผู้อาวุโสหอฉีแวบหนึ่ง
แปลกจริง ตาแก่นี่ไม่ได้อยู่สายอักษรเทวะพหุคูณนี่นา วันนี้กินยาผิดขวดหรือไง ถึงได้แกล้งโจวหมิงเหรินขนาดนี้?
'ตระกูลเซี่ยเข้ามาสอดงั้นเหรอ?'
ในใจมีการคาดเดาเลือนราง คนผู้นี้ดูเหมือนจะสนิทสนมกับเจ้าอ้วนเซี่ยไม่เบา คงไม่ใช่ว่าเจ้าอ้วนเซี่ยเข้ามามีเอี่ยวด้วยหรอกนะ?
ยุ่งยากนัก!
ไอ้อ้วนบ้า คงไม่ได้คิดจะเอาเปรียบหรอกนะ?
ต่อให้สายอักษรเทวะเดี่ยวจะเป็นอย่างไร ต่อให้ต้องกระอักเลือดจริงๆ ก็ปล่อยให้เจ้าอ้วนเซี่ยเอาเปรียบไม่ได้เด็ดขาด!
ว่านเทียนเซิ่งเคาะโต๊ะ แล้วเหลือบมองโจวหมิงเหรินอีกครั้ง
ตอนนี้ โจวหมิงเหรินกำลังขมวดคิ้วแน่น
ว่านเทียนเซิ่งรู้สึกแปลกใจเล็กน้อยในใจ มีหวังจะบรรลุระดับรื่อเยว่ (สุริยันจันทรา) ไหมนะ?
การสัมผัสได้ถึงวิกฤต...โจวหมิงเหรินพอจะมีอยู่บ้างแล้ว แต่ถ้าอยากสัมผัสให้ชัดเจนจริงๆ ต้องเป็นระดับรื่อเยว่ถึงจะทำได้
เขาไม่ได้เอ่ยปาก ในใจมีความรู้สึกสั่นไหวเล็กน้อย สายอักษรเทวะพหุคูณ...เจ้าพวกนั้นยังไม่ออกมา แค่ซูอวี่คนเดียว กลับสร้างคลื่นลมได้บ้างแล้ว
'ซูอวี่...'
'ระดับหลิงอวิ๋นงั้นเหรอ?'
ในความทรงจำ มีภาพที่ไม่ค่อยชัดเจนนัก เป็นระดับหลิงอวิ๋นใช่ไหมนะ?
นั่นมันเรื่องเมื่อกี่ปีหลังจากนี้ล่ะ?
สามสิบปี?
หรือยี่สิบปี?
ไม่มีคอนเซปต์เวลาที่ชัดเจน รู้เพียงแค่ว่า เจ้าเด็กนั่นสามารถบรรลุระดับหลิงอวิ๋น พลังแข็งแกร่งมาก ใช้อักษรเทวะเผ่ามนุษย์เป็นอักษรเทวะหลัก เข้าต่อสู้กับระดับซานไห่
ว่านเทียนเซิ่งนวดคลึงหน้าผาก ภาพของซูอวี่เป็นแค่ภาพแวบเดียว ไม่ได้มีมากนัก แต่การที่ระดับหลิงอวิ๋นสู้กับระดับซานไห่ ช่างน่าตื่นตาตื่นใจเหลือเกิน เขาจึงยังคงจดจำซูอวี่ได้
อัจฉริยะของสายอักษรเทวะพหุคูณ ทำให้คนตื่นตะลึงได้จริงๆ
แต่หลังจากนี้กี่ปีอย่างแน่ชัด ก็ไม่ชัดเจนแล้ว อีกทั้งระดับหลิงอวิ๋นหรือซานไห่ ก็ไม่ใช่จุดหลักที่เขามองเห็น สิ่งที่เขามองเห็นคือรื่อเยว่ คือหย่งเหิง (นิรันดร์)!
เขายังคงคิดอยู่ จู่ๆ ผู้อาวุโสหอฉีก็พูดขึ้น "อธิการ อย่าเหม่อสิ!"
ว่านเทียนเซิ่งได้สติกลับมา!
ผู้อาวุโสหอฉีพูดอย่างไม่พอใจ "อธิการ คุณไม่เห็นด้วยกับความเห็นของฉันงั้นหรือ?"
ว่านเทียนเซิ่งพูดไม่ออก จึงพูดเรียบๆ ว่า "เปล่า ฉันกำลังคิดอยู่! ความหมายของคุณคือ อักษรเทวะของเผ่าพันธุ์เทพมาร พลังที่พวกเขาแสดงออกมา แข็งแกร่งกว่าพลังที่เราแสดงออกมาใช่ไหม? คุณอยากจะบอกว่า บางทีตั้งแต่แรกแล้ว อักษรเทวะของเผ่าพันธุ์ที่แข็งแกร่งเหล่านี้ก็อาจจะถูกสาปมาแล้วงั้นหรือ?"
"ใช่!"
ผู้อาวุโสหอฉีพูดอย่างจริงจัง "ฉันสงสัยว่าการที่ผู้ใช้อารยธรรมไม่สามารถเลื่อนขึ้นสู่ระดับหย่งเหิงได้ ความจริงแล้วไม่ใช่เรื่องของช่วงหลายสิบปีนี้ แต่มีมาตั้งนานแล้ว! เผ่าพันธุ์เทพมาร ได้ใช้วัฒนธรรมแทรกซึมร่ายคำสาปใส่พวกเราตั้งนานแล้ว! ฉันถึงกับสงสัยว่า ไม่ใช่อักษรเทวะของพวกเขาที่มีปัญหา แต่เป็นอักษรเทวะเผ่ามนุษย์ต่างหากที่มีปัญหา!"
ผู้อาวุโสหอฉีพูดอย่างเคร่งขรึม "ฉันคิดว่า พวกเขาอาจจะร่ายคำสาปใส่อักษรเทวะเผ่ามนุษย์ ไม่ใช่อักษรเทวะของพวกเขาเอง เพียงแต่พวกเราไปบ่มเพาะอักษรเทวะของพวกเขา ดังนั้นตั้งแต่เกิดมาก็อ่อนแอกว่าพวกเขาอยู่แล้ว แถมยังเลื่อนขึ้นสู่ระดับหย่งเหิงไม่ได้อีกด้วย!"
ว่านเทียนเซิ่งทำท่าครุ่นคิด ก่อนหน้านี้เขาไม่ได้คิดอะไรมาก แต่ตอนนี้อดไม่ได้ที่จะพูดว่า "ความคิดของคุณ ไม่ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้! อักษรเทวะเผ่ามนุษย์...เผ่ามนุษย์ก็เป็นเผ่าพันธุ์ที่แข็งแกร่ง ไม่มีเหตุผลเลยที่อักษรเทวะเผ่ามนุษย์จะสู้พวกอักษรเทวะของเผ่าพันธุ์ที่อ่อนแอไม่ได้ บางทีสิ่งที่คุณพูดอาจจะถูกก็ได้"
"แต่เรื่องนี้ ยังไม่สามารถยืนยันได้ในตอนนี้ ต้องไปพูดคุยกับแดนแสวงวิถีให้มากเสียก่อน ถึงจะตรวจสอบได้..."
ผู้อาวุโสหอฉีพยักหน้า "ดังนั้นฉันถึงได้เรียกทุกคนมารวมกัน เพื่อคุยเรื่องนี้! รวมถึงเรื่องที่บอกให้คนบางกลุ่มไปบ่มเพาะอักษรเทวะเผ่ามนุษย์ก่อนหน้านี้ด้วย ฉันคิดว่าไม่ต้องรีบร้อนเกินไป ต้องตรวจสอบให้แน่ใจก่อนว่าอักษรเทวะเผ่ามนุษย์มีปัญหาหรือเปล่า..."
กำลังพูดอยู่ ประตูก็ถูกเคาะ!
ไม่ใช่การเคาะประตูธรรมดา นี่ต้องมีสถานการณ์ฉุกเฉิน ถึงจะเคาะประตูแบบนี้
ผู้อาวุโสหอฉีขมวดคิ้ว "เรื่องอะไร ทำบ้าอะไรกันเนี่ย!"
เขามองออกไปนอกหน้าต่าง สงบสุขไร้เรื่องราว
มีเหตุฉุกเฉินมาจากไหน!
ว่านเทียนเซิ่งมองเขา แล้วเอ่ยปาก "มีเรื่องด่วน เรียกเข้ามาถามดูเถอะ!"
วินาทีต่อมา ประตูก็เปิดออก
ผู้บัญชาการกองกำลังคุ้มกันรีบเอ่ย "รายงานอธิการและผู้อาวุโสหอทุกท่าน ด้านล่างมีนักวิจัยหลายคนบุกขึ้นหอ ถ้าไม่ให้เข้ามา พวกเขาก็ขู่ว่าจะทำร้ายตัวเอง มีคนบาดเจ็บสาหัสแล้ว..."
เจตจำนงของทุกคนต่างแผ่สำรวจลงไป
โจวหมิงเหรินและพวกมีสีหน้าเปลี่ยนไป หายตัววับไปจากที่เดิมทันที
ไม่ไกลออกไป อู๋เยว่ฮวาแค่นเสียงเย็น หัวเราะเยาะ แล้วเอ่ยเรียบๆ ว่า "นับวันยิ่งไม่มีกฎเกณฑ์เข้าไปทุกที!"
พูดจบ เธอก็เดินตามออกไป
ผู้อาวุโสหอคนอื่นๆ ต่างเผยสีหน้าแปลกใจ มีผู้อาวุโสหอแผ่เจตจำนงสำรวจไปยังที่อื่นๆ ของสถาบัน แต่พอถึงเขตลานประลอง ก็มีคนระเบิดเจตจำนงต้านทานไว้!
ผู้อาวุโสหอผู้นี้มีสีหน้าเปลี่ยนไปเล็กน้อย ดึงเจตจำนงกลับมา และไม่ได้ส่งเสียงใดๆ
แต่ในใจก็พอจะคาดเดาได้แล้ว!
บางทีอาจจะเกิดเรื่องขึ้นที่เขตลานประลอง
สายอักษรเทวะเดี่ยว คงไม่ใช่ว่ามีอัจฉริยะถูกซูอวี่ซัดจนพิการไปอีกคนแล้วนะ?
ซูอวี่คนนี้...โหดเหี้ยมขนาดนี้เลยเหรอ?
นักเรียนใหม่คนเดียว ซัดอัจฉริยะสายอักษรเทวะเดี่ยวจนพิการไปตั้งหลายคน ช่าง...แข็งแกร่งดีจริงๆ!
เหล่าผู้อาวุโสหอมีท่าทีสงบนิ่ง ไม่ได้ใส่ใจอะไรมากนัก
เห็นได้ชัดว่าไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไร มิฉะนั้น ทางสถาบันคงเตือนภัยไปตั้งนานแล้ว
กองกำลังคุ้มกันไม่ใช่เครื่องประดับนะ!
ถ้าเป็นเรื่องใหญ่จริงๆ คงประกาศเตือนภัยไปนานแล้ว ไหนเลยจะต้องให้คนของสายอักษรเทวะเดี่ยวมาแจ้ง ชัดเจนว่ามันเกี่ยวพันกับพวกเขาเท่านั้น
เหล่าผู้อาวุโสหอแต่ละคนมีท่าทีสบายๆ เดินทอดน่องลงบันไดไป
ไปดูเรื่องสนุกกัน!
เว้นแต่ผู้อาวุโสหอสายอักษรเทวะเดี่ยวที่ตึงเครียด คนอื่นๆ กลับไม่ได้สนใจจริงๆ นักเรียนประลองกัน บาดเจ็บก็เป็นเรื่องปกติ อย่างมากก็แค่เหมือนหวงฉี่เฟิง กรรมการก็ยังอยู่ คงไม่ถึงขั้นตายหรอก
...
เขตลานประลอง
เจี่ยหมิงเจิ้นและพวกก็อยู่ที่นี่ด้วย
ตอนนี้ เจี่ยหมิงเจิ้นเดาะลิ้นชื่นชม "เจ้าเด็กนี่ ร้ายกาจแฮะ! เดินหนึ่งก้าวแต่มองการณ์ไกลไปถึงสามก้าว ดูสิ ถ้าเจ้าพวกที่ไปส่งข่าวออกไปช้ากว่านี้ ก็ต้องถูกจับด้วย ทีนี้ก็คงไม่มีคนส่งข่าวแล้ว!"
เกือบจะไม่มีคนไปส่งข่าวแล้วจริงๆ!
คนอื่นๆ ล้วนถูกจับไปหมดแล้ว
ตอนนี้กองกำลังคุ้มกันก็หมดหนทาง คนเยอะเกินไป ทำได้เพียงแค่ทำหน้าที่คุ้มกัน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความวุ่นวาย ส่วนเจ้าพวกที่ไล่นักเรียนก่อนหน้านี้ ล้วนถูกคุมตัวไปหมด เกรงว่าคงต้องถูกขังไว้จนกว่าเรื่องจะจบ
ในลานประลองยังมียอดฝีมือสายอักษรเทวะเดี่ยวอยู่อีกบ้าง แต่ตอนนี้กลับทำอะไรไม่ได้เลย!
สอดมือไม่ได้ ไล่นักเรียนก็ไม่ได้!
หากไล่นักเรียน ซูอวี่เจ้านี่ก็ถนัดใช้ประโยชน์จากกฎเกณฑ์นัก พอหาว่าคุณสอดมือยุ่งเกี่ยวกับการประลองของนักเรียน ทีนี้ก็ต้องถูกจับอีก!
ได้แต่ร้อนใจไปเปล่าๆ!
วินาทีนี้ นักวิจัยสายอักษรเทวะเดี่ยว แต่ละคนล้วนกลั้นหายใจด้วยความอัดอั้น ไม่นึกเลยว่าจะถูกนักเรียนคนหนึ่งวางแผนเล่นงานเข้าให้!
ผู้ฝึกตนระดับทะยานเวหาและหลิงอวิ๋นกลุ่มใหญ่ กลับทำได้เพียงมองดูตาปริบๆ!
มองดูคนแล้วคนเล่าเข้าไปลงชื่อ มองดูนักเรียนแต่ละคนอย่างเบิกบานใจไปจดบันทึกว่าตัวเองชนะไปกี่ครั้งแล้ว มองดูนักเรียนแต่ละคนพูดคุยกันเสียงเบา ว่าจะสามารถได้อักษรเจตจำนงมาหรือไม่?
จะได้กับผีล่ะสิ!
เจี่ยหมิงเจิ้นถอนใจอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะหัวเราะแล้วพูดว่า "พวกเราก็ไปท้าประลองบ้างดีกว่า ดูสิว่าจะหาอักษรเจตจำนงมาได้สักสองสามเล่มไหม อย่างไรเสียก็เป็นลูกศิษย์ของผู้อาวุโสหอนี่นะ เหล่าโจวอาจจะไว้หน้าบ้างก็ได้? ถ้าไม่ไว้หน้า งั้นก็แปลว่าตาแก่พวกนั้นไม่มีหน้ามีตาแล้วล่ะ..."
พวกเขาเป็นลูกศิษย์ของผู้อาวุโสหอหลายคนเชียวนะ!
ถึงแม้ตาแก่พวกนั้นจะขี้เกียจสนใจพวกเขา และรังเกียจว่าขายหน้า แต่ในนามก็ยังเป็นศิษย์อาจารย์กันนี่นะ?
ผู้อาวุโสหอคนหนึ่งที่อยู่ข้างๆ หัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออกแล้วพูดว่า "นายยังจะเข้าไปยุ่งอีก! เรื่องสนุกนี่ ดูเฉยๆ ก็พอแล้ว ถ้าเกิดฐานะที่แท้จริงของพวกเราถูกเปิดเผย เหล่าโจวคงแค้นจนอยากจะกินเลือดกินเนื้อพวกเราแน่!"
"มันเกี่ยวอะไรกับพวกเราด้วยล่ะ อีกอย่าง...ตอนนี้พวกเราไม่ใช่นักเรียนหรอกเหรอ?"
เจี่ยหมิงเจิ้นพูดอย่างไม่แยแส "ไปเถอะ ฉวยโอกาสตอนที่เหล่าโจวและพวกยังไม่มา รีบๆ หน่อย! ครั้งนี้พวกลุงโจวคงได้ร้องไห้จริงๆ เจอคนหน้าด้านเข้าให้...เฮ้อ เปลี่ยนเป็นฉัน ฉันก็ร้องไห้เหมือนกัน! ฉันอุตส่าห์คิดว่าเขาจะสู้ต่อไปเรื่อยๆ ต่อให้แพ้ ก็แพ้อย่างมีเกียรติ แพ้อย่างน่าสลดใจ...แต่ผลลัพธ์...ผลลัพธ์กลับกลายเป็นแบบนี้ไปได้ยังไงเนี่ย?"
ส่ายหน้า ยอมใจเลย
ที่แท้คนเราก็สามารถหน้าด้านได้ขนาดนี้เลยเหรอ!
อัจฉริยะแล้วยังไง?
ใครบอกคุณล่ะ ว่าอัจฉริยะจะต้องรักษาหน้า!
อย่าเอาความคิดเก่าๆ ไปตัดสินนักเรียนใหม่ในยุคนี้เลย แต่ละคนล้วนเจ้าเล่ห์เพทุบาย เรื่องหน้าตาสามารถเอาไปเหยียบย่ำบนพื้นเพื่อแลกกับแต้มผลงานได้ทุกเมื่อ แค่นี้มันเรื่องจิ๊บจ๊อย!
ขณะที่หลายคนกำลังจะไปลงชื่อ ทันใดนั้น ก็มีคนตะโกนขึ้นมา "ซูอวี่ ฉันท้าประลองกับนาย..."
ซูอวี่เงยหน้าขึ้นมอง แล้วตวาด "ไจ๋เฟิง นายมีปัญหาทางจิตหรือเปล่า? ฉันไม่ใช่นักเรียนในทำเนียบร้อยอันดับ นายจะบังคับท้าประลองกับฉันเหรอ? อาจารย์กรรมการอยู่ไหมครับ? นักเรียนในทำเนียบร้อยอันดับบังคับท้าประลองกับผม จะต้องรับโทษยังไงครับ?"
"..."
จ้าวหมิงเกาหัว ปวดขมับ ตวาดว่า "ไจ๋เฟิง อย่ามาก่อกวน! ขืนก่อกวนอีก เชื่อไหมว่านายก็จะโดนจับไปด้วย!"
"..."
ไจ๋เฟิงอัดอั้นจนแทบระเบิด!
น่าโมโหเกินไปแล้ว!
ซูอวี่หลุดจากทำเนียบร้อยอันดับไปแล้ว!
แต่แล้วซูอวี่ก็พูดขึ้นกะทันหัน "ที่นายท้าประลองฉัน หรือว่าก็เพื่ออยากชนะฉัน แล้วเอาอักษรเจตจำนงเหมือนกัน? นายก็บอกแต่แรกสิ บอกแต่แรกฉันก็ยอมแพ้ไปแล้ว ให้ตายสิ ฉันนับให้นายเล่มหนึ่งก็แล้วกัน ถือว่าก่อนหน้านี้ฉันแพ้ไปครั้งหนึ่ง นายอย่าลืมไปเบิกอักษรเจตจำนงจากอาจารย์ปู่ของนายล่ะ!"
"แก..."
ไจ๋เฟิงพูดอย่างโกรธแค้น "แกไม่มีความละอายใจบ้างเลยหรือไง?"
ซูอวี่หลุดขำ แล้วตะโกน "ยอมแพ้ คนต่อไป! ไจ๋เฟิง นายอย่ามาใช้ไม้นี้กับฉัน...ยอมแพ้ คนต่อไป...ไจ๋เฟิง ถ้านายมีความสามารถท้าประลองกับนักเรียนทั้งสถาบัน ฉันก็จะ...ยอมแพ้ คนต่อไป..."
เขาคุยกับไจ๋เฟิงไปพลาง รับคำท้าประลองไปพลาง
ไจ๋เฟิงทนไม่ไหวอีกต่อไป โมโหสุดขีด จึงหันหลังเดินหนีไปทันที
พอได้ยินเสียงเขาคอยพูดแต่ว่า "ยอมแพ้ คนต่อไป" หัวใจเขาก็เจ็บปวดไปหมด!
และในขณะนั้นเอง ก็มีกลิ่นอายอันแข็งแกร่งหลายสายพุ่งทะยานขึ้น!
เฉินหย่งเก็บรั้งเจตจำนงของตัวเองกลับมาในพริบตา เขามองไปยังอู๋เจียที่ยังคงรับลงชื่ออยู่ข้างๆ แล้วเอ่ยเสียงเบา "เท่าไหร่แล้ว?"
อู๋เจียทำหน้าเหม่อลอย "คะ?"
"เก็บได้เท่าไหร่แล้ว?"
"หนูขอดูก่อนนะคะ... 8523 แต้ม..."
เฉินหย่งรู้สึกเจ็บปวดหัวใจ!
เยอะขนาดนี้เลยเหรอ?
นักเรียนรวยขนาดนี้เลยเหรอ?
เอาเถอะ คนละหนึ่งแต้ม แถมยังมีบางคนลงชื่อไปตั้งหลายครั้ง ก็ถือว่าไม่เยอะเท่าไหร่ คนที่มาลงชื่อน่าจะมีประมาณหกพันคน!
สถาบันมีคนอยู่ขั้นบ่มเพาะจิตตั้งหลายหมื่นคนนี่นะ!
ไม่ถือว่าเยอะเกินไป ค่อยยังชั่ว ดูท่าคงจะไม่ได้มากันหมด
"เธอไปก่อน รีบไป รออยู่ที่หอตำรานะ!"
"อาจารย์คะ..."
"เร็วเข้า มีคนจะมาปล้นพวกเรา!"
ของพวกนี้ แม้จะถูกกฎ แต่ก็อยู่ในพื้นที่สีเทาของกฎเกณฑ์ ระวังไว้หน่อยก็ดี
แต้มผลงานแปดพันกว่าแต้มเชียวนะ!
ศิษย์หลานของเขาคนนี้ หาเงินเก่งเป็นบ้าเลย!
แถมหามาได้ยังไม่มีใครด่าอีก ก็แค่แต้มเดียว ซูอวี่ก็บอกแล้ว ว่าอาจจะไม่ได้ ถือซะว่าเดิมพันหาโอกาส!
ตัวเองมาเสี่ยงดวงเองนะ!
ไม่มีใครด่า ก็หาเงินเข้ากระเป๋าได้แล้ว แถมยังทิ้งปัญหาใหญ่สุดโต่งไว้ให้สายอักษรเทวะเดี่ยวอีก!
แปดพันกว่าแต้ม นี่มันเงินเดือนสิบปีของเขาที่เป็นระดับหลิงอวิ๋นขั้นเก้าเลยนะ!
เขาเป็นถึงผู้ดูแลหอตำราเชียวนะ!
เป็นระดับสูงของสถาบัน เป็นกลุ่มคนที่อยู่ระดับสูงสุดรองจากผู้อาวุโสหอเท่านั้น
ในแต่ละเดือน สามารถเบิกแต้มผลงานได้ห้าสิบแต้ม ปีหนึ่งหกร้อยแต้ม รวมกับสวัสดิการอื่นๆ ในแต่ละปี ก็ประมาณแปดเก้าร้อยแต้มต่อปี
ถ้าไม่มีรายได้พิเศษ นี่ก็คือเงินเดือนสิบปี!
ซูอวี่ ใช้เวลาแค่ชั่วโมงกว่าๆ เท่านั้นเอง!
คราวก่อนก็เหมือนกัน สู้ไปแค่รอบเดียว ก็หาแต้มผลงานได้ตั้งหลายหมื่น!
'ตั้งแต่เจ้าเด็กนี่เข้ามาในสถาบัน ทำไมถึงรู้สึกว่าสายอักษรเทวะพหุคูณไม่เคยขาดเงินใช้เลยนะ?'
เฉินหย่งเริ่มสงสัยในชีวิตแล้ว!
การหาแต้มผลงานมันง่ายดายขนาดนี้เชียวหรือ?
แล้วทำไมก่อนหน้านี้ เพื่อแต้มผลงานแค่ไม่กี่พันแต้ม อาจารย์ถึงกับกลุ้มใจจนต้องไปฆ่าปีศาจยักษ์ที่สนามรบพหุภพกันล่ะ!
กำลังคิดอยู่ เสียงตวาดด้วยความโกรธเกรี้ยวก็ดังขึ้น!
"เงียบ!"
"การประลองยุติลงเท่านี้!"
พร้อมกับเสียงตวาด ร่างหลายร่างก็เหินเวหามา
โจวหมิงเหรินขมวดคิ้ว มองดูซูอวี่ที่อยู่เบื้องล่าง แล้วมองไปทางเฉินหย่ง สีหน้าค่อนข้างดูไม่ได้
"ผู้อำนวยการ!"
"อาจารย์ปู่!"
"อธิการ!"
"..."
ยอดฝีมือสายอักษรเทวะเดี่ยว พอเห็นผู้ช่วยชีวิต แต่ละคนก็ร้อนรนจนทนไม่ไหว รีบเอ่ยทักทายขึ้นมาทันที
ซูอวี่กลับมีท่าทีสงบ!
เขาเงยหน้ามองโจวหมิงเหริน นี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้เห็น คราวก่อนที่เจิ้งอวี้หมิงบาดเจ็บ เขาเห็นเพียงแค่เงาคน ไม่ได้เห็นตัวจริง และก็ไม่ได้เห็นชัดเจนขนาดนี้
รูปลักษณ์ภายนอกดูดีมาก!
ดูเป็นผู้คงแก่เรียน แน่นอนว่าถ้าคิ้วไม่ขมวดเข้าหากันล่ะก็ นับว่าเป็นตาแก่สุดหล่อคนหนึ่งเลยล่ะ!
มีกลิ่นอายแบบผู้บำเพ็ญพรตเต๋า ดูสุภาพเรียบร้อยกว่าหลิวเหวินเยี่ยนเสียอีก
เขาคือโจวหมิงเหรินงั้นเหรอ?
เขาคนนี้เองที่คอยเล่นงานพวกเรามาตลอด?
ซูอวี่มองเขา โจวหมิงเหรินก็กำลังมองซูอวี่เช่นกัน นี่เป็นครั้งแรกที่เขาให้ความสำคัญกับนักเรียนที่ไม่ได้อยู่ระดับทะยานเวหาขนาดนี้!
'ดูท่าทางจะสุภาพเรียบร้อย...'
นี่ก็คือความประทับใจของโจวหมิงเหรินเช่นกัน
ในความรู้สึกพร่ามัว ราวกับได้เห็นหลิวเหวินเยี่ยนเมื่อหลายสิบปีก่อน!
หลิวเหวินเยี่ยนในตอนนั้น ก็ดูเหมือนจะเป็นเช่นนี้เหมือนกัน
ไม่ถ่อมตัว ไม่แข็งกร้าว สง่างาม และมีพรสวรรค์เหนือล้ำ!
ทั้งสองฝ่ายเงียบไปครู่หนึ่ง จู่ๆ ซูอวี่ก็เอ่ยขึ้น "การประลองจบลงแล้ว สรุปว่าแพ้ไป 8120 ครั้ง ส่วนคนที่ลงชื่อแล้วไม่ได้ชนะ เดี๋ยวผมจะคืนเงินให้ทุกคนทีหลังครับ!"
"..."
เงียบ เงียบสงัด!
นักเรียนนับพันคน วินาทีนี้ต่างเงียบกริบ!
ซูอวี่กล่าวอย่างเรียบเฉย "ผมแพ้แล้วครับ ถ้าใครต้องการให้ผมออกหนังสือรับรอง ผมก็จะออกหนังสือรับรองให้ทุกคน! โดยมีกรรมการเป็นพยาน ว่าผมแพ้แล้วจริงๆ ฝีมือสู้ไม่ได้ครับ!"
8120 ครั้ง!
วินาทีนี้ หัวใจของโจวหมิงเหรินแทบจะหยุดเต้น!
เขามองซูอวี่ แล้วค่อยๆ พูดช้าๆ "ซูอวี่ ที่ฉันพูดคำนั้นออกไป จุดประสงค์ก็เพื่อเร่งเร้าให้นักเรียนก้าวหน้า การที่เธอทำเรื่องเหลวไหลเช่นนี้ ถือว่าขัดต่อเจตนารมณ์เดิมของสถาบัน..."
ซูอวี่กล่าวอย่างเรียบเฉย "ไม่เข้าใจความหมายของอาจารย์ครับ! ผมบาดเจ็บ จะยอมแพ้ไม่ได้เชียวหรือ? เพื่อนนักเรียนทุกคนล้วนมีพลังแข็งแกร่ง ผมสู้พวกเขาไม่ได้ ก็ทำได้เพียงยอมแพ้! ส่วนเรื่องอื่นๆ ไม่เกี่ยวกับผม!"
ผมรับผิดชอบแค่การยอมแพ้!
ทวงหนี้ ผมไม่ได้ไปทวงหนี้เสียหน่อย!
มาอธิบายให้ผมฟังทำไม!
ถ้าคุณติดหนี้ผม คุณก็ยังสามารถไม่ให้ตรงๆ ได้เลย เพราะยังไงทุกคนก็รู้ดีอยู่แล้วว่าพวกเราไม่ถูกกัน
แต่ตอนนี้คุณไม่ได้ติดหนี้ผมนี่!
แต่ติดหนี้นักเรียนตั้งหลายพันคน!
ในเวลานี้เอง ก็มีคนหัวเราะฮ่าๆ แล้วเอ่ยว่า "ผู้อำนวยการโจว ผมขออักษรเจตจำนง 'คัมภีร์หมื่นอักษร' หนึ่งเล่ม ขอระดับซานไห่ขั้นสูงสุดเลยนะ ไม่อย่างนั้นปู่ผมต้องไม่พอใจแน่!"
โจวหมิงเหรินมองไปยังเจิ้งอวิ๋นฮุย และจ้องมองเขาอยู่ครู่หนึ่ง
เจิ้งอวิ๋นฮุยทำหน้าไร้เดียงสา แล้วหัวเราะแห้งๆ "หรือว่า...หรือว่าไม่ใช่? งั้นช่างเถอะ ผมไม่เอาแล้ว ให้ตายสิ ผมอุตส่าห์นึกว่าชนะแล้วจะได้อักษรเจตจำนงจริงๆ ซะอีก ช่างเถอะ อันดับ 88 ก็ได้!"
อีกด้านหนึ่ง ก็มีคนบ่นพึมพำว่า "ฉันเอา ฉันก็ชนะเหมือนกัน แถมยังชนะตั้งสามครั้ง! กว่าจะชนะซูอวี่ได้สามครั้งไม่ใช่เรื่องง่ายเลยนะ!"
ซูอวี่และโจวหมิงเหรินหันไปมองพร้อมกัน!
อู๋หลานไม่ได้สนใจ เธอชนะซูอวี่ตั้งสามครั้งจริงๆ ทำไมล่ะ ชนะไม่ได้เหรอ?
โจวหมิงเหรินไม่ปริปาก ตอนนี้เขามีความคิดร้อยแปดพันเก้าผุดขึ้นมาในหัว!
ปวดหัว!
ปวดขมับตึบๆ!
จู่ๆ เขาก็เอ่ยขึ้น "แล้วคนอื่นๆ ล่ะ?"
คนข้างกายคนหนึ่งเอ่ยเสียงเบา "ผู้อำนวยการ เฉินฮ่วนและพวก...พวกเขาถูก...ถูกจับไปแล้ว เพราะไปแทรกแซงการประลองของนักเรียน!"
ทางด้านนั้น ผู้บัญชาการกองกำลังคุ้มกันคนก่อนหน้านี้โค้งตัวเอ่ย "ผู้อำนวยการโจว นักวิจัยเฉินฮ่วนและพวกหลายคน ได้ไล่นักเรียนที่เข้าร่วมการแข่งขัน นักเรียนที่เข้าร่วมประลองอย่างซูอวี่จึงได้แจ้งความร้องทุกข์ พวกเราทำตามกฎระเบียบครับ!"
โจวหมิงเหรินไม่ได้พูดอะไรอีก
ทำตามกฎระเบียบ...
แค่ประโยคนี้ประโยคเดียว เขาก็ไม่รู้จะไปโต้แย้งอะไรได้
เพราะสถาบันแห่งนี้ยังคงมีกฎระเบียบ และเขตปกครองต้าเซี่ยก็มีกฎระเบียบเช่นกัน!
วันนี้คุณไม่รักษากฎระเบียบ พรุ่งนี้ก็จะมีคนไม่รักษากฎระเบียบกับคุณ
พวกโง่เง่า!
เขาทำได้แค่ด่าแบบนี้ ส่วนจะด่าใคร เขาเองก็ไม่รู้
วินาทีต่อมา จู่ๆ ก็มีคนหัวเราะแล้วพูดว่า "อักษรเจตจำนงแปดพันกว่าเล่ม ผู้อำนวยการโจว เขียนแค่วันละเล่ม ก็ใช้เวลายี่สิบกว่าปีเอง ไม่มีอะไรหรอก คนทั้งสถาบันจะซาบซึ้งใจในตัวคุณแน่!"
อู๋เยว่ฮวาออกมาแล้ว!
มาพร้อมกับรอยยิ้ม รอยยิ้มที่ดูเบิกบานใจเป็นอย่างมาก
ซูอวี่หันไปมองเธอ แล้วก็รู้สึกทึ่งเล็กน้อย คุณป้าคนนี้ หน้าตาสวยใช้ได้เลย!
ดูแล้วน่าจะอายุสามสิบกว่าๆ สง่างามองอาจ รอยยิ้มก็ดูดี...
แน่นอนว่า เหตุผลหลักเป็นเพราะอีกฝ่ายดูเหมือนกำลังเหน็บแนมโจวหมิงเหริน ซูอวี่จึงดีใจมาก มีบุคคลสำคัญมาช่วยพูดให้แล้ว สะใจจริงๆ!
"คุณย่า หนูชนะมาสามเล่มล่ะ!"
วินาทีต่อมา ซูอวี่ก็รู้แล้วว่าเป็นใคร!
อู๋หลานตะโกนราวกับจะโอ้อวด ดีใจจนเนื้อเต้น เธอชนะอักษรเจตจำนงมาได้ตั้งสามเล่ม!
"ฮ่าฮ่าฮ่า เก่งมาก!"
อู๋เยว่ฮวาเอ่ยชมเชยมาหนึ่งประโยค!
สามเล่ม...เรื่องเล็กน้อย
โจวหมิงเหรินไอ้สารเลว แกเตรียมตัวร้องไห้ได้เลย!
ขุดหลุมฝังศพเหรอ?
จะเอาแกไปฝังในหลุมศพนั้นก่อนเลย!
อักษรเจตจำนงแปดพันกว่าเล่ม ต่อให้แกไม่จ่าย แกก็ต้องรับผลกรรมอย่างหนักแน่!
นักเรียนนับพันคน ต่างมองดูพวกเขาปะทะฝีปากกัน
ทว่าในใจกลับคาดหวัง ต้องให้นะ!
ต่อให้ไม่ให้ทั้งหมด แต่ให้มาบ้างสักหน่อย ก็ยังมีโอกาสได้อยู่นะ!
การถูกนักเรียนนับพันคนจ้องมอง ต่อให้โจวหมิงเหรินจะหูตากว้างไกลเพียงใด ตอนนี้ก็ยังรู้สึกโมโหและร้อนรนขึ้นมาบ้างแล้ว
จะให้อักษรเจตจำนงเหรอ?
ให้กับผีสิ!
ตั้งหลายพันเล่ม จะไปหามาจากไหน!
ขืนต้องมานั่งเขียนเป็นสิบๆ ปีจริงๆ จะไหวเหรอ?
ในขณะเดียวกัน หญิงชราคนหนึ่งก็เดินออกมา แล้วตวาดว่า "เด็กๆ ทำตัวเหลวไหล! เคล็ดวิชาจะถ่ายทอดให้ง่ายๆ ได้ยังไง! แยกย้ายกันไปได้แล้ว..."
ด้านนั้น เฉินหย่งเอ่ยอย่างอึดอัดใจ "เด็กๆ ทำตัวเหลวไหลเหรอ? ผู้อาวุโสหออวี๋หง นักเรียนตั้งหลายพันคนเชียวนะ มีคนจากทุกตระกูลใหญ่ จะยอมให้เขตปกครองต้าเซี่ยและทั่วทั้งแดนมนุษย์หัวเราะเยาะสถาบันของเรางั้นเหรอ? ขายหน้าแค่ในบ้านก็พอแล้ว ยังจะขายหน้าไปทั่วแดนมนุษย์ ขายหน้าไปทั่วพหุภพหมื่นโลกอีกเหรอ?"
พูดพลางกดเสียงต่ำลง "สถาบันหมื่นเผ่าพันธุ์ก็คงจะรู้เรื่องแล้ว พอกลับไปเล่าลือ...ผู้อาวุโสหอของสถาบันอารยธรรมต้าเซี่ย ไม่สิ รองผู้อำนวยการ ทำตัวแบบนี้เหรอ?"
หญิงชรามองเขา แล้วเอ่ยเรียบๆ "เฉินหย่ง เธอก็รู้ ทุกอย่างล้วนเป็นเรื่องภายในของสถาบัน ทำไมจะต้องทำเรื่องให้มันวุ่นวายใหญ่โตด้วย..."
เฉินหย่งเอ่ยอย่างอึดอัดใจ "งั้นช่างมันเถอะ ยังไงก็ไม่เกี่ยวกับพวกเราอยู่แล้ว! พวกเราก็ไม่ได้ประโยชน์อะไร ส่วนเหล่าผู้อาวุโสหอจะว่ายังไง ก็เอาตามนั้นล่ะกัน!"
เหล่าผู้อาวุโสหอหลายคนไม่ปริปาก
เรื่องนี้ กลายเป็นเรื่องตลกขบขันระดับโลกไปแล้ว!
หลายคนก็จนใจ ก่อนหน้านี้ตอนที่โจวหมิงเหรินพูดคำนี้ พวกเขาก็ไม่ได้รู้สึกว่ามีปัญหาอะไรนี่นา!
ผลคือ...ผลลัพธ์มันกลายเป็นแบบนี้ไปได้ยังไง?







