นกขับขานในป่าหมอกบุหงา ดอกไม้งามสะพรั่งพร้อมไผ่ชดช้อย
ใต้ร่มไม้หอมร่วงหล่น ท่ามกลางหญ้าเขียวขจีดุจพรม มีลำธารสายหนึ่งคดเคี้ยวไหลผ่าน ลัดเลาะวนเวียน
น้ำในลำธารใสแจ๋ว กระแสน้ำไหลช้าแสนช้า หินกรวดใต้ผืนน้ำแต่ละก้อนกลมมนลดหลั่นกันราวกับจมอยู่ก้นกระจก เมื่อแสงแดดสาดส่องลงมาก็ทอประกายหลากสีสัน ระยิบระยับจับตา
แม้จะเป็นช่วงกลางฤดูร้อน ทว่าที่แห่งนี้กลับเต็มไปด้วยความเย็นสบาย ไม่คล้ายโลกมนุษย์
คนทั้งห้าแยกย้ายกันนั่งอยู่ริมลำธาร เบื้องหน้ามีโต๊ะ บนโต๊ะมีสุราไร้กับแกล้ม เบื้องหลังมีสาวใช้ สาวใช้ถือดอกไม้ไร้พัด
ตำแหน่งประธานจัดวางโต๊ะยาวทาสีแดงตัวหนึ่ง บนโต๊ะมีบาตรทองแดงใบเล็กวางอยู่ สาวใช้คนหนึ่งถือค้อนไม้เล็กๆ ยืนอยู่ด้านข้าง
บ่าวรับใช้คนหนึ่งยกกระบอกไม้ไผ่ที่ค่อนข้างเก่าขึ้นมา เล่อจ้านหยิบติ้วไม้ไผ่ออกจากกระบอก มองดูตัวอักษรบนนั้นแล้วอ่านอย่างเนิบนาบว่า "ให้ม้าดื่มน้ำที่ถ้ำกำแพงเมืองจีน น้ำเย็นยะเยือกบาดกระดูกม้า"
จากนั้นมือขวาถือติ้วไม้ไผ่ มือซ้ายประคองข้อมือขวา ชูให้คนทั้งสี่ที่นั่งอยู่ดูรอบหนึ่ง แล้วจึงส่งติ้วให้สาวใช้ที่ถือค้อน
กล่าวว่า "นี่คือวรรคทองของเฉินขงจาง ตาม 'อวิ้นจี๋' ของต้วนหง คำว่า กระดูก อยู่ในหมวดสัมผัส 'ลิ่วโม่' เช่นนั้นก็... ตำแหน่งรองอันดับหนึ่ง ฮูหยินเริ่มก่อน"
ฮูหยินเล่อมีสีหน้ากลัดกลุ้ม "วรรคนี้ค่อนข้างยากนะ! ท้องฟ้าแจ่มใสอากาศสดชื่น ภูเขาตระหง่านน้ำงดงามแท้ๆ กลับต้องมาใช้วรรค 'น้ำเย็นยะเยือกบาดกระดูกม้า'... อีกอย่างข้าไม่ถนัดเป็นคนเริ่มที่สุดเลย!"
นางมองไปทางสามี กะพริบตาปริบๆ พูดอย่างกระตือรือร้นว่า "พวกเราสลับที่นั่งกันดีหรือไม่"
ฮูหยินเล่อเผยท่าทีออดอ้อนราวกับเด็กสาวออกมาบ้างแล้ว แต่พอเล่อจ้านได้ยินว่าภรรยาจะทำลายกฎของกติกา ก็เปลี่ยนท่าทีเป็นเหมือนบัณฑิตเฒ่าคร่ำครึทันที "ทำเช่นนี้ได้อย่างไรเล่า!"
"ทำไมจะไม่ได้ล่ะ ก็ไม่ได้บอกเสียหน่อยว่าห้ามสลับที่นั่ง"
"ไม่ได้ๆ ฮูหยินอย่าได้ก่อกวนสิ!"
"ใครก่อกวนกัน?!"
เซี่ยซิงหานและหลิวเฉิงเห็นเช่นนั้นก็กลั้นหัวเราะไว้ไม่อยู่
ฮูหยินเล่อถามยิ้มๆ ว่า "คุณชายหลิว แม่นางตระกูลเซี่ย คุณชายเว่ย พวกท่านเห็นพ้องหรือไม่"
หลิวเฉิงค้อมตัวเล็กน้อย ดูสุภาพเรียบร้อยยิ่ง "ฮูหยินเล่อเชิญตามสบายขอรับ"
เซี่ยซิงหานพูดพลางหัวเราะ "ข้าไม่มีความเห็นเจ้าค่ะ"
บัณฑิตชุดขาวพยักหน้าเล็กน้อย สีหน้าสำรวม "ได้ขอรับ"
ฮูหยินเล่อประสานมือคารวะสามีตามธรรมเนียมของบุรุษ กดเสียงต่ำลงกล่าวว่า "เชิญขุนนางเปี๋ยจย้าเล่อ น้อมรับคำแนะนำแต่โดยดี"
เหล่าสาวใช้ตระกูลเล่อที่ถือตะกร้าดอกไม้เห็นเช่นนี้ล้วนซ่อนรอยยิ้มไว้ไม่อยู่
เล่อจ้านจำต้องสลับที่นั่งกับภรรยาอย่างไม่เต็มใจนัก ขณะเดียวกันก็เน้นย้ำว่า "เริ่มแล้วห้ามสลับอีกนะ!"
ฮูหยินเล่อกล่าวว่า "ค่อยว่ากัน"
"ฮูหยิน เจ้า!"
ทุกคนล้วนหัวเราะ บรรยากาศเบิกบานใจ
เล่อจ้านส่งสัญญาณให้สาวใช้ที่ถือค้อนไม้เล็กๆ สาวใช้จึงตีบาตรทองแดง
"เจิ้ง "
ได้ยินเพียงเสียงดังกังวานกังวานใส ราวกับควันบางเบาสายหนึ่งที่ค่อยๆ ลอยล่องกระจายออกไป
ท่ามกลางเสียงสะท้อนกังวาน คนทั้งห้าก็เก็บสีหน้านั่งอย่างเรียบร้อย ได้ยินเพียงสาวใช้อ่านว่า "ให้ม้าดื่มน้ำที่ถ้ำกำแพงเมืองจีน น้ำเย็นยะเยือกบาดกระดูกม้า" จากนั้นตีบาตรทองแดงอีกครั้ง
นี่คือการละเล่นต่อบทกวีที่กำลังเป็นที่นิยมในยุคนั้น จำเป็นต้องต่อบทกวีให้ทันก่อนที่เสียงบาตรจะหยุดกังวาน ผู้ที่ทำสำเร็จจะได้ดอกไม้ ผู้ที่ไม่สำเร็จจะถูกลงโทษให้ดื่มสุรา บ่าวรับใช้เตรียมกระดาษและหมึกไว้พร้อมแล้ว ถือพู่กันคอยจดบันทึก
เล่อจ้านรวบรวมสมาธิต่อว่า "สามขวบเรียนวิชาดาบ" สาวใช้นำดอกไม้สีเหลืองดอกหนึ่งจากในตะกร้ามาวางไว้บนโต๊ะของเล่อจ้าน
ฮูหยินเล่อขมวดคิ้ว "เด็กบ้านไหนเรียนดาบตอนสามขวบกัน"
ทุกคนต่างหัวเราะ
เล่อจ้านตอบว่า "สามขวบท่องกวีได้ ย่อมเรียนวิชาดาบได้ตามธรรมชาติ"
จากนั้นก็เร่งสาวใช้ว่า "รีบตีบาตรเร็วเข้า"
เจิ้ง
เสียงบาตรดังขึ้น เซี่ยซิงหานที่นั่งอยู่ถัดลงมาพูดพลางหัวเราะต่อว่า "สิบขวบยิงหงส์ฟ้า"
บนโต๊ะของเซี่ยซิงหานก็ได้ดอกไม้ไปหนึ่งดอกเช่นกัน
ฮูหยินเล่อพยักหน้า "เด็กคนนี้เก่งกาจนัก"
บัณฑิตชุดขาวไม่รอให้ตีบาตร ก็เอ่ยปากโดยตรงว่า "เล่นรถม้าหน้าลาน"
'เล่นรถม้า' คือการละเล่นที่เด็กๆ ในยุคนั้นมักเล่นกัน หรือที่เรียกอีกอย่างว่า 'การละเล่นรถนกเขา' เป็นการนำหุ่นจำลองรถม้าขนาดเล็กมาทำเป็นของเล่นสำหรับเล่น หุ่นจำลองโดยทั่วไปทำจากดินเผาหรือไม้ แต่ก็มีที่ใช้วัสดุล้ำค่าอย่างทอง เงิน และงาช้างเช่นกัน
ฮูหยินเล่อถอนหายใจ "ท้ายที่สุดก็ยังเป็นเด็กอยู่ดี"
หลิวเฉิงกล่าวว่า "การละเล่นของเด็กก็เห็นถึงความไม่ธรรมดาได้"
บัณฑิตชุดขาวกล่าวเรียบๆ ว่า "คำกล่าวนี้ถูกต้องแล้ว"
เล่อจ้านมีความคาดหวังอยู่บ้าง "คราวนี้ต้องรอดูว่าคุณชายหลิวจะรับวรรคนี้อย่างไรแล้ว"
หลิวเฉิงครุ่นคิดเล็กน้อย ยิ้มแล้วพูดว่า "จัดทัพมักขึ้นหลังคา"
"ต่อได้ดีมาก!" เล่อจ้านเอ่ยชม
บัณฑิตชุดขาวพยักหน้า ดูเหมือนจะยอมรับประโยคที่หลิวเฉิงต่อมา
คนทั้งหลายล้วนปรบมือขึ้นมา
พอหลิวเฉิงเอ่ยวรรคนี้ออกมา ภาพเด็กน้อยคนหนึ่งยืนอยู่บนหลังคาเล่นจัดทัพกับเพื่อนฝูงก็ปรากฏชัดเจนประหนึ่งมีชีวิตขึ้นมาบนหน้ากระดาษ เช่นนั้นการละเล่นรถนกเขาหน้าลานก่อนหน้านี้ก็ไม่ใช่เพียงการละเล่นของเด็กธรรมดาๆ อีกต่อไป แต่กลับเพิ่มกลิ่นอายของการศึกสงครามขึ้นมาหลายส่วน
สาวใช้ตีบาตรทองแดงอีกครั้ง คราวนี้ถึงตาของฮูหยินเล่อแล้ว
เล่อจ้านกล่าวอย่างตื่นเต้นว่า "เด็กคนนี้เผยความสามารถเหนือธรรมดาออกมาแล้ว ฮูหยินระวังให้ดีเล่า!"
"มีเหตุผล!" ฮูหยินเล่อครุ่นคิดชั่วครู่ จึงต่อว่า "ไม่ชอบอ่านตำรา"
เล่อจ้านสีหน้าแข็งค้างไป
ทุกคนกุมท้องหัวเราะ
เซี่ยซิงหานพูดพลางหัวเราะ "ก็จริง ทั้งฝึกดาบทั้งฝึกยิงธนู จะมีผู้ปราดเปรื่องทั้งบุ๋นบู๊มากมายปานนั้นมาจากไหนกัน"
บัณฑิตชุดขาวยิ้มอย่างลึกลับ "ก็ยังมีอยู่"
เซี่ยซิงหานคิดดูแล้ว ก็พยักหน้ากล่าวว่า "มีอยู่จริงๆ เจ้าค่ะ"
หลิวเฉิงรู้ว่าคนแรกพูดถึงหวังหรง คนหลังพูดถึงหวังหยาง สำหรับหวังหรงเขายอมรับนับถือ แต่ส่วนหวังหยางนั้น... เขาแค่นเสียงเย็นชา "มีก็มีอยู่ เพียงแต่บางคนเป็นของจริง บางคนเป็นของปลอม"
หางคิ้วเซี่ยซิงหานเลิกขึ้นเล็กน้อย จากนั้นก็แย้มยิ้ม "ยังมีจริงหรือปลอมไม่รู้ แต่ชอบพูดจาเหน็บแนมด้วยเจ้าค่ะ"
หลิวเฉิงหน้าดำทะมึน ทางฝั่งฮูหยินเล่อก็หัวเราะกล่าวว่า "ตรงนี้มีคนต่อกวีไม่ได้หนึ่งคน ปรับสุราๆ!"
เล่อจ้านรีบกล่าวว่า "ได้แล้วๆ! บีบบังคับมีท่านแม่!"
ฮูหยินเล่อแสร้งโกรธ "ทำไมไม่บอกว่าท่านพ่อเล่า"
ทุกคนหัวเราะอีกครั้ง
เล่อจ้านละอายใจ พูดเสียงเบาว่า "ท่านพ่อเสียงสัมผัสไม่ตรง"
หลิวเฉิงมองไปทางเซี่ยซิงหาน น้ำเสียงหยอกล้อว่า "พวกเรามาฟังกันเถิดว่าท่านแม่จะพูดอะไร"
เซี่ยซิงหานมองไปทางหลิวเฉิง น้ำเสียงแฝงนัยยะ ราวกับมารดาสั่งสอนบุตรว่า "เจ้าคือลูกผู้ดีมีตระกูล"
บัณฑิตชุดขาวยังคงไม่รอให้ตีบาตร ก็ร่ายออกมาโดยตรงว่า "ทุกรุ่นล้วนบัณฑิตชื่อดัง"
ฮูหยินเล่อถอนหายใจ "ในบ้านทุกรุ่นล้วนเป็นบัณฑิตชื่อดังแต่กลับไม่ชอบอ่านตำรา นี่ทำไมช่างเหมือนลูกชายข้าเสียจริง..."
ทุกคนหัวเราะจนหงายหลัง
หลิวเฉิงประคารมกับเซี่ยซิงหานเล็กน้อย เดิมทีรู้สึกไม่สบอารมณ์อยู่บ้าง แต่ตอนนี้ก็ถูกฮูหยินเล่อทำให้ขบขันแล้ว จึงพูดพลางหัวเราะต่อว่า "แตกฉานตำราสืบสานอดีต"
แตกฉานตำราก็คือเชี่ยวชาญการอ่านคัมภีร์ตำรา สืบสานอดีตก็คือกิจการที่สืบทอดในตระกูล เป็นการรับช่วงต่อจากวรรคก่อนที่ว่า 'ทุกรุ่นล้วนบัณฑิตชื่อดัง' ความหมายก็คือมารดาสอนบุตรว่า ต้องตั้งใจศึกษาหาความรู้ สืบทอดเจตนารมณ์บรรพชน
"ถึงตาข้าเร็วปานนี้เชียว!" ฮูหยินเล่อทอดถอนใจ รำพึงรำพันคิดอย่างหนัก "เอ่อ... สืบสานอดีต... อืม..."
ทางนี้เสียงบาตรหยุดลงแล้ว เล่อจ้านกล่าวว่า "ฮูหยินถูกปรับสุรา!"
ฮูหยินเล่อมีเหตุผลฟังขึ้น "ไม่โดนปรับๆ! แม้ข้าจะต่อไม่ได้ แต่สามีข้าต่อได้!"
เล่อจ้านขมวดคิ้ว "เช่นนี้จะทำได้อย่างไร การต่อบทกวีเปรียบดั่งการเดินทัพ การปรับสุราก็ดั่งกฎอัยการศึก จะทำแทนกันได้อย่างไร"
"ทำไมจะทำแทนไม่ได้เล่า การเดินทัพกฎอัยการศึก ก็ไม่ได้บอกเสียหน่อยว่าห้ามหาทัพหนุน!"
ทุกคนล้วนสนุกสนาน
ฮูหยินเล่อสั่งการสาวใช้โดยตรง "อาซวง ตีบาตร ดูแม่ทัพเล่อมาช่วยรบ!"
ผลปรากฏว่าเล่อจ้านก็ต่อไม่ได้เช่นกัน สองสามีภรรยาจึงจำต้องดื่มด้วยกันอย่างน่าสงสาร
เล่อจ้านถอนหายใจกล่าวว่า "วรรคนี้ของคุณชายหลิวต่อได้ยากนัก ทั้งต้องเป็นคำสอนของมารดาที่บอกกล่าวแก่บุตร แล้วยังต้องสัมผัสคล้องจองกันอีก ต้องรอดูแม่นางสี่เซี่ยแล้ว"
บัณฑิตชุดขาวกล่าวว่า "วรรคนี้แม่นางสี่เซี่ยรับไว้เหมาะสมที่สุด"
หลิวเฉิงคิดดูแล้ว พยักหน้าพูดว่า "เป็นเช่นนั้นจริงๆ"
ฮูหยินเล่อยิ้มให้สามีพลางกล่าวว่า "วันข้างหน้าท่านพี่ได้เลื่อนขั้น วรรคนี้ก็สามารถต่อได้แล้ว"
"โอ้? ว่าอย่างไรเล่า" เล่อจ้านรู้สึกอยากรู้อยากเห็นเป็นอย่างยิ่ง
เซี่ยซิงหานยิ้มบางๆ เอ่ยเสียงเบาว่า "เลื่อนขั้นถึงจงซู"
"ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้!" เล่อจ้านกระจ่างแจ้งในทันที บิดาของเซี่ยซิงหานคือขุนนางจงซูลิ่ง นี่ไม่ใช่ว่านางพูดได้เหมาะสมที่สุดหรอกหรือ! กวีบทนี้ต่อมาถึงตรงนี้ก็ถือว่าเกือบจะสมบูรณ์แล้ว หากต่อลงไปอีกไม่เพียงแต่เขียนยาก ทว่ายังทำให้เสียระดับได้ง่ายๆ ด้วย สามารถนำมาเป็นบทสรุปได้แล้ว
บัณฑิตชุดขาวยังคงไม่ลังเลแม้แต่น้อย ร่ายว่า "ตำหนักบูรพาคัดเลือกขุนนาง" สาวใช้ก้าวไปข้างหน้า ส่งดอกไม้ให้อีกหนึ่งดอก
พอเขากล่าวประโยคนี้ออกมา หลายคนก็มองไปที่เขา
การแต่งกวีนี้ก็เหมือนกับการแต่งความ เน้นไปที่การเกริ่นนำ รับส่ง พลิกผัน และสรุป มารดาสั่งสอนบุตรนั้นนับว่าอยู่ในช่วง 'พลิกผัน' แล้ว หลังจากพลิกผันเสร็จสิ้น
ไม่ว่าบุตรจะหันมาใฝ่รู้ หรือจะมีความเห็นเป็นอย่างอื่น บทกวีนี้ก็สามารถสรุปจบได้แล้ว ทว่าคนผู้นี้กลับดึงเอาเรื่องการคัดเลือกขุนนางตำหนักบูรพาออกมาอย่างกะทันหันเสียอย่างนั้น!
นี่เขาต้องการทำสิ่งใด จะเขียนเรื่องการไปเป็นขุนนางที่ตำหนักบูรพาอีกหรือ ก็เหมือนกับที่หวังหยางสอนฉู่ฉือแก่เหล่านักเรียน พอใกล้จะเลิกเรียนหวังหยางก็พูดโพล่งขึ้นมาประโยคหนึ่งว่า "ว่ากันว่าชนเผ่าในนิวกินี..." เหล่านักเรียน: ??? ไม้นี้แทงไปถึงไหนกันเนี่ย?
นี่ไม่ใช่การสร้างเรื่องวุ่นวายโดยใช่เหตุหรอกหรือ!
ไม่เป็นเพราะคนผู้นี้มีพรสวรรค์ไม่ธรรมดา มีความมั่นใจในการควบคุมเรื่องที่แตกแขนงออกมาโดยไม่เบี่ยงเบนไปจากหัวข้อ ก็เป็นเพราะเขาสนใจเพียงแค่การต่อประโยค แต่คิดถึงเค้าโครงภาพรวมทั้งเรื่องได้ไม่ถี่ถ้วนพอ จนทำให้บทกวีถูกยืดยาวจนซับซ้อนยืดยาด
อย่างหลังไม่น่าเป็นไปได้ คนทั้งสี่ล้วนมองออก แล้วเขาจะเป็นข้อยกเว้นได้อย่างไร อีกอย่างมีชื่อเสียงเลื่องลือด้านพรสวรรค์ถึงเพียงนี้ จะไม่เข้าใจการวางโครงเรื่องได้อย่างไร
ส่วนอย่างแรกก็ไม่ค่อยถูกนักเช่นกัน เพราะนี่ไม่ใช่ผลงานการแต่งเพียงคนเดียว แต่เป็นการต่อบทกวี ต่อให้เจ้ามีความมั่นใจมากเพียงใดก็ควบคุมได้เฉพาะส่วนที่ตนเองเขียนเท่านั้น แม้เจ้าจะมีการจัดวางเรื่องราวในภายหลัง แต่การต่อประโยคของผู้อื่นอาจไม่เป็นไปตามความต้องการของเจ้า เมื่อก้อนหิมะกลิ้งไป ย่อมไม่เป็นไปตามรูปแบบที่คาดการณ์ไว้แล้ว หรือจะเป็นเพราะมีความมั่นใจจนถึงขีดสุด คิดว่าไม่ว่าคนอื่นจะเขียนออกมาอย่างไร เขาก็สามารถหาทางเชื่อมโยงกลับมาได้ทั้งหมดจริงๆ
หรือไม่ก็ไม่ได้ใส่ใจเลยว่าบทกวีทั้งบทจะสำเร็จหรือล้มเหลว สนใจเพียงแค่ตัวเองได้ดอกไม้แสดงความสามารถเท่านั้น เช่นนั้นนิสัยก็ดูจะ... เอาแต่ใจเกินไปหน่อย?
ไม่ว่าเขาจะคิดอย่างไร หลิวเฉิงก็ยังอยากจะรวมพลังของทุกคน ทำให้บทกวีต่อกลอนบทนี้ออกมางดงามสักหน่อย ดังนั้นเขาจึงคิดแล้วคิดอีก กว่าจะต่อประโยคในวินาทีสุดท้ายที่เสียงบาตรหยุดลงว่า "ใช้บารมีบรรพชนเจ้าจึงรับตำแหน่งได้"
พอหลิวเฉิงกล่าววรรคนี้ออกมา ก็ได้รับคำชื่นชมจากสองสามีภรรยาตระกูลเล่อทันที แม้แต่เซี่ยซิงหานก็แอบคิดว่าวรรคนี้ต่อได้ดียิ่ง เพราะทำเช่นนี้ วรรคก่อนที่แสนจะพลิกแพลงอย่าง 'ตำหนักบูรพาคัดเลือกขุนนาง' ก็จะกลายเป็นคำพูดของมารดาทันที ความหมายคือมารดาบอกกับบุตรว่า ตำหนักบูรพากำลังคัดเลือกขุนนางผู้ช่วย ตามบารมีของตระกูลแล้ว เจ้าก็สามารถเข้ารับการคัดเลือกได้ นี่เทียบเท่ากับการดึงม้าที่หลุดจากบังเหียนไปแล้วให้กลับมาอีกครั้ง
หลิวเฉิงสัมผัสได้ถึงสายตาชื่นชมของคนในวงสนทนา มองดูดอกไม้สดสีแดง ขาว และน้ำเงินสามดอกบนโต๊ะ ก็รู้สึกเพียงว่าชีวิตกลับเข้าสู่ลู่ทางที่ควรจะเป็นในที่สุด!
เขาสูดดมกลิ่นหอมของดอกไม้เบาๆ หลับตาทั้งสองข้างลงช้าๆ ในใจอดไม่ได้ที่จะทอดถอนใจ: ใครบางคนไม่อยู่ ช่างมีความสุขเสียนี่กระไร!







