การประลองรอบแรกดำเนินต่อไป
นักเรียนยอดอัจฉริยะหลายคนทำผลงานได้อย่างโดดเด่นสะดุดตา
เจิ้งอวิ๋นฮุยพบกับนักเรียนที่เพิ่งเข้าสู่ขั้นบ่มเพาะจิตได้ไม่นาน เขาเอาชนะอีกฝ่ายได้ในพริบตา ก่อนจะเดินลงจากเวทีไปอย่างเย่อหยิ่ง
จ้าวซื่อฉีสงบนิ่งดั่งผิวน้ำ คว้าชัยชนะไปอย่างง่ายดาย
หูชิวเซิงเดินขึ้นเวทีด้วยรอยยิ้ม และเดินลงจากเวทีด้วยรอยยิ้ม
จางฮ่าว นักเรียนยอดอัจฉริยะสายยันต์เทวะ ก็เอาชนะนักเรียนระดับสูงขั้นสูงสุดของคณะอักษรเทวะได้อย่างง่ายดายเช่นกัน
นักเรียนยอดอัจฉริยะของคณะเจตจำนงกลับเป็นผู้หญิง ซึ่งผิดความคาดหมายของซูอวี่ไปบ้าง เธอชื่อซูเมิ่ง แซ่เดียวกับซูอวี่ และสามารถเอาชนะอัจฉริยะระดับสูงไปได้อย่างง่ายดายเช่นกัน
นักเรียนยอดอัจฉริยะทั้งแปดคนล้วนได้รับชัยชนะอย่างง่ายดาย
จากจุดนี้ทำให้รู้ว่า อย่างน้อยในตอนนี้ผลการประเมินตอนเข้าเรียนก็ยังถือว่าแม่นยำมาก
คนอื่น ๆ อย่างอู๋หลานและเซี่ยหู่โหยวก็ชนะเช่นกัน แต่ชนะได้ไม่ง่ายนัก ดูจากท่าทางแล้วค่อนข้างจะตึงเครียดอยู่พอสมควร
พวกเจี่ยหมิงเจิ้นไม่ได้เข้าร่วมการแข่งขัน เจ้าพวกนี้มาถึงแล้ว แต่เอาแต่จับกลุ่มคุยกันอยู่ตรงมุมห้อง ไม่รู้ว่าเป็นเพราะต้องการซ่อนความแข็งแกร่ง หรือแค่รู้สึกว่าไม่น่าสนใจพอที่จะเข้าร่วม
...
เมื่อรอบแรกจบลง ก็เหลือผู้เข้าแข่งขัน 99 คน
ทว่ากลับไม่มี 99 คนเข้าร่วมการแข่งขันในรอบต่อไป เนื่องจากมีบางคนที่สูญเสียพลังเจตจำนงไปมากเกินไป ประกอบกับการแข่งขันนี้ก็ไม่ใช่การแข่งขันรายการใหญ่โตอะไร จึงมีบางคนตัดสินใจขอถอนตัว
รอบที่สอง มีผู้เข้าร่วมแข่งขันเพียง 92 คน
...
'พวกยอดอัจฉริยะไม่ได้เจอกันเองเลย...'
ซูอวี่กำลังเฝ้ามองอย่างเงียบ ๆ กลุ่มยอดอัจฉริยะไม่มีใครจับฉลากเจอกันเองเลยสักคน เรื่องนี้ทำให้เขาอดสงสัยไม่ได้ว่าการจับฉลากมีเบื้องลึกเบื้องหลังอะไรหรือไม่
ขณะที่กำลังคิดอยู่นั้น ก็มีคนมายืนอยู่ข้างกายซูอวี่เพิ่มอีกหนึ่งคน
เซี่ยหู่โหยวแทรกตัวเข้ามาอีกครั้งพลางกระซิบถาม "ซูอวี่ เป็นไงบ้าง จะเข้าท็อปเท็นได้ไหม? ตอนนี้มีคนแทงว่านายจะเข้าท็อปเท็นไม่ได้เยอะมากเลยนะ นายมั่นใจหรือเปล่า? ถ้าไม่ ฉันจะปิดรับแทงฝั่งนายแล้วนะ!"
การต่อสู้ในรอบแรกระหว่างซูอวี่กับหูจงฉีทำผลงานได้ไม่สะดุดตาเท่าไหร่นักจริง ๆ
ใช้เวลานานเกินไป!
ไม่เหมือนพวกเจิ้งอวิ๋นฮุยที่จัดการคู่ต่อสู้ได้ในพริบตาอย่างรวดเร็ว
ซูอวี่ยิ้มพลางตอบ "นายลองทายดูสิ ถ้านายแบ่งให้ฉันครึ่งหนึ่ง ฉันก็จะหาทางเข้าท็อปเท็นให้ได้..."
"..."
เซี่ยหู่โหยวพูดไม่ออก หมอนี่รู้แค่เรื่องหน้าเงินเท่านั้นแหละ
"ยอดเดิมพันไม่เยอะหรอก เขาแค่แทงกันคนละไม่กี่แต้มผลงานขำ ๆ เท่านั้นเอง..."
เซี่ยหู่โหยวพูดอย่างจนใจ "แค่นี้นายยังจะมาขอแบ่งอีกเหรอ?"
ซูอวี่ไม่สนใจเขา ในขณะนี้ การจับฉลากรอบที่สองได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว
ทันทีที่เขาล้วงมือเข้าไปในถังเหล็ก กระดาษแผ่นหนึ่งก็ติดหนึบเข้ากับมือของเขาโดยตรง ซูอวี่เพิ่งจะคิดอยากคนฉลากในถังเพื่อหยิบใบใหม่ ผู้คุมสอบก็ยกถังเหล็กออกไปทันที และเริ่มให้คนต่อไปจับฉลาก
ซูอวี่ขมวดคิ้ว เขาปรายตามองผู้คุมสอบที่ถือกล่องใบนั้น ไม่ค่อยคุ้นหน้าเท่าไหร่ อีกฝ่ายก็ไม่ได้แสดงอาการผิดปกติอะไรออกมา
'บังเอิญเหรอ?'
กระดาษแผ่นนี้ดันมาแปะติดมือเขาพอดีเนี่ยนะ?
เมื่อรอจนคนอื่น ๆ ทยอยจับฉลากกันเสร็จ ซูอวี่ก็เปิดกระดาษออกดู หมายเลข 2
ซูอวี่ขมวดคิ้วแน่น!
นี่หมายความว่า รอบที่สองเขาต้องลงสนามเป็นคู่แรก!
ใครคือหมายเลข 1?
...
ไม่ไกลออกไป
เจี่ยหมิงเจิ้นชำเลืองมองซูอวี่ ก่อนจะหันไปมองหลิวหงบนเวทีพลางหัวเราะจนตาหยี
"ทุกท่าน การโกงแบบนี้ จะไม่เข้าไปจัดการหน่อยเหรอ?"
ผู้อาวุโสหอคนอื่น ๆ ล้วนมีสีหน้าเบื่อหน่าย ขี้เกียจจะเข้าไปยุ่งกับเรื่องเล็กน้อยพรรค์นี้
จะเจอกันเร็วหรือช้า หากอยากชิงที่หนึ่ง คนที่มีความแข็งแกร่งก็ต้องเจอกันอยู่ดี
หากไม่มีความแข็งแกร่ง ถูกคัดออกไปแต่เนิ่น ๆ ก็ดีเหมือนกัน
เมื่อไม่มีใครส่งเสียง เจี่ยหมิงเจิ้นที่เห็นดังนั้นก็หัวเราะขึ้นอีกครั้ง "เจ้าอ้วนเซี่ยกำลังเปิดรับแทงพนันอยู่ จะให้ไปรายงานเรื่องเขาอีกไหม?"
"เหล่าเจี่ย วงพนันของเด็กนั่นมีแค่ไม่กี่ร้อยแต้มผลงานเอง นี่ยังจะไปเล่นงานเขาอีกเหรอ?"
มีผู้อาวุโสหอที่ทนดูไม่ได้จนต้องพูดอย่างระอา "วงพนันเล็กแค่นี้... ทำไมไม่ปล่อยสายเบ็ดให้ยาวเพื่อตกปลาตัวใหญ่ล่ะ รอให้เขาคิดว่าไม่มีอะไรแล้วค่อยเปิดวงใหญ่ จากนั้นค่อยรวบยอดจับทีเดียวไม่ดีกว่าเหรอ? รอให้กลุ่มของพวกเขาทยอยติดทำเนียบร้อยอันดับ เจ้าอ้วนเซี่ยนี่ก็คงต้องเปิดรับแทงอีกแน่ วันไหนที่ยอดพนันเยอะ เราค่อยรวบจับในครั้งเดียว!"
ตอนนี้ ตอนนี้มีแค่ไม่กี่ร้อยแต้ม หากไปจับเจ้าอ้วนเซี่ยอีก เขาคงถูกทำให้ตกใจกลัวไปแล้ว
"นั่นสิ ฉันสงสัยว่าที่เจ้าอ้วนเซี่ยเปิดวงพนันเล็ก ๆ นี่ ก็เพื่อหยั่งเชิงท่าทีของสถาบันมากกว่า และคงกำลังสงสัยอยู่ว่าครั้งที่แล้วใครเป็นคนรายงานเรื่องเขา"
หลายคนหัวเราะและปรึกษาหารือกัน ท้ายที่สุดก็ตัดสินใจปล่อยเซี่ยหู่โหยวไปก่อน
ไม่นาน พวกเขาก็หันไปมองซูอวี่และเจิ้งหง
"พวกเขาสองคนต้องสู้กันเหรอ?"
"น่าจะใช่ ฝีมือของหลิวหงเจ้านั่นแหละ"
"ใครจะชนะล่ะ?"
"พูดยากนะ"
"..."
หลังจากพูดคุยกันได้ไม่กี่ประโยค การจับฉลากรอบที่สองก็สิ้นสุดลง
...
บนเวที
หลิวหงยังคงประดับรอยยิ้มไว้บนใบหน้าเสมอ นักวิจัยหลายคนที่อยู่รอบ ๆ ก็พอจะมองออกว่ามีบางอย่างผิดปกติ จึงพากันหันไปมองเขา
หลิวหงไม่ได้สนใจ เขาประกาศเสียงดัง "รอบที่สอง เริ่มได้! รอบนี้คัดจาก 92 คนเหลือ 46 คน ผู้ชนะในรอบที่แล้วทุกคนจะได้รับรางวัล 5 แต้มผลงาน รอบนี้ก็ยังเหมือนเดิม! เริ่มการแข่งขัน!"
สิ้นคำพูด ทุกคนก็เฝ้ารอให้นักเรียนในคู่แรกของรอบที่สองก้าวขึ้นเวที
ท่ามกลางฝูงชน ซูอวี่พ่นลมหายใจออกมาเบา ๆ
ก้าวเดินออกไป!
เขามีความรู้สึกว่า คู่ต่อสู้ในรอบนี้น่าจะเป็นหนึ่งในแปดคนนั้น ขั้นตอนการจับฉลากของเขามันไม่ค่อยปกติเท่าไหร่นัก
แน่นอนว่าเขาก็ไม่หวั่นเกรง
จะช้าจะเร็วก็ต้องเจอกันอยู่ดี!
ซูอวี่ก้าวเดินออกไป วินาทีต่อมา ไม่ไกลกันนัก เจิ้งหงก็ก้าวเดินออกมาเช่นกัน
"เจิ้งหง!"
"ซูอวี่!"
เป็นพวกเขาสองคนงั้นเหรอ!
หลายคนค่อนข้างประหลาดใจ แต่จากนั้นก็ไม่ได้ใส่ใจอะไรมากนัก เห็นได้ชัดว่าซูอวี่จะต้องแพ้
ในรอบที่แล้วที่สู้กับหูจงฉี เขายังต้องสู้ยืดเยื้ออยู่นาน นับประสาอะไรกับตอนนี้ คนที่เขาต้องเจอคือเจิ้งหง เจิ้งหงผู้สามารถเอาชนะหลินเย่าได้อย่างง่ายดาย
คนที่รู้ฐานะของเจิ้งหงมีไม่มากนัก แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีใครรู้เลย
คนอย่างว่านหมิงเจ๋อและเซี่ยฉานล้วนรู้เรื่องนี้
ลูกศิษย์ของผู้อาวุโสหอซุน หลานชายของผู้อาวุโสหอเจิ้ง
อัจฉริยะของสายอักษรเทวะเดี่ยว!
ไม่ว่าจะเป็นหลานชายของเจิ้งอวี้หมิงหรือไม่ ผู้อาวุโสหอซุนก็ถือเป็นยอดฝีมือของสายอักษรเทวะเดี่ยว เจิ้งหงย่อมต้องนับเป็นคนของสายนั้นด้วย
...
ท่ามกลางฝูงชน หูจงฉีกำมือแน่น เขารู้สึกซับซ้อนในใจ
เมื่อครู่นี้เขายังคาดหวังให้ซูอวี่ชนะอยู่เลย เพราะถ้าชนะ อย่างน้อยก็พิสูจน์ได้ว่าตัวเขาไม่ได้อ่อนแอ
แต่พอเห็นว่าคู่ต่อสู้คือเจิ้งหง หูจงฉีก็รู้สึกหงุดหงิดขึ้นมา แพ้แหง ๆ!
แม้เขาจะรู้สึกว่าซูอวี่นับว่าเก่งกาจ แต่หากเทียบกับเจิ้งหงแล้ว ย่อมสู้ไม่ได้อย่างแน่นอน
คราวนี้จบเห่แน่!
ได้แต่หวังว่าซูอวี่จะยื้อเวลาได้นานหน่อย ไม่อย่างนั้น หากซูอวี่พ่ายแพ้ในพริบตา ตัวเขาเองก็จะรู้สึกเสียหน้ามากเหมือนกัน
อีกด้านหนึ่ง หลินเย่าก็มีสีหน้าอัดอั้นตันใจเช่นกัน
พี่ซูคงจะไม่พ่ายแพ้อย่างน่าอนาถเหมือนเขาหรอกนะ?
เจิ้งหงแข็งแกร่งมากจริง ๆ!
รู้อย่างนี้ว่าซูอวี่จะต้องไปเจอ เมื่อครู่นี้เขาควรจะเข้าไปบอกข้อมูลอะไรกับซูอวี่สักหน่อย
...
ใจกลางโถงใหญ่
ทั้งสองฝั่งของทรงกลม
เมื่อเห็นว่าคู่ต่อสู้ของตนเองคือเจิ้งหง ซูอวี่ก็พ่นลมหายใจออกมาเบา ๆ เขากะเกณฑ์เรื่องนี้ไว้คร่าว ๆ แล้ว
ทว่าเมื่อเห็นว่าเป็นเจิ้งหงจริง ๆ ซูอวี่ก็อดไม่ได้ที่จะด่ากราดไปถึงโคตรเหง้าศักราชของหลิวหง!
การต้องมาเจอกับนักเรียนยอดอัจฉริยะในรอบที่สอง แม้จะชนะ พลังเจตจำนงก็ต้องถูกผลาญไปมหาศาล แล้วรอบหลัง ๆ จะทำยังไง?
หลิวหงไอ้สารเลว เขาใกล้จะจดบัญชีหนี้แค้นของหมอนี่จนล้นหน้ากระดาษอยู่แล้ว
เจิ้งหงเห็นว่าคู่ต่อสู้คือซูอวี่ ก็ไม่ได้แปลกใจเท่าไหร่นัก เมื่อครู่ตอนจับฉลาก เขาก็รู้สึกได้ถึงความผิดปกติ เพียงแต่ไม่คิดว่าหลิวหงจะใจร้อนขนาดนี้ ทำให้เขาไม่รู้จะพูดอะไรดี
"ซูอวี่ มาเริ่มกันเถอะ!"
เจิ้งหงก็ไม่อยากพูดอะไรให้มากความ คู่ต่อสู้จะเป็นใครก็ช่าง ในฐานะอัจฉริยะ เขามีความมั่นใจว่าจะกวาดล้างได้ทั้งหมด โดยเฉพาะกับคนในรุ่นราวคราวเดียวกัน
ทั้งสองไม่ได้พูดจาพาทีกันอีก ครั้งนี้ซูอวี่ไม่ได้เสแสร้งพูดให้กำลังใจเจิ้งหงเหมือนที่ผ่านมา!
พร้อมกันนั้น พลังเจตจำนงของทั้งคู่ก็พุ่งเข้าสู่แดนลับ
บนทรงกลม สีทองและสีฟ้าแบ่งกันคนละครึ่ง
...
ภายในแดนอักษรลับ
ซูอวี่และเจิ้งหงปรากฏตัวขึ้นพร้อมกัน
ทั้งสองสบตากัน วินาทีต่อมา ภาพมายาของซูอวี่ก็ปรากฏขึ้น สายฟ้าฟาดทำลายล้าง!
โลกในสายตาของเจิ้งหงแตกต่างจากของซูอวี่ ในขณะนี้ ซูอวี่ที่เขามองเห็นยังคงยืนยิ้มให้เขาอยู่ที่เดิม โดยไม่เห็นสายฟ้าแม้แต่น้อย
แต่เจิ้งหงนั้นเฉียบแหลมกว่าหูจงฉีมาก!
สีหน้าของเขาแปรเปลี่ยน ร่างกายเคลื่อนไหว หายไปจากจุดเดิมในพริบตา!
ทันทีที่เขาหายตัวไป สายฟ้าก็ฟาดฟาดลงมา!
เจิ้งหงมองไม่เห็นสายฟ้า แต่กลับสัมผัสได้ว่าสถานที่ที่เขาเพิ่งจากมาเมื่อครู่ก่อเกิดพลังทำลายล้างมหาศาล เขาหลับตาลงทันที เลิกมองซูอวี่ที่ยังคงยิ้มแย้มอยู่ฝั่งตรงข้าม!
เบื้องหน้าปรากฏตัวอักษรขนาดใหญ่ขึ้นมาทันที!
"วายุ!"
พายุหมุนเกลียวกวาดพัดเข้ามา ภาพมายาของซูอวี่สั่นสะเทือน สายลมราวกับคมมีด ภาพมายาเริ่มแตกสลาย
แม้จะไม่ใช่อักษรเทวะระดับสอง แต่พลังเจตจำนงของเจิ้งหงก็แข็งแกร่งกว่าซูอวี่มาก ในพริบตา ภาพมายาก็ถูกใบมีดวายุของเขาฟันจนแหลกสลาย เผยให้เห็นร่างพลังเจตจำนงที่แท้จริงของซูอวี่ ซึ่งอยู่ห่างจากเขาไปไม่ไกล!
เจิ้งหงลืมตาขึ้นในฉับพลัน เขารู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย!
ภาพมายาของหมอนี่ค่อนข้างแข็งแกร่งทีเดียว!
ซูอวี่ควบคุมสายฟ้าพุ่งเข้ามา รังสีอำมหิตดุดัน เย็นเยียบดั่งภูเขาน้ำแข็ง
ตู้ม!
สายฟ้าระเบิดออก สายฟ้าที่ไร้สุ้มเสียง กลับก่อเกิดเป็นเสียงขึ้นมาเองตามธรรมชาติในหูของเจิ้งหง
"อัคคี!"
ในขณะนั้นเอง เปลวเพลิงพวยพุ่งขึ้นฟ้า พร้อมกับพายุเฮอริเคน แผดเผาความว่างเปล่าจนปริแตก และถาโถมเข้าปกคลุมซูอวี่!
กองเพลิงปะทะเข้ากับสายฟ้า และบดบังสายฟ้าเอาไว้โดยตรง
ซูอวี่ถอยร่นอย่างรวดเร็ว วินาทีต่อมา สายตาของเขาก็แข็งกร้าวขึ้น!
เบื้องหน้า ภูเขายักษ์ลูกหนึ่งปรากฏขึ้น!
ลม ไฟ ภูเขา!
อักษรเทวะทั้งสามล้วนเป็นอักษรเทวะของเผ่าเทพ ซูอวี่ลอบตื่นตระหนก!
หมอนี่แข็งแกร่งขนาดนี้เลยเหรอ?
คำโบราณกล่าวไว้ วายุ อัคคี บรรพต พฤกษา รวดเร็วดั่งวายุ เกรี้ยวกราดดั่งอัคคี มั่นคงดั่งบรรพต สงบนิ่งดั่งพฤกษา!
หมอนี่ แม้จะยังไม่สามารถก่อรูปแบบทักษะการต่อสู้อักษรเทวะได้ แต่ก็มีเค้าลางของการผสานรวมเป็นระบบแล้ว
ยังมีอักษรเทวะตัวที่สี่อีกไหม?
ภูเขายักษ์กดทับลงมาทางซูอวี่!
ในชั่วขณะนี้ ซูอวี่ไม่สนใจอะไรอีกแล้ว ในเสี้ยววินาทีที่ภูเขายักษ์กดทับลงมา ดาบยาวสีดำเล่มหนึ่งก็ปรากฏขึ้น สายฟ้าและภาพมายาก่อนหน้านี้เลือนหายไปจนหมดสิ้น!
บนดาบยาว มีจุดแสงสลัวสี่จุดส่องประกายกะพริบอยู่
นั่นคือรากฐานของอักษรเทวะ!
ส่วนอันที่ห้านั้นแทบจะมองไม่เห็น อักษรเทวะ 'หยิน' สลัวเกินไป
ดาบยาวขยายขนาดขึ้นทวนกระแสลม ในพริบตาเดียวก็กลายเป็นดาบยักษ์ที่บดบังท้องฟ้า ฟาดฟันลงมา!
เสียงระเบิดดังตูม!
แม้ในแดนลับจะไร้สุ้มเสียง แต่จิตใจของทั้งสองคนต่างก็สั่นสะเทือน ร่างของซูอวี่พร่าเลือนไปชั่วขณะ ภูเขายักษ์เบื้องหน้าถูกเขาฟันจนแหลกละเอียด ดาบยาวก็หม่นแสงลงไปมากเช่นกัน
...
ด้านนอก
เจิ้งหงกระอักเลือดออกมาคำโต ซูอวี่ใบหน้าซีดเผือด เหงื่อไหลเป็นทางราวกับสายฝน
ผู้ชมรอบด้านต่างมองด้วยความตกตะลึง
ในขณะนี้ บนทรงกลม สีทองและสีฟ้ายังคงพลิกม้วนไปมาอย่างต่อเนื่อง เห็นได้ชัดว่าทั้งสองคนกำลังต่อสู้กันอย่างดุเดือดอยู่ภายใน
ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมาก!
"เจิ้งหงตกเป็นรองเหรอ?"
หลายคนประหลาดใจอย่างหาที่สุดไม่ได้!
เมื่อครู่นี้ สีทองได้ช่วงชิงความได้เปรียบมาเล็กน้อย กลืนกินพื้นที่ที่แต่เดิมเคยเป็นสีฟ้าไปบางส่วน
ทุกคนต่างประหลาดใจอย่างยิ่ง!
ซูอวี่สามารถกดดันเจิ้งหงได้เล็กน้อย เจิ้งหงกระอักเลือด ซูอวี่ใบหน้าซีดเผือด เห็นได้ชัดว่าทั้งสองคนเพิ่งผ่านการปะทะกันอย่างรุนแรงมาหมาด ๆ
คราวนี้ หลายคนถึงกับต้องลุ้นจนตัวโก่ง
เดิมทีคิดว่าซูอวี่ต้องแพ้แน่ ๆ ไม่คิดเลยว่าจะมีพลิกล็อกแบบนี้
ไม่ใช่แค่นักเรียนเท่านั้น ตอนนี้เหล่านักวิจัยก็เริ่มสนใจขึ้นมาแล้ว พวกเขาพากันมองไปที่ทรงกลม จากนั้นก็มองไปที่เจิ้งหง มีคนกระซิบว่า "อักษรเทวะได้รับความเสียหาย พลังทำลายล้างของซูอวี่รุนแรงมาก สองคนนี้ฝีมือสูสีกันจริง ๆ!"
"อย่าเพิ่งรีบร้อน ระดับการกักเก็บพลังเจตจำนงของเจิ้งหงใกล้จะถึง 90% แล้ว พลังทำลายล้างก็ย่อมรุนแรงกว่า และสามารถยืนหยัดได้นานกว่า..."
ทันทีที่เขากล่าวจบ สีทองบนทรงกลมก็พลิกม้วนอย่างรวดเร็ว และกลืนกินพื้นที่สีฟ้าอย่างต่อเนื่อง ทำเอานักวิจัยที่เพิ่งเอ่ยปากเมื่อครู่ถึงกับหยุดชะงัก สีหน้าเต็มไปด้วยความประหลาดใจ
ปะทะกันอย่างรุนแรงอีกแล้ว!
เจิ้งหงกระอักเลือดออกมาอย่างต่อเนื่อง ซูอวี่ก็มีเลือดไหลซึมมุมปาก ใบหน้าซีดเผือดจนน่าตกใจ
เห็นได้ชัดว่า ทั้งสองคนเพิ่งผ่านการต่อสู้อย่างดุเดือดมาหมาด ๆ ส่งผลให้ทั้งคู่ได้รับบาดเจ็บสาหัสและสูญเสียพลังไปอย่างมหาศาล
เกิดอะไรขึ้นกันแน่?
...
ภายในแดนอักษรลับ
ซูอวี่ถือดาบยักษ์สีดำ ฟาดฟันผ่าฟ้าดิน ตัดภูเขาผ่าเปลวเพลิง
พายุเฮอริเคนพัดคำราม เปลวเพลิงเดือดพล่าน!
บนร่างของซูอวี่ราวกับมีเปลวเพลิงสีดำปะทุออกมา นั่นไม่ใช่เปลวเพลิง แต่เป็นการขยายรังสีอำมหิตของอักษร 'สังหาร'!
รังสีอำมหิตล้นทะลักฟ้า พุ่งทะลวงเข้าใส่เจิ้งหงที่อยู่ฝั่งตรงข้ามอย่างต่อเนื่อง
เจิ้งหงมีสีหน้าย่ำแย่ ซูอวี่ใช้ทักษะการต่อสู้อักษรเทวะแล้ว แม้ทักษะการต่อสู้อักษรเทวะจะยังเติมเต็มไม่สมบูรณ์ พลังโจมตีจึงยังไม่รุนแรงมากนัก แต่นั่นก็เป็นเพียงการเปรียบเทียบ ในขณะนี้ อักษรเทวะของซูอวี่ได้ถูกหลอมรวมเข้าด้วยกันบางส่วนผ่านทักษะต่อสู้นั้น อักษรเทวะหลายตัวร่วมมือกัน ทำให้ซูอวี่แข็งแกร่งยิ่งขึ้น
'อักษรเทวะ 4 ตัว... ระดับสองอีก 2 ตัว!'
'บัดซบเอ๊ย!'
เจิ้งหงสบถด่าในใจ!
หมอนี่ หรือว่าไม่ได้ตวัดวาดอักษรเทวะ แต่ตั้งใจจะหล่อเลี้ยงอักษรเทวะโดยเฉพาะ... แต่นี่มันก็เร็วเกินไปแล้ว ระดับสองตั้ง 2 ตัว!
รังสีอำมหิตนั้นทำให้พลังเจตจำนงของเขาสั่นคลอน และกำลังบดขยี้พลังเจตจำนงของเขาอย่างต่อเนื่อง
ภาพมายา ก็คอยรบกวนการตัดสินใจของเขาอย่างต่อเนื่อง
อักษรเทวะ 2 ตัว เขามองออกแล้ว ตัวหนึ่งคืออักษร 'โลหิต' อีกตัวคืออักษร 'สังหาร' ล้วนเป็นอักษรเทวะเผ่ามนุษย์
หมอนี่ ถึงกับหล่อเลี้ยงอักษรเทวะเผ่ามนุษย์จนกลายเป็นระดับสองได้เชียว
เจิ้งหงกัดฟันแน่น วินาทีต่อมา พายุเฮอริเคนหายไป เปลวเพลิงดับมอด ภูเขายักษ์สูญสลาย
อักษรเทวะสามตัวปรากฏขึ้นเบื้องหน้าเขา
เจิ้งหงขบกรามแน่น อักษรเทวะทั้งสามหลอมรวมเข้าด้วยกันในพริบตา ก่อตัวเป็นหอกยาวด้ามหนึ่ง!
ปัง!
เขาถือหอกพุ่งทะยานเข้าสังหารซูอวี่โดยตรง ทิ่มแทงออกไปหนึ่งหอก อักษรวายุช่วยเพิ่มความเร็ว อักษรบรรพตช่วยเพิ่มพละกำลัง อักษรอัคคีช่วยแผดเผา!
ซูอวี่รู้สึกเพียงว่ามีภูเขายักษ์ลูกหนึ่งกำลังพุ่งเข้ามาบดขยี้ตนด้วยความเร็วสูงลิ่ว!
การหลอมรวม!
เจิ้งหง หมอนี่ก็กำลังหลอมรวมอักษรเทวะเหมือนกัน!
ซูอวี่ตวาดก้อง แม้จะเปล่งเสียงออกมาไม่ได้ แต่ก็คำรามอย่างบ้าคลั่ง ดาบยาวฟาดฟันลงมา ดาบแก่นอสนี!
ฟัน!
ตู้ม!
ร่างลวงตาของทั้งสองสั่นสะท้านอย่างรุนแรง ร่างของซูอวี่พังทลายลงอย่างต่อเนื่อง เจิ้งหงเองก็เช่นกัน
...
ด้านนอก
ร่างกายของทั้งสองสั่นสะท้านอย่างรุนแรงเช่นกัน ซูอวี่มีเลือดไหลซึมมุมปาก คิ้วขมวดเข้าหากันแน่น
พลังเจตจำนงของเจิ้งหงปั่นป่วน โลหิตสาดกระเซ็นย้อมพื้นดินจนแดงฉาน
นักวิจัยหลายคนเดินเข้ามาใกล้ มีคนหนึ่งตวาดเสียงต่ำ "ยุติเถอะ ไอ้หนูสองคนนี้ สู้กันจนอักษรเทวะข้างในใกล้จะพังทลายอยู่แล้ว!"
ในขณะนี้ สีทั้งสองสีพลิกม้วนไปมาอย่างต่อเนื่อง
ไม่มีใครได้เปรียบใคร
หลิวหงขมวดคิ้ว อีกด้านหนึ่ง อู๋ฉีพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ "ทำไมต้องยุติด้วย? ในฐานะอัจฉริยะ ย่อมมีความเย่อหยิ่งเป็นของตัวเอง! แพ้ได้ ตราบใดที่ไม่ได้แพ้อย่างอยุติธรรมก็พอแล้ว เรื่องบาดเจ็บ ใครบ้างไม่เคยได้รับบาดเจ็บ?"
ในฐานะอัจฉริยะคนหนึ่ง เธอมีคุณสมบัติพอที่จะพูดคำนี้ออกมา
หากอยากจะหยุดสู้จริง ๆ เจ้าสองคนที่อยู่ข้างในคงจะถอยออกมากันเองแล้ว
ในขณะนี้ รอบด้าน พวกของเซี่ยฉานก็เดินเข้ามาด้วยสีหน้าเคร่งเครียดเช่นกัน
เจิ้งหงไม่ใช่อ่อนแอนะ!
แม้แต่ในบรรดาแปดคนของพวกเขา เจิ้งหงก็ไม่ใช่คนที่อ่อนแอที่สุดอย่างแน่นอน แต่ผลลัพธ์คือ ตอนนี้เขากลับต่อสู้กับซูอวี่ได้อย่างสูสี หรือถึงขั้นดูจะเสียเปรียบอยู่เล็กน้อยด้วยซ้ำ!
ใช่แล้ว พวกเขามองออกเลือนรางว่า สีทองนั้นมั่นคง!
แต่สีฟ้า กลับดูอ่อนแรงลงไปบ้าง
ซูอวี่ราวกับเป็นเครื่องจักรนิรันดร์ พลังเจตจำนงของเขาไหลเวียนไม่ขาดสาย หลั่งไหลเข้าสู่ทรงกลมอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่เจิ้งหงกลับเริ่มมีอาการขาดห้วงไปบ้าง
ในขณะนั้น นักวิจัยขั้นทะยานเมฆาจากคณะหลอมศาสตราก็เอ่ยปากถามขึ้นมาทันที "ซูอวี่รู้จักอาจารย์ของฉันเหรอ?"
หลิวหงปรายตามองเขา รอยยิ้มจาง ๆ ปรากฏบนใบหน้า "เขาเรียนวิชาเสริมหลอมศาสตรา เป็นลูกศิษย์วิชาเสริมของผู้อาวุโสจ้าว!"
ยอดฝีมือขั้นทะยานเมฆาผู้นี้มีรูปลักษณ์เหมือนคนวัยกลางคน เมื่อได้ยินคำกล่าวนี้ เขาก็รู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย
วิชาเสริม... ความจริงแล้วเขาไม่ได้สนใจเรื่องนี้มากนัก
ช่วงนี้เขายุ่งมาก เพิ่งจะมีเวลามาคุมทีมดูการแข่งขันก็วันนี้ พอได้ยินดังนี้ ประกอบกับเมื่อเห็นใบหน้าของซูอวี่ซีดเซียว แต่กลับมีพลังเจตจำนงไหลเวียนอย่างไม่ขาดสาย เขาก็พูดขึ้นมาทันที "ซูอวี่ชนะแล้ว หากเจิ้งหงยังดันทุรังต่อไป ก็มีแต่จะทำให้ตัวเองบาดเจ็บสาหัส พวกนายจัดการกันเองเถอะ!"
เมื่อคำพูดนี้หลุดออกมา หลายคนก็หันไปมองเขา
เหล่านักเรียนแต่ละคนต่างตกตะลึง ซูอวี่ชนะแล้วเหรอ?
นี่มันยังไม่รู้ผลแพ้ชนะเลยไม่ใช่หรือไง?
อีกทั้งตอนนี้ก็ยังดูไม่ออกเลยว่าสุดท้ายใครจะเป็นฝ่ายชนะ!
ชายวัยกลางคนนิ่งเงียบ!
ทว่าภายในใจกลับประหลาดใจ นี่เขาฝึกฝนเคล็ดขยายเทวะมาเหรอ?
อาจารย์ถึงกับถ่ายทอดเคล็ดขยายเทวะของตัวเองให้เขาเชียวเหรอ?
ต้องรู้ก่อนนะว่า แม้แต่ตัวเขาเองก็ยังไม่ได้รับการสืบทอดที่แท้จริงเลย!
'อาจารย์จะถ่ายทอดให้ส่งเดชแบบนี้เลยเหรอ? หรือว่ายังไม่ได้ถ่ายทอดให้ แต่แค่ช่วยเขาขยายเจตจำนง...'
'หมอนี่ มีระดับการกักเก็บพลังเจตจำนงไม่ถึง 60% ด้วยซ้ำ แต่กลับสามารถต้านทานเจิ้งหงที่มีระดับการกักเก็บใกล้เคียง 90% ได้ แล้วเขาต้องทนรับการทุบตีกี่ครั้งกันล่ะ?'
พลังเจตจำนงอย่างน้อยต้องเทียบเท่ากับอีกฝ่าย 1.5 เท่า!
ทะเลเจตจำนงใหญ่กว่าของเจิ้งหงอย่างน้อยหนึ่งในสามขึ้นไป!
หากถูกขยายเจตจำนงแล้ว อย่างน้อยก็ต้องทนรับค้อนของอาจารย์มาเยอะมากแน่ ๆ!
ชายวัยกลางคนครุ่นคิดเรื่องต่าง ๆ ในใจ และไม่เอ่ยปากพูดอะไรอีก
คนอื่น ๆ ก็ไม่ได้ผลีผลามยุติการแข่งขัน แต่กลับเฝ้ามองอย่างเงียบ ๆ ภายในใจของแต่ละคนล้วนมีความคิดเป็นของตัวเอง อารมณ์พลุ่งพล่าน
ซูอวี่... ถึงกับเอาชนะเจิ้งหงได้เลยเหรอ?
ในขณะนี้ ระยะเวลาที่ทั้งสองคนเริ่มปะทะกัน ผ่านไปเกือบสามนาทีแล้ว
ต่างฝ่ายต่างทุ่มสุดกำลัง!
สีทองและสีฟ้าเดือดพล่าน ทรงกลมเปลี่ยนสีไปมาอย่างต่อเนื่อง
แต่เจิ้งหงกลับรู้สึกหมดเรี่ยวแรงที่จะสู้ต่อ ซูอวี่กลับรู้สึกว่ายังสามารถไปต่อได้... ตัวประหลาดอะไรกันเนี่ย?
นักวิจัยบางคนที่เคยได้ยินข่าวลือมาบ้าง หลายคนหันไปมองนักวิจัยจากคณะหลอมศาสตรา เป็นเคล็ดวิชาที่จ้าวลี่ถ่ายทอดให้เหรอ?
...
ภายในแดนอักษรลับ
ร่างกายของเจิ้งหงและซูอวี่ล้วนบอบช้ำจนดูไม่ได้!
ทั้งสองไม่มีใครคิดจะยอมแพ้!
จิตวิญญาณแห่งการต่อสู้ของซูอวี่กลับยิ่งแข็งแกร่งขึ้น รังสีอำมหิตยิ่งเข้มข้น อักษรเทวะ 'ต่อสู้' และ 'สังหาร' ล้วนเป็นอักษรเทวะที่ยกระดับขึ้นระหว่างการต่อสู้ ยิ่งสู้ยิ่งตื่นเต้น
ภายในแดนลับ รังสีอำมหิตพวยพุ่งเสียดฟ้า!
จิตวิญญาณแห่งการต่อสู้เดือดพล่าน!
ในทางกลับกัน เจิ้งหงกลับเริ่มอ่อนแรงลงแล้ว เขาเหลือบมองซูอวี่แวบหนึ่งพลางขมวดคิ้ว
พลังเจตจำนงของซูอวี่ไหลเวียนยาวนานก็ช่างเถอะ แต่ประเด็นสำคัญคือ พลังทำลายล้างก็ไม่ได้อ่อนด้อยเลย
นี่มันไม่ใช่อะไรที่ระดับการกักเก็บพลัง 50% กว่า ๆ จะแสดงออกมาได้เลย เกรงว่าพลังทำลายล้างน่าจะใกล้เคียงกับระดับการกักเก็บพลังเจตจำนง 70% หรืออาจจะสูงกว่านั้นด้วยซ้ำ
ยิ่งบวกกับทักษะการต่อสู้อักษรเทวะแล้ว ถึงกับไม่ได้อ่อนแอกว่าเขาเลย
'«เคล็ดขยายเจตจำนง»งั้นเหรอ?'
เจิ้งหงนึกถึงคำถามนี้ขึ้นมาได้!
ปู่เคยบอกเขาว่า หากอยากให้ตัวเองแข็งแกร่งขึ้น เก่งกาจในการต่อสู้ยืดเยื้อมากขึ้น ทางที่ดีที่สุดคือต้องเรียนรู้«เคล็ดขยายเจตจำนง»ให้ได้ น่าเสียดายที่จ้าวลี่ไม่ยอมถ่ายทอดวิชานี้ให้คนนอก เขาจึงไม่มีโอกาสได้เรียน
แต่ดูจากตอนนี้แล้ว ซูอวี่น่าจะเรียนรู้มันมาแล้ว
'มิน่าล่ะถึงสามารถรักษาสภาพอักษรเทวะทั้ง 4 ตัวไว้ได้ แถมยังมีระดับสองอีกตั้ง 2 ตัว...'
ขณะที่เขากำลังครุ่นคิด จู่ ๆ ภาพตรงหน้าก็มืดสนิทลงเล็กน้อย
ไม่ใช่ความมืดแบบภาพมายา!
แต่มันคือความมืดจริง ๆ!
ต้องรู้ก่อนนะว่า ร่างกายนี้ก่อร่างขึ้นจากพลังเจตจำนง แล้วมันจะมีอาการหน้ามืดเกิดขึ้นได้ยังไง?
ภาพมายา ในที่แห่งนี้ก็ทำได้แค่สร้างฉากจำลองขึ้นมาเท่านั้น อย่างเช่นค่ำคืนอันมืดมิด แต่ไม่สามารถบดบังดวงตาของเขาได้
ตัวอะไรกัน?
เจิ้งหงสะดุ้งตกใจ!
พลังเจตจำนงปะทุขึ้นมาอีกครั้ง!
ความมืดมิดเบื้องหน้า ถูกเขาทำลายลงอย่างรวดเร็ว!
เมื่อเห็นแสงสว่างอีกครั้ง...
และในขณะนี้ ซูอวี่ก็ถือดาบพุ่งทะยานเข้ามาสังหารแล้ว เจิ้งหงเพิ่งจะคิดโต้กลับ... แต่จู่ ๆ เขาก็รู้ตัวว่ามีบางอย่างผิดปกติ!
นี่คือแดนอักษรลับ!
ร่างกายล้วนเป็นของปลอม แล้วจะมีเงาโผล่มาได้ยังไง?
ใช่แล้ว เงา!
ใต้เท้าของซูอวี่ ในเวลานี้กลับมีเงาปรากฏขึ้น!
เมื่อครู่นี้เขาตั้งตัวไม่ทันอยู่ชั่วขณะ เจิ้งหงตกใจสุดขีด มือที่ถือหอกอยู่ ถึงกับไม่รู้ชั่วขณะว่าจะโจมตีใส่ตัวซูอวี่ หรือว่าเงาของเขากันแน่
ความลังเลในชั่วพริบตานี้เอง เงาของซูอวี่ก็พุ่งเข้ารัดพันรอบตัวเขาไว้ทั้งร่าง!
ดาบยาวฟันฉับลงมาในพริบตา!
ปัง!
เสียงดังสนั่นดังก้องอยู่ในใจของคนทั้งสอง ร่างกายของเจิ้งหงแหลกสลายลงอย่างสมบูรณ์ พร้อมกับความเจ็บใจและความสงสัยบางส่วน ก่อนที่พลังเจตจำนงจะถอยกลับไป เขาได้จ้องเขม็งไปที่เงาบนพื้นแวบหนึ่ง!
บัดซบ!
ยังมีอักษรเทวะอีกตัวนึงเหรอ!
ซูอวี่ไอ้สารเลว ครอบครองอักษรเทวะตั้ง 5 ตัว!
เขาเพิ่งจะเข้าเรียนมาได้นานแค่ไหนเอง?
เป็นไปได้ยังไง!
ไม่ใช่ว่าเขาเพิ่งสัมผัสกับอักษรเทวะได้ไม่กี่เดือนหรอกเหรอ?
อีกอย่าง อักษรเทวะตัวนี้ ก่อนหน้านี้เขาก็ไม่เคยสังเกตเห็นเลยด้วยซ้ำ!
'อักษรเทวะที่เกี่ยวข้องกับเงา...'
เจิ้งหงได้แต่อ่อนใจ และหายวับไปจากแดนอักษรลับอย่างสมบูรณ์
...
พรวด!
โลหิตคำโตพ่นออกมาอีกครั้ง
เจิ้งหงลืมตาขึ้น ในขณะนี้ คนอื่น ๆ ต่างมองด้วยความตกตะลึง สีทองได้ครอบคลุมทรงกลมทั้งหมดแล้ว เจิ้งหงถอนตัว ซูอวี่เป็นฝ่ายชนะ!
วินาทีต่อมา ซูอวี่ลืมตาขึ้น
หอบหายใจอย่างรุนแรง!
ทั้งสองสบตากัน โดยที่ไม่มีใครส่งเสียงออกมา
ซูอวี่ครอบครองอักษรเทวะ 5 ตัว แถมมี 2 ตัวเป็นระดับสอง
ส่วนเจิ้งหง ก็ครอบครองอักษรเทวะ 3 ตัว ซึ่งล้วนแข็งแกร่งมาก บางทีอาจต้องการรวบรวมอักษรเทวะ 4 ตัว เพื่อก่อตั้งระบบ แต่ดูจากตอนนี้แล้ว น่าจะยังไม่สำเร็จ
ผ่านไปไม่กี่วินาที ซูอวี่หอบหายใจพลางประสานมือ "ขอบคุณที่ออมมือให้!"
เจิ้งหงพยักหน้าเล็กน้อย และไม่ได้พูดอะไรมากนัก
แม้จะรู้สึกเสียดายและผิดหวังเล็กน้อย แต่ก็ไม่ได้ใส่ใจอะไรมากนัก ความแข็งแกร่งของเขาในตอนนี้ยังไม่ถึงขีดสุด มีเพียงต้องตวัดวาดอักษรเทวะคำว่า 'พฤกษา' ออกมาให้ได้อีกหนึ่งตัว เขาถึงจะไปท้าทายทำเนียบร้อยอันดับ และมีความมั่นใจเต็มเปี่ยมว่าจะติดอันดับได้อย่างแน่นอน!
ตอนนี้ คงพูดได้แค่ว่าอักษรเทวะของตัวเองยังเป็นเพียงผลิตภัณฑ์กึ่งสำเร็จรูป การแพ้ให้ซูอวี่... เขาก็สามารถยอมรับได้
หากต้องลงมือต่อสู้กันอย่างสุดกำลังจริง ๆ ร่างกายขั้นพันชั่งระดับเจ็ดของเขาก็แข็งแกร่งกว่าซูอวี่ ย่อมไม่จำเป็นต้องกลัวซูอวี่แต่อย่างใด
'เขาอยู่ขั้นพันชั่งระดับห้า...'
'ถ้าไม่กินโลหิตแก่นแท้พรสวรรค์ ก็ไม่ใช่คู่ต่อสู้ของฉันหรอก โลหิตแก่นแท้พรสวรรค์... เมื่อถึงขั้นหมื่นศิลา ก็จะกลายเป็นของไร้ประโยชน์โดยสิ้นเชิง!'
เจิ้งหงคิดในใจ และไม่ได้พูดจารุนแรงอะไรออกไป คำพูดเหล่านั้นไม่เหมาะกับพวกเขา เมื่อถึงเวลาแข็งแกร่ง ก็จะแข็งแกร่งขึ้นมาเอง
เจิ้งหงได้รับบาดเจ็บไม่น้อย พลังเจตจำนงก็ถูกผลาญไปมหาศาล เขาไม่ได้รั้งอยู่นาน หมุนตัวเดินออกไปข้างนอกทันที
แพ้แล้ว!
แพ้สักครั้งไม่เป็นไร ตราบใดที่ยังสามารถลุกขึ้นมา หยัดยืนขึ้นมาได้ ก็ยังมีโอกาส
กลัวก็แต่ว่าจะลุกไม่ขึ้นต่างหาก!
...
ภายในโถงใหญ่
การแข่งขันคู่ต่อไปยังไม่เริ่มเสียที ผู้คนต่างพากันมองไปที่ซูอวี่ ใบหน้าของแต่ละคนเต็มไปด้วยความประหลาดใจและตกตะลึง
ซูอวี่ชนะแล้ว!
หมอนี่ ถึงกับเอาชนะเจิ้งหงได้!
ซูอวี่ไม่ได้สนใจพวกเขา เขายิ้มและพยักหน้าให้หูจงฉีที่อยู่อีกด้านหนึ่ง จากนั้นก็มองไปยังหลินเย่าที่อยู่ไม่ไกลนัก เห็นอีกฝ่ายตื่นเต้นจนเก็บอาการไม่อยู่ เขาก็ยิ้มออกมาเช่นกัน ทว่าเป็นรอยยิ้มที่ปกปิดไว้อย่างมิดชิด ไม่ได้แสดงออกให้ใครเห็น
ทั้งหลินเย่าและหูจงฉีต่างก็รู้สึกตื่นเต้นเล็กน้อย!
ซูอวี่ชนะแล้ว!
หูจงฉีรู้สึกสะใจไปถึงก้นบึ้งของหัวใจ ซูอวี่เอาชนะเจิ้งหงได้ เขามองดูเวลา สี่นาที!
ชนะเจิ้งหง ได้เร็วกว่าตอนชนะเขาเสียอีก!
นี่หมายความว่ายังไง?
หมายความว่าเขาเก่งกว่าเจิ้งหงงั้นเหรอ?
ย่อมไม่ใช่แบบนั้นอย่างแน่นอน นั่นหมายความว่าซูอวี่ไว้หน้าเขา ไว้หน้าเขามาก ตามการคาดคะเนของหูจงฉี ตัวเขาเองยังสู้หลินเย่าไม่ได้ หากเป็นเช่นนั้น เจิ้งหงชนะหลินเย่าใน 5 วินาที ซูอวี่เอาชนะเจิ้งหงได้ แล้วตัวเขาก็อ่อนแอกว่าหลินเย่า...
3 วินาที!
หูจงฉีกลืนน้ำลายอึกใหญ่ หากซูอวี่ไม่ไว้หน้าเขาล่ะก็ แค่ 3 วินาที เขาก็คงถูกจัดการไปแล้ว!
แบบนั้นมันเสียหน้าเกินไปแล้ว!
ในตอนนี้ หูจงฉีรู้สึกสะใจสุด ๆ เขาตะโกนขึ้นมาทันที "ซูอวี่ ยอดอัจฉริยะของจริง!"
นี่สิถึงจะเรียกว่านักเรียนยอดอัจฉริยะที่แท้จริง!
ก่อนหน้านี้ หูจงฉีมักจะตั้งข้อสงสัยมาตลอดว่าการที่ซูอวี่ได้ระดับสูงขั้นสูงสุดนั้นไม่ยุติธรรม แต่ในขณะนี้ เขาเป็นคนแรกที่เอ่ยปากว่าซูอวี่คือยอดอัจฉริยะของจริง!
แม้จะเป็นการตบหน้าตัวเอง แต่เขากลับยอมรับมันอย่างเต็มใจ!
สมควรโดนตบหน้าแล้ว!
ตบหน้าตัวเอง ย่อมดีกว่าถูกคนอื่นตบหน้า!
อีกด้านหนึ่ง หลินเย่าก็ดีใจเช่นกัน พี่ซูแก้แค้นให้เขาแล้ว!
เจิ้งหงแกจะจองหองไปทำไม สุดท้ายก็แพ้ไม่ใช่เหรอ!
...
พวกเขาดีใจ ซูอวี่ยิ้มรับ ทว่าในใจกลับรู้สึกจนปัญญา
สูญเสียพลังไปมหาศาลเกินไป!
แถมยังเผยไพ่ตายออกมาจนหมดเปลือก!
โชคดีที่เป็นคู่แรกของรอบที่สอง เขายังพอมีเวลาฝึกฝนฟื้นฟูพลังได้บ้าง ไม่อย่างนั้น เขาคงไม่สามารถเข้าร่วมในรอบที่สามได้อย่างแน่นอน
'เจิ้งหงแข็งแกร่งมาก... อย่างน้อยในด้านพลังเจตจำนงก็แข็งแกร่งกว่าเจิ้งอวิ๋นฮุย หากตวัดวาดอักษรเทวะขึ้นมาอีกตัวเพื่อประกอบเป็น 'วายุ อัคคี บรรพต พฤกษา' ฉันคงไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเขา...'
ซูอวี่รู้ตัวเองดี หากเจิ้งหงวาดอักษรเทวะขึ้นมาได้อีกตัว อักษรเทวะของเจิ้งหงก็จะกลายเป็นระบบอย่างแท้จริง และเขาจะไม่ใช่คู่ต่อสู้ของอีกฝ่ายอย่างเด็ดขาด
แต่นั่นคือเรื่องของอนาคต เจิ้งหงแข็งแกร่งขึ้นได้ แล้วเขาจะทำไม่ได้เชียวเหรอ?
หากต้องสู้กันจริง ๆ ร่างกายของเขาก็แข็งแกร่งกว่าเจิ้งหง ยิ่งไม่มีเหตุผลให้ต้องกลัวอีกฝ่ายเลย!
'ชนะก็พอแล้ว!'
ซูอวี่เหลือบมองหลิวหง หลิวหงยิ้มให้เขาและพยักหน้าเล็กน้อย ทำทีราวกับว่าฉันเป็นคนสานฝันให้นายนะ... ท่าทางแบบนี้ทำเอาซูอวี่ถึงกับพูดไม่ออก นี่แกคิดจะหลอกฉันว่าตั้งใจให้โอกาสฉันได้แสดงฝีมือใช่ไหม?
ไปลงนรกซะเถอะ!
โอกาสแบบนี้ ฉันไม่ต้องการ!
ซูอวี่สบถด่าในใจ ยังเหลือนักเรียนยอดอัจฉริยะอีกตั้ง 7 คนนี่นา
ถ้าพวกเขาได้เจอกันเอง ฉันถึงจะยอมรับว่าแกกำลังช่วยฉัน ไม่อย่างนั้น... แก หลิวหง ก็คือไอ้สารเลวที่ตั้งใจจะเล่นงานฉัน อย่าคิดนะว่าฉันจะดูไม่ออก!
ซูอวี่สบถด่าในใจอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะเริ่มฟื้นฟูพลังเจตจำนงของตัวเอง
ในตอนนี้ แววตาของคนอื่น ๆ ที่มองซูอวี่ ได้เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง!
การเอาชนะเฉินฉี่ได้ จะพูดได้แค่ว่าซูอวี่โชคดี โลหิตแก่นแท้พรสวรรค์ดีเยี่ยม แต่การที่สามารถเอาชนะเจิ้งหงได้ในการแข่งขันอักษรเทวะ หมอนี่... นับว่าเป็นนักเรียนยอดอัจฉริยะอย่างแท้จริง และอยู่ในระดับเดียวกับคนเหล่านั้นแล้ว







