การเกิดใหม่ของยักษ์ใหญ่การเงิน · khram
ตอนที่ 218
บทที่ 218 [การเล่าเรื่องนี้ให้ดีต้องใช้เงินนิดหน่อย]
แผนการลงทุนเชิงกลยุทธ์ในการจัดวางระบบนิเวศรถยนต์พลังงานใหม่ถูกกำหนดขึ้นมาแล้ว เกาหัวที่กลายมาเป็นผู้รับผิดชอบเมื่อรับภารกิจนี้ไปก็เริ่มเตรียมการและผลักดันอย่างกระตือรือร้น ส่วนลู่หมิงนั้นมีหน้าที่กุมทิศทางหลักและกำหนดแนวทาง
ทว่าลู่หมิงยังต้องใส่ใจกับเรื่องหนึ่ง นั่นก็คือเงิน!
ครั้งนี้เทียนเซิ่งแคปปิตอลใช้วิธีการของตัวเองในการเล่าเรื่องระบบนิเวศยานยนต์ ซึ่งไม่ใช่การที่พวกกองกำลังใหม่ที่อ้างตัวว่าสร้างรถยนต์มาเล่นแร่แปรธาตุกับทุน หลอกลวงกอบโกยเงินไปรอบหนึ่งแล้วก็หนีหายไปอย่างแน่นอน
กอบโกยเงินจะกอบโกยได้สักเท่าไหร่กันเชียว?
ไม่กี่ร้อยล้าน? หรือหลายพันล้าน? หมื่นล้านก็ถือว่าสุดๆ แล้ว แต่สำหรับลู่หมิง ต่อให้เป็นหมื่นล้านก็ยังไม่พออุดซอกฟันเขาด้วยซ้ำ
แวดวงพลังงานใหม่คือแนวนโยบายหลักของแผนยุทธศาสตร์ชาติในอนาคต เป็นยุทธศาสตร์ที่ประเทศกำหนดขึ้นเพื่อบรรเทาปัจจัยเสี่ยงแฝงจากการพึ่งพาการนำเข้าพลังงานที่นับวันยิ่งมีมากขึ้น มีเพียงการลงมือทำอย่างจริงจังจนเกิดผลงานเป็นชิ้นเป็นอันเท่านั้น ถึงจะสามารถกินเนื้อชิ้นที่ใหญ่ที่สุดในตลาดระดับล้านล้านนี้ได้
หากสามารถแก้ปัญหาระดับชาติที่สำคัญได้ ผลตอบแทนย่อมต้องน่าทึ่งมากอย่างแน่นอน
แต่เรื่องนี้ก็จำเป็นต้องพึ่งพาเทคโนโลยี
เห็นได้ชัดว่า เทียนเซิ่งแคปปิตอลไม่มีข้อได้เปรียบด้านเทคโนโลยี มีแต่เงิน ทว่าในเมื่อกำหนดแผนการใหญ่ลงมาแล้ว ก็แน่นอนว่าต้องใช้พลังของทุนทุ่มสร้างเทคโนโลยีที่แท้จริงออกมาให้ได้
มีเพียงการโอบรับเทคโนโลยีเท่านั้น ในตอนที่คลื่นลูกใหญ่แห่งอนาคตลดระดับลง ถึงจะได้ยืนดูคนอื่นแก้ผ้าว่ายน้ำ
หลังจากเกาหัวออกจากห้องทำงานไปได้ไม่นาน ลู่หมิงก็เริ่มตรวจสอบสถานะทางการเงินของบริษัท
ปัจจุบันสินทรัพย์ของบริษัทและสินทรัพย์ภายใต้การจัดการของเทียนเซิ่งแคปปิตอลรวมกันทะลุ 2.36 ล้านล้านหยวนแล้ว ตอนรายงานประจำปีของปีที่แล้วตัวเลขยังอยู่ที่ 1.82 ล้านล้านหยวน ราคาของสินทรัพย์พุ่งพรวดขึ้นมาเกิน 5 แสนล้านหยวนอย่างกะทันหัน
สาเหตุหลักก็คือการเพิ่มมูลค่าอย่างรวดเร็วของสินทรัพย์ประเภทหุ้น หุ้นมีการขึ้นลงทุกวัน ราคาของสินทรัพย์รวมของเทียนเซิ่งแคปปิตอลก็ย่อมต้องผันผวนตามความผันผวนของตลาดทุนด้วยเช่นกัน
หุ้นองค์ประกอบของสองดัชนีใหญ่อย่างเทียนเซิ่งซั่ง 50 และเทียนเซิ่งเซิน 100 ล้วนแต่เป็นหุ้นบลูชิปขนาดใหญ่ทั้งสิ้น และสภาพตลาดทุนตั้งแต่ปี 2017 เป็นต้นมา สิ่งที่ปรับตัวขึ้นก็คือหุ้นขนาดใหญ่คุณภาพดี เทียนเซิ่งแคปปิตอลจึงเป็นหนึ่งในผู้ที่ได้รับผลประโยชน์มากที่สุดอย่างไม่ต้องสงสัย
นอกเหนือจากนี้ สิ่งที่มองข้ามไม่ได้ก็คือราคาของสินทรัพย์จากการลงทุนในต่างประเทศที่ปรับตัวสูงขึ้น ปัจจุบันขนาดสินทรัพย์การลงทุนในต่างประเทศของเทียนเซิ่งแคปปิตอลที่นำโดย QDIE ได้ทะลุ 1 ล้านล้านหยวนอย่างเป็นทางการแล้ว ซึ่งเมื่อปลายปีที่แล้วยังอยู่ที่ 8 แสนกว่าล้านหยวน
ราคาของบิตคอยน์พุ่งขึ้นไปถึง 1,700 ดอลลาร์สหรัฐแล้ว ส่วนเงิน 5.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐที่เทียนเซิ่งแคปปิตอลซุ่มลงทุนไว้นั้น มีราคาต้นทุนเฉลี่ยต่ำกว่าระดับ 800 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งทำกำไรไปแล้วหนึ่งเท่าตัว บิตคอยน์เป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้นเท่านั้น
ในจำนวนนี้ หุ้นเอ็นวิเดียที่เทียนเซิ่งแคปปิตอลลงทุนไปถือเป็นการลงทุนในหุ้นรายตัวต่างประเทศที่ทำกำไรได้มากที่สุดอย่างแท้จริง เพียงแค่ฝั่งลองฝั่งเดียวก็มีอัตราผลตอบแทนเกิน +350% แล้ว อีกทั้งหุ้นของเอ็นวิเดียก็เพิ่งจะเริ่มต้นเท่านั้น ความบ้าคลั่งของบิตคอยน์จะฉุดให้ราคาหุ้นของเอ็นวิเดียพุ่งทะยานขึ้นไปตลอดทาง
ในอนาคต "นักขุด" บิตคอยน์จะมีจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ ราคาหุ้นของเอ็นวิเดียก็จะสูงขึ้นเรื่อยๆ เช่นกัน
ขนาดสินทรัพย์รวมของเทียนเซิ่งแคปปิตอลมาถึงระดับ 2.36 ล้านล้านหยวนแล้ว แต่สิ่งที่ลู่หมิงใส่ใจมากที่สุดก็คือสภาพคล่องของเงินสดในบัญชี ข้อมูลล่าสุดแสดงให้เห็นว่าอยู่ที่ราวๆ 1.47 แสนล้านหยวน
เงิน 2 แสนล้านหยวนจากห้าสถาบันทรัสต์ใหญ่ก่อนหน้านี้ก็ใช้ไปเกือบหมดแล้ว ก่อนที่เงินก้อนนี้จะโอนเข้ามา บริษัทมีสภาพคล่องอยู่ 8 หมื่นล้านหยวน นั่นก็หมายความว่าในช่วงเวลานี้เทียนเซิ่งแคปปิตอลกำลังจัดสรรสินทรัพย์ประเภทหุ้นขนานใหญ่
ในจำนวนนั้น กระแสเงินออกที่ใหญ่ที่สุดก็คือแผนการสร้างสถานะเพื่อจัดสรรในดัชนีเทียนเซิ่งจงเสี่ยวผาน 300 ซึ่งคาดว่าจะต้องจัดสรรหุ้นขนาดเล็กและขนาดกลางในระดับ 1.5 แสนล้านหยวน ตอนนี้จัดสรรไปแล้วกว่า 9 หมื่นล้านหยวน และยังมีความต้องการจัดสรรอีกเกือบ 6 หมื่นล้านหยวนที่ยังคงรออยู่นอกตลาดเพื่อเตรียมเข้าซื้อ
กระแสเงินออกอื่นๆ ก็คือการจัดวางในตลาดแรก สภาพคล่อง 1.47 แสนล้านหยวนที่มีอยู่ในปัจจุบัน หักลบกับ 6 หมื่นล้านหยวนที่ต้องใช้จัดสรรในเทียนเซิ่งจงเสี่ยวผาน ก็จะเหลือไม่ถึง 9 หมื่นล้านหยวนแล้ว
การจะใช้เงินทุนไม่ถึง 9 หมื่นล้านหยวนนี้มาเล่าเรื่องระบบนิเวศรถยนต์พลังงานใหม่ให้ประสบความสำเร็จอย่างงดงามนั้นเป็นไปไม่ได้เลย แค่บริษัทต่างๆ ที่ระบุไว้ในพิมพ์เขียวก่อนหน้านี้ หากจะทำการลงทุนเชิงกลยุทธ์เพื่อเข้าไปเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของพวกเขา เงินจำนวนแค่นี้ก็ไม่ค่อยจะพอแล้ว
ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการทำวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีที่เป็นหลุมผลาญเงินเลย ลองดูหัวเวยที่อยู่ข้างๆ สิ ปีที่แล้วทุ่มงบวิจัยและพัฒนาลงไปเกือบ 8 หมื่นล้านหยวน ปีนี้ก็มีแต่จะมากขึ้น และงบประมาณสำหรับการวิจัยและพัฒนาในอนาคตก็จะพุ่งสูงขึ้นทุกปี
นี่คือราคาของการทำเทคโนโลยี ดังนั้นในความเป็นจริงทุนจึงเกลียดเทคโนโลยีมาก แต่ก็ไม่มีทางเลือก เทคโนโลยีคือศัตรูตามธรรมชาติของทุน หากคุณไม่ทำเทคโนโลยี คนอื่นก็จะทำ พอตามหลังเมื่อไหร่ ตลาดและผลประโยชน์ของตัวเองก็จะถูกทำลายลงด้วยการทะลุแนวต้านทางเทคโนโลยี
สิ่งที่เรียกว่าคูเมือง ล้วนเปราะบางจนทนไม่ไหวเมื่ออยู่ต่อหน้าการทะลุแนวต้านทางเทคโนโลยีที่พลิกโฉมวงการ
ในที่ประชุมคณะกรรมการ ลู่หมิงลั่นวาจาอย่างห้าวหาญไว้ว่า "หัวเวยลงทุนในการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีไปเท่าไหร่ เทียนเซิ่งของฉันจะทุ่มให้เป็นสามเท่าของเขา" จากตรงนี้จะเห็นได้ว่าการที่ทุนจะโอบรับเทคโนโลยีนั้น ต้องยอมทุ่มสุดตัวจริงๆ!
แม้จะต้องเผชิญกับความเสี่ยงและจ่ายราคาที่มหาศาล แต่ตราบใดที่ทุนครอบครองเทคโนโลยีไว้ได้ โดยพื้นฐานแล้วก็คือไร้เทียมทาน และผลตอบแทนก็ยังน่าทึ่งมากอีกด้วย
การทุ่มสุดตัวครั้งนี้เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
วินาทีนี้ ลู่หมิงที่นั่งอยู่ที่โต๊ะทำงานกำลังเอามือเท้าคางจมอยู่ในภวังค์ความคิดโดยไม่พูดอะไรสักคำ สิ่งที่เขากำลังขบคิดอยู่ในหัวก็คือเรื่องการหาเงิน เกาหัวเตรียมตัวที่จะผลักดันการดำเนินการแล้ว อีกไม่นานก็คงจะมาขอเงินจากเขา
ไม่มีเงินก็ทำเรื่องใหญ่ไม่สำเร็จ
สิ่งแรกลู่หมิงนึกถึงก็คือการไปขอเงินจาก LP ขอเงินจาก LP สักแสนสองแสนล้านหยวน แต่เมื่อคิดไปคิดมา สุดท้ายก็รู้สึกว่าเส้นทางนี้น่าจะใช้ไม่ได้ในช่วงเวลาสั้นๆ
ช่วงเวลานี้ "สามคณะกรรมการหนึ่งตลาดหลักทรัพย์" ได้ดำเนินการลดการก่อหนี้ รื้อถอนเลเวอเรจ และกำจัดธนาคารเงาเพิ่มเติม โดยพุ่งเป้าไปที่การกำกับดูแลเงินทุนอย่างกองทุนส่วนบุคคล, เงินทุนประกัน และอื่นๆ อย่างเข้มงวดมากขึ้น
สถาบันต่างๆ ก็กำลังยุ่งอยู่กับการตรวจสอบและชดเชยบัญชีของตัวเอง สภาพคล่องในมือก็ตึงตัวมากเช่นกัน ในช่วงหนึ่งปีที่ผ่านมา ลู่หมิงได้ขอเงินจากเหล่า LP ไปแล้ว 3.3 แสนล้านหยวนและ 2 แสนล้านหยวนตามลำดับ
นี่ไม่ใช่ตัวเลขน้อยๆ เลย เว้นระยะแค่ไม่กี่เดือนก็ไปให้ LP ควักเงินจ่ายสักสองสามแสนล้านหยวน ทำแบบนี้ไม่กี่ครั้งก็คงถูกลู่หมิงสูบจนหมดตัวเป็นแน่ เหล่า LP เองก็แสดงออกว่าเริ่มจะรับไม่ไหวแล้ว
เว้นเสียแต่ว่าจะลดเกณฑ์การเข้าร่วมลง ข้อนี้แวบเข้ามาในหัวของลู่หมิงเพียงชั่วครู่ก็ถูกเขาปัดตกไป
LP ที่มีคุณภาพต่ำ ลู่หมิงยอมไม่มีเสียดีกว่า ความเสี่ยงมันสูงเกินไป และที่บังเอิญมากก็คือการเดิมพันกับเรื่องราวระบบนิเวศรถยนต์พลังงานใหม่ในครั้งนี้ไม่เพียงแต่ต้องทุ่มสุดตัวเท่านั้น แต่ยังเป็นการจัดวางการลงทุนในระยะยาวอีกด้วย
ประกอบกับอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า บริษัทของเฮียเจี่ยระเบิด (ข่าวไม่ดี) จะสร้างผลกระทบที่ก่อให้เกิดความตื่นตระหนกต่อตลาดพลังงานใหม่หรือไม่ก็ยังพูดยาก เมื่อปัญหาเชิงลบถาโถมเข้ามาพร้อมกัน หากดึง LP ที่มีคุณภาพต่ำเข้ามาแล้วถึงเวลาเกิดเปลี่ยนใจโวยวายจะขอไถ่ถอนเงินทุนคืนเพียงฝ่ายเดียว แผนการก็จะถูกปั่นป่วนจนเละเทะ
ส่วนสถาบันต่างๆ ที่เป็น LP ของเทียนเซิ่งอยู่แล้วนั้น พวกเขาจะไม่มีทางไถ่ถอนเงินทุนคืนเพียงฝ่ายเดียวอย่างเด็ดขาด เหตุผลนั้นง่ายมาก ตัวอย่างเช่นฉาวหยุนทรัสต์ที่ลงทุนไปทั้งสิ้นกว่า 5 หมื่นล้านหยวน ตอนนี้กลายเป็นมูลค่าตลาดกว่า 2.3 แสนล้านหยวนแล้ว
หากฉาวหยุนเรียกร้องขอไถ่ถอนเงินทุนคืนเพียงฝ่ายเดียวในเวลานี้ ตามข้อตกลงแล้ว LP ที่ถอนตัวเพียงฝ่ายเดียว จะต้องนำ 20% ของเงินทุนที่ถอนออกบวกกับผลกำไรทั้งหมดที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาดังกล่าวมาจ่ายเป็นค่าปรับผิดสัญญาให้กับ GP
นั่นก็หมายความว่า หากฉาวหยุนทรัสต์ถอนตัวเพียงฝ่ายเดียวก็จะได้รับเงินกลับไปแค่ 4 หมื่นล้านหยวนเท่านั้น ส่วนอีก 1.9 แสนล้านหยวนที่เหลือจะตกเป็นกรรมสิทธิ์ของเทียนเซิ่งแคปปิตอล
การกระทำที่โง่เขลาเช่นนี้ไม่มีทางเกิดขึ้นอย่างแน่นอน ซึ่งก็เท่ากับว่าเงินทุนของ LP ที่ฝากฝังไว้ต่อให้ต้องการจะถอนตัวก็ต้องเป็นการไถ่ถอนในสถานการณ์ที่ไม่ผิดสัญญา นั่นก็คือการปลดล็อกในระยะเวลาไถ่ถอนตามปกติ
ราคาของการผิดสัญญานั้นสูงเกินไป
"คงทำได้แค่เก็บเกี่ยวผลกำไรจากตลาดทุนมารองรับการลงทุนด้านวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีแล้วล่ะ..." ลู่หมิงพึมพำกับตัวเอง ตอนนี้ไม่ได้กำลังอยู่ในช่วงเริ่มต้นของสภาพตลาดหุ้นบลูชิปขนาดใหญ่หรอกหรือ?
รอจนถึงสิ้นปีที่สภาพตลาดหุ้นบลูชิปขนาดใหญ่ในประเทศระลอกนี้ขึ้นไปถึงจุดสูงสุด บวกกับตลาดกระทิงสุดขีดของบิตคอยน์ในตลาดต่างประเทศพุ่งแตะจุดสูงสุด ราคาของสินทรัพย์ประเภทหุ้นภายใต้สังกัดเทียนเซิ่งแคปปิตอลจะสามารถเพิ่มมูลค่าตลาดขึ้นไปได้อีกเท่าตัวอย่างแน่นอน แถมยังไร้ซึ่งแรงกดดันใดๆ
นั่นก็คือมูลค่าตลาดรวม 5 ล้านล้านหยวนแล้ว หากทำการเปลี่ยนเป็นเงินสดเพื่อดึงกระแสเงินสดออกมาสักหลายแสนล้านจากในนั้น ก็จะมีเงินไปเล่าเรื่องระบบนิเวศรถยนต์พลังงานใหม่แล้วไม่ใช่หรือ?
ลู่หมิงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ในใจก็เกิดการตัดสินใจขึ้นมาทันที สินทรัพย์หลักจะเน้นใช้เป็นหินถ่วงเรือเป็นหลัก แต่สามารถใช้เทียนเซิ่งจงเสี่ยวผาน 300 มาเก็บเกี่ยวผลกำไรในตลาดทุนบ่อยๆ ได้ ซึ่งจะสามารถนำพากระแสเงินสดที่มั่นคงและเพียงพอมาให้เทียนเซิ่งแคปปิตอลเพื่อเอาไปเผาผลาญกับการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีได้
ทว่าในตอนนี้จำเป็นต้องใช้เงินทุนจำนวนมหาศาลในเร็วๆ นี้ เทียนเซิ่งจงเสี่ยวผาน 300 เพิ่งจะเริ่มสร้างสถานะเป็นครั้งแรก ยังเร็วเกินไปที่จะเก็บเกี่ยวผลกำไรเป็นกอบเป็นกำออกมาได้
หากต้องการแก้ปัญหาเรื่องเงินทุนในตอนนี้ ก็มีเพียงต้องให้สินทรัพย์การลงทุนในต่างประเทศบางส่วนทำการเปลี่ยนเป็นเงินสดและไหลกลับมาแล้ว สินทรัพย์ที่เกิน 1 ล้านล้านหยวน ไม่ใช้ตอนนี้แล้วจะรอไปถึงเมื่อไหร่?
เมื่อคิดได้ดังนี้ ลู่หมิงก็ต่อสายโทรศัพท์ไปหาฉีเหวยในทันที
...







