“เถ้าแก่ครับ ผมบอกกล่าวกับคนของหอการค้าเฉาโจวแล้ว ราคาหินทรายพุ่งขึ้นสามเท่า และผมยังโทรศัพท์หาบริษัทก่อสร้างแห่งอื่นด้วยว่า ใครหน้าไหนกล้ารับเหมาโครงการก่อสร้างของอสังหาริมทรัพย์เหิงชวง ก็เท่ากับเป็นศัตรูกับบริษัทฉางเจียงของเรา”
ซ่งปิ่งซูยืนอยู่ตรงหน้าหลี่เจียเฉิง รายงานผลการทำงานอย่างจริงจัง
หลี่เจียเฉิงสวมถุงมือสีขาว ในมือถือกรรไกรกำลังตัดแต่งบอนไซสนรับแขกกระถางหนึ่ง
ฉับ!
เขาตัดแต่งกิ่งไม้กิ่งหนึ่งจนสั้น
“อสังหาริมทรัพย์เหิงชวงมีความทะเยอทะยานไม่เบา สามารถกู้เงินจากฮุ่ยเฟิงมาได้ แต่ตู้หย่งเซี่ยวคนนั้นถึงอย่างไรก็เป็นแค่ตำรวจ ไม่ใช่คนทำธุรกิจ คนทำธุรกิจต้องรู้จักวางแผนก่อนลงมือทำ ต้องรู้จักคิดคำนวณให้รอบคอบ” หลี่เจียเฉิงยื่นมือไปลูบคลำกิ่งก้านอื่นๆ ของสนรับแขก “ไม่ใช่ว่าเปิดบริษัทแล้วจะหาเงินได้เสมอไป มีหลายบริษัทที่ขาดทุนจนหมดตัว!”
“ผมเข้าใจครับ วงการธุรกิจก็เหมือนสนามรบ ครั้งนี้คนแซ่ตู้น่าจะรู้ตัวแล้วว่าตัวเองมีน้ำยาแค่ไหน”
หลี่เจียเฉิงหันหน้ากลับมา มองซ่งปิ่งซูแวบหนึ่ง “นายคิดแบบนี้ก็ผิดแล้ว ทำธุรกิจจะใช้อารมณ์ไม่ได้ ไม่ใช่ว่าเพราะนายอิจฉาเขา เกลียดเขา ถึงได้ลงมือกับเขา สิ่งแรกที่เราต้องพิจารณาคือเรื่องผลประโยชน์ ทำไมเราถึงต้องเสียเวลาตั้งมากมายมาคอยดูแลเขาน่ะหรือ? ก็เพราะเราเองก็อยากพัฒนาพื้นที่คอสเวย์เบย์ อยากให้ที่นั่นกลายเป็นแลนด์มาร์กของเกาะฮ่องกง นี่ต่างหากคือจุดประสงค์แต่แรกเริ่ม!”
“เถ้าแก่ ผม... ขอโทษครับ ผมผิดไปแล้ว”
หลี่เจียเฉิงยิ้ม “การไม่ลืมจุดประสงค์แต่แรกเริ่มต่างหากที่เป็นเคล็ดลับสำคัญที่สุดในการทำธุรกิจ ทุกอย่างต้องยึดผลประโยชน์เป็นหลัก ไม่หวั่นไหวไปกับความรู้สึกส่วนตัว นายต้องจำไว้ให้ดี!”
“ครับ เถ้าแก่!”
ตอนนั้นเอง ลูกชายที่ชื่ออาจวี้ก็ทบทวนภาษาอังกฤษเสร็จแล้วเดินออกมาจากคฤหาสน์ พอเห็นผู้เป็นพ่อกำลังตัดแต่งบอนไซอยู่ก็เดินหัวเราะร่าเข้ามาหา “พ่อครับ ให้ผมเล่นบ้างสิ!”
หลี่เจียเฉิงยิ้ม ยื่นกรรไกรให้เขาแล้วพูดว่า “ลูกลองตัดดูสิ พ่อจะคอยดู!”
“ได้เลยครับ!” อาจวี้รับกรรไกรมาด้วยท่าทางเหมือนผู้ใหญ่ตัวน้อย ไม่สนสี่สนแปด จัดการตัดกิ่งที่หนาที่สุดขาดฉับในทันที
“คุณชายน้อย...” ซ่งปิ่งซูคิดจะเอ่ยเตือน แต่กลับถูกหลี่เจียเฉิงห้ามไว้ก่อน
อาจวี้ถือกรรไกรเล่นอย่างสนุกสนาน เสียงกรรไกรดังฉับๆ ตัดกิ่งก้านใบไม้ทิ้งไปอย่างต่อเนื่อง
เพียงไม่นาน บอนไซสนรับแขกที่เคยสวยงามก็กลายเป็นต้นไม้โกร๋นๆ ที่ไร้ใบ
“สนุกไหม” หลี่เจียเฉิงถามลูกชาย
“สนุกครับ” อาจวี้คืนกรรไกรให้หลี่เจียเฉิงแล้วพูดพร้อมรอยยิ้มกว้าง “กรรไกรอันนี้สนุกดีครับ”
“พ่อไม่ได้หมายถึงกรรไกร พ่อหมายถึงสนรับแขกกระถางนี้ต่างหาก”
“เอ๊ะ?” อาจวี้มองดูบอนไซที่ถูกตัวเองเล่นซะเละเทะ ถึงเพิ่งรู้ตัวว่าก่อเรื่องเข้าให้แล้ว
“แล้วถ้าสนรับแขกกระถางนี้คือบริษัทฉางเจียงล่ะ” หลี่เจียเฉิงถามต่อ “ลูกยังจะทำลายมันแบบนี้อยู่อีกไหม”
ถึงอาจวี้จะยังเด็ก แต่เขาก็รู้ดีว่าบริษัทฉางเจียงคือหยาดเหงื่อแรงกายของพ่อ และมีความสำคัญในใจของพ่อมากกว่าตัวเขาเสียอีก
“ผม... ไม่รู้สิครับ”
“ไม่รู้เหรอ ในเมื่อไม่รู้ก็อย่าไปทดลองสุ่มสี่สุ่มห้า ลูกจะเป็นคนไม่ฉลาด เป็นคนโง่บ้าทึ่มก็ได้ แต่ลูกสามารถหยิบยืมพลังของคนอื่นได้... คนอื่นก็เปรียบเสมือนกรรไกรเล่มนี้ สามารถใช้สร้างความพินาศ หรือจะใช้สร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ก็ได้ ขอเพียงแค่ลูกตั้งใจ บริษัทฉางเจียงในวันข้างหน้าก็จะต้องเติบโตไปได้ด้วยดีแน่นอน”
อาจวี้ทำหน้าเหมือนจะเข้าใจแต่ก็ไม่เข้าใจ
ซ่งปิ่งซูก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าว “คุณชายน้อย ผมก็คือกรรไกรของคุณครับ ต่อไปผมสามารถช่วยคุณตัดแต่งกิ่งก้านใบไม้ และยังช่วยคุณจัดการกับปัญหาได้ทุกเรื่อง ขอให้คุณเชื่อใจผมครับ”
อาจวี้เงยศีรษะเล็กๆ ขึ้น มองดูซ่งปิ่งซู
หลี่เจียเฉิงพูดขึ้นว่า “ยังไม่รีบขอบคุณทนายใหญ่อีก?”
“ขอบคุณครับทนายใหญ่!”
“ด้วยความยินดีครับคุณชายน้อย!” ซ่งปิ่งซูเอ่ยตอบ “ตอนนี้ผมจะช่วยคุณตัดกิ่งก้านที่อาจจะส่งผลกระทบต่อคุณในอนาคตทิ้งไปเอง...”
ซ่งปิ่งซูพูดจบ ก็ค้อมตัวให้หลี่เจียเฉิงเล็กน้อย “ผมขอตัวไปจัดการธุระก่อนนะครับ”
……
“ต้าหลิว นายโทรศัพท์ไปเช็กดูแล้วใช่ไหม ราคาหินทรายฝั่งซินเจี้ยพุ่งขึ้นสามเท่าจริงๆ เหรอ”
ที่อสังหาริมทรัพย์เหิงชวง ตู้หย่งเซี่ยวเอ่ยถามหลิวเจี้ยนสยง
“ใช่ครับ พอผมได้รับข่าวก็รีบโทรศัพท์ไปเช็กทันที โรงงานหินทรายฝั่งนั้นขึ้นราคากันหมดแล้วจริงๆ ได้ยินมาว่ามีบริษัทใหญ่ต้องการกว้านซื้อหินทราย พวกเถ้าแก่โรงงานก็เลยพากันกักตุนสินค้าไว้”
ตู้หย่งเซี่ยวพยักหน้า ก่อนจะหันไปมองไป๋อิงจวิ้น
ไป๋อิงจวิ้นพูดขึ้นบ้าง “เงินกู้ก้อนแรกจากฮุ่ยเฟิงใกล้จะโอนเข้าบัญชีแล้ว ถึงตอนนั้นก็จะต้องเริ่มคิดดอกเบี้ย ถ้าพวกเรายังไม่เริ่มลงมือก่อสร้างล่ะก็...”
“ไม่ต้องพูดแล้ว ฉันเข้าใจดี” ตู้หย่งเซี่ยวหันขวับกลับมา ถามหลิวเจี้ยนสยงอีกครั้ง “แล้วพวกบริษัทก่อสร้างล่ะ มีใครสนใจจะร่วมงานกับเราบ้าง”
หลิวเจี้ยนสยงกระแอมไอออกมา “ผีหลอกชัดๆ เดิมทีโครงการใหญ่ขนาดนี้ของพวกเรา พวกบริษัทก่อสร้างน่าจะแห่กันมาแย่งประมูลถึงจะถูก แต่นี่กลับไม่มีบริษัทไหนสนใจเลยสักแห่ง”
“ผมได้ยินข่าววงในมาว่า...” ไป๋อิงจวิ้นบอก “ฝั่งบริษัทฉางเจียงปล่อยข่าวออกมาว่า ใครหน้าไหนกล้าร่วมมือกับพวกเรา ก็เท่ากับเป็นศัตรูกับบริษัทฉางเจียง”
“ไม่จริงน่า เล่นกันแบบนี้เลยเหรอ!” หลิวเจี้ยนสยงโกรธจนหัวฟัดหัวเหวี่ยง
ตู้หย่งเซี่ยวกลับเอ่ยว่า “ถึงบริษัทฉางเจียงจะไม่ได้มีอำนาจบาตรใหญ่คับฟ้า เถ้าแก่หลี่คนนั้นก็เป็นแค่นักธุรกิจชาวจีนระดับสองในฮ่องกง แต่เขากลับมีศักยภาพไร้ขีดจำกัด จึงมีหลายบริษัทที่ไม่กล้าล่วงเกิน”
“แล้วแบบนี้จะทำยังไงดีล่ะครับ พวกเราไม่ตายแน่ๆ เหรอ”
ตู้หย่งเซี่ยวรู้สึกคอแห้ง จึงรินน้ำใส่แก้วแล้วจิบอึกหนึ่ง “ดูเหมือนว่าฉันจะต้องงัดไม้ตายออกมาใช้ซะแล้ว”
“งัดไม้ตาย? เถ้าแก่ยังมีไม้ตายก้นหีบอะไรซ่อนไว้อีก รีบงัดออกมาใช้ด่วนเลยครับ!”
“นั่นสิครับ พวกผมร้อนใจจะแย่อยู่แล้ว!”
ตู้หย่งเซี่ยวคลี่ยิ้ม ล้วงนามบัตรใบหนึ่งออกมาจากอกเสื้อ “นี่ไง เจ้านี่แหละ!”
“ใครครับ”
“ของใครกัน”
หลิวเจี้ยนสยงและไป๋อิงจวิ้นมองตามไปพร้อมกัน ก็เห็นข้อความบนนามบัตรเขียนเอาไว้ว่า ‘ผู้จัดการใหญ่เครือบริษัทฮั่วซื่อ รองประธานบริษัทก่อสร้างฮั่วซื่อ’
“ตระกูลฮั่วแห่งฮ่องกง?”
หลิวเจี้ยนสยงและไป๋อิงจวิ้นเดาะลิ้นด้วยความทึ่งพร้อมกัน “เถ้าแก่ ไม้ตายของเถ้าแก่นี่สุดยอดไปเลย!”
……
ในฐานะทายาทสืบทอดเครือบริษัทฮั่วซื่อในอนาคต ความจริงแล้วการที่ต้องทนอุดอู้อยู่แต่ในบริษัททำให้คุณชายใหญ่ฮั่วรู้สึกอึดอัดใจเป็นอย่างมาก
สาเหตุก็เป็นเพราะลูกพี่ฮั่วผู้เป็นพ่อของเขาแข็งแกร่งและโดดเด่นมากเกินไป ทำให้เขาต้องใช้ชีวิตอยู่ภายใต้ร่มเงาชื่อเสียงอันโด่งดังของผู้เป็นพ่อมาโดยตลอด
ตัวคุณชายใหญ่ฮั่วเองก็ยอมรับว่าตัวเองไม่ค่อยมีพรสวรรค์อะไร นอกเหนือจากชอบเตะบอล ตีกอล์ฟ และว่ายน้ำแล้ว ในเรื่องของการทำธุรกิจนั้น เขายังนับว่าขาดตกบกพร่องอยู่อีกนิดหน่อย
และด้วยความขาดตกบกพร่องเพียงนิดหน่อยที่ว่านี่เอง ลูกพี่ฮั่วจึงให้เขาดำรงตำแหน่งผู้จัดการใหญ่ของเครือบริษัทไว้เป็นแค่ชื่อในนามเท่านั้น อำนาจที่แท้จริงเพียงอย่างเดียวที่มอบให้เขาก็คือตำแหน่งรองประธานบริษัทก่อสร้าง
สาเหตุที่ลูกพี่ฮั่วใจยอมมอบหมายให้คุณชายใหญ่ฮั่วดูแลบริษัทก่อสร้าง ก็เป็นเพราะสถานการณ์ของบริษัทก่อสร้างฮั่วซื่อในปัจจุบันกำลังตกที่นั่งลำบาก
เนื่องจากลูกพี่ฮั่วมีความสนิทสนมกับทางฝั่งเหนือ จึงไปล่วงเกินพวกคนอังกฤษเข้า ชนชั้นนำของอังกฤษจึงดำเนินการกดดันตระกูลฮั่ว ไม่ยอมอนุมัติที่ดินให้กับตระกูลฮั่ว ซ้ำยังมอบที่ดินทำเลทองจำนวนมาก รวมถึงโครงการปรับปรุงและสร้างอาคารใหม่ ไปให้พวกนักธุรกิจชาวจีนที่ฝักใฝ่อังกฤษเป็นคนทำ
ลูกพี่ฮั่วรู้เรื่องนี้อยู่เต็มอก แต่ก็จนปัญญาทำอะไรไม่ได้ จึงได้แต่ชะลอการลงทุนในด้านอสังหาริมทรัพย์ลงชั่วคราว แล้วหันไปทุ่มเทให้กับการพัฒนาธุรกิจขนส่งทางเรืออย่างเต็มกำลัง
พูดกันตามตรงก็คือ บริษัทก่อสร้างฮั่วซื่อในตอนนี้ตกอยู่ในสภาพร่อแร่ใกล้ตาย นานๆ ครั้งถึงจะได้รับเหมาโครงการเล็กๆ เพื่อต่อลมหายใจให้อยู่รอดต่อไปได้
กริ๊ง กริ๊ง กริ๊ง!
เสียงโทรศัพท์ดังขึ้น
คุณชายใหญ่ฮั่วกำลังเช็ดไม้กอล์ฟด้วยความเบื่อหน่าย เขาหยิบโทรศัพท์ขึ้นมารับสายอย่างไม่ใส่ใจนัก “สวัสดีครับ ต้องการเรียนสายกับใครครับ”
น้ำเสียงของตู้หย่งเซี่ยวดังมาจากปลายสาย “สวัสดีครับ คุณชายฮั่ว ผมตู้หย่งเซี่ยวครับ”
“ตู้หย่งเซี่ยว?” คุณชายฮั่วขมวดคิ้ว รู้สึกคุ้นหูกับชื่อนี้เป็นอย่างมาก
“"ล่องตามน้ำทวนกระแส" กับ "ฤดูกาลแห่งสายลม" ครับ”
“ผมจำคุณได้แล้ว!” คุณชายฮั่วพูดด้วยความดีใจ “คุณมีความสามารถมากเลยนะ!”
“ชมเกินไปแล้วครับ! แต่ที่ผมโทรศัพท์มาหาคุณในครั้งนี้ ไม่ได้จะมาชวนคุยเรื่องเพลงหรอกนะครับ แต่ตั้งใจจะมาชวนคุณทำธุรกิจด้วยต่างหาก”
“ทำธุรกิจเหรอ”
“ใช่ครับ! ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์”
ตู้หย่งเซี่ยวไม่รอให้อีกฝ่ายตอบกลับ ก็เอ่ยถามต่อทันที “สนใจจะมาสร้างเรื่องป่วนด้วยกันไหมครับ”







