วันที่สองของปีใหม่ ตามธรรมเนียมครอบครัว เมื่อเหล่าลูกชายกลับมาพร้อมหน้ากัน สวี่เฉิงโฮ่วก็ถือโอกาสนี้ตกลงเรื่องเลี้ยงดูในบั้นปลายชีวิตให้เรียบร้อย
วันที่สามหลังปีใหม่ เขาก็พาโจวกุ้ยหลานภรรยากลับไปที่หมู่บ้าน และได้เชิญพี่ชายของภรรยา คือ โจวอันผิง กับ โจวอันฝู มาร่วมเป็นพยานลงชื่อในข้อตกลงการดูแลยามชรา
ในเมื่อตอนนี้ญาติฝ่ายแม่คือญาติผู้ใหญ่ที่สุด ก็ไม่ต้องกังวลว่าพวกลูกชายจะปฏิเสธอีกต่อไป
โชคดีที่ด้วยคำแนะนำจากญาติพี่น้อง สวี่เฉิงโฮ่วก็ยอมละความคิดที่จะไปหาผู้อำนวยการโรงเรียน หรือผู้อำนวยการเขตของลูกชายคนโตและคนรองให้เรื่องมันบานปลาย
ไม่กี่วันหลังปีใหม่ สวี่ซื่อเยี่ยนก็กลับขึ้นเขาไปดูไร่โสม ส่วนซูอันอิงภรรยาก็อยู่บ้านดูแลลูกสองคน
ก่อนขึ้นเขา สวี่ซื่อเยี่ยนได้ไปพบอวี่โส่วกวง รวมถึงเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องของชุมชน เพื่อหารือเกี่ยวกับแนวคิดในการเพาะเลี้ยงสัตว์เศรษฐกิจ
ทั้งอวี่โส่วกวงและเลขาธิการหลี่จากชุมชนล้วนสนับสนุน และเห็นว่าน่าจะลองทำดู
หากทดลองได้ผล อาจกลายเป็นอีกหนึ่งหนทางพัฒนาแบบยั่งยืนให้ชุมชนตงกัง นอกจากการปลูกโสม
เมื่อได้รับการสนับสนุนจากทั้งสองคน สวี่ซื่อเยี่ยนจึงรู้สึกโล่งใจมาก
หลังจากกลับขึ้นเขา เขาก็หาทางจับตัวนากป่าและเซเบิ้ลป่าหลายตัวมาเลี้ยงไว้ ขยายขนาดการเลี้ยงออกไปทีละน้อย
วันที่ 27 มีนาคม ปี 1980 เขตอนุรักษ์ธรรมชาติภูเขาฉางไป๋ ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นเขตป่าสงวนระดับนานาชาติ
ต้นเดือนเมษายน บทความที่สวี่ซื่อเซียนเขียน ก็ได้รับการตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์หลายฉบับของมณฑล และได้รับความสนใจและการอภิปรายอย่างกว้างขวาง
วันที่ 17 เมษายน ทางมณฑลได้ส่งเจ้าหน้าที่มายังทงฮวา และร่วมกับเจ้าหน้าที่ในพื้นที่
ลงพื้นที่ตรวจสอบตามแผนที่เกี่ยวข้องกับนโยบายการผลิตและการก่อสร้างบนภูเขาแบบ “อิงป่า” ในพื้นที่ฝูซง
พบว่าข้อเสนอการพัฒนาแบบบูรณาการ ได้แก่ ป่าไม้ โสม ปศุสัตว์ และผลผลิตเสริม อิงตามสภาพความเป็นจริง เหมาะสมแก่การผลักดันอย่างเร่งด่วน
ในเวลาเดียวกัน ก็มีเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ตรวจสอบแปลงโสมที่แม่น้ำเซียวเฮยเหอ
เมื่อเข้าใจแนวทางการเพาะเลี้ยงสัตว์ป่าหายาก โดยเฉพาะชนิดที่มีคุณค่าทางยา เช่น กวางชะมด และวิธีสกัดชะมดเชิงเศรษฐกิจโดยไม่ทำอันตรายต่อชีวิตตัวผู้
ทางการได้ให้การยอมรับแนวทางนี้ และส่งเรื่องเสนอขึ้นหน่วยงานระดับสูง เพื่อการศึกษาและเรียนรู้ต่อไป
สวี่ซื่อเยี่ยนกลายเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงทั้งในชุมชนตงกัง และในเขตฝูซง มีหลายแห่งต้องการเชิญเขาไปบรรยาย
แต่สวี่ซื่อเยี่ยนกลับตอบปฏิเสธงานทั้งหมด โดยให้เหตุผลว่า ตนเองไม่มีการศึกษา ไม่สามารถให้คำอธิบายหรือคำแนะนำอะไรที่ลึกซึ้งได้ ขออยู่เงียบ ๆ ดูแลไร่โสมและเพาะเลี้ยงสัตว์อยู่บนเขาดีกว่า
ฤดูใบไม้ผลิผ่านไป ฤดูหนาวเวียนมา เวลาเปลี่ยนผันอย่างรวดเร็ว จนมาถึงวันที่ 1 มิถุนายน ปี 1982
สวี่ซื่อเยี่ยนยืนอยู่หน้าห้องคลอดของโรงพยาบาลชุมชนตงกังอีกครั้ง ภรรยาของเขากำลังจะคลอดลูกอีกคน
หลังจากที่ซูอันอิงให้กำเนิดลูกสาวคนโต “ซวีจิ่นผิง” ได้สามเดือน ทั้งคู่ก็ปรึกษากันว่าจะตอบสนองนโยบายรัฐ โดยงดมีลูกเพิ่มเติม
ยิ่งไปกว่านั้น สวี่ซื่อเยี่ยนใช้ชีวิตอยู่บนเขาเป็นส่วนใหญ่ โอกาสพบกันน้อย จึงห่างเรื่องพวกนี้ไปสองปี
แต่เมื่อฤดูใบไม้ร่วงปีที่แล้ว โสมรุ่นแรกที่ไร่แม่น้ำเซียวเฮยเหอเก็บเกี่ยวได้ ก็ทำให้ต้องทำงานกันอย่างหนัก
สวี่ซื่อเยี่ยน สวี่เฉิงโฮ่ว และหยางชุนหมิง ทั้งสามคนแทบไม่มีเวลากินข้าว ภรรยาของหยางชุนหมิงกับซูอันอิงต้องทิ้งลูกเล็กไว้ที่บ้าน แล้วขึ้นเขามาช่วย
และหลังจากฤดูเก็บเกี่ยวจบลง ซูอันอิงก็พบว่าตัวเองตั้งครรภ์อีกแล้ว
ปัญหาคือ ครอบครัวสวี่ซื่อเยี่ยนมีลูกชายหนึ่งและลูกสาวหนึ่งแล้ว เกินจากที่กฎหมายอนุญาต
ชุมชนตงกังก็ดูแลเข้ม ไม่เหมือนเขตห่างไกลอย่างบ้านใหญ่ที่ไม่ค่อยมีใครใส่ใจ
อวี่โส่วกวงจึงแอบให้คำแนะนำว่า ให้ซูอันอิงย้ายไปอยู่กับสวี่ซื่อเยี่ยนบนเขา จะได้หลีกเลี่ยงปัญหาไม่จำเป็น
ตามกำหนดคลอด ซูอันอิงควรจะคลอดเดือนกรกฎาคม แต่ตั้งแต่เมื่อวานเธอเริ่มมีเลือดออก ปวดท้อง
ทำให้สวี่ซื่อเยี่ยนตกใจ รีบพาเธอลงเขาส่งโรงพยาบาลทันที
แพทย์ตรวจแล้วพบว่า เธออาจจะตั้งครรภ์แฝด!
“ภรรยาขอให้ปลอดภัยนะ อย่าเป็นอะไรไปเลย
เราไม่น่าคิดมีลูกอีกเลย แค่สองคนก็พอแล้ว…”
บนเขา สวี่ซื่อเยี่ยนก็เคยสังเกตแล้วว่าท้องของภรรยาดูใหญ่กว่าปกติ
แต่ครอบครัวสวี่ไม่เคยมีประวัติแฝด เขาก็ไม่ได้คิดอะไร แค่คิดว่าเธอกินเยอะ เลยอ้วนท้องโตเท่านั้นเอง…
พอหมอบอกว่า ซูอันอิงอาจจะตั้งท้องลูกแฝด ก็ทำเอาสวี่ซื่อเยี่ยนถึงกับตาค้าง อึ้งพูดไม่ออก จะเป็นไปได้ยังไงกัน?
สวี่ซื่อเยี่ยนถึงกับนึกเสียใจ เขาไม่น่าดันไปอยากได้ลูกสาวอีกเลย คิดเพ้อเจ้อว่าบางทีลูกสาวคนที่สองอาจจะมาเกิดอีกครั้ง
ถ้ารู้ตั้งแต่แรกว่าจะเป็นแฝด ไม่ว่าอย่างไรก็จะไม่พาภรรยาหนีขึ้นเขาอยู่เสียนานขนาดนี้ อย่างน้อยก็น่าจะพาไปตรวจก่อนสักรอบ
นี่มันทำไมถึงไม่เหมือนชาติที่แล้วเลยล่ะ?
ชาติก่อน ลูกสาวคนที่สองเกิดช่วงฤดูใบไม้ร่วง ปี 1981 ก็ไม่ได้มีลูกแฝดสักหน่อยนี่นา
สวี่ซื่อเยี่ยนร้อนใจจนเดินวนไปวนมาหน้าห้องคลอด เหมือนแมลงวันไร้หัว พลางพึมพำกับตัวเอง
ก็ใช่สิ จะพูดถึงชาติที่แล้วไปทำไม ตอนนี้เขากลับมาเกิดใหม่ตั้งหลายปี หลายอย่างก็เปลี่ยนไปหมดแล้ว จะให้มันเดินตามเดิมทุกอย่างได้ยังไง?
ชาติก่อน ตอนนี้พี่ชายคนที่สอง สวี่ชื่ออัน ก็เป็นมะเร็งกระเพาะ ทำการผ่าตัดไปแล้วครั้งหนึ่ง
แต่ชาตินี้ พี่รองยังแข็งแรงเหมือนลาป่าหลงฝูง ไม่มีอาการอะไรเลย
ชาติก่อน พี่ใหญ่ สวี่ชื่อเซียน เพราะได้รับบาดเจ็บจึงลาออกจากโรงงานในตำบลตงกัง แล้วเปิดร้านถ่ายรูป
แต่ชาตินี้กลับต่างออกไป เพราะบทความหนึ่งที่เขาเขียนไว้ กลับถูกผู้บริหารในสำนักงานเล็งเห็น
เลยถูกเรียกตัวเข้าไปทำงานในสหภาพแรงงาน กลายเป็นเจ้าหน้าที่ฝ่ายประชาสัมพันธ์ คอยเขียนคำปราศรัยและจัดกิจกรรมต่าง ๆ
สวี่ชื่อเซียนยังได้โอกาสส่งบทความไปลงในนิตยสารและหนังสือพิมพ์ระดับเมืองและจังหวัดหลายชิ้น เป็นบทความสรรเสริญบ้านเกิดและสะท้อนการเปลี่ยนแปลงของยุคสมัย
ปีที่แล้ว บทความที่เขาเขียนได้รับความสนใจจากผู้นำระดับอำเภอ จนถึงขั้นขอยืมตัวข้ามหน่วยงาน ปัจจุบันเขาทำงานอยู่ในที่ว่าการอำเภอ
ทุกวันนั่งอยู่ในสำนักงาน อ่านหนังสือพิมพ์ ถ้าว่างก็เขียนบทความให้ผู้บริหาร หรือลงบทความในหนังสือพิมพ์ ชีวิตสบายเอามาก ๆ
ทุกอย่างเปลี่ยนไปหมดแล้ว จะมัวแต่คิดถึงชาติที่แล้วอีกทำไม สวี่ซื่อเยี่ยนถึงกับคิดว่าตัวเองคงโดนประตูหนีบหัวเข้าแล้วแน่ ๆ
ตอนนี้ สวี่ซื่อเยี่ยนก็เดาไม่ออกแล้วว่าอนาคตจะเป็นยังไงต่อไป และก็ไม่รู้ด้วยว่า ภรรยาของเขาจะคลอดได้อย่างปลอดภัยหรือเปล่า
สิ่งเดียวที่เขาทำได้คือยืนอยู่หน้าห้องคลอด อธิษฐานขอให้ฟ้าคุ้มครอง ขอแค่อย่าให้ภรรยาเป็นอะไรไปก็พอ
ซูอันอิงเข้าไปในห้องคลอดได้สักพักแล้ว เสียงร้องด้วยความเจ็บปวดจากข้างใน ทำเอาสวี่ซื่อเยี่ยนเจ็บไปทั้งใจ
ในขณะที่กำลังร้อนใจอยู่นั้น สวี่ชื่อฉินก็พาหลานสาว สวี่จิ่นผิง และหลานชาย สวี่ไห่หยวน มาที่โรงพยาบาล
“คุณพ่อ แม่อยู่ไหน?”
สวี่จิ่นผิงดิ้นหลุดจากอ้อมแขนของอาสาว แล้ววิ่งเข้ามาหาพ่อด้วยสีหน้ากังวล
เด็กหญิงอายุสี่ขวบ (นับแบบจีน) แต่จริง ๆ เพิ่งสองขวบครึ่งเท่านั้น ผมมัดเป็นจุกบนหัวด้วยเชือกแดง แก้มแดงน่ารัก ดวงตากลมโตใสแจ๋ว คิ้วตาชัดเจน สวยน่ารักสุด ๆ
เด็กน้อยคนนี้ได้ทั้งข้อดีของพ่อและแม่มารวมกัน จึงดูดีเป็นพิเศษ
วันนี้เธอสวมเสื้อเชิ้ตคอกลมสีชมพูอ่อน กางเกงเอี๊ยมสีฟ้าไข่เป็ด ฝีมือป้าสาว สวี่ชื่อฉิน ที่ตอนนี้ฝีมือการตัดเย็บไม่ธรรมดา จะนิตยสารหรือภาพในหนังสือ เธอแค่มองแวบเดียวก็เย็บออกมาได้เหมือนเป๊ะ
“โอ้ วิ่งกันทำอะไรกันที่โรงพยาบาล ทำไมพวกเธอไม่นั่งรออยู่บ้านกันล่ะ ?”
สวี่ซื่อเยี่ยนก้มลงอุ้มลูกสาว หอมแก้มเบา ๆ แล้วพูด
“แม่อยู่ข้างใน น้องชายหรือน้องสาวคนใหม่กำลังจะออกมาทักทายพวกหนูแล้ว
ผิงผิง เรามารอข้างนอกกันอย่างสงบดีมั้ย?”
แม้ในใจจะร้อนรนแค่ไหน แต่เวลาอยู่ต่อหน้าลูกก็ต้องไม่แสดงออก เด็กยังเล็ก รับรู้ความรู้สึกของผู้ใหญ่ได้ง่าย ถ้าผู้ใหญ่เครียด เด็กก็จะกลัว
“ผมบอกแล้วไงว่าไม่ควรมาน่ะ? น้องดื้อจะมาตามพ่อแม่ให้ได้เลย!”
ทางฝั่งสวี่ไห่หยวนที่อายุเกินสี่ขวบแล้ว พูดด้วยสีหน้าจริงจัง มือกอดอกพลางบ่นเสียงแข็ง







