สวีฝูนั่งคุกเข่าอยู่ที่นั่นไม่ไหวติง ราวกับไม่ได้ยินคำพูดของเขา
บนท้องฟ้ายังมีสายลมพัดโหยหวน การต่อสู้สิ้นสุดลงแล้ว เหลือเพียงเลือดเนื้อของเทพสวรรค์บางส่วนที่ยังคงแขวนอยู่บนฟ้า บางแห่งในอากาศยังมีเลือดไหลริน
ยังมีเลือดเนื้อเทพสวรรค์บางส่วนตกลงสู่เทือกเขาคุนหลุน เลือดเนื้อเหล่านี้มีพลังชีวิตรุนแรงเกินไป ทั้งยังแฝงคุณลักษณะวิถีสวรรค์ เมื่อตกถึงพื้นก็กลายสภาพเป็นสิ่งมีชีวิตวิถีสวรรค์อันแปลกประหลาด ทำตัวลับๆ ล่อๆ วิ่งพล่านไปทั่ว
ลู่อู๋ตื่นเต้นเป็นอย่างมาก มันกระโดดไปมาในเทือกเขาคุนหลุน บางครั้งก็ยืนขึ้นเหมือนมนุษย์ กวัดแกว่งกรงเล็บแหลมคมเข้าโจมตีสิ่งมีชีวิตวิถีสวรรค์เหล่านั้น บางครั้งก็สะบัดหางทั้งเก้า ฟาดสิ่งมีชีวิตวิถีสวรรค์เหล่านั้นจนตายดังป้าบๆ
มันยังสู้ไม่จุใจ การต่อสู้ครั้งนี้ก็จบลงเสียแล้ว
มันแทบอยากจะลากเทพสวรรค์เหล่านั้นออกมาสู้กันอีกสักตั้ง ทว่าตอนนี้ทำได้เพียงลงมือกับสิ่งมีชีวิตวิถีสวรรค์เหล่านี้
"เมื่อครู่ข้าก็ออกกระบวนท่าเช่นนี้แหละ สู้กับพวกมันทั้งหกตนพร้อมกัน..."
สายลมพัดผ่านดั่งวันเวลาที่ล่วงเลยไป
"สี่พันปีก่อน จู่หลงเกณฑ์สามพันสำนักใหญ่ ยอดฝีมือขั้นทะยานฟ้าของทั้งสามพันสำนักนำอาวุธเซียนคุ้มสำนักของพวกเขามารวมตัวกันที่เสียนหยาง เพื่อแงะกะโหลกของข้า"
สวี่อิงนั่งอยู่ข้างกายสวีฝู ทอดมองมวลเมฆที่ม้วนตัวและคลายออกเหนือเทือกเขาคุนหลุน อารมณ์ของเขาก็ผ่อนคลายและสับสนดั่งเมฆเหล่านั้น เขาพยายามปั้นหน้าให้เรียบเฉยที่สุดขณะบอกเล่าประวัติศาสตร์ในอดีต
เคล็ดวิชาคลายผนึกอักขระ 'อวี่' ที่สวีฝูมอบให้ ทำให้เขาจดจำเรื่องราวต่างๆ ได้มากขึ้น
ความทรงจำในชาติภพเกี่ยวกับการข้ามทะเลค้นหาภูเขาเซียนและยาอายุวัฒนะ ก็เริ่มชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ
แสงเซียนปกคลุมเสียนหยาง ทำให้เมืองหลวงแห่งนี้ราวกับเป็นดินแดนเซียน ตั้งแต่โบราณกาลมา น้อยนักที่จะมีฮ่องเต้พระองค์ใดมีอำนาจปกครองถึงเพียงนี้ แต่จู่หลงทำได้
"สามพันสำนัก ทุ่มเทสติปัญญาจนสุดกำลัง ทำทุกวิถีทางเพื่อค้นหาผนึกความทรงจำของข้า ตอนนั้น ข้าเป็นเพียงสวี่อิง เด็กเลี้ยงแกะในแถบตะวันตกเฉียงเหนือ ข้ามองพวกเจ้าด้วยความหวาดกลัว ไม่อาจขัดขืนได้เลย" สวี่อิงกล่าวอย่างราบเรียบ
วันเวลาผ่านไปเนิ่นนานเกินไป ความทรงจำเมื่อสี่พันปีก่อน สำหรับเขาแล้วก็เหมือนกับการมองดูม้วนภาพวาดที่เก่าแก่เหลือคณา
แม้สวี่อิงจะรู้ว่าตนเองเคยตกระกำลำบากมามากในอดีต แต่เขาไม่เคยคิดเลยว่า ความทุกข์ทรมานที่เขาเคยเผชิญจะเลวร้ายและน่ากลัวถึงเพียงนี้ จนกระทั่งตอนนี้เมื่อนึกถึงช่วงเวลานั้น เขาก็ยังคงรู้สึกหนาวสั่นด้วยความหวาดผวา
อาวุธเซียนคุ้มสำนักทั้งสามพันชิ้นที่ใช้ทำลายผนึกความทรงจำในชาติแรกของเขานั้น สำหรับเขาแล้ว มันคือการทรมานอย่างแสนสาหัส
เป็นการทรมานที่ทำให้รู้สึกว่าอยู่มิสู้ตาย!
อีกทั้ง ระยะเวลาในการรับโทษทัณฑ์ก็ยาวนานเสียจนทำให้จิตใจของเขาแตกสลาย บุคลิกภาพพังทลาย
ในที่สุด จู่หลง สวีฝู และคนอื่นๆ ก็แงะผนึกออกได้สายหนึ่ง
"ความทรงจำส่วนหนึ่งของข้าตื่นขึ้น ข้าไม่รู้ว่าควรจะเกลียดพวกเจ้า หรือควรจะขอบคุณพวกเจ้าดี เกลียดที่พวกเจ้าทรมานข้าเพื่อความปรารถนาส่วนตัว ขอบคุณที่พวกเจ้าช่วยข้าแงะผนึกออกได้สายหนึ่ง หึหึ... พวกเจ้ากล้าดีอย่างไร?"
สวี่อิงเผยรอยยิ้มบนใบหน้าพลางกล่าว "แต่ข้ารู้ดีว่า ด้วยพลังของข้าไม่อาจต่อกรกับพวกที่ผนึกข้าได้ ในเมื่อพวกมันสามารถลอบกัดและโค่นล้มข้าได้ในช่วงที่ข้ารุ่งโรจน์ที่สุด เช่นนั้นการเอาชนะข้าในตอนนี้ก็ย่อมเป็นเรื่องง่ายดาย ข้าจำเป็นต้องเตรียมการสำหรับอนาคต"
เขากล่าวราวกับกำลังพูดถึงเรื่องที่ไม่เกี่ยวกับตนเองว่า "ตอนข้ามทะเล ในที่สุดข้าก็คิดตก จู่หลงหลอกใช้ข้า เขาต้องการมีอายุยืนยาวเพียงผู้เดียว เพื่อปกครองโลกตลอดกาล เขาเป็นทรราชที่สามารถทำได้ทุกอย่างเพื่อให้มีอายุยืนยาว หากเขาได้ภูเขาเซียนและยาอายุวัฒนะไป จะต้องปกครองใต้หล้าไปตลอดกาลอย่างแน่นอน และวันเวลาหลังจากนั้นย่อมมืดมนไร้แสงสว่าง ดังนั้น จะมอบยาอายุวัฒนะและภูเขาเซียนให้เขาไม่ได้เด็ดขาด"
"เด็กหนุ่มเด็กสาวจากสามพันสำนัก พวกเขาก็หลอกใช้ข้าเช่นกัน ต่างคนต่างซ่อนเร้นเจตนาร้าย บางคนต้องการความเป็นอมตะ บางคนอยากเป็นเซียน บางคนอยากเอาหัวข้าไปรับรางวัลความดีความชอบ บางคนก็อยากหาภูเขาเซียนและยาอายุวัฒนะเพื่อฮุบไว้คนเดียว พวกเขาเองก็ไม่ใช่ผู้ที่เหมาะสมที่สุดที่จะครอบครองภูเขาเซียนและยาอายุวัฒนะ
"ข้าคำนวณไปคำนวณมา สุดท้ายก็ตัดสินใจ ทิ้งภูเขาเซียนและยาอายุวัฒนะไว้ให้เจ้า... คนที่ไม่เหมาะสมที่สุด"
สวี่อิงลุกขึ้นยืน ทอดสายตามองไปไกลแสนไกลพลางกล่าว "เจ้าเยือกเย็น ไร้ความรู้สึก มองชีวิตคนเป็นดั่งมดปลวก เป็นเพียงตัวเลข จะต้องสังเวยคนไปเท่าไหร่ จะต้องเสียสละใคร เจ้าก็ไม่สน ตราบใดที่บรรลุเป้าหมายได้ ทุกอย่างก็คุ้มค่า หากภูเขาเซียนและยาอายุวัฒนะตกอยู่ในมือคนอย่างเจ้า เจ้าจะต้องก่อภัยพิบัติครั้งใหญ่ยิ่งกว่าเดิมแน่"
สวีฝูนั่งทื่อเป็นท่อนไม้อยู่ตรงนั้น
สวี่อิงกล่าว "เจ้าฉลาดหลักแหลมเป็นเลิศ เพียงเห็นอิทธิฤทธิ์ของผู้อื่น เจ้าก็สามารถเรียนรู้ได้ เพียงเห็นอาวุธเซียนคุ้มสำนัก เจ้าก็ถึงขั้นคาดเดาความหมายของอักขระวิถีเซียนบนนั้นได้ และยังสามารถทำเลียนแบบขึ้นมาได้อีกด้วย แม้แต่อิทธิฤทธิ์ของข้า เพียงเจ้ามองดูไม่กี่ครั้ง ก็สามารถใช้ออกมาได้คล้ายคลึง สติปัญญาเช่นเจ้านี้ แทบจะเป็นตัวข้าอีกคนหนึ่งเลยทีเดียว"
ในแววตาของสวีฝูไร้ซึ่งประกายใดๆ สายตาของเขาเลื่อนลอย
"ทว่าเจ้าก็อันตรายยิ่งนัก บนเรือหอ เจ้าสามารถวางแผนเล่นงานทุกคน มองพวกเขาเป็นเครื่องสังเวย เป็นเครื่องมือ ในสายตาเจ้า พวกเขาไม่ใช่คนด้วยซ้ำ แต่เป็นสิ่งมีชีวิตชั้นต่ำ ความหมายในการมีชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ของพวกเขา ก็คือถูกใช้เป็นเครื่องสังเวย ถูกใช้เพื่อให้พวกเรามีชีวิตรอด"
สวี่อิงกล่าว "กระทั่งคนข้างกาย เจ้าก็ยังหลอกใช้ได้ ยังเสียสละได้ คุณหนูที่ชอบเจ้าก็ถูกเจ้าจับมาเป็นเครื่องสังเวยเช่นกัน เจ้าไม่มีเพื่อน และไม่ต้องการเพื่อน แต่เจ้ากลับมองข้าเป็นเพื่อน นี่คือสิ่งที่ข้าทั้งไม่เข้าใจและซาบซึ้งใจ คนอย่างเจ้า เดิมทีข้าสมควรจะฆ่าทิ้งเสีย"
สวี่อิงพูดย้ำ "เดิมทีข้าสมควรจะฆ่าเจ้าทิ้งเสีย ตอนที่ข้าเจาะทะลุหน้าผากเจ้า จู่ๆ ข้าก็ลังเล จึงป้อนยาอายุวัฒนะให้เจ้า และมอบภูเขาเซียนฟางจ้างให้เจ้าด้วย เจ้าเคยถามว่าเหตุใดข้าจึงฆ่าเจ้า ตอนนั้นข้าไม่ได้ตอบ ตอนนี้ข้าจะตอบเจ้า ด้วยการกระทำของเจ้า เจ้าก็สมควรตายแล้ว"
สวีฝูยังคงนั่งนิ่งเป็นซากศพ
"แล้วเหตุใดถึงต้องช่วยเจ้า ปล่อยให้เจ้ามีชีวิตรอดต่อไป? คงเป็นเพราะ ข้าต้องการเจ้าจริงๆ นั่นแหละ"
สวี่อิงถอนหายใจด้วยความสลดหดหู่พลางกล่าว "ข้าต้องการใครสักคน ให้อยู่ห่างจากทวีปหยวนโซ่ว เพื่อหลบหนีจากการกวาดล้างครั้งใหญ่ ข้าต้องการให้คนผู้นี้นำตำราทองคำไป ช่วยข้าถอดรหัสตัวอักษรบนตำราทองคำ และข้ายังต้องการให้คนผู้นี้กลับมาในเวลาที่เหมาะสม นำตำราทองคำกลับมายังหยวนโซ่ว ไม่ว่าเขาจะกลับมาแก้แค้นข้าหรือช่วยเหลือข้า เขาก็ต้องใช้ตำราทองคำ และนั่นจะมอบความหวังให้กับข้า สติปัญญาของคนผู้นี้ จำเป็นต้องสูงส่งมากๆ"
ในตอนนั้น เขาทิ้งสวีฝูไว้โพ้นทะเล ส่วนตนเองเดินทางกลับแผ่นดินเสินโจวเพียงลำพัง
ทันทีที่เขาเหยียบย่างลงบนทวีปหยวนโซ่ว เขาก็เผชิญกับการปราบปรามและผนึกจากเทพเซียน ทว่าความหวังนั้น เขาได้ทิ้งมันเอาไว้แล้ว
สองพันปีต่อมา สวีฝูยุติชีวิตรอนแรมกลางทะเลตลอดสองพันปี นำตำราทองคำและภูเขาเซียนกลับมา ในที่สุดเมื่อถึงวันหนึ่ง เขาเตรียมการอย่างเพียบพร้อม และตัดสินใจจะแก้แค้นสวี่อิง
เขาต้องการเปลี่ยนสวี่อิงให้กลายเป็นเงาของเขา กลายเป็นตัวเขาอีกคนหนึ่ง เขาต้องการใช้การกระทำของตนเองเพื่อพิสูจน์ว่าสวี่อิงนั่นแหละที่ผิด ส่วนเขาต่างหากที่ถูก!
เขาทำในสิ่งที่แม้แต่สวี่อิงก็ไม่อาจทำได้สำเร็จ นั่นคือการฟื้นฟูผู้บำเพ็ญปราณ นำความรุ่งโรจน์ของผู้บำเพ็ญปราณกลับคืนมา และฟื้นฟูยุคทองในอดีต!
เขาวางแผนมาตลอดสองพันปี จนในที่สุดวันหนึ่ง เขาก็สังหารราษฎรแห่งแคว้นจูตู้ ใช้ศพสังเวยแด่เทพแห่งโรคระบาด อัญเชิญเทพแห่งโรคระบาดลงมาประทานภัยพิบัติ ก่อให้เกิดโรคระบาดครั้งใหญ่ในแคว้นจูตู้
แม่น้ำไน่เหอในแดนหยินจึงเปลี่ยนทิศทาง การปะทะกันระหว่างสองโลกหยินหยาง ได้เริ่มต้นขึ้นจากจุดนี้
แต่ทว่า นับตั้งแต่วินาทีที่เขานำตำราทองคำออกมาเพื่อพยายามควบคุมสวี่อิง เรื่องราวก็ค่อยๆ กลับเข้าสู่วิถีทางที่สวี่อิงได้กำหนดไว้เมื่อสี่พันปีก่อน
"สี่พันปีก่อน ข้าใช้นิ้วเดียวแทงทะลุหน้าผากเจ้า ทำให้บาดแผลของเจ้าไม่หายดีตลอดสี่พันปี นิ้วนี้ ทรมานเจ้ามาถึงสี่พันปี"
สวี่อิงเดินมุ่งหน้าออกไปนอกเมืองอวี้จิง น้ำเสียงค่อยๆ ไกลออกไปและเบาบางลงเรื่อยๆ "เจ้าใช้น้ำเซียนสระเหยาฉือรักษาบาดแผลแห่งมรรค แต่หนึ่งนิ้วนี้ก็ยังคงประทับอยู่ในหัวของเจ้าเช่นกัน เมื่อตอนที่เจ้าถูกผนึกเซียนทำลายทุกสิ่ง อิทธิฤทธิ์หนึ่งนิ้วของข้านี้ ได้รักษาวิเศษวิญญาณของเจ้าเอาไว้สายหนึ่ง"
"อาฝู เจ้าแพ้แล้ว"
สวี่อิงยืนอยู่บนสะพานเทวะ โบกมือมาแต่ไกล "ข้าเป็นคนโง่มาตั้งสี่พันปี แต่เจ้าก็ยังแพ้อยู่ดี"
บนซากปรักหักพังของแท่นบวงสรวงสวรรค์ในเมืองอวี้จิง สวีฝูคุกเข่าอยู่บนพื้น น้ำตาสองสายร่วงหล่นจากดวงตา
เฟิ่งเซียนเอ๋อร์ยืนอยู่ข้างกายเขา เมื่อเห็นเช่นนั้นก็ทำอะไรไม่ถูก
ทันใดนั้น นางก็ตระหนักอะไรบางอย่างได้ รู้สึกทั้งตกใจและดีใจ พลางหันไปมองสวีฝู
ศีรษะของสวีฝูยังคงมีรูโหว่ขนาดใหญ่ ภายในศีรษะยังคงว่างเปล่าไร้สรรพสิ่ง เหลือเพียงกลุ่มแสงกลุ่มหนึ่ง ทว่ากลับดูเหมือนจะค่อยๆ มีพลังชีวิตสายหนึ่งก่อตัวขึ้น
เฟิ่งเซียนเอ๋อร์พาเขาออกจากคุนหลุน กลับไปยังต้นอู๋ถงที่เขาจิ่วอี๋ และตั้งรกรากอยู่ที่นั่น
ใต้ต้นอู๋ถง มีหลุมศพรกร้างหลุมหนึ่ง ไม่รู้ว่าฝังใครเอาไว้ข้างใน และไม่มีผู้ใดมากราบไหว้
เฟิ่งเซียนเอ๋อร์อาศัยอยู่ในตำหนักบนต้นอู๋ถง นกและสัตว์ป่าในเทือกเขาโดยรอบต่างพากันมากราบไหว้ ทั้งยังมีผู้บำเพ็ญปราณมาขอศึกษาเล่าเรียน เฟิ่งเซียนเอ๋อร์ถ่ายทอดเคล็ดวิชาให้พวกเขา ปลุกพลังสายเลือดบรรพกาลของพวกนกและสัตว์ป่าให้ตื่นขึ้น ค่อยๆ หยั่งรากลึกลงบนเขาจิ่วอี๋
ชายหนุ่มข้างกายนางที่ในหัวเหลือเพียงกลุ่มแสงกลุ่มเดียวนั้น ถูกพวกนก สัตว์ป่า และผู้บำเพ็ญปราณในละแวกเขาจิ่วอี๋เรียกว่า อาฝูคนโง่
อาฝูคนโง่มักจะไปนั่งเล่นข้างหลุมศพรกร้างใต้ต้นไม้ นั่งทีหนึ่งก็กินเวลาไปทั้งวัน
เขาไม่บำเพ็ญเพียร และไม่เข้าฟังการบรรยาย
"ในเมื่อเจ้าหลอกใช้ข้า แล้วเหตุใดถึงยังต้องทิ้งอิทธิฤทธิ์หนึ่งนิ้วเอาไว้ เพื่อรักษาชีวิตข้าด้วย?"
อาฝูคาบหญ้าหางสุนัขไว้ในปาก นอนหงายอยู่บนเนินหลุมศพ สองมือรองไว้ใต้ท้ายทอย รำพึงในใจเงียบๆ ว่า "เจ้าเห็นข้าเป็นเพื่อนใช่หรือไม่..."
บนยอดเขาไข่มุกคุนหลุน เศษอิฐเศษกระเบื้องแตกหักลอยล่องอยู่กลางอากาศ พวกมันซ้อนทับและหลอมรวมเข้าด้วยกัน วิหารเทพโบราณในซากปรักหักพัง ภายใต้การแทรกแซงของพลังเทพอันไพศาล ราวกับกาลเวลาไหลย้อนกลับ ทำให้สถาปัตยกรรมที่เคยรุ่งโรจน์กลับมาปรากฏภาพในวันวานอีกครั้ง
สวี่อิงและหยวนเว่ยยางมาถึงยอดเขาอวี้จู ประจวบเหมาะพอดี จึงเห็นหยกขาวก่อตัวเป็นขั้นบันได หินหยกปูลาดเป็นทางเดิน ซ้อนทับและก่อตัวดังครืนๆ อยู่เบื้องหน้าพวกเขาอย่างต่อเนื่อง
พวกเขาเดินขึ้นเขา ถนนหินหยกตลอดทางก็ปูลาดทอดยาวขึ้นไปบนภูเขา
ลู่อู๋เดินตามหลังพวกเขาไป กระโดดโลดเต้นไปมา ร้องตะโกนอย่างต่อเนื่อง คอยขจัดอันตรายต่างๆ ตามหุบเขาไปทีละอย่าง บางครั้งก็ลากศพเก่าแก่ที่ถูกแช่แข็งขึ้นมาจากลำธารในหุบเขา บางครั้งก็บดขยี้กะโหลกศีรษะของเทพสวรรค์จนแหลกละเอียด
ยิ่งเข้าใกล้ยอดเขา มันก็ยิ่งออกแรงขะมักเขม้นมากขึ้น
หยวนชีและระฆังใหญ่ก็วิ่งเข้าไป ร่วมมือกับมันขจัดอันตรายในภูเขาอย่างขะมักเขม้น
"ท่านเจ็ด พวกเราประจบประแจงเช่นนี้ จะดูออกนอกหน้าเกินไปหรือไม่ จะถูกคนหัวเราะเยาะว่าพวกเราทำตัวต่ำต้อย เอาใจซีหวังหมู่ เพื่อหลอกเอาของวิเศษบางอย่างหรือเปล่า?" ระฆังใหญ่รู้สึกกระวนกระวายใจเล็กน้อย จึงเอ่ยถามขึ้น
หยวนชีตอบ "พวกเราจะต่ำต้อยแค่ไหน ก็คงไม่เท่าลู่อู๋หรอกกระมัง? มันมีหางตั้งเก้าเส้น ก็เอาไว้ใช้กระดิกทั้งนั้นแหละ! ท่านระฆัง พวกเราก็แค่เอาใจเข้าไว้ หากซีหวังหมู่ประทานของวิเศษมาให้สักหน่อย ก็พอให้เจ้ากับข้าใช้ไปได้ตลอดชีวิตแล้ว!"
ระฆังใหญ่ได้ยินดังนั้นก็กล่าวว่า "ต้องให้ซีหวังหมู่เห็นว่าพวกเราทั้งขยันขันแข็งและยอมถวายชีวิต จะได้ประทานของวิเศษให้มากขึ้น! จริงสิ ท่านเจ็ด ท่านกัดลิ้นตัวเอง แล้วพ่นเลือดใส่ข้าสักหน่อยสิ จะได้ดูเหมือนข้าสู้รบอาบเลือด... เดี๋ยวก่อน อย่าใช้เขี้ยวพิษกัดลิ้นสิ! ท่านเจ็ด ท่านเจ็ด ท่านตื่นสิ! ท่านเจ็ด?"
หญ้าเซียนสีม่วงวิ่งวนรอบตัวหยวนเว่ยยางไปมา พินิจพิจารณาเด็กสาวผู้นี้ด้วยความเคลือบแคลงใจอย่างยิ่ง มันทำท่าทางบอกใบ้กับสวี่อิง ราวกับกำลังถามว่า เด็กผู้หญิงข้างกายเจ้า ทำไมหน้าตาไม่เหมือนกับเด็กผู้หญิงข้างกายเจ้าเมื่อก่อนเลยล่ะ?
สวี่อิงหน้าทะมึนลง ทำท่าปาดคอ
หญ้าเซียนสีม่วงนั่งอยู่บนไหล่ของหยวนเว่ยยาง รากของมันส่ายไปมา ซ่อนเร้นคำขู่ว่า หากเจ้าปาดคอข้า ข้าก็จะควบคุมนังหนูนี่ให้ปาดคอตัวเอง
สวี่อิงยื่นมือไปจับ หญ้าเซียนก็รีบลื่นไหลหนีไป
พวกเขาเดินผ่านนาข้าว เมื่อหญ้าเซียนสีม่วงเห็นต้นข้าวต้นนั้น ก็ตื่นเต้นขึ้นมาทันที มันรีบขยับรากพุ่งพรวดเข้าไปหา หมายจะดูดซับต้นข้าวเซียนต้นนี้ เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้ตัวเอง!
วินาทีต่อมา หญ้าเซียนต้นนี้ก็ถูกต้นข้าวเซียนจับกดลงกับพื้นแล้วทุบตีอย่างหนักหน่วง มันหนีเตลิดกลับมาอย่างลุกลี้ลุกลน หลบอยู่หลังสวี่อิง
ต้นข้าวเซียนต้นนั้นถอนรากถอนโคนตัวเองขึ้นมา รากของมันส่ายไปมา ราวกับเทพสังหารที่เปล่งประกายสีทองอร่าม พุ่งเข้ามาหมายเอาชีวิตด้วยท่าทีดุดัน
"พี่ข้าวเห็นแก่หน้าข้าเถอะ เห็นแก่หน้าข้าสักหน่อย" สวี่อิงค้อมตัวครั้งแล้วครั้งเล่า ต้นข้าวเซียนจำเขาได้ จึงไม่เอาความ
เมื่อถึงกลางเขา หญ้าเซียนสีม่วงสังเกตเห็นต้นไม้ประดับมุกที่อยู่ฝั่งตรงข้ามหน้าผา ก็อดดีใจไม่ได้ พุ่งพรวดเข้าไปหา
ผ่านไปครู่หนึ่ง หญ้าเซียนต้นนี้ก็ถูกต้นไม้ประดับมุกจับแขวนไว้หน้าเมือง แล้วใช้แส้เฆี่ยนตีครั้งแล้วครั้งเล่า
สวี่อิงแสร้งทำเป็นมองไม่เห็น ดึงหยวนเว่ยยางเร่งฝีเท้าขึ้นเขา หยวนเว่ยยางเหลียวมองกลับไปไม่หยุด พลางเอ่ยว่า "อาอิ้ง ไม่สนใจมันแล้วหรือ?"
สวี่อิงส่ายหน้าพลางกล่าว "ต้นไม้เซียนต้นนั้น ขนาดเฟิ่งเหยาชิงหลวนยังโดนเฆี่ยนเลย เกรงว่าเซียนธรรมดาก็คงไม่ใช่คู่มือ พวกเราเข้าไปพร้อมกันก็สู้มันไม่ได้หรอก คาดว่าคงได้โดนจับแขวนตีตูดหน้าเมืองพร้อมกับท่านหญ้านั่นแหละ"
ในที่สุดพวกเขาก็มาถึงยอดเขา เห็นเพียงสระเหยาฉือที่เปลี่ยนโฉมใหม่หมดจด เพียงแต่แดนสวรรค์ที่เชื่อมต่อกับโลกเซียนยังคงถูกผนึกอยู่
สวี่อิงและหยวนเว่ยยางมาถึงริมสระเหยาฉือ ทันใดนั้นก็มีเสียงผู้หญิงที่เปี่ยมไปด้วยความน่าเกรงขามดังมาจากด้านหลัง
"คุณชายสวี่ สบายดีหรือ?"
สวี่อิงและหยวนเว่ยยางหันขวับไปมอง เห็นเพียงเทพธิดาองค์หนึ่งที่ดูสูงส่งเลอค่าหาใดเปรียบ กำลังเดินออกมาจากแสงเทพที่ซ้อนทับกันเป็นชั้นๆ
นางเดินออกจากแสงเทพ ก็เห็นแสงเทพนั้นปูลาดไปตามพื้นดิน งดงามวิจิตรตระการตา ราวกับเป็นอาภรณ์ของนาง ทั้งยังมีแสงเทพลอยล่องขึ้น ก่อตัวเป็นแถบผ้าพลิ้วไหวอันวิจิตรบรรจง โอบล้อมเป็นชั้นๆ ล่องลอยอยู่ภายนอกยอดเขาอวี้จู
นางก็คือเทพแห่งคุนหลุน มารดาแห่งทวยเทพ
ซีหวังหมู่







