ในห้องชุดของอพาร์ตเมนต์หรู กวนหย่านั่งกอดเข่าอยู่บนเตียง ตรงหน้ามีแท็บเล็ตวางเปิดซีรีส์รักรันทดของคนเมืองทิ้งไว้
หลังจากถูกเจ้าเด็กหยวนสื่อปั่นป่วนจิตใจ เธอก็นอนไม่หลับ ดูซีรีส์ก็ไม่เข้าหัว นั่งรวดเดียวห้าหกชั่วโมงจนปวดก้นไปหมดแล้ว
"เฮ้อ..." กวนหย่าบีบหว่างคิ้ว ใบหน้าสะสวยแฝงแววเหนื่อยล้าอยู่บ้าง
ด้วยสภาพร่างกายของเธอ ต่อให้ไม่ได้นอนสักสองวันสองคืนก็ไม่เป็นไร ที่เป็นอยู่หลักๆ คือรู้สึกว้าวุ่นใจ ก่อนหน้านี้ตอนสิงฟอรัม เห็นใครต่อใครตายในดันเจี้ยน เธอก็เต็มที่แค่อดปลงตกว่าชีวิตคนเราไม่แน่นอนไม่ได้
ผลคือจู่ๆ เพื่อนข้างตัวก็ถูกม้วนเข้าไปในพายุนี้ด้วย เป็นตายร้ายดีอย่างไรก็ไม่รู้
พูดตามตรง กวนหย่าค่อนข้างชอบเจ้าเด็กนั่น หน้าตาดี อายุน้อย ศักยภาพสูง พูดจามีอารมณ์ขัน ยิ่งดูก็ยิ่งถูกใจ
ที่สำคัญที่สุดคือ เขาต่อมุกใต้สะดือเก่งมาก
ในทีมสอง หวังไท่เป็นคนเงียบๆ หลี่ตงเจ๋อก็ยกหางตัวเองว่าสง่างาม มองว่าการพูดเรื่องลามกไม่ใช่สิ่งที่สุภาพบุรุษพึงกระทำ มีแค่หยวนสื่อที่ทนรับลิมิตของเธอได้ แถมยังต่อยอดได้อีกต่างหาก
แต่เจ้าเด็กน้อยที่น่าสนใจแบบนี้ ครั้งนี้มีโอกาสสูงมากที่จะไม่รอด
กวนหย่าไม่เคยเจอระดับ S แต่ในตระกูลมีพี่สาวคนหนึ่ง พรสวรรค์ล้ำเลิศ ตอนอยู่ขั้นเหนือมนุษย์และขั้นนักบุญสุ่มเจอดันเจี้ยนระดับ S ติดต่อกันหลายครั้ง ทุกครั้งล้วนอันตรายถึงชีวิต เคยเล่าถึงความยากของแดนวิญญาณระดับ S ให้ฟังอย่างละเอียด
แดนวิญญาณระดับ S ที่ต่างกัน ขอบเขตบททดสอบก็ต่างกัน ผ่านระดับ S ได้ครั้งหนึ่ง ไม่ได้แปลว่าจะผ่านครั้งที่สองได้ เพราะคนเราย่อมมีจุดอ่อน บนโลกนี้ไม่มีใครเก่งไปเสียทุกเรื่อง
หยวนสื่อจัดการรองเท้าเต้นรำสีแดงได้ อาศัยความจำที่ยอดเยี่ยม (เขาบอกเอง) แต่ความสามารถนี้ อาจจะใช้ไม่ได้ผลในสวนสนุกจินสุ่ย
กวนหย่าเตรียมใจรับสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุดไว้แล้ว
ทันใดนั้น เสียงกริ่งบาดหูก็ดังสะท้อนในห้องนอน กวนหย่าสะดุ้งตกใจ
หืม? โทรมาหาฉันเวลานี้เนี่ยนะ? เธอเบิกตากว้างขึ้นเล็กน้อย ขวับหันหน้าไปมองหน้าจอโทรศัพท์ที่สว่างขึ้น เทพบรรพกาล!
วินาทีนี้ กวนหย่าราวกับได้ยินเสียงหัวใจตัวเองเต้นรัวแรง
เธอรีบคว้าโทรศัพท์ขึ้นมาอย่างลุกลี้ลุกลน สูดหายใจเข้าลึกๆ แล้วกดรับสาย "หยวนสื่อ?"
เอ่ยปากไปแค่สองพยางค์ กวนหย่าก็กลั้นหายใจ
"พี่กวนหย่า ผมผ่านด่านสวนสนุกจินสุ่ยแล้ว" เสียงคุ้นเคยดังมาจากลำโพง
.......กวนหย่านั่งเหม่อลอย ในหัวมีเพียงความคิดเดียวดังก้อง: เขาผ่านแดนวิญญาณระดับ S ได้อีกแล้ว!
"พี่กวนหย่า? พี่กวนหย่า ฟังอยู่หรือเปล่าครับ"
เสียงของจางหยวนชิงดึงเธอกลับสู่โลกความจริง กวนหย่าร้องว่า:
"นายผ่านแดนวิญญาณระดับ S ได้อีกแล้ว เจ้าเด็กนี่ เจ้าเด็กนี่.......
"นายรู้ไหมว่านี่หมายความว่ายังไง ถ้าผู้กองรู้เข้า ต้องดีใจจนเป็นบ้าแน่ๆ"
"ครับ ผมเดาออกเลยว่าเขาจะพูดอะไร" จางหยวนชิงพูดพลางหัวเราะ "เขาจะพูดว่า: โอ้พระเจ้า สวรรค์ นี่ท่านได้ยินคำสวดภาวนาอันภักดีของผมแล้วใช่ไหม ใช่แล้ว ท่านต้องได้ยินแน่ๆ......"
อีกอย่าง ผมไม่ใช่เจ้าเด็กนี่สักหน่อย เขาแย้งในใจประโยคหนึ่ง
กวนหย่าหัวเราะ "ฮ่าๆ" สองเสียง เตะเรียวขาคู่ยาวด้วยความดีใจ "อย่าไปล้อเลียนเขาต่อหน้าเชียวนะ ไม่งั้นเขาได้ซัดหัวนายกระจุยแน่"
จางหยวนชิงหัวเราะตาม กวนหย่าระงับความอยากรู้อยากเห็นไว้ไม่อยู่ จึงถามว่า:
"นายยังไม่ได้ดูฟอรัมใช่ไหม เมื่อคืนมีเจ้าหน้าที่ทางการอีกคนเข้าไปในสวนสนุกจินสุ่ยแล้วนะ รู้สึกจะชื่อเหอป๋อ เพื่อนร่วมงานที่ใกล้จะต้องเข้าแดนวิญญาณช่วงนี้ใจคอไม่ดีกันหมดแล้ว เล่าเรื่องสวนสนุกจินสุ่ยให้ฉันฟังหน่อยได้ไหม"
ข้อมูลบทสรุปและไอเทมในแดนวิญญาณ มีแรงดึงดูดต่อผู้เดินทางอย่างมหาศาล เหมือนหญิงงามล่มเมืองดึงดูดพวกบ้ากาม
"ไม่ได้ บอกไม่ได้ครับ" จางหยวนชิงปฏิเสธทันควัน
กวนหย่าชะงัก เธอไม่คิดว่าหยวนสื่อจะปฏิเสธ เธอรู้สึกว่าความสัมพันธ์ของทุกคนน่าจะแน่นแฟ้นกันมากแท้ๆ
"เว้นแต่พี่จะส่งรูปขาอ่อนใส่ถุงน่องดำมาเป็นรางวัล" จางหยวนชิงหัวเราะหึๆ
สาวนักซิ่งแค่นเสียงเหอะ ใบหน้ากลับมาแย้มยิ้มอีกครั้ง กล่าวว่า:
"แค่รูปมันจะไปสนุกอะไร สู้ตอนนี้นายนั่งแท็กซี่มาบ้านฉัน ฉันจะให้ดูจนพอใจเลย แถมถุงน่องให้อีกชุด เอากลับไปทำชานมถุงน่องที่บ้านด้วย"
จางหยวนชิงถกเถียงอย่างจริงจัง: "ผมว่าเอาถุงน่องไปทำชานมมันเสียของเกินไป เอามาเช็ดปืนดีกว่าครับ"
กวนหย่านอนอยู่บนเตียง หัวเราะจนหน้าอกสั่นกระเพื่อม "นายพูดเรื่องแบบนี้ต่อหน้าสุภาพสตรีได้ยังไงเนี่ย มีอีกไหม มีอีกไหม......"
.......
เจ็ดโมงครึ่งตอนเช้า สิ่งแรกที่หลี่ตงเจ๋อทำหลังตื่นนอน คือคว้าโทรศัพท์บนโต๊ะข้างเตียงมาดูว่ามีสายที่ไม่ได้รับหรือข้อความที่ยังไม่ได้อ่านหรือไม่
เขาปิดบังความผิดหวังในใจไว้ไม่มิด
"เป็นเด็กที่ทำให้วางใจไม่ได้เลยจริงๆ......."
หลี่ตงเจ๋อถอนหายใจ มองเพดานอยู่สิบกว่าวินาที ถึงค่อยลุกขึ้นแต่งตัว ท่าทางตอนแต่งตัวของเขาสง่างามมาก ทำอย่างเชื่องช้า ไม่รีบไม่ร้อน ไม่ว่าอารมณ์จะแย่แค่ไหน หรือจิตใจจะหนักอึ้งเพียงใด
ก็ทิ้งความสง่างามไม่ได้เด็ดขาด
บนโต๊ะอาหาร หลี่ตงเจ๋อรับประทานอาหารเช้าที่แม่บ้านทำ แต่จิตใจไม่อยู่กับอาหาร
ดันเจี้ยนระดับเหนือมนุษย์ คืนเดียวก็น่าจะออกมาได้แล้ว ถ้าก่อนเที่ยงยังไม่มีข่าวคราว...... หลี่ตงเจ๋อยิ่งจิตใจหนักอึ้ง อาหารก็หมดรสชาติ เขาวางตะเกียบลงแล้วพูดว่า:
"เก็บอาหารไปเถอะ"
แม่บ้านที่ยุ่งอยู่ในครัวขานรับคำหนึ่ง เพิ่งจะเดินออกมาเก็บโต๊ะอาหาร ก็ได้ยินเสียงกริ่งโทรศัพท์ของนายจ้างดังมาจากห้องนอน
"ฉันไปหยิบให้นะคะ......"
เธอหันหลังเดินไปทางห้องนอน จู่ๆ ก็เห็นนายจ้างเด้งตัวขึ้นจากเก้าอี้ สีหน้าตื่นเต้น "มะ ไม่ต้อง!"
จากนั้น นายจ้างผู้ยึดติดในความสง่างาม ก็พุ่งพรวดเข้าไปในห้องนอนอย่างไม่สง่างามเลยสักนิด
หลี่ตงเจ๋อวิ่งไปที่ข้างเตียง เห็นสายเรียกเข้าแสดงชื่อ 'เทพบรรพกาล' ลมหายใจก็พลันหอบถี่ เขาคว้าโทรศัพท์มากดรับ สูดหายใจเข้าลึกๆ พยายามรักษาเสียงให้ราบเรียบ แล้วพูดว่า:
"หยวนสื่อ นายออกมาแล้วเหรอ?"
หลี่ตงเจ๋อสีหน้าตึงเครียด
"ผู้กอง ผมรอดชีวิตออกมาแล้วครับ" จางหยวนชิงใช้น้ำเสียงเหนื่อยล้า "ผมเพิ่งออกมา ก็รีบโทรหาคุณทันทีเลย"
เขาคุยกับกวนหย่ามาตลอดจนถึงตอนนี้ คุยเพลินจนลืมเวลา
สีหน้าตึงเครียดของหลี่ตงเจ๋อผ่อนคลายลง รีบถามทันที:
"นายบาดเจ็บตรงไหนหรือเปล่า ได้รับผลกระทบทางจิตใจอย่างรุนแรงจนทิ้งปมในใจไว้ไหม"
"มีสิครับ ในสวนสนุก เจ้าสาวผีรักผมอย่างสุดซึ้ง ถ้าไม่ใช่ผมก็จะไม่ยอมแต่งงานด้วย รับน้ำใจสาวงามไม่ไหวจริงๆ ผมรู้สึกผิดมาก ทิ้งปมในใจไว้ลึกสุดๆ เลยครับ"
"ดูท่าจะไม่มีอะไร งั้นฉันก็วางใจแล้ว" หลี่ตงเจ๋อเผยรอยยิ้มออกมาเล็กน้อย:
"นายเพิ่งออกมา ก็พักผ่อนอยู่บ้านไปก่อนเถอะ อีกสองสามวันค่อยเข้าบริษัท แต่บทสรุปต้องรีบเขียนออกมาให้เร็วที่สุด แล้วส่งเข้าอีเมลฉัน รางวัลและความดีความชอบที่เกี่ยวข้อง ฉันจะยื่นเรื่องขอให้ อ้อ ที่บ้านขาดโคล่าไหม ฉันจะให้คนส่งไปให้สักสองสามลัง"
แปลกจัง ผู้กองกลับไม่พูดว่า "โอ้พระเจ้า"....... จางหยวนชิงอดบ่นอุบอิบในใจไม่ได้ "ไม่ต้องหรอกครับผู้กอง ผมยังชอบตอนที่คุณพูดอย่างดื้อดึงว่า 'ไปซื้อเอง' มากกว่า"
หลี่ตงเจ๋อ: "......."
วางสายเสร็จ หลี่ตงเจ๋อก็สูดลมหายใจเข้าลึก ควบคุมอารมณ์ตัวเองไม่อยู่อีกต่อไป "โอ้ พระเจ้า สวรรค์ นี่ท่านได้ยินคำสวดภาวนาอันภักดีของผมแล้วใช่ไหม......"
เขาคิดผิดแล้ว เจ้าเด็กนี่ไม่ใช่คนเก่ง แต่เป็นอัจฉริยะ
ถ้าผ่านระดับ S ได้ครั้งหนึ่ง อาจจะมีเรื่องโชคเข้ามาเกี่ยว แต่ถ้าผ่านระดับ S ได้ถึงสองครั้ง นั่นไม่ใช่แค่โชคแล้ว สามารถปั้นให้เป็นผู้บริหารสำรองได้เลย
หรือกระทั่งมีความหวังที่จะทะลวงสู่ระดับผู้อาวุโสได้ด้วยซ้ำ
ในบรรดาผู้ท่องแดนวิญญาณรุ่นเยาว์ของพันธมิตรห้าธาตุ ฟู่ชิงหยางมีความหวังที่จะได้เป็นผู้อาวุโสมากที่สุด แต่ถึงจะเป็นเขา ก็เคยผ่านแดนวิญญาณระดับ S มาแค่ครั้งเดียวเท่านั้น
........
ชั้นสองของคฤหาสน์ บนโต๊ะอาหาร ฟู่ชิงหยางในชุดสูทสีขาว มัดผมหางม้าสั้นสุดเท่ กำลังถือมีดและส้อม หั่นไข่ดาวและสเต๊กเนื้อด้วยสีหน้าไร้อารมณ์
ฝั่งตรงข้ามของเขา คือหลิงจวินที่สวมเสื้อยืดตัวโคร่งกับกางเกงขาสั้นตัวใหญ่ แต่งตัวตามสบาย กำลังสวาปามอาหารอย่างตะกละตะกลาม
ตอนนั้นเอง สาวบันนี่เกิร์ลก็ประคองโทรศัพท์ด้วยสองมือเดินเข้ามา พูดด้วยน้ำเสียงอ่อนหวาน:
"นายน้อยคะ โทรศัพท์จากหลี่ตงเจ๋อค่ะ"
สายตาของฟู่ชิงหยางตกลงบนโทรศัพท์ เขาวางมีดและส้อมลง เหลือบมองเพื่อนสนิทที่ไม่สนใจโลกภายนอก เอาแต่เคี้ยวตุ้ยๆ
"มีเรื่องอะไร" เขารับสาย น้ำเสียงเย็นชา
"นายร้อย เทพบรรพกาลออกมาแล้วครับ เขาผ่านด่านสวนสนุกจินสุ่ยแล้ว" ตอนที่หลี่ตงเจ๋อพูดประโยคนี้ น้ำเสียงดังกังวานเป็นพิเศษ
เคร้ง..... ฟู่ชิงหยางปรายตามองคุณชายบุปผาที่มีดและส้อมในมือร่วงหล่นลงบนโต๊ะ มุมปากกระตุกยิ้ม "ฉันรู้แล้ว"
เขายื่นโทรศัพท์คืนให้สาวบันนี่เกิร์ล พูดอมยิ้มว่า:
"พลาดซะแล้ว ฉันน่าจะพนันกับนาย"
ปากพูดแบบนั้น แต่น้ำเสียงกลับรื่นเริงสุดๆ ไม่มีแววเสียใจเลยสักนิด
"ฉันรู้สึกมาตลอดว่า แดนวิญญาณระดับ S พวกนั้น สุดท้ายน่าจะถูกสำนักไท่อีของเราเคลียร์ได้......" หลิงจวินกลับหงุดหงิดสุดขีด พูดอย่างเจ็บปวดใจว่า "ผู้อาวุโสซุนเลอะเลือนจริงๆ"
ฟู่ชิงหยางตกตะลึง "นายก็รู้เรื่องนี้ด้วยเหรอ"
"อ้อ นี่เป็นมีมใหม่ในฟอรัมสำนักไท่อีของเราน่ะ ปกติฉันก็เล่นฟอรัมอยู่แล้วไง"
"พวกนาย..... นินทาผู้อาวุโสแบบนี้ ไม่กลัวเขาลงโทษหรือไง"
"ไม่เป็นไรๆ ผู้อาวุโสซุนเล่นเน็ตไม่เป็น โทรศัพท์ยังแทบจะใช้ไม่ค่อยเป็นเลย" หลิงจวินหยิบมีดและส้อมขึ้นมาใหม่ พูดว่า:
"แต่ครั้งนี้เกรงว่าจะปิดไม่อยู่แล้วล่ะ ตอนที่ผ่านอุโมงค์เสอหลิง เขายังเป็นแค่หุ้นศักยภาพที่ต้องจับตาดู ตอนนี้ผ่านระดับ S ได้อีกแห่ง ก็เป็นการยืนยันแล้วว่าเจ้าเด็กนี่มีสมองและมีศักยภาพ อนาคตความสำเร็จไม่ต่ำต้อยแน่ เฮ้อ ตอนนี้ฉันก็เริ่มตัดพ้อผู้อาวุโสซุนนิดๆ แล้วเหมือนกัน
"จะว่าไป เขาผ่านภารกิจระดับ S สองครั้ง ภารกิจครั้งที่สาม อย่างต่ำก็คงระดับ A ถ้าทนผ่านไปได้ ท้องฟ้าก็กว้างไกล ถ้าทนไม่ไหว ก็อายุสั้นตายก่อนวัยอันควร...... เฮ้ย นายจะไปไหนน่ะ"
ฟู่ชิงหยางเดินออกไปข้างนอกโดยไม่หยุดเท้า:
"ไปรายงานสภาผู้อาวุโส ยื่นเรื่องขอให้ความดีความชอบและเงินรางวัลลงมาให้เร็วที่สุด ก่อนที่สำนักไท่อีของพวกนายจะมาฉกตัวไป ฉันต้องเอาชนะใจเขาด้วยคุณธรรมก่อน อ้อ ใช่แล้ว ถ้าสำนักไท่อีอยากได้บทสรุปของสวนสนุกจินสุ่ย ต้องจ่ายเพิ่มนะ"
........
มณฑลซ่านจวง คฤหาสน์ริมทะเลสาบ
แสงแดดยามเช้าสาดส่องผ่านหน้าต่างสูงจากพื้นจรดเพดานเข้ามา เซี่ยหลิงซีพันผ้าเช็ดตัวเดินออกจากห้องน้ำ เรือนร่างของเด็กสาวยังโตไม่เต็มที่ แม้จะไม่เอิบอิ่มโค้งเว้าเหมือนหญิงสาวที่โตเต็มวัย แต่ก็ชนะตรงความงามแห่งวัยเยาว์ หัวเข่าเป็นสีชมพูระเรื่อ
ทะเลสาบเทียมมีคลื่นแสงระยิบระยับ ผืนน้ำสีทองอร่าม ริมทะเลสาบปลูกต้นหลิวลู่ลม พอดีกับช่วงเวลาที่กิ่งหลิวผลิใบอ่อน ทิวทัศน์งดงามน่ารื่นรมย์
เวลานี้ รถหรูหลายคันกำลังแล่นมาตามถนนริมทะเลสาบ มุ่งหน้ามาทางคฤหาสน์
"ก๊อกๆ~"
ประตูห้องนอนดังขึ้นสองสามครั้ง เซี่ยหลิงซียกถ้วยชาขึ้นจิบ น้ำเสียงเย็นชา:
"เข้ามา"
ผู้ช่วยสาวที่สวมชุดสูทเข้ารูปผลักประตูเข้ามา หยุดยืนอยู่ด้านหลังเธอ แล้วกล่าวอย่างนอบน้อม:
"คุณหนู นี่คือข้อมูลที่คุณต้องการค่ะ"
เซี่ยหลิงซีไม่รับ เธอนั่งลงบนโซฟาข้างหน้าต่างบานใหญ่ ยังคงพันผ้าเช็ดตัว นั่งไขว่ห้างโชว์เรียวขางาม เย็นชาและสูงส่งราวกับประธานบริษัทหญิง กล่าวเรียบๆ ว่า:
"พูดให้ฉันฟัง"
ผู้ช่วยสาวเปิดเอกสารข้อมูลขึ้นมา กล่าวว่า:
"หวังไท่ พันธมิตรห้าธาตุสาขาซงไห่ สมาชิกทีมสองเขตคังหยาง ผู้บังคับบัญชาคือหลี่ตงเจ๋อ สายสอดแนมระดับ 3 แห่งกองกำลังพยัคฆ์ขาว อาชีพคือบัณฑิต
"พวกนี้คือข้อมูลพื้นฐาน เราสืบได้แค่ข้อมูลพื้นฐานเท่านั้น ส่วนรูปถ่าย ตัวตนในโลกความจริง ฯลฯ ไม่สามารถสืบค้นได้ค่ะ"
ในองค์กรทางการ ข้อมูลพื้นฐานพวกนี้เปิดเผยต่อภายใน และสามารถเปิดเผยได้ ถือเป็นแฟ้มประวัติบุคคล
แต่ตัวตนในโลกความจริง นอกจากผู้บังคับบัญชาสายตรงแล้ว ก็มีแค่สภาผู้อาวุโสเท่านั้นที่มีสิทธิ์ตรวจสอบ
บัณฑิต..... เซี่ยหลิงซีขานรับ "อืม" หนึ่งเสียง พูดมาดนางพญาว่า:
"เธอไปสืบข้อมูลสมาชิกคนอื่นๆ ในทีมสองมาอีกที ไปสืบวงสังคมของหวังไท่ จับตาดูฟอรัมทางการของสำนักไท่อีและพันธมิตรห้าธาตุให้ฉันด้วย ถ้ามีข่าวว่าสวนสนุกจินสุ่ยถูกเคลียร์แล้วเมื่อไหร่ ให้รีบแจ้งฉันทันที"
ผู้ช่วยสาวพยักหน้า
เซี่ยหลิงซีพูดต่อ: "จัดเตรียมรถ ฉันจะไปซงไห่สักหน่อย อ้อ แล้วก็ส่งจดหมายขอเข้าพบพันธมิตรห้าธาตุสาขาซงไห่ในนามของตระกูลเซี่ยด้วย บอกว่าคุณหนูอย่างฉันมีธุระต้องไปจัดการที่ซงไห่ หวังว่าหวังไท่จากทีมสองเขตคังหยางจะเป็นคนมาต้อนรับฉัน"
ผู้ช่วยสาวมองออกไปนอกหน้าต่าง ลังเลแล้วกล่าวว่า:
"ผู้อาวุโสในตระกูลใกล้จะมากันครบแล้ว คุณไม่พบพวกเขาก่อนเหรอคะ ตอนเที่ยงยังมีงานเลี้ยงอีก คุณผ่านแดนวิญญาณระดับ S ได้ ทุกคนกำลังรอฉลองให้คุณอยู่นะคะ"
"รอเอาบทสรุปมากกว่าล่ะมั้ง" เซี่ยหลิงซีแค่นเสียง เปลี่ยนจากท่าทีเย็นชาหยิ่งยโส มาทำตัวบอบบางอ่อนหวานแบบเด็กสาว:
"ฉันเพิ่งจะ 17 เอง ห่วงเล่นบ้างจะผิดอะไร ท่านทวดรักฉันจะตาย ไม่ตำหนิหรอกน่า"
ผู้ช่วยสาวถอนหายใจอย่างจนปัญญา
.......
หลังจากรายงานกับผู้กอง จางหยวนชิงก็เปลี่ยนเป็นชุดนอน ขยี้ผมให้ยุ่ง ทำทีเป็นง่วงนอนหาวหวอดๆ บิดลูกบิดประตู เดินออกมาที่ห้องรับแขก
คุณยายอยู่ในครัว คุณตาออกไปข้างนอกแล้ว พี่ชายเฉินหยวนจวินกินอาหารเช้าเสร็จแล้ว ที่โต๊ะอาหารมีแค่เจียงอวี้เอ่อร์นั่งยองๆ อยู่บนเก้าอี้ จีบนิ้วหยิบปาท่องโก๋
เวลาเคี้ยวอาหารเธอชอบเม้มปาก แก้มที่เดิมทีก็กลมป่องอยู่แล้ว ดูไปก็เหมือนหนูแฮมสเตอร์กำลังกินอาหาร
ได้ยินเสียงเปิดประตูดังมาจากห้องของหลานชาย เจียงอวี้เอ่อร์ก็เหลือบตาขึ้นมอง ร้องเสียงใสว่า:
"น้าจะกินปาท่องโก๋ให้หมดเลย ปล่อยให้นายซดแต่โจ๊กเปล่าๆ......"
จู่ๆ เธอก็พูดไม่ออก มองจางหยวนชิงอย่างเหม่อลอย
"เหม่ออะไรอยู่" จางหยวนชิงนั่งลงข้างเธอ
เจียงอวี้เอ่อร์หันหน้าหนี ไม่มองเขา
"น้า ทำไมหูแดงล่ะ"
"ยุ่งน่า"







