(อ่านฟรีจนจบ) บ้าไปแล้ว! นายมันไม่ใช่จิตแพทย์เลยสักนิด! · khram
ตอนที่ 282
บทที่ 282 แย่งซองแดงจนได้โอกาสวิดีโอคอล เลยเลือกที่จะมอบตัว
สมาชิกกลุ่มเหล่านี้มาจากกว่าหกร้อยเมืองทั่วประเทศ และสังกัดอยู่ในหน่วยงานเดียวกัน ไม่ว่าจะกำลังยุ่งอยู่กับอะไร พวกเขาก็วางมือจากสิ่งที่ทำอยู่ทั้งหมด
ไม่ว่าจะหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมา หรือล็อกอินเข้าคอมพิวเตอร์
"สหายร่วมรบทั้งหลาย ใช้แอคหลุมเข้าห้องไลฟ์สตรีมนะ ห้ามใช้แอคหลักเด็ดขาด"
จากนั้น เพื่อนๆ ในกลุ่มก็ส่งสติกเกอร์โอเคหรือสติกเกอร์ยกนิ้วโป้งมาให้
ในห้องไลฟ์สตรีม จัสต์โซ่วจ๋วยเช็ดน้ำตาพลางพูดด้วยน้ำเสียงสะอื้นว่า "ชาวเน็ตพูดถูกแล้ว ผมเป็นนักโทษหลบหนีจริงๆ"
"ตอนนั้นผมยังเด็กและอ่อนต่อโลก เลยทำความผิดที่ต้องมานั่งเสียใจภายหลัง"
"ตลอดสิบสองปีเต็ม ผมไม่เคยได้นอนหลับสนิทเลยสักวันเดียว"
"ช่วงชีวิตการหลบหนี ผมต้องทนทุกข์ทรมานอยู่กับตัวเองทุกวัน คิดว่าตายๆ ไปซะก็ดี ยังดีกว่าต้องอยู่แบบครึ่งคนครึ่งผีแบบนี้"
"แต่... แต่... ผมก็ไม่กล้าไปมอบตัว"
"กลัวว่าจะต้องรับโทษประหารชีวิต"
ใครฟังก็รู้ว่าจัสต์โซ่วจ๋วยต้องมีคดีฆ่าคนตายติดตัวแน่ๆ
มีแค่คดีฆาตกรรมเท่านั้นแหละถึงจะโดนโทษประหารชีวิต
ชาวเน็ตที่ชื่อว่า 'คุณลุงทะเลทราย' ส่งคอมเมนต์แบบมีเอฟเฟกต์พิเศษมา
"ผู้ต้องสงสัย คุณก่อคดีฆาตกรรมมาใช่ไหม"
หลังจากคอมเมนต์นี้ลอยผ่านไป บนหน้าจอก็มีคอมเมนต์แบบมีเอฟเฟกต์พิเศษจากชาวเน็ตคนอื่นๆ ปรากฏขึ้นมาอีก
บ้างก็ถามจัสต์โซ่วจ๋วยว่าก่อเหตุเมื่อไหร่ หรือไม่ก็ถามว่าทำไมถึงเลือกที่จะสารภาพและมอบตัวกับเฉินหยู
เพียงเพราะเฉินหยูพูดปลอบใจเขาแค่ไม่กี่ประโยคเนี่ยนะ?
ขณะเดียวกัน ก็มีชาวเน็ตอีกกลุ่มใหญ่ส่งคอมเมนต์ที่มีเนื้อหาคล้ายกันมาก
นั่นคือถามถึงภูมิลำเนาและชื่อจริงของจัสต์โซ่วจ๋วย
จัสต์โซ่วจ๋วยถอนหายใจยาวและพูดว่า "ที่ผมเข้ามาในห้องไลฟ์สตรีมของหมอเฉิน จริงๆ แล้วผมไม่ได้คิดจะวิดีโอคอลกับเขาเลย และยิ่งไม่เคยคิดจะมอบตัวด้วย"
"ทุกครั้งที่หมอเฉินเริ่มไลฟ์สตรีม เขาจะแจกซองแดงมูลค่าหนึ่งร้อยหยวน"
"ผม... ผมเข้ามาเพื่อแย่งซองแดงน่ะ"
"ไม่คิดเลยว่าตัวเองจะได้เป็นที่หนึ่ง"
เมื่อพูดถึงตรงนี้ บนใบหน้าของจัสต์โซ่วจ๋วยก็เผยให้เห็นร่องรอยของความเศร้าสลด
ตามกฎแล้ว ชาวเน็ตสามคนที่แย่งซองแดงได้เงินมากที่สุด จะได้รับโอกาสวิดีโอคอลกับเฉินหยู
จัสต์โซ่วจ๋วยฝันไปก็ยังไม่คิดเลยว่าวันนี้ตัวเองจะโชคดีขนาดนี้
สงสัยสวรรค์คงเตรียมจะจัดการเขาแล้วล่ะมั้ง
การเข้ามาแย่งซองแดงในห้องไลฟ์สตรีมของเฉินหยูหลายครั้ง ทำให้จัสต์โซ่วจ๋วยรู้ถึงความสามารถของเฉินหยูเป็นอย่างดี
ถ้าได้วิดีโอคอลกับเฉินหยูเมื่อไหร่ ความลับของตัวเองคงถูกแฉจนหมดเปลือกแน่ๆ
แต่ถ้าไม่ยอมวิดีโอคอลกับเฉินหยู ก็อาจจะตกเป็นเป้าสายตาได้
เพราะไม่เคยมีใครปฏิเสธการวิดีโอคอลกับเฉินหยูมาก่อน
ถ้ามีคนเริ่มสงสัยขึ้นมา เขาก็หนีไม่รอดอยู่ดี
พอได้ฟังเหตุผลที่จัสต์โซ่วจ๋วยสารภาพกับเฉินหยูแล้ว ชาวเน็ตก็พากันหัวเราะร่วน
พลังอำนาจข่มขวัญในตัวเฉินหยู สงสัยคงมีแค่เปาบุ้นจิ้นเท่านั้นแหละที่จะพอฟัดพอเหวี่ยงกับเขาได้
เข้ามาแย่งซองแดง แต่ดันเผลอแย่งได้ที่หนึ่งซะงั้น
การได้วิดีโอคอลกับเฉินหยู สำหรับคนอื่นถือเป็นโอกาสที่หาได้ยากยิ่ง
แต่สำหรับเขาแล้ว มันคือศาลพญายมที่เอาชีวิตชัดๆ
หนีไม่พ้นก็เลยมอบตัวซะเลย ทำแบบนี้ก็ไม่มีใครเกินแล้วล่ะ
"ว่าแต่ แบบนี้ถือเป็นการมอบตัวไหมเนี่ย"
ชาวเน็ตคนหนึ่งส่งคำถามกระแทกใจเข้ามา
"ในแง่ของกฎหมาย การมอบตัวหมายถึงการที่ผู้กระทำความผิดเข้ามอบตัวต่อหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายด้วยความสมัครใจ และเล่าถึงกระบวนการก่ออาชญากรรมของตนตามความเป็นจริง หมอเฉินไม่ใช่หน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย ดังนั้นจึงไม่น่าจะถือเป็นการมอบตัวนะ"
ชาวเน็ตที่ใช้ชื่อว่า 'ทนายหลัว' ส่งคอมเมนต์เข้ามา
"ผู้ต้องสงสัย หากคุณต้องการมอบตัว คุณสามารถบอกสถานที่ซ่อนตัวของคุณมาได้เลย ซึ่งอาจถือได้ว่ามีพฤติการณ์ในการมอบตัว"
"ที่อยู่ไอพีแสดงให้เห็นว่าคุณอยู่ในมณฑลเจียง และผมก็เป็นคนมณฑลเจียงพอดี ถ้าคุณเชื่อใจผม ก็ส่งข้อความส่วนตัวมาบอกที่อยู่ของคุณได้เลย ผมจะพาคุณไปมอบตัว และจะพยายามช่วยให้คุณได้รับการลดหย่อนโทษให้มากที่สุด"
"พี่ชาย ในเมื่อคุณรู้ตัวว่าทำผิดแล้ว ก็ติดต่อผมมาเถอะ ผมสามารถเป็นพยานให้ได้ว่าคุณมามอบตัว"
ในห้องไลฟ์สตรีมมีคอมเมนต์เกลี้ยกล่อมให้มอบตัวโผล่ขึ้นมามากมาย
"ขอบคุณทุกคนมากครับ ด้วยความผิดที่ผมก่อไว้ ถึงไปมอบตัวก็ต้องตายอยู่ดี ผมเลยอยากเก็บโอกาสนี้ไว้ให้หมอเฉิน ให้หมอเฉินโทรไปแจ้งจับผมดีกว่า"
"แบบนี้เขาจะได้เงินรางวัลด้วย"
คราวนี้ ถึงตาที่ชาวเน็ตต้องเงียบไปบ้าง
จัสต์โซ่วจ๋วยก็ดื้อรั้นเอาเรื่องเหมือนกันนะเนี่ย
ถึงกับจะเอาตัวเองเป็นของขวัญตอบแทนเฉินหยูเลยเหรอ
เฉินหยูยิ้มบางๆ แล้วพูดว่า "คนไข้ คุณแน่ใจได้ยังไงว่าถ้าผมแจ้งจับคุณแล้ว ผมจะได้เงินรางวัล"
จัสต์โซ่วจ๋วยทำหน้าขมขื่นแล้วพูดว่า "ผมฆ่าคนตาย แถมยังลอยนวลมานานขนาดนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องออกประกาศจับผมเพื่อล่าตัวผมแน่ๆ"
"ด้วยความผิดที่ผมก่อไว้อย่างน้อยก็น่าจะมีค่าหัวสักหลายหมื่นหรืออาจจะถึงแสนหยวน"
"เงินก้อนนี้ก็ถือซะว่าเป็นค่าตอบแทนที่ผมมอบให้หมอเฉินก็แล้วกันครับ"
"ก่อนตาย ผมขอถามอะไรคุณสักสองสามเรื่องได้ไหม"
"แน่นอนครับ"
เฉินหยูยิ้มบางๆ แล้วพูดว่า "เชิญถามมาได้เลยครับ"
"หลังจากที่ผมฆ่าคนตายในปีนั้น ผมก็หนีออกจากบ้านเกิดทันที ตลอดสิบสองปีที่ผ่านมาผมต้องร่อนเร่พเนจรอยู่ข้างนอกตลอด"
"ตอนนี้พ่อแม่ผมเป็นยังไงบ้าง พวกท่านได้รับผลกระทบจากเรื่องของผมหรือเปล่า"
"ในใจพวกท่านยังเห็นผมเป็นลูกอยู่ไหม"
"ครอบครัวของเหยื่อยังเกลียดผมอยู่หรือเปล่า"
จัสต์โซ่วจ๋วยรัวคำถามออกมาเป็นชุด
คำถามส่วนใหญ่จะเน้นไปที่ครอบครัว โดยเฉพาะพ่อแม่ของเขา
ชีวิตการหลบหนีตลอดสิบสองปี นอกจากเขาจะเสียใจกับสิ่งที่ตัวเองทำลงไปแล้ว เขายังรู้สึกผิดต่อพ่อแม่มากยิ่งกว่า
พ่อแม่เลี้ยงดูเขามาด้วยความยากลำบาก
ใครจะไปคิดว่าพอเขาเพิ่งโตเป็นผู้ใหญ่ ก็กลายเป็นฆาตกรฆ่าคนไปซะแล้ว
ถ้ามีโอกาสได้กลับไปมีชีวิตใหม่อีกครั้ง เขาจะต้องตั้งใจเรียนและเป็นคนดีให้ได้
จะไม่ทำเรื่องอะไรให้พ่อแม่ต้องเป็นห่วงอีก
"คุณถามมาเยอะแยะขนาดนี้ ผมก็ไม่รู้จะบอกคุณยังไงดีเหมือนกัน"
"เอาอย่างนี้แล้วกัน เรามาเริ่มเล่ากันตั้งแต่ต้นเลยดีกว่า"
"เมื่อกี้คุณถามว่าพ่อแม่ของคุณเป็นยังไงบ้าง คำว่าเป็นยังไงบ้างที่คุณหมายถึง คือหมายถึงสุขภาพของพวกท่าน ความเป็นอยู่ หรือว่าเรื่องอื่นๆ กันล่ะ"
เฉินหยูถามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
"สุขภาพของพวกท่านเป็นยังไงบ้าง ยังแข็งแรงดีอยู่ไหมครับ"
"ก็ไม่ค่อยดีเท่าไหร่ครับ"
เฉินหยูพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบว่า "ประมาณเจ็ดปีก่อน สุขภาพพ่อของคุณก็เริ่มแย่ลงเรื่อยๆ"
"เมื่อต้นปีที่ผ่านมา ก็ตรวจพบว่าเป็นโรคมะเร็ง"
"มะเร็ง!!!"
"ผมมันไม่ใช่คน ผมไม่คู่ควรที่จะเป็นลูกของพวกท่านเลย!"
"ถ้าผมไม่ได้ทำเรื่องผิดกฎหมาย พ่อก็คงไม่ต้องมานั่งเครียดจนล้มป่วยแบบนี้หรอก!"
จัสต์โซ่วจ๋วยยกมือขึ้นตบหน้าตัวเองอย่างแรง
เขาร้องห่มร้องไห้พร้อมกับด่าทอตัวเองว่าเลวทรามต่ำช้ายิ่งกว่าหมูหมา
รู้สึกผิดต่อบุญคุณที่พ่อแม่เลี้ยงดูมา
พ่อแม่เป็นคนธรรมดาที่ซื่อสัตย์และเรียบง่าย ความหวังเดียวของพวกท่านคืออยากให้เขาเป็นคนดี
แต่เขากลับทำให้พ่อแม่ต้องผิดหวัง และกลายเป็นฆาตกรไปซะได้
"หมอเฉินครับ เงินรางวัลนำจับผม คุณช่วยแบ่งให้ครอบครัวผมสักหน่อยได้ไหมครับ"
"พ่อแม่ผมเป็นแค่คนงานธรรมดา คงไม่มีเงินมารักษามะเร็งหรอกครับ"
จัสต์โซ่วจ๋วยมองเฉินหยูด้วยน้ำตาคลอเบ้า
หวังว่าหลังจากที่ตัวเองถูกจับแล้ว เฉินหยูจะแบ่งเงินรางวัลนำจับส่วนหนึ่งให้กับพ่อแม่ของเขา
"คนไข้ คุณใจเย็นๆ ก่อนนะ"
เฉินหยูพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบว่า "ถึงพ่อของคุณจะเป็นมะเร็ง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะรักษาไม่หายนะ"
"เขาเพิ่งเข้ารับการรักษาที่คลินิกแห่งหนึ่ง และอาการก็อยู่ในความควบคุมแล้ว"
"คลินิกรักษามะเร็งได้ด้วยเหรอ"
จัสต์โซ่วจ๋วยถึงกับงง
"แน่นอนสิ"
เฉินหยูยิ้มและพูดว่า "แถมยังเก่งมากด้วยนะ"







