หลังจากเสร็จกิจ
จีซู่จวินรีบดึงหมอนมาหนุนรองรับไว้ หญิงมีครรภ์ในหมู่บ้านบอกว่าทำเช่นนี้จะตั้งครรภ์ได้ง่าย
"ท่านพี่ หรือว่าที่ดินผืนนี้ของข้าจะไม่ได้เรื่อง เหมือนกับที่ดินเค็มบางแห่งที่ปลูกพืชผลไม่ขึ้นเจ้าคะ" จีซื่อที่นอนอยู่เอ่ยโทษตัวเองอย่างหนัก
หลายเดือนมานี้ ทุกเดือนล้วนต้องนับวันเพื่อหว่านเมล็ดพันธุ์ ทว่าทุกครั้งล้วนเต็มไปด้วยความคาดหวัง แต่สุดท้ายกลับผิดหวัง ท้องยังคงไร้วี่แววใดๆ ระดูยังคงมาตามกำหนดในเดือนถัดไปเสมอ
นางไม่ได้สงสัยว่าวิธีนับวันของหลี่อี้ผิดพลาด และไม่เคยสงสัยเมล็ดพันธุ์ของหลี่อี้ เพียงแค่สงสัยว่าที่ดินของตนเองไม่ได้เรื่อง
"ปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติเถิด เพิ่งเตรียมตัวตั้งครรภ์ได้ไม่นานเอง"
"นานมากแล้วเจ้าค่ะ ต้องเป็นเพราะที่ดินผืนนี้ของข้าไม่ได้เรื่องแน่ๆ"
นางพูดเสียจนหลี่อี้เริ่มสงสัยตัวเองขึ้นมาแล้ว เมื่อก่อนล้วนใช้ปลอก แต่ตั้งแต่สือเหนียงอยากให้ในบ้านมีทายาทเพิ่ม เขากับซู่จวินและอวี้ซู่ก็ไม่ได้ใช้แล้ว เป็นเวลาสองเดือนแล้ว ตามหลักควรจะมีโอกาสสี่ครั้ง ทว่ากลับไม่ติดเลยสักครั้ง
แต่เมื่อลองคิดดูอีกที ยังหนุ่มสาวและแข็งแรงปานนี้ ไม่มีเหตุผลเลยนี่นา
คงเป็นปัญหาเรื่องความน่าจะเป็น ท้ายที่สุดคนหนึ่งเพิ่งมีโอกาสเพียงสองครั้ง สิบครั้งติดสักครั้งก็นับว่าสูงมากแล้ว คงเป็นเพราะจำนวนครั้งยังไม่พอ
"ท่านพี่ วันนี้ข้ายังได้ยินตำรับยามาสองขนานเจ้าค่ะ ขนานหนึ่งเปลี่ยนท้อง อีกขนานหนึ่งเพิ่มทายาท"
หลี่อี้ห่มผ้าให้นาง ก่อนจะนอนลงข้างๆ แล้วเข้าสู่โหมดนักปราชญ์
"เปลี่ยนท้องอะไรหรือ"
"ภรรยาหลัวอู่บอกว่า หากบุตรสาวออกเรือนไปหนึ่งถึงสองปีแล้วยังไม่มีบุตร หรือคลอดแต่บุตรสาวติดๆ กัน เมื่อถึงเวลานี้ครอบครัวฝ่ายหญิงจะเลือกวันมงคล ซื้อกระเพาะหมูมาตุ๋นจนสุกแล้วใส่ไว้ในกาน้ำชา ให้มารดาหรือผู้หลักผู้ใหญ่ฝ่ายหญิงใส่ตะกร้าของขวัญนำไปส่งที่บ้านบุตรเขย เมื่อถึงบ้านจะไม่พูดคุยกับผู้ใด ให้นำไปส่งที่ห้องของบุตรสาวโดยตรง วางกาน้ำชาที่ใส่กระเพาะหมูไว้บนเตียง จากนั้นก็กลับบ้านโดยไม่พูดอะไรสักคำ ส่วนบุตรสาวและบุตรเขยก็อยู่ในห้อง กินกระเพาะหมูด้วยกันจนหมด นี่คือการเปลี่ยนท้อง แล้วจะสามารถคลอดบุตรชายได้เจ้าค่ะ"
หลี่อี้ฟังแล้วอยากจะหัวเราะ มันช่างไร้หลักวิทยาศาสตร์เอาเสียเลย
"แล้วเพิ่มทายาทเล่า"
"ใช้ด้ายแดงผูกตะปูเหล็กวางไว้ใต้เตียงเจ้าค่ะ"
หลี่อี้ยิ้มๆ "ข้าว่าตำรับพื้นบ้านที่พวกนางพูดมาล้วนพึ่งพาไม่ได้ สู้ให้ข้าออกแรงอีกสักครั้งยังดีกว่า"
"ท่านพี่ยังไหวหรือเจ้าคะ"
หลี่อี้ได้ยินก็ไม่พอใจ พลิกตัวลุกขึ้น "ชายหนุ่มที่แข็งแรงดั่งมังกรพยัคฆ์เช่นข้า เจ้าบอกว่าข้ายังไหวหรือไม่หรือ ย่อมต้องไหวอยู่แล้ว วันนี้จะปลูกฝังให้เจ้าให้ได้ ผู้อื่นที่ดินหนึ่งหมู่ใช้เมล็ดข้าวสาลีสองเซิง ข้าใช้ห้าเซิง จะไม่เชื่อว่าจะไม่งอกงาม"
"ประเดี๋ยวก่อนเจ้าค่ะ"
จีซู่จวินร้องห้ามหลี่อี้ "พวกนางบอกว่าหลังทำหนึ่งครั้งต้องหนุนหมอนยกสะโพกขึ้นอย่างน้อยสองเค่อ รออีกหน่อยเถิด ทิ้งเมล็ดพันธุ์ให้เสียเปล่าไม่ได้นะเจ้าคะ"
······
ตรากตรำมาทั้งคืน
รุ่งสาง หลี่อี้ยังคงนอนหลับสนิทเพื่อชดเชยการนอน
หงเซี่ยนสาวใช้ของซู่จวินเดินเข้ามา กระซิบกระซาบบางอย่างกับซู่จวิน
"พูดอะไรกันหรือ" หลี่อี้ถูกปลุกให้ตื่น
"ท่านพี่ หน้าประตูหมู่บ้านของเรามีเด็กคนหนึ่งเจ้าค่ะ"
"นี่มันเรื่องอะไรกัน"
"ทารกคนหนึ่งเจ้าค่ะ มีคนนำทารกหญิงมาทิ้งไว้หน้าประตูหมู่บ้านของเรา"
หลี่อี้ลุกขึ้นนั่ง ขยี้ตา
"เกิดอะไรขึ้น"
ความง่วงงุนมลายหายไปสิ้น
หลี่อี้สวมเสื้อผ้า เดินออกจากห้องไปกับจีซื่อ ในเรือนกำลังวิพากษ์วิจารณ์เรื่องนี้กันอยู่แล้ว
เมื่อมาถึงหน้าประตูหมู่บ้าน
ก็มีคนมุงดูอยู่หลายคนจริงๆ
ตู้สือเหนียงอุ้มเด็กคนหนึ่งไว้ในอ้อมอก
"ทารกหญิง คาดว่าเพิ่งเกิดได้ไม่กี่วัน ผอมแห้งตัวเล็กนิดเดียว และไม่ร้องไห้ด้วย"
ตอนเช้าหลิวเฮยจื่อเพิ่งเปิดประตูหมู่บ้าน ก็เห็นตะกร้าหลิ่วใบหนึ่งวางอยู่หน้าประตู พอเข้าไปดูใกล้ๆ ด้านในกลับมีทารกคนหนึ่ง
จึงรีบแจ้งให้คนในเรือนทราบ
ตอนนี้สือเหนียงใช้เสื้อขนจิ้งจอกห่อตัวเด็กไว้แล้ว
หลี่อี้เข้าไปดูใกล้ๆ
เจ้าหนูน้อยคนนี้ตัวเล็กมาก แต่หน้าตาค่อนข้างจิ้มลิ้ม ไม่ได้ดูขี้ริ้วเหมือนทารกแรกเกิดทั่วไป
เขาคาดเดาว่าเด็กคนนี้น่าจะน้ำหนักไม่ถึงห้าจินด้วยซ้ำ ผอมแห้งเกินไปแล้ว
ทุกคนต่างวิพากษ์วิจารณ์กัน
"บ้านไหนคลอดแล้วกลับไม่ยอมเลี้ยงดูกัน"
"เด็กผู้หญิงน่ะสิ ต้องเป็นเพราะคลอดออกมามากจนเลี้ยงไม่ไหวแน่ๆ"
"บางทีอาจจะอยากได้เด็กผู้ชายกระมัง"
กลับมีผู้อาวุโส อย่างเช่นหลัวเอ้อร์ที่สงบนิ่งมาก เขากล่าวว่าเมื่อก่อนที่หุบเขาเด็กตายฝั่งหมู่บ้านเฝิงเจีย ทุกปีไม่รู้ว่าต้องทิ้งศพเด็กไปตั้งเท่าไร ไม่เพียงทิ้งศพเด็ก แต่ยังมักจะมีคนนำทารกหญิงไปทิ้งไว้ที่นั่นด้วย
พูดไปแล้วล้วนเป็นบาปกรรมทั้งสิ้น
แต่ในยุคสมัยนี้ การจับทารกกดน้ำ โดยเฉพาะทารกหญิง บางครั้งคลอดออกมาแล้วก็นำมารดาทิ้งไปทั้งที่ยังมีชีวิตอยู่ก็มีไม่น้อย
เหตุผลล้วนตั้งอยู่บนความเป็นจริง
"ครอบครัวของเด็กคนนี้ยังรู้จักนำเด็กมาส่งที่ป้อมอู๋จี๋ คงรู้ว่านายท่านของพวกเรามีคุณธรรมและจิตใจดีกระมัง"
เมื่อก่อนยังไม่เคยมีใครนำทารกมาทิ้งไว้หน้าประตูบ้านเขา
นี่เป็นครั้งแรก
ตู้สือเหนียงอุ้มเด็กไว้ไม่ยอมปล่อยมือ นางชอบเด็กมาก ปรารถนาจะมีลูกมาโดยตลอด บัดนี้หลี่อี้เป็นขุนนางขั้นห้ามีเครื่องราชอิสริยาภรณ์ระดับเก้าและยังมีบรรดาศักดิ์ป๋อเฉี่ยนสุ่ย ในบ้านยังมีที่ดินหลายพันหมู่ และมีโรงเรือนร้านค้าอีกหลายแห่ง
ไม่ขาดแคลนเงินทอง ขาดก็แต่คน
แม้หลี่อี้จะไม่รีบร้อนมาโดยตลอด แต่ตู้สือเหนียงกลับร้อนใจมาก รู้สึกว่าเป็นความบกพร่องต่อหน้าที่ของภรรยาเอกอย่างนาง
วันนี้ทารกหญิงคนนี้ถูกส่งมา
นางรู้สึกว่าเป็นลางดี
"ท่านพี่ พวกเรารับเลี้ยงเด็กคนนี้เถิดเจ้าค่ะ"
อวี๋โย่วเหนียงก็ยิ้มพลางกล่าวว่า "แม่หนูคนนี้น่าสงสารเหลือเกิน ตัวแค่นี้ก็ถูกทิ้งเสียแล้ว รับเลี้ยงไว้เถิด ถือเป็นการสะสมบุญกุศลด้วยเจ้าค่ะ"
ภรรยาหลัวเอ้อร์กลับกล่าวว่า "เลี้ยงคนนี้แล้ว จะต้องพาทารกมาให้อย่างแน่นอน"
หลี่อี้เคยได้ยินแต่สุนัขพาทรัพย์มาให้ ไม่เคยได้ยินว่าเด็กจะพาการตั้งครรภ์มาให้ได้ด้วย
ทว่าตระกูลหลี่ในยามนี้รับเลี้ยงเด็กสักคนกลับไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร
จีลิ่งอี๋ก็ชอบเด็กคนนี้ นางรู้สึกว่าเมื่อคืนนายท่านตรากตรำหว่านเมล็ดพันธุ์ปานนั้น รุ่งเช้าก็มีเด็กมาหาหนึ่งคน เช่นนั้นคราวนี้นางจะต้องมีลางบอกเหตุว่าตั้งครรภ์แล้วเป็นแน่
"ท่านพี่ รับเลี้ยงไว้เถิดเจ้าค่ะ"
หลี่อี้พยักหน้า "ได้สิ"
เขารับเด็กมาจากมือของสือเหนียง สตรีหลายคนล้วนหัวเราะบอกว่าหลี่อี้อุ้มเด็กได้ดี พวกนางไม่รู้ว่าหลี่อี้เมื่อก่อนก็เคยอุ้มเด็กจนโตมาสองคนแล้ว
"ต้องหาแม่นมมาสักคน เด็กตัวแค่นี้ไม่มีนมกินไม่ได้" หลี่อี้มองเจ้าหนูน้อยคนนี้ ช่างน่าสงสารเหลือเกิน ตัวแค่นี้ก็ถูกทิ้งเสียแล้ว เหมือนกับอู๋อี้ในตอนนั้นไม่มีผิด "อีกอย่าง ยังต้องส่งคนไปสืบดูสักหน่อย ดูว่าเด็กเป็นลูกเต้าเหล่าใคร ถามให้ชัดเจนว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้น ทำหายหรือจงใจทิ้ง อย่างไรก็ต้องสืบให้กระจ่างและพูดคุยกันให้รู้เรื่อง"
หลิวเฮยจื่อรับคำ "ข้าจะลองไปสอบถามดูรอบๆ ขอรับ แต่ก็ใช่ว่าจะสืบรู้ได้ หลังครบเดือนแล้วค่อยไปแจ้งที่ทำการตำบลก็เหมือนกันขอรับ"
สือเหนียงกล่าวว่า "รีบไปหาแม่นมมาก่อนเถิด หามาสักหลายคน ดูว่าคนไหนเหมาะสมก็เก็บคนนั้นไว้"
ชั่วขณะนั้น หลิวเฮยจื่อ หลัวเอ้อร์ หลัวซาน หลัวอู่ ล้วนถูกระดมกำลังให้ออกไปหาแม่นมตามหมู่บ้านต่างๆ สิบลี้แปดหมู่บ้าน ในยุคสมัยนี้ แม่นมถือเป็นอาชีพที่ไม่เลวเลยทีเดียว ยิ่งกว่าหมอตำแยเสียอีก
หลักๆ เป็นเพราะความต้องการค่อนข้างมาก โดยทั่วไปสตรีในครอบครัวใหญ่โตคลอดบุตรแล้ว มักจะจ้างแม่นมมาสักคน บางคนเป็นเพราะน้ำนมตนเองไม่เพียงพอ บางคนเป็นเพราะไม่อยากตรากตรำให้นมบุตร
ส่วนแม่นมนั้น ส่วนใหญ่มักเป็นสตรีชาวบ้านจากครอบครัวเล็กๆ มีทั้งที่เพื่อค่าตอบแทนที่ดีกว่า ยอมไม่ให้นมบุตรตนเองไปให้นมลูกเศรษฐี มีทั้งที่ตนเองคลอดบุตรแล้วแต่เด็กอายุสั้น จึงมาเป็นแม่นม และยิ่งมีพวกที่ลูกตนเองโตหน่อยแล้ว อาศัยช่วงที่น้ำนมยังดีมาให้นมลูกผู้อื่นเพื่อหาเงิน
แม่นมในยุคนี้ ไม่เพียงให้นมเด็กแทน ยังเทียบเท่ากับพี่เลี้ยงเด็กแรกเกิดคอยดูแลทารก ซึ่งก็ตรากตรำมากเช่นกัน แต่ค่าตอบแทนกลับไม่เลวเลย
"เลือกคนที่อายุน้อยและแข็งแรง น้ำนมต้องดี เรื่องค่าจ้างคุยกันได้" สือเหนียงกำชับ
หลี่อี้ยิ่งพูดตรงไปตรงมาว่า "กินอยู่กับข้าที่นี่ หนึ่งปีได้เสื้อผ้าหมวกรองเท้าถุงเท้าสองชุด แต่ละเดือนยังให้ข้าวฟ่างอีกหนึ่งสือ"
ค่าจ้างนี้สูงมากแล้ว สตรีในหมู่บ้านที่ได้ยินล้วนอิจฉากันมาก น่าเสียดายที่ไม่มีน้ำนมจึงรับงานนี้ไม่ได้
พวกหลิวเฮยจื่อแยกย้ายกันไปสืบว่าเด็กเป็นลูกเต้าเหล่าใคร อีกทั้งยังไปตามหาแม่นม ทางด้านตู้สือเหนียงก็เชิญสตรีที่มีประสบการณ์มาช่วยอาบน้ำอุ่นให้เด็ก ต้มน้ำข้าวให้เด็กดื่มก่อน แล้วยังไปขอยืมเสื้อผ้าเด็กตัวเล็กๆ จากแต่ละบ้านมาก่อน
พูดไปเด็กคนนี้ก็พิเศษมาก ต่อให้อาบน้ำให้นางก็ไม่ร้องไห้ ป้อนน้ำข้าวก็กิน
"คงไม่ได้เป็นใบ้กระมัง"
"ดูจากแววตาค่อนข้างมีชีวิตชีวา ไม่น่าจะใช่กระมัง"
จนกระทั่งเด็กกินอิ่มดื่มพอ ปัสสาวะรดผ้าอ้อมจนเปียกชื้น ร้องไห้ออกมาด้วยความไม่สบายตัว ทุกคนจึงได้ถอนหายใจโล่งอกเสียที
เสียงดังกังวานมาก โชคดีที่ไม่เป็นใบ้
"ท่านพี่ ตั้งชื่อให้เด็กเถิดเจ้าค่ะ"
หลี่อี้ยิ้มพลางกล่าวว่า "เรียกนางว่าเสี่ยวล่าเจียวดีหรือไม่" เขานึกถึงลูกสาว ลูกสาวมีชื่อเล่นว่าเสี่ยวผิงกั่ว น่าเสียดายที่ไม่ได้พบกันอีกแล้ว
สือเหนียงมองภรรยาต้าฟู่เปลี่ยนผ้าอ้อมให้แม่หนูน้อยอย่างคล่องแคล่ว "ตั้งชื่อทางธรรมให้อีกชื่อเถิดเจ้าค่ะ จะได้เลี้ยงง่ายๆ"
ตั้งแต่ยุคเว่ยจิ้นจนถึงราชวงศ์เหนือใต้เป็นต้นมา นิยมตั้งชื่อทางธรรมกัน ตัวอย่างเช่นหลี่จิ้งที่อยู่ข้างบ้าน พี่น้องหลายคนของเขาชื่อเย่าหวัง เย่าซือ เค่อซือ อันที่จริงล้วนเป็นชื่อทางธรรม ทางพุทธศาสนามีพระไภษัชยคุรุพุทธเจ้าและพระไภษัชยราชโพธิสัตว์เป็นต้น
หรืออย่างเช่นองค์รัชทายาทองค์ปัจจุบันมีชื่อเล่นว่าผีซาเหมิน ภรรยาของเขามีนามว่าเจิ้งกวนอิน ภรรยาของหลี่ซื่อหมินตระกูลจ่างซุนมีชื่อเล่นว่ากวนอินปี้
การตั้งชื่อทางธรรม ก็มีความหมายแฝงเหมือนกับที่ชาวบ้านตั้งชื่อให้เด็กว่าโก่วเซิ่ง เอ้อร์โก่ว สื่อเกินนั่นแหละ
ชื่อทางธรรมที่เด็กผู้หญิงใช้ได้อันที่จริงก็มีมากมาย ไม่ว่าจะเป็นจื้อกวง ซัวหลัว ซิวตัวหลัว ฝอเซี่ยง หรูเหลียนฮวา เชียนกวงจ้าว เจินหรูไห่ อู๋เลี่ยงโซ่ว ซวีหมัวถี ผูซ่า หมีเล่อ เป็นต้น
สือเหนียงอยากตั้งชื่อเด็กว่าหรูเหลียนฮวา แต่หลี่อี้คัดค้าน
ดอกบัวในยุคหลังไม่ใช่คำที่มีความหมายดีอะไรนัก โดยเฉพาะดอกบัวขาว
"ต้นประทีปส่องแสงพันดวง เปลวเพลิงบุปผาเบ่งบานเจ็ดกิ่งก้าน ให้ชื่อว่าเชียนกวงจ้าวก็แล้วกัน"
สือเหนียงรู้สึกว่าชื่อนี้ดี เมื่อก่อนนางมักจะไปไหว้พระทำทานเป็นเพื่อนฮูหยินเฒ่ากัว เชียนกวงจ้าวก็เป็นรูปแบบการถวายของบูชาแด่พระพุทธเจ้าอย่างหนึ่ง ศาสนิกชนจุดเชียนกวงจ้าวในวัด เพื่อแสดงความเคารพศรัทธาและความสำนึกคุณ อธิษฐานขอพรเบื้องหน้าประทีปพันดวงที่ส่องสว่าง ขอความสงบสุข คุ้มครองคนในครอบครัว
"เจ้ามีชื่อแล้วนะ ชื่อทางธรรมคือเชียนกวงจ้าว ชื่อเล่นเรียกว่าเสี่ยวล่าเจียว ต่อไปเจ้าก็คือคุณหนูใหญ่แห่งจวนป๋อเฉี่ยนสุ่ยแห่งป้อมอู๋จี๋ของพวกเราแล้ว" สือเหนียงอุ้มเด็กไว้อย่างดีอกดีใจ
หลี่อี้ยิ้มพลางให้จีลิ่งอี๋ที่อยู่ด้านข้างซึ่งมีใบหน้าเต็มไปด้วยความเอ็นดูรับไปอุ้ม "อุ้มเสี่ยวล่าเจียวสักหน่อย ให้นางพาน้องชายมาให้"
หลิวเฮยจื่อหาแม่นมชื่อว่าจางเฝิงซื่อมาจากหมู่บ้านเฝิงเจียคนหนึ่ง อายุยังไม่ถึงสามสิบ ที่บ้านเลี้ยงลูกมาแล้วสี่คน ลูกของนางอายุได้สิบเดือนแล้ว พอได้ยินว่าท่านป๋อเฉี่ยนสุ่ยแห่งป้อมอู๋จี๋รับสมัครแม่นม เดือนหนึ่งได้ข้าวฟ่างหนึ่งสือ มีที่กินที่อยู่ให้ แถมหนึ่งปียังได้เสื้อผ้าสองชุด จึงรีบมาทันที
หลัวซานก็หาสตรีมาได้คนหนึ่งจากหมู่บ้านเกาเจีย
ลูกของนางอายุครึ่งขวบ เพิ่งจะอายุสั้นไปไม่นาน น้ำนมยังมีอยู่
สือเหนียงรู้สึกว่าสตรีจากหมู่บ้านเกาเจียคนนี้ลูกอายุสั้นนั้นไม่ดี จึงเลือกจางเฝิงซื่อ
หลี่อี้เห็นสตรีหมู่บ้านเกาเจียน่าสงสาร จึงรั้งตัวนางไว้เช่นกัน ทว่าไม่ได้ให้เป็นแม่นม แต่ให้เป็นพี่เลี้ยงเด็ก ค่าจ้างจะต่ำกว่าหน่อย มีที่กินที่อยู่กับเสื้อผ้าสองชุดให้ เดือนละข้าวฟ่างเจ็ดโต่ว
เกาหวังซื่อซาบซึ้งใจยิ่งนัก
"ไปซื้อขาหมูกับปลาหลี่ฮื้อที่ตลาด มื้อเที่ยงตุ๋นน้ำแกงขาหมู มื้อเย็นทำน้ำแกงปลาหลี่ฮื้อทอดไข่ใส่เส้นหัวไชเท้า แม่นมต้องกินของดีๆ น้ำนมถึงจะดี เสี่ยวล่าเจียวก็จะได้เติบโตอย่างแข็งแรงด้วย"
หลี่อี้ที่เพิ่งได้เป็นพ่อคนหมาดๆ กลับใจกว้างมาก แม้สือเหนียงและภรรยาใหม่ของต้าฟู่กับพวกนางจะตรวจสอบน้ำนมของจางเฝิงซื่อแล้ว ถุงเสบียงใหญ่มาก น้ำนมก็เพียงพอมาก แต่หลี่อี้รู้สึกว่ายังคงต้องบำรุง
"พี่สะใภ้จาง หากเจ้าวางใจเรื่องลูกไม่ได้ ก็พาลูกของเจ้ามาที่นี่ได้ ให้เป็นพี่น้องร่วมแม่นมเดียวกับเสี่ยวล่าเจียวจะได้มีเพื่อน"
อยู่ที่ตระกูลหลี่ สภาพความเป็นอยู่ย่อมต้องดีกว่าแน่นอน หลี่อี้ก็ไม่ได้ใส่ใจที่จะเลี้ยงเด็กวัยสิบเดือนเพิ่มอีกสักคน
จางเฝิงซื่อซาบซึ้งใจยิ่งนัก การให้ลูกของตนเองหย่านมเพื่อมาให้นมลูกผู้อื่น ก็เป็นเรื่องที่สุดวิสัย อยากได้เงินค่าแม่นมเดือนละหนึ่งสือ ทว่าใครเล่าจะตัดใจจากลูกของตนเองได้ลงคอ
"ช่วยข้าดูแลเด็กให้ดีก็พอ ดูแลได้ดีเมื่อถึงช่วงเทศกาลปีใหม่ย่อมไม่ขาดของขวัญสักชิ้นแน่นอน"
"ขอท่านป๋อเฉี่ยนสุ๋ยวางใจเถิดเจ้าค่ะ ข้าเลี้ยงเด็กมาสี่คน ล้วนเลี้ยงจนแข็งแรงกำยำ มีประสบการณ์มาก จะต้องเลี้ยงดูคุณหนูให้อ้วนท้วนสมบูรณ์ได้อย่างแน่นอนเจ้าค่ะ"
(จบตอน)







