ฟู่ชิงหยางรอการตอบกลับมาตลอด เสียงรอสายดังกริ่งอยู่ไม่กี่วินาที อีกฝ่ายก็รับสายทันที
เขาเปิดปากประโยคแรกก็คือ
“เป็นอย่างไรบ้าง อู๋เหินยอมตกลงลงมือไหม”
จางหยวนชิงมองเสี่ยวหยวนที่หันหลังเดินเข้าลิฟต์ไปแวบหนึ่ง รอจนประตูลิฟต์ปิดสนิทแล้ว ถึงค่อยพูดว่า
“ผมบอกอาจารย์อู๋เหินว่า สาขาซงไห่อยากจัดการกับเทวราชเนตรมาร ตอนแรกเขาไม่ตกลง ผมเลยบอกว่าเนตรมารรังแกกันเกินไปแล้ว ถึงขนาดตามไปถึงมหาวิทยาลัยของผม เกือบจะฆ่าผมแล้ว
“คิดไม่ถึงว่าอาจารย์อู๋เหินจะตกลงทันที ทำเอาผมแปลกใจอยู่พอสมควรเลยครับ”
ฟู่ชิงหยางเองก็แปลกใจเล็กน้อย เขาเงียบไปหนึ่งวินาทีแล้วเอ่ยอย่างทอดถอนใจ “คิดไม่ถึงเลยว่าอู๋เหินจะให้ความสำคัญกับนายขนาดนี้”
ถ้าหากตอนนี้เป็นการพูดคุยแบบต่อหน้า ฟู่ชิงหยางในฐานะหน่วยสอดแนมระดับสูงย่อมมองออกว่าเทพบรรพกาลกำลังโกหกอยู่
จางหยวนชิง “อาจารย์อู๋เหินให้ยันต์หยกผมมาหนึ่งชิ้นครับ เป็นสื่อกลางในการเชื่อมต่อกับเขา”
เขาพูดพลางลูบคลำหยกสีดำในมือเบาๆ มันกลมเกลี้ยงแวววาวและให้สัมผัสเย็นเฉียบ
ยันต์หยกชิ้นนี้ไม่มีอะไรแตกต่างจากยันต์หยกเทเลพอร์ตคราวก่อนเลย ชาเขียวน้อยเองก็มีอยู่ชิ้นหนึ่ง และจนถึงตอนนี้ก็ยังไม่ได้ใช้
แต่คุณสมบัติของยันต์หยกทั้งสองชิ้นนั้นต่างกัน ชิ้นของชาเขียวน้อย อาจารย์อู๋เหินให้คำสัญญาว่าจะช่วยชีวิตเธอในยามวิกฤตหนึ่งครั้ง
ผู้ยิ่งใหญ่ระดับนี้ มักจะพูดคำไหนคำนั้น พูดอะไรก็เป็นอย่างนั้น ดังนั้นจางหยวนชิงจึงไม่ได้เล่นตุกติก อาศัยยันต์หยกของเซี่ยหลิงซีมา 'หลอก' ให้อาจารย์อู๋เหินปรากฏตัว
ผลลัพธ์ที่จะตามมาในตอนนั้น ส่วนใหญ่มักจะเป็นการที่อาจารย์อู๋เหินพาเขาหนีไป และจะไม่สอดมือเข้ายุ่งเกี่ยวกับการต่อสู้ระหว่างเนตรมารกับพันธมิตรห้าธาตุ
หากอยากให้อาจารย์อู๋เหินช่วยสร้างภาพลวงตาเพื่อล่อลวงเทวราชเนตรมาร ก็จำเป็นต้องได้รับคำสัญญาจากปากของเขาเอง
ฟู่ชิงหยาง “เก็บมันไว้ให้ดี กลับซงไห่แล้วเอามาให้ฉัน”
ทั้งสองวางสายลงทันที
ห้องประชุมเสียง
พูเดิลทอยขนหยิกบงการพืชสีเขียวให้ยื่นหนวดออกไปเปิดคอมพิวเตอร์และล็อกอินเข้าซอฟต์แวร์ หลังจากรออยู่เงียบๆ ครู่หนึ่ง ผู้อาวุโสทั้งสี่ก็ทยอยออนไลน์
“เป็นอย่างไรบ้าง เทพบรรพกาลเชิญอู๋เหินได้ไหม”
รูปโปรไฟล์ของผู้อาวุโสพรรคอัคคีแดงเพิ่งปรากฏขึ้น เขาก็เอ่ยถามอย่างร้อนใจ
ผู้อาวุโสอีกสามท่านยังคงรักษาความเงียบ รอคอยคำตอบ
ผู้อาวุโสสุนัขพูดอย่างไม่เร่งร้อน “อู๋เหินตกลงลงมือสร้างภาพลวงตา แต่ก็จำกัดแค่นั้น”
ผู้อาวุโสทั้งสี่รู้สึกเหมือนยกภูเขาออกจากอก ผู้อาวุโสกองกำลังพยัคฆ์ขาวพูดพลางหัวเราะ
“แค่นี้ก็พอแล้ว ขืนเขามาร่วมสู้ด้วย ฉันคงไม่วางใจเท่าไหร่ หลังจากนี้ก็ต้องดูว่าเจ้าวังหยุดสังหารจะสามารถล่อเนตรมารไปยังจุดที่นัดหมายไว้ได้หรือไม่”
ผู้อาวุโสลั่วเสินกล่าว
“ขั้นตอนนี้สำคัญมาก หวังว่าผู้หญิงคนนั้นจะไม่ทำพลาดนะ”
ผู้อาวุโสศูนย์กลางจึงเอ่ยถาม “เงื่อนไขของอู๋เหินคืออะไร”
ผู้อาวุโสสุนัขตอบ “ไม่มีเงื่อนไข”
ผู้อาวุโสศูนย์กลางเกิดความระแวดระวังขึ้นมาทันที “ไม่มีงั้นเหรอ”
ผู้อาวุโสลั่วเสินแห่งวังเทพเจ้าวารีเอ่ยปาก
“ด้วยสไตล์ของ 'อดีตไร้ร่องรอย' เขาไม่มีทางลงมือสุ่มสี่สุ่มห้าหรอก จะไม่มีเงื่อนไขได้อย่างไร”
ที่พวกเขาเสนอให้เทพบรรพกาลออกหน้า ก็เพราะเทพบรรพกาลสนิทสนมกับกลุ่มเล็กๆ กลุ่มนั้น การส่งเขาไปจึงจะพอมีความเป็นไปได้ในการเจรจาต่อรอง
ถ้าเปลี่ยนเป็นคนอื่น คงไม่มีโอกาสได้เห็นหน้าผู้ว่างเปล่าคนนั้นด้วยซ้ำ
การที่เทพบรรพกาลมีหน้ามีตา ก็หมายถึงความหมายนี้นี่แหละ
แต่การที่ 'อดีตไร้ร่องรอย' ช่วยเหลือโดยไม่หวังผลตอบแทนนั้นเป็นเรื่องที่พวกเขาคิดไม่ถึง
ผู้อาวุโสสุนัขกล่าวว่า
“ฟู่ชิงหยางบอกมาแบบนั้นจริงๆ พอดีเลยที่ฉันอยากจะคุยเรื่องนี้กับพวกคุณ จากที่ฟู่ชิงหยางเล่า 'อดีตไร้ร่องรอย' พอได้ยินว่าเทพบรรพกาลเกือบตายด้วยน้ำมือของเทวราชเนตรมาร เขาก็ตกลงทันที
“คนคนนี้ให้ความสำคัญกับเทพบรรพกาลอย่างไม่ธรรมดา ทุกท่านมีความเห็นอย่างไร”
ผู้อาวุโสลั่วเสินกล่าวอย่างตกตะลึง “ในฐานะจ้าวแห่งอาชีพสายชั่วร้าย ไม่สมควรและไม่มีเหตุผลเลยที่จะให้ความสำคัญกับเทพบรรพกาลขนาดนี้”
ผู้อาวุโสกองกำลังพยัคฆ์ขาวกลับระแวดระวังเล็กน้อย “เขาเห็นค่าเทพบรรพกาลขนาดนี้ เขาคิดจะทำอะไรกันแน่ จะยุยงให้คนของเราแปรพักตร์หรือ”
สิ่งที่ผู้อาวุโสท่านนี้คิดเป็นอันดับแรกคือความเป็นไปได้ที่จะถูกฉกตัวคนเก่งไป
ผู้อาวุโสสุนัขแสดงความคิดเห็น
“ส่วนตัวฉันรู้สึกว่ามันไม่มีอะไรซับซ้อนขนาดนั้น เทพบรรพกาลเข้าสังคมเก่งมาก ไม่ใช่แค่อู๋เหิน เจ้าวังหยุดสังหารเองก็สนิทกับเขาไม่ใช่หรือ
“ในคดีหอนกกระจอกทองแดง อู๋เหินติดค้างน้ำใจเทพบรรพกาลอยู่หนึ่งหน ส่วนใหญ่ก็คงเป็นการตอบแทนนั่นแหละ ทว่าจากเรื่องนี้ก็พอมองออกว่าเขามีความปรารถนาดีและให้ความสำคัญกับเทพบรรพกาลอย่างมาก”
เมื่อได้ยินดังนั้น ผู้อาวุโสกองกำลังพยัคฆ์ขาวก็เบาใจขึ้นมาก เขาหัวเราะพลางพูด “เจ้าเด็กนี่ก็ช่างรู้จักสร้างคอนเน็กชันดีจริงๆ”
ผู้อาวุโสสุนัขหัวเราะเยาะ “อัจฉริยะที่ยอมก้มหัวคารวะได้ง่ายๆ แบบนั้น มีไม่เยอะหรอกจริงๆ”
บรรยากาศในห้องประชุมผ่อนคลายลงมาก
โรงแรมอู๋เหิน หน้าเคาน์เตอร์
จางหยวนชิงพิงเก้าอี้พักผ่อนสำหรับพนักงานต้อนรับอย่างเกียจคร้าน เก้าอี้ตัวนี้เสี่ยวหยวนใช้มาเป็นเวลานาน จึงยังมีกลิ่นหอมอบอวลหลงเหลืออยู่ค่อนข้างแรง
เขายกน้ำผลไม้ใกล้มือขึ้นมาดื่มอึกหนึ่ง พลางมองแผ่นหลังที่มีเส้นสายโค้งเว้าอันลื่นไหลและสะโพกที่โค้งมนน่าทึ่ง กางเกงที่เธอใส่ค่อนข้างหลวม แต่กลับถูกดันจนตึงเปรี๊ยะได้ขนาดนี้ คงพูดได้แค่ว่าคุณน้าท่านนี้มีพรสวรรค์มาตั้งแต่เกิดจริงๆ
“น้าเสี่ยวหยวน ธุรกิจโรงแรมดูเหมือนจะไม่ค่อยดีเลยนะ”
หนึ่งชั่วโมงที่เขาพักผ่อน โรงแรมก็รับแขกไปแค่สามกลุ่ม และหนึ่งในนั้นยังเปิดห้องแบบชั่วคราวอีกด้วย
“แถวชานเมืองคนพลุกพล่านน้อย ธุรกิจก็ย่อมแย่เป็นธรรมดา อีกอย่าง ถ้านายยังจ้องก้นฉันอยู่อีก ฉันจะควักลูกตานายออกมาซะ” เสี่ยวหยวนไม่ได้หันกลับมา แต่น้ำเสียงเย็นเยียบนั้นเป็นการข่มขู่
“น้าเสี่ยวหยวน น้าปรักปรำผมแล้ว ผมแค่เพิ่งค้นพบว่ารสนิยมที่ถูกไอเทมชิ้นนั้นบิดเบือนไป ดูเหมือนจะดีขึ้นมากแล้วต่างหาก”
การที่จางหยวนชิงจ้องมองสะโพกงอนงามของเสี่ยวหยวน ไม่ใช่เพราะความหื่นกามแต่อย่างใด แต่เพื่อตรวจสอบดูว่ารสนิยมทางเพศของตัวเองได้รับการแก้ไขแล้วหรือยังต่างหาก
ดีจริงๆ ในสมองแทบจะไม่ปรากฏภาพหางหมูขึ้นมาแล้ว... จางหยวนชิงคิดอย่างโล่งใจ
เขาใช้การปฏิบัติจริงของตัวเองเพื่อพิสูจน์คุณสมบัติอย่างหนึ่งของหุ่นฟาง นั่นคือภายใต้เงื่อนไขที่รสนิยมทางเพศยังไม่ได้รับผลกระทบมากนัก หากกลับตัวกลับใจได้เร็วและยอมทิ้งไอเทมชิ้นนี้ รสนิยมที่ถูกบิดเบือนไปก็จะสามารถบรรเทาลงได้
จุดนี้ เขาได้ทดลองกับทั้งเสี่ยวหยวนและกวนหย่าแล้ว
เสี่ยวหยวนแค่นเสียงหัวเราะเยาะ “ต่อให้ไม่มีหุ่นฟางนั่น รสนิยมของนายก็ไม่ได้ดูปกติเท่าไหร่หรอกนะ”
“ทำไมถึงพูดแบบนั้นล่ะครับ”
เสี่ยวหยวนพูดเรียบๆ “ดูเหมือนนายจะมีความชอบผู้หญิงที่อายุมากกว่าเป็นพิเศษ เป็นเพราะขาดความอบอุ่นจากแม่มาตั้งแต่เด็กหรือเปล่า”
“เกินไปจริงๆ ประโยคเดียวทั้งวิจารณ์รสนิยมของผม แล้วยังเปิดแผลใจผมอีก”
หากเปลี่ยนเป็นเด็กหนุ่มหน้าบาง ป่านนี้คงหน้าแดงก่ำด้วยความอับอายไปแล้ว แต่จางหยวนชิงเป็นพวกเฟรนด์ลี่ขั้นสุดที่ผ่านการฝึกฝนมาอย่างเป็นมืออาชีพ ไม่มีทางที่จะรู้สึกกระอักกระอ่วนหรือทำบรรยากาศกร่อยเด็ดขาด
เขาจิบน้ำผลไม้หวานเจี๊ยบไปอึกหนึ่ง แล้วเอ่ย
“ผมก็รู้เรื่องทฤษฎีทำนองนี้นะ มุมมองการเลือกคู่ครองและรสนิยมทางเพศของคนเรา ความจริงมันเริ่มก่อตัวขึ้นตั้งแต่ช่วงวัยเด็ก แล้วก็มาเป็นรูปเป็นร่างและมั่นคงในช่วงวัยรุ่น เพราะฉะนั้นพวกโรคจิตส่วนใหญ่ถึงมีวัยเด็กที่โชคร้าย ช่างน่าเศร้าจริงๆ
“ด้วยเหตุนี้เราถึงต้องมอบวัยเด็กที่มีความสุขให้กับเด็กๆ ไง แน่นอนว่าผมไม่ใช่โรคจิตแน่ แต่ผมก็ชอบผู้หญิงที่อายุมากกว่าจริงๆ นั่นแหละ เป็นเพราะตอนผมยังเด็กมาก พ่อผมก็เสียชีวิต ผมเลยพึ่งพาแม่เป็นพิเศษ แต่แม่ผมหันหลังกลับก็ทิ้งผมไว้ที่บ้านตาเลย
“ผมขาดความอบอุ่นจากแม่มาตั้งแต่เด็ก ขาดอะไรก็ย่อมอยากได้สิ่งนั้น น่าจะเป็นเพราะเหตุผลนี้แหละ”
เสี่ยวหยวนเพียงแค่เยาะเย้ยไปเรื่อยเปื่อย ไม่คิดว่าเขาจะดึงเข้าสู่การถกเถียงเสียได้ ทำให้จู่ๆ เธอก็ไม่รู้จะต่อบทสนทนาอย่างไร จึงเลิกสนใจเขา
จางหยวนชิงยังคงพูดเจื้อยแจ้วไม่หยุด
“น้าเสี่ยวหยวนมีแฟนหรือยัง แต่งงานหรือยัง มีลูกหรือยัง”
น้าเสี่ยวหยวนเงียบไปครู่หนึ่ง “งั้นนายอยากจะจีบฉันเหรอ จีบคนที่มีอาชีพสายชั่วร้ายเนี่ยนะ”
“คำพูดนี้ผมไม่ชอบฟังเลยนะ ทัศนคติของผมต่ออาชีพสายชั่วร้าย น้าก็น่าจะเข้าใจดีที่สุด การที่น้าพูดแบบนี้ มันทำให้ผมรู้สึกว่าน้าไม่เคยเชื่อใจผมเลย”
“ขอโทษที ฉันพูดผิดไป งั้นนายตั้งใจจะจีบฉันจริงๆ เหรอ”
“น้าเสี่ยวหยวนทั้งสวย รูปร่างก็ดี นอกจากอายุมากแล้วก็ไม่มีข้อเสียอะไรเลย แต่อายุมากสำหรับผมมันคือคะแนนบวกนะ”
“แล้วไงต่อ” เสี่ยวหยวนดึงคัตเตอร์ออกจากกล่องใส่ดินสอ
“ก็ ก็แค่ชวนคุยเล่นเฉยๆ น่ะ” จางหยวนชิงเป็นคนที่รู้จักยืดหยุ่น รู้หลบรู้หลีก
ตอนนั้นเอง พนักงานส่งอาหารสวมเครื่องแบบสีน้ำเงินก็ขี่รถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้ามาถึงโรงแรม
หนุ่มน้อยส่งอาหารเดินกระฟัดกระเฟียดเข้ามาในล็อบบี้ พลางโวยวายเสียงดัง “เสี่ยวหยวน ฉันไม่อยากเป็นพนักงานส่งอาหารแล้ว... เทพบรรพกาล ไอ้บ้าเอ๊ย นายมาอยู่ที่นี่ได้ไงเนี่ย”
หนุ่มน้อยส่งอาหารคนนี้ใบหน้าค่อนข้างซีดเผือด คิ้วเข้มตาเป็นประกาย หล่อเหลาแต่ไม่ได้ดูบอบบาง เป็นเหมือนลูกหมาป่าที่มีสายตาดุดันคุกคาม
“ทำไมนายถึงมาส่งอาหารได้ล่ะ” จางหยวนชิงถามอย่างประหลาดใจ
“สมองทึบ ไม่มีการศึกษา ไม่มีประสบการณ์ทำงาน ไม่ให้ส่งอาหารแล้วจะไปทำอะไร” เสี่ยวหยวนตอบเรียบๆ เธอหันไปมองโค่วเป่ยเยว่ทันที แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชา
“นั่นมันสิทธิของนาย แต่ก็อย่าหวังว่าฉันจะให้เงินนายเลยนะ”
โค่วเป่ยเยว่พูดอย่างน้อยใจ “ฉันไม่ได้ไม่ทำงาน แต่พนักงานส่งอาหารนี่มันทำไม่ไหวแล้วจริงๆ เมื่อกี้นี้ฉันเจอคุณป้าคนหนึ่ง ดึงดันจะลากฉันเข้าบ้านให้ได้ บอกว่าอยากเป็นเพื่อนกับฉัน จะให้เงินฉันเดือนละสองหมื่นหยวน แถมยังมาจับตัวฉันอีก ออเดอร์ฉันก็เยอะขนาดนั้น จะเอาเวลาที่ไหนไปฟังแกพ่นเรื่องไร้สาระ ฉันก็เลยหนีออกมา หันหลังปุ๊บแกก็รีวิวแย่ๆ ให้ฉันเลย งานบ้าๆ นี่มันทำไม่ไหวแล้วโว้ย!”
เด็กคนนี้ยังอ่อนหัดเกินไป อีกไม่กี่ปีนายก็จะรู้ซึ้งถึงความดีงามของเศรษฐินี... จางหยวนชิงฟังแล้วถึงกับอึ้งไปเลย
ส่วนเสี่ยวหยวนก็หันหน้าไปมองเขาแวบหนึ่ง ราวกับจะบอกว่า นี่สิถึงจะเป็นมุมมองการเลือกคู่ครองที่ถูกต้อง
โค่วเป่ยเยว่ถอดหมวกกันน็อกออก วางไว้หน้าเคาน์เตอร์ แล้วเดินตรงไปที่ตู้เย็น ลังเลอยู่ระหว่างน้ำหวานกับน้ำแร่ ในที่สุดก็เลือกน้ำแร่ขวดละ 1.5 หยวน แล้วยกซดอึกใหญ่ดังอึกๆ
เขาเรอออกมาอย่างสบายใจ ก่อนจะถามว่า
“ไอ้สารเลวอย่างนายมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง”
ฉันมาจีบแม่นายไงล่ะ... จางหยวนชิงเหลือบมองน้ำแร่ในมือของเขา แล้วเอ่ย
“ถ้านายขาดเงิน แล้วก็ไม่อยากเป็นพนักงานส่งอาหารล่ะก็ ลองยืดหยุ่นปรับเปลี่ยนขีดจำกัดทางศีลธรรมดูหน่อยสิ ไปสืบดูว่าแถวๆ นี้มีกลุ่มคนที่หาเงินสกปรกอยู่บ้างหรือเปล่า แล้วก็ไป 'ยืม' เงินจากพวกเขามาซะ ยังไงเงินพวกนั้นส่วนใหญ่ก็สูบเลือดสูบเนื้อประชาชนมาทั้งนั้น ไม่สะอาดหรอก”
โค่วเป่ยเยว่หัวเราะเยาะ “ไอเดียห่วยแตกอะไรเนี่ย! ทั้งขโมยทั้งปล้น ล้วนแต่ต้องโดนหักค่าคุณธรรมทั้งนั้นแหละ”
จางหยวนชิงจึงถามว่า “คดีหอนกกระจอกทองแดงให้รางวัลค่าคุณธรรมนายมาเท่าไหร่”
“1,300”
“ปกตินายเคยทำเรื่องแย่ๆ ไหมล่ะ”
“นายกำลังดูถูกฉันอยู่นะ”
“ถูกไหมล่ะ ในเมื่อนายไม่ทำเรื่องแย่ๆ จะสะสมค่าคุณธรรมไว้ตั้งเยอะแยะทำไม เก็บไว้ให้มันขึ้นราหรือไง ขโมยของโดนหักค่าคุณธรรมแค่ 5 แต้ม อย่างน้อยๆ ถ้ามูลค่าของที่ขโมยมาไม่เกินหนึ่งหมื่นหยวนก็เป็นแบบนั้น ถึงนายจะใช้ค่าคุณธรรมไปแค่หนึ่งในสาม มันก็มากพอที่จะยกระดับคุณภาพชีวิตแล้ว”
โค่วเป่ยเยว่ชะงักไป เขากลับรู้สึกว่ามีเหตุผลอยู่บ้าง หลังจากคิดทบทวนดู ก็โต้แย้งว่า
“โง่เง่า นี่มันเป็นการค้าขายแบบตีหัวเข้าบ้าน ค่าบุญบารมีก็ต้องมีวันหมดไปอยู่ดีนั่นแหละ”
“ถ้างั้นนายก็เอาเงินที่ได้มา แบ่งครึ่งหนึ่งไปทำบุญสิ แบบนี้ก็จะได้ค่าคุณธรรมกลับคืนมา ถึงจะไม่ได้คืนมามากเท่าที่โดนหักไปตอนขโมยของก็เถอะ แต่มันชนะตรงที่นายมีวิธีหาเงินไง ค่าคุณธรรมตั้ง 1,300 แต้ม หมุนเวียนทำซ้ำไปซ้ำมา อย่างน้อยภายในหนึ่งปีนายน่าจะไม่ต้องกังวลเรื่องค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันแล้วล่ะ”
โค่วเป่ยเยว่ตกอยู่ในภวังค์ความคิด
เสี่ยวหยวนมองจางหยวนชิงด้วยสีหน้าแปลกประหลาด “นายจะเอาความฉลาดแกมโกงมาใช้กับเรื่องแบบนี้ไม่ได้นะ ต้องเอาไปใช้ในทางที่ถูกที่ควรสิ”
“แค่คุยเล่นไปเรื่อยเอง” จางหยวนชิงกระดกเครื่องดื่มรวดเดียวจนหมด แล้วเอ่ยว่า “ผมต้องไปแล้ว”
“เดี๋ยวก่อน” เสี่ยวหยวนพูดขึ้น
“คดีของพี่สาวโค่วเป่ยเยว่น่ะ ปิดคดีไปแล้ว ต่อให้ทางการจะกวาดล้างพวกผู้มีอำนาจเหล่านั้น ก็คงไม่ยอมรับว่าพี่สาวของเขาถูกผู้ใช้พลังของทางการฆ่าตาย แล้วก็ยิ่งไม่มีทางยอมรับว่าหัวหน้ากองของกรมรักษาความสงบปลอมแปลงหลักฐานหรอก
“ถ้าไม่รื้อคดี เขาก็จะไม่มีวันได้ไปเจอหน้าพ่อแม่ นาย... นายพอจะช่วยได้ไหม”
โค่วเป่ยเยว่มองมาอย่างตึงเครียด
จางหยวนชิงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง “เรื่องจะให้ออกข่าวน่ะเลิกคิดไปได้เลย แต่พอจะแก้คดีให้กลับมาเป็นเหมือนเดิม แล้วให้คนของกรมรักษาความสงบไปแจ้งข่าวที่บ้านเขาได้อยู่ ถ้าพวกคุณตกลง ผมก็พอจะลองจัดการให้ได้”
โค่วเป่ยเยว่รีบพูดทันที “แค่นี้ก็พอแล้ว แค่นี้ก็พอแล้ว...”
แค่นี้ก็พอแล้ว... จางหยวนชิงมองเห็นความต่ำต้อยและไร้หนทางของประชาชนตาดำๆ จากตัวเขา อารมณ์ที่เคยสดใสก็พลันแย่ลงทันที เขาไม่ได้พูดอะไร และเดินออกจากโรงแรมไปเงียบๆ
ซงไห่
เทวราชเนตรมารที่กระโดดไปตามตึกรามบ้านช่องอย่างไร้จุดหมายเพื่อออกค้นหา ได้รับโทรศัพท์จากลูกน้อง
“เทวราช เป้าหมายเคลื่อนไหวแล้วครับ เธอเพิ่งจะขับรถออกจากซงไห่ ตอนนี้กำลังอยู่บนทางด่วน คนของเรากำลังติดตามอยู่”
เทวราชเนตรมารร้อง 'อ้อ' ออกมาคำหนึ่ง “จับตาดูต่อไป มีปัญหาอะไรก็แจ้งฉัน”
หลังวางสาย เขาก็ออกค้นหาอย่างไร้จุดหมายต่อไป ผ่านไปประมาณครึ่งชั่วโมง โทรศัพท์ก็ดังขึ้นอีกครั้ง
เสียงร้อนรนของลูกน้องดังแว่วมา
“เทวราช คนของเราหายไปแล้วครับ... เมื่อกี้จู่ๆ ก็ติดต่อไม่ได้ ไม่รู้ว่าเป็นตายร้ายดียังไง”
เทวราชเนตรมารพันผ้าคาดหัวไปพลาง พูดไปพลาง “พวกมันตายแล้ว ฉันรู้แล้วว่าเป้าหมายอยู่ที่ไหน เรื่องหลังจากนี้ฉันจะจัดการเอง”
เขาประทับตราเครื่องหมายไว้บนตัวสมาชิกที่รับผิดชอบเรื่องการสะกดรอย เมื่อครู่เครื่องหมายหายไป นั่นก็หมายความว่าผู้สะกดรอยตายแล้ว
ทว่าเครื่องหมายที่เขาประทับไว้บนตัวเป้าหมายกลับยังไม่หายไป
นี่แสดงว่าสมาชิกของวังหยุดสังหารค้นพบผู้สะกดรอย และลงมือจัดการปิดปากไปแล้ว แต่กลับไม่พบรอยเครื่องหมาย
คนที่ลงมือไม่ใช่เจ้าวังหยุดสังหาร
หากคนที่ลงมือคือเจ้าวังหยุดสังหาร เขาก็ต้องระวังว่าทำไมผู้หญิงคนนั้นถึงได้ใส่ใจสมาชิกธรรมดาๆ คนหนึ่งเป็นพิเศษ
และหากผู้สะกดรอยไม่ถูกพบตัวเลยตลอดทาง แถมยังสืบหาฐานที่มั่นของสมาชิกวังหยุดสังหารได้สำเร็จ เขาก็ยังต้องระวังอยู่ดีว่า ทำไมเจ้าวังหยุดสังหารถึงได้สะเพร่าขนาดนั้น
เทวราชเนตรมารย่อเข่าลงสปริงตัว แล้วพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าดุจลูกศรแหลมคม
กลางดึกสงัด ณ หมู่บ้านที่อยู่ห่างจากซงไห่ออกไปกว่าหกสิบกิโลเมตร
ด้านนอกหมู่บ้าน พูเดิลทอยขนหยิกมองไปยังเจ้าวังหยุดสังหารในชุดกระโปรงโบราณสีแดง พลางเอ่ย
“ฉันเรียกมันมาแล้ว มีกฎอยู่สองสามข้อที่เธอต้องจำให้ดี ข้อแรก ห้ามพูดคำว่า 'สัตว์' สองคำนี้ออกมาเด็ดขาด ข้อสอง ถ้าเห็นกระต่ายเดินเข้ามาหา ห้ามไปสนใจมันเป็นอันขาด ข้อสาม ถ้ามีพนักงานเข้ามาสอบถาม ให้เธอสังเกตเครื่องแบบของเขาเอาไว้
“พนักงานที่ใส่เครื่องแบบสีดำ ห้ามตอบกลับ ห้ามตอบกลับเด็ดขาด พนักงานที่ใส่เครื่องแบบสีน้ำเงิน เธอต้องตอบว่า ฉันสบายดี ไม่ต้องการความช่วยเหลือ”
ผู้อาวุโสสุนัขกล่าว “กฎพวกนี้เป็นกฎของพื้นที่รอบนอก จำไว้ให้ดีว่าอย่าเข้าไปลึกจนถึงด้านในของสวนสัตว์เด็ดขาด”
เจ้าวังหยุดสังหารปรายตามองอย่างมีจริต เอ่ยถามด้วยความสนใจยิ่ง
“ถ้าเข้าไปข้างในลึกๆ แล้วจะเป็นยังไงล่ะ”
ผู้อาวุโสสุนัขหัวเราะหึๆ ตอบ
“สวนสัตว์มีสามชั้น ชั้นนอกสุดเทียบเท่ากับจ้าวระดับเจ็ด ชั้นที่สองเทียบเท่าระดับแปด ซึ่งก็เป็นพื้นที่ที่ฉันพอจะควบคุมได้ในตอนนี้ ส่วนพื้นที่แกนกลางเทียบเท่าระดับเก้า แม้แต่ฉันก็ยังไม่กล้าเข้าไปเลย
“ถ้าเธออยากกลับคืนสู่แดนวิญญาณล่ะก็ จะลองเข้าไปลึกดูก็ได้นะ”
การกลับคืนสู่แดนวิญญาณก็หมายความว่าตายหงตายโหงนั่นแหละ
ตอนนั้นเอง เงาดำทะมึนขนาดมหึมาก็แผ่ปกคลุมลงมา บดบังแสงจันทร์บนหัวจนมิด
เงาดำนั้นค่อยๆ ทิ้งตัวลงมา ร่วงหล่นลงมาจากเหนือเมืองเล็กๆ แต่มันไม่ได้ตกลงมาในเมือง กลับบีบอัดเมืองเล็กๆ นั่นให้เปิดทางอย่างหน้าตาเฉย
ใช่แล้ว บีบอัดให้เปิดทางในแง่ของกายภาพนั่นแหละ
ตำแหน่งเดิมของเมืองเล็กถูกแทนที่ด้วยเงาดำนั้น ส่วนตัวเมืองกลับถูกบีบอัดจนกระเด็นออกไปไกลลิบ
หลังจากที่เงาดำทิ้งตัวลงมา มันก็ค่อยๆ เผยให้เห็นโฉมหน้าที่แท้จริง
สิ่งที่อยู่ตรงหน้าผู้อาวุโสสุนัขและเจ้าวังหยุดสังหาร ก็คือประตูใหญ่ของสวนสัตว์ ประตูไฟฟ้าบานยาวปิดสนิท บนหินก้อนยักษ์ข้างประตูสลักคำว่า 'สวนสัตว์' เอาไว้สามตัวอักษร
ด้านในประตูไฟฟ้า เต็มไปด้วยแมกไม้เขียวชอุ่ม
เจ้าวังหยุดสังหารมองเข้าไปยังส่วนลึกของสวนสัตว์ พลางยิ้มแย้มกล่าว
“เซี่ยโหวฉืออยู่ข้างในนั้นเหรอ ขังไว้ตรงไหนล่ะ ฉันเข้าไปแล้วช่วยเชือดเขาทิ้งไปด้วยเลยได้ไหม”
ผู้อาวุโสสุนัขเอ่ยเสียงขรึม
“จะจัดการกับเขายังไงมันเป็นเรื่องของพันธมิตรห้าธาตุ เธออย่ามาสร้างเรื่องวุ่นวายแทรกซ้อนเลย”
เจ้าวังหยุดสังหารหัวเราะคิกคัก
“ถ้าฉันดึงดันจะฆ่าเขาให้ได้ล่ะ ถ้าคุณไม่เห็นด้วย ฉันก็จะปฏิเสธความร่วมมือ”
ดวงตากลมโตคล้ายกระดุมของผู้อาวุโสสุนัขทอประกายอันตรายวาบ “ฉันไม่รับคำขู่หรอกนะ”
เจ้าวังหยุดสังหารยิ่งหัวเราะร่า เธอยกมือปิดปาก ทำท่าทางประหนึ่งหญิงสาวแรกรุ่น
“ไอ้หมาตัวนี้นี่น่าเบื่อจริงๆ ไม่มีอารมณ์ขันเอาซะเลย เป็นหมามานานเกินไปจนลืมวิธีล้อเล่นไปแล้วหรือไง นี่ๆ ฉันจำได้ว่าพูเดิลน่ะมีความต้องการทางเพศสูงมากเลยนะ แถมคุณยังอยู่สายอาชีพปีศาจไม้อีก ปกติมีความคิดอยากจะแพร่พันธุ์บ้างไหม
“ถ้ามี คุณชอบหมาตัวเมียตัวเล็กๆ หรือว่าผู้หญิงปกติล่ะ”
ผู้อาวุโสสุนัขยังไม่ค่อยเข้าใจนิสัยของเจ้าวังคนบ้าคนนี้นัก จึงยังไม่ชินกับมัน ขนหยิกๆ สั่นระริก กว่าจะสะกดกลั้นแรงกระตุ้นที่จะลงมือสั่งสอนเธอได้ก็แทบแย่
ตอนนั้นเอง ผู้อาวุโสกองกำลังพยัคฆ์ขาวที่เร้นกายอยู่ใกล้ๆ ก็เอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ
“เขามาแล้ว! ฉันสัมผัสถึงเขาได้แล้ว”
ในด้านการสำรวจตรวจตรา หน่วยสอดแนมระดับผู้อาวุโสมีความได้เปรียบและมีอำนาจสิทธิ์ขาดอย่างแท้จริง ต่อให้เป็นเทพสงครามบรรพกาลที่ปราดเปรียวที่สุด ก็ยังไม่สามารถรับรู้ถึงการตรวจจับของเขาได้
ผู้อาวุโสสุนัขอ้าปากคายหินหยกสีดำกลมเกลี้ยงออกมาทันที
เขาโยนหินหยกทิ้งลงพื้น แล้วยกอุ้งเท้าขึ้นตะปบมันจนแหลกละเอียดเสียงดังเพียะ
รัศมีแสงสีเทาขาวสายหนึ่งกระจายตัวออกไป ราวกับเกลียวคลื่นที่แผ่ขยายไปรอบทิศทาง ทุกหนทุกแห่งที่เคลื่อนผ่าน สรรพสิ่งล้วนสูญเสียสีสัน
เพียงชั่วอึดใจ ฟ้าดินก็กลายเป็นสีขาวดำ
เสียงทุ้มต่ำที่สะกดกลั้นความเจ็บปวดดังสะท้อนก้อง
“บอกความต้องการของพวกแกมา”
ผู้อาวุโสสุนัขเอ่ยเสียงขรึม
“รบกวนช่วยเสกสวนสัตว์ของฉัน ให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของเมืองเล็กๆ ไกลๆ นั่น หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกันด้วยเถอะ”
สิ้นเสียง เจ้าวังหยุดสังหารก็พบด้วยความประหลาดใจว่า สวนสัตว์ที่อยู่ด้านหลัง กลับกลายเป็นบ้านก่ออิฐสีแดงสูงต่ำไม่เท่ากันตั้งเรียงราย
บ้านเหล่านี้บางหลังก็เปิดไฟสว่างไสว บางหลังก็มืดสนิท พื้นถนนลาดยางคดเคี้ยวตัดสลับไปมาอยู่ระหว่างตัวอาคาร หลอมรวมกับเมืองเล็กที่อยู่ไกลออกไปราวกับเป็นเนื้อเดียวกัน
“น่าสนุกจัง!” เธออุทานอย่างทอดถอนใจ “ฉันดูไม่ออกเลยนะว่านี่คือของปลอม”
ระหว่างที่พูด ความหม่นหมองก็เลือนหายไป โลกกลับคืนสู่สีสันตามเดิม
ผู้อาวุโสสุนัขไม่ลังเลอีกต่อไป กล่าวว่า
“เข้าไปเถอะ!”
เจ้าวังหยุดสังหารเองก็ไม่ลังเล เร้นกายหายเข้าไปในเมืองเล็กๆ
ส่วนผู้อาวุโสสุนัขก็ล่าถอยออกไปไกลลิบ
ประมาณสิบกว่านาทีต่อมา รถยนต์คันเล็กคันหนึ่งก็แล่นมาตามถนนลาดยางอันยาวเหยียด แล้วพุ่งตรงเข้าเมืองไปโดยไม่มีทีท่าว่าจะหยุดพัก
ผ่านไปอีกพักใหญ่ ร่างสายหนึ่งก็ร่วงหล่นจากฟากฟ้า ลงมายังด้านนอกเมืองเล็ก
ร่างนี้สวมเสื้อแขนสั้นสีดำ กางเกงวอร์มสีเทา ที่หน้าผากพันผ้าคาดหัวสำหรับออกกำลังกาย ดูสดใสหล่อเหลา เขาคือเทวราชเนตรมารนั่นเอง
เขาถอดผ้าคาดหัวออก เผยให้เห็นดวงตาแนวตั้งที่สาดลำแสงสีแดงฉาน
ลำแสงนี้สาดส่องไปทั่วเมืองเล็กเป็นเวลานาน จากนั้นก็หันเหไปยังทุ่งกว้างนอกเมือง
บริเวณโดยรอบไม่มีกลิ่นอายอื่นใด ในเมืองมีเพียงเจ้าวังหยุดสังหาร... เทวราชเนตรมารกระตุกยิ้มมุมปาก “หาเธอเจอแล้ว!”
เขาแตะปลายเท้าเบาๆ พุ่งทะยานเข้าเมืองไปราวกับลูกปืนใหญ่